Jumaat, 30 Januari 2026

อักษรบาตัก อักขระแห่งภูมิภาคมลายู

โดย นิอับดุลรากิ๊บ  บินนิฮัสซัน

ครั้งนี้ขอกล่าวถึงอักขระบาตัก เป็นหนึ่งในอักขระแห่งภูมิภาคมลายูที่คนบ้านเราไม่ค่อยรู้จักกัน อักขระบาตัก หรือที่รู้จักกันในชื่อ Surat na Sampulu Sia (อักขระ 19 ตัว) Si Sia-sia หรืออักขระบาตัก เป็นหนึ่งในอักษรของภูมิภาคมลายูแบบดั้งเดิมที่พัฒนาขึ้นในชุมชนชาวบาตัก ทางตอนเหนือของสุมาตรา อักขระบาตัก ประกอบด้วยรูปแบบต่างๆ ที่ใช้เขียนภาษาบาตักต่างๆได้  6 กลุ่ม ได้แก่ ภาษา Angkola ภาษา Karo  ภาษา Mandailing  ภาษา Pakpak ภาษา Simalungun และภาษา Toba อักขระบาตักนี้ได้มีการพัฒนาการผ่านทางอักขระกาวี ชาวบาตักใช้อักขระบาตักอย่างแพร่หลายมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 เป็นอย่างน้อย จนกระทั่งการใช้งานค่อยๆ ลดลงในศตวรรษที่ 20 อักขระนี้ยังคงมีการสอนในสุมาตราเหนือในฐานะส่วนหนึ่งของเนื้อหาท้องถิ่น แต่มีการใช้งานในชีวิตประจำวันอย่างจำกัด

                                                          แผ่นที่ภาษาบาตัก

อักขระบาตักเป็นระบบการเขียนแบบอะบูฆิดา (sistem tulisan abugida) โดยระบการเขียนแบบนี้คือระบบการเขียนประเภทหนึ่งที่แต่ละตัวอักษรแทนหนึ่งพยางค์ ซึ่งประกอบด้วยหน่วยเสียงพยัญชนะและหน่วยเสียงสระ สามารถเปลี่ยนเสียงสระในตัวอักษรใดก็ได้โดยการเพิ่มเครื่องหมายกำกับเสียง ระบบการเขียนทั้งหมดที่สืบทอดมาจากอักขระพราห์มีใช้ระบบอักษรพยางค์


อักขระบาตักประกอบด้วยอักขระพื้นฐาน 19 ตัว และมีอักขระเพิ่มเติมในบางรูปแบบ เช่นเดียวกับอักขระพราห์มีอื่นๆ พยัญชนะแต่ละตัวแทนพยางค์ โดยมีสระ /a/ ที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ด้วยเครื่องหมายกำกับเสียงบางอย่าง อักขระบาตักอ่านจากซ้ายไปขวา ตามธรรมเนียมแล้ว อักขระนี้เขียนโดยไม่มีช่องว่างระหว่างคำ (scriptio continua) และใช้เครื่องหมายวรรคตอนน้อยที่สุด


อักขระบาตักมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดที่สุดกับอักขระของเกาะสุมาตราตอนใต้ หรือที่รู้จักกันในชื่ออักขระสุรัต อูลู ทั้งอักขระบาตักและอักขระสุมาตราตอนใต้พัฒนาขึ้นในพื้นที่ภายในของเกาะสุมาตรา ซึ่งค่อนข้างช้าในการรับอิทธิพลจากภายนอก ดังนั้น เมื่อสุมาตราได้รับอิทธิพลจากศาสนาอิสลามอย่างมากตั้งแต่ศตวรรษที่ 14 ทั้งสองพื้นที่ดังกล่าวจึงยังคงใช้อักขระที่มาจากอินเดีย ในขณะที่พื้นที่ชายฝั่งทะเลรับเอาอักขระอาหรับและอักขระยาวี(อักขระอาหรับที่เพิ่มอักขระตามเสียงคนท้องถิ่น) มาใช้ คนส่วนหนึ่งเชื่อว่าอักขระบาตักพัฒนาขึ้นครั้งแรกในพื้นที่อังโกลา-มันดาลิง อาจจะไม่ไกลจากชายแดนสุมาตราตะวันตก   และจากมันดาลิง อักขระบาตักได้แพร่กระจายไปทางเหนือสู่พื้นที่โตบาบาตัก จากนั้นไปยังซีมาลูงุนและปักปัก และในที่สุดก็มาถึงพื้นที่กาโร ซึ่งเป็นพื้นที่สุดท้ายที่ได้รับอักขระบาตัก แม้ว่าพื้นที่กาโรจะเป็นภูมิภาคสุดท้ายที่ได้รับอักขระบาตัก แต่ก็พัฒนาเป็นภูมิภาคที่มีประเพณีการใช้อักขระบาตักที่แข็งแกร่งและยาวนานที่สุดหลังจากการได้รับเอกราช

หนังสือภาษาบาตัก

หนึ่งในคำอธิบายและตารางตัวอักขระบาตักที่เก่าแก่ที่สุดโดยผู้เขียนชาวต่างชาติสามารถพบได้ในหนังสือประวัติศาสตร์สุมาตรา(History of Sumatra) ของWilliam Marsden ซึ่งตีพิมพ์ในปี 1784 อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากนี้แล้ว ความรู้เกี่ยวกับภาษา วรรณกรรม และตัวอักขระบาตักนอกชุมชนชาวบาตักเองนั้นมีน้อยมากจนกระทั่งกลางศตวรรษที่ 19 ในปี 1849 คณะเผยแพร่ศาสนาคริสต์ชาวฮอลันดาได้มอบหมายให้นักภาษาศาสตร์ บาทหลวงเฮอร์มัน นอยบรอนเนอร์ ฟาน เดอร์ ตูค (Herman Neubronner van der) ศึกษาภาษาบาตักโดยมีเป้าหมายเพื่อจัดทำพจนานุกรม ตำราไวยากรณ์ และการแปลพระคัมภีร์ที่ถูกต้อง ในปี 1851 เขาเดินทางมาถึงสุมาตราและในที่สุดก็ตั้งถิ่นฐานในเมืองท่าบารุส เขาสำรวจพื้นที่ภายในของชาวบาตักเป็นประจำตั้งแต่ปี 1853 จนกระทั่งออกจากสุมาตราในปี 1857 จากการศึกษาและประสบการณ์ของเขากับชุมชนบาตัก บาทหลวงเฮอร์มัน นอยบรอนเนอร์ ฟาน เดอร์ ตูค (Herman Neubronner van der) ได้จัดทำเอกสารที่ครอบคลุมเกี่ยวกับประเพณีมุขปาฐะและลายลักษณ์อักขระของชาวบาตัก ซึ่งยังคงเป็นแหล่งอ้างอิงพื้นฐานในการศึกษาบาตักต่างๆ


อักขระบาตักประกอบด้วยรูปแบบต่างๆ ที่ใช้เขียนภาษาบาตักทั้งหกภาษา ได้แก่ภาษาอังโกลา ภาษากาโร ภาษาปักปัก ภาษามันดาลิง ภาษาซีมาลุงุน และภาษาโตบา ในบางครั้งนักบวชศาสนาคริสต์ชาวบาตักถูกวาดภาพว่าเป็นผู้ใช้อักขระบาตักเพียงเดียว แต่ความสามารถในการอ่านและเขียนอักขระบาตักนั้นแพร่หลายในทุกระดับของสังคมชาวบาตัก และไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะพบเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันที่จารึกด้วยอักขระบาตักโดยเจ้าของ และในชีวิตประจำวัน ชาวบาตักก่อนได้รับเอกราชใช้อักขระบาตักเพื่อวัตถุประสงค์หลายประการ เช่น การเขียนต้นฉบับปุสตาฮา การติดต่อสื่อสาร และการคร่ำครวญ หรือ Rantapan

เอกสารคร่ำครวญของชาวบาตักกาโรในไม้ไผ่  

หน้าแรกของเอกสารชาวบาตัก


                  ส่วนหนึ่งของเอกสารสะสมของนักมานุษยวิทยา Firenzeครั้ง

สำหรับผู้เขียนในฐานะที่เป็นคนนอกของสังคมชาวบาตัก ยังยอมรับว่าตัวเองยังมีความรู้เกี่ยวกับชาวบาตักน้อยมาก และบางครั้งก็สร้างความมึนงง สับสน สงสัยเกี่ยวกับการนิยามของคำว่าชาวบาตัก