โดย นิอับดุลรากิ๊บ บินนิฮัสซัน
ครั้งนี้ขอกล่าวถึงอักขระบาตัก เป็นหนึ่งในอักขระแห่งภูมิภาคมลายูที่คนบ้านเราไม่ค่อยรู้จักกัน อักขระบาตัก หรือที่รู้จักกันในชื่อ Surat na Sampulu Sia (อักขระ 19 ตัว) Si Sia-sia หรืออักขระบาตัก เป็นหนึ่งในอักษรของภูมิภาคมลายูแบบดั้งเดิมที่พัฒนาขึ้นในชุมชนชาวบาตัก ทางตอนเหนือของสุมาตรา อักขระบาตัก ประกอบด้วยรูปแบบต่างๆ ที่ใช้เขียนภาษาบาตักต่างๆได้ 6 กลุ่ม ได้แก่ ภาษา Angkola ภาษา Karo ภาษา Mandailing ภาษา Pakpak ภาษา Simalungun และภาษา Toba อักขระบาตักนี้ได้มีการพัฒนาการผ่านทางอักขระกาวี ชาวบาตักใช้อักขระบาตักอย่างแพร่หลายมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 เป็นอย่างน้อย จนกระทั่งการใช้งานค่อยๆ ลดลงในศตวรรษที่ 20 อักขระนี้ยังคงมีการสอนในสุมาตราเหนือในฐานะส่วนหนึ่งของเนื้อหาท้องถิ่น แต่มีการใช้งานในชีวิตประจำวันอย่างจำกัด
แผ่นที่ภาษาบาตัก
อักขระบาตักเป็นระบบการเขียนแบบอะบูฆิดา (sistem tulisan abugida) โดยระบการเขียนแบบนี้คือระบบการเขียนประเภทหนึ่งที่แต่ละตัวอักษรแทนหนึ่งพยางค์ ซึ่งประกอบด้วยหน่วยเสียงพยัญชนะและหน่วยเสียงสระ สามารถเปลี่ยนเสียงสระในตัวอักษรใดก็ได้โดยการเพิ่มเครื่องหมายกำกับเสียง ระบบการเขียนทั้งหมดที่สืบทอดมาจากอักขระพราห์มีใช้ระบบอักษรพยางค์
อักขระบาตักประกอบด้วยอักขระพื้นฐาน
19 ตัว และมีอักขระเพิ่มเติมในบางรูปแบบ เช่นเดียวกับอักขระพราห์มีอื่นๆ
พยัญชนะแต่ละตัวแทนพยางค์ โดยมีสระ /a/ ที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ด้วยเครื่องหมายกำกับเสียงบางอย่าง
อักขระบาตักอ่านจากซ้ายไปขวา ตามธรรมเนียมแล้ว อักขระนี้เขียนโดยไม่มีช่องว่างระหว่างคำ
(scriptio continua) และใช้เครื่องหมายวรรคตอนน้อยที่สุด
อักขระบาตักมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดที่สุดกับอักขระของเกาะสุมาตราตอนใต้
หรือที่รู้จักกันในชื่ออักขระสุรัต อูลู ทั้งอักขระบาตักและอักขระสุมาตราตอนใต้พัฒนาขึ้นในพื้นที่ภายในของเกาะสุมาตรา
ซึ่งค่อนข้างช้าในการรับอิทธิพลจากภายนอก ดังนั้น
เมื่อสุมาตราได้รับอิทธิพลจากศาสนาอิสลามอย่างมากตั้งแต่ศตวรรษที่ 14 ทั้งสองพื้นที่ดังกล่าวจึงยังคงใช้อักขระที่มาจากอินเดีย
ในขณะที่พื้นที่ชายฝั่งทะเลรับเอาอักขระอาหรับและอักขระยาวี(อักขระอาหรับที่เพิ่มอักขระตามเสียงคนท้องถิ่น)
มาใช้ คนส่วนหนึ่งเชื่อว่าอักขระบาตักพัฒนาขึ้นครั้งแรกในพื้นที่อังโกลา-มันดาลิง
อาจจะไม่ไกลจากชายแดนสุมาตราตะวันตก และจากมันดาลิง
อักขระบาตักได้แพร่กระจายไปทางเหนือสู่พื้นที่โตบาบาตัก จากนั้นไปยังซีมาลูงุนและปักปัก
และในที่สุดก็มาถึงพื้นที่กาโร ซึ่งเป็นพื้นที่สุดท้ายที่ได้รับอักขระบาตัก แม้ว่าพื้นที่กาโรจะเป็นภูมิภาคสุดท้ายที่ได้รับอักขระบาตัก
แต่ก็พัฒนาเป็นภูมิภาคที่มีประเพณีการใช้อักขระบาตักที่แข็งแกร่งและยาวนานที่สุดหลังจากการได้รับเอกราช
อักขระบาตักประกอบด้วยรูปแบบต่างๆ
ที่ใช้เขียนภาษาบาตักทั้งหกภาษา
ได้แก่ภาษาอังโกลา ภาษากาโร ภาษาปักปัก ภาษามันดาลิง ภาษาซีมาลุงุน และภาษาโตบา
ในบางครั้งนักบวชศาสนาคริสต์ชาวบาตักถูกวาดภาพว่าเป็นผู้ใช้อักขระบาตักเพียงเดียว
แต่ความสามารถในการอ่านและเขียนอักขระบาตักนั้นแพร่หลายในทุกระดับของสังคมชาวบาตัก
และไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะพบเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันที่จารึกด้วยอักขระบาตักโดยเจ้าของ
และในชีวิตประจำวัน ชาวบาตักก่อนได้รับเอกราชใช้อักขระบาตักเพื่อวัตถุประสงค์หลายประการ
เช่น การเขียนต้นฉบับปุสตาฮา การติดต่อสื่อสาร และการคร่ำครวญ หรือ Rantapan
ส่วนหนึ่งของเอกสารสะสมของนักมานุษยวิทยา Firenzeครั้ง
สำหรับผู้เขียนในฐานะที่เป็นคนนอกของสังคมชาวบาตัก
ยังยอมรับว่าตัวเองยังมีความรู้เกี่ยวกับชาวบาตักน้อยมาก และบางครั้งก็สร้างความมึนงง
สับสน สงสัยเกี่ยวกับการนิยามของคำว่าชาวบาตัก มีการจัดอักขระบาตักออกเป็นหกภาษา
คือ ภาษาอังโกลา ภาษากาโร ภาษาปักปัก ภาษามันดาลิง ภาษาซีมาลุงุน และภาษาโตบา
เมื่อผู้เขียนเขียนว่าชาวบาตักกาโร ก็ได้รับต่อต้านจากชาวกาโรว่า พวกเขาคือชาวกาโร
พวกเขาไม่ใช่ชาวบาตัก แต่ชาวบาตักคือชาวโตบา หรือ ชาวบาตักโตบา เพราะภาษากาโร
แตกต่างจากภาษาโตบา หรือเมื่อผู้เขียนถามชาวมันไดลิง
ก็ได้รับการปฎิเสธว่าพวกเขาไม่ใช่ชาวบาตัก นับเป็นความตื้นเขินยิ่งเกี่ยวกับความรู้เรื่องชาวบาตัก
ในฐานะคนนอกสังคมชาวบาตัก หรือที่นักมานุษยวิทยาเรียกว่า outsider
อ้างอิง
Tuuk, H N van der (1971), A Grammar of Toba Batak. The Hague: Martinus Nijhoff.
William
Marsden (1784),History of Sumatra, London.



%20pada%20tabung%20bambu,%20koleksi%20Tropenmuseum.jpg)


Tiada ulasan:
Catat Ulasan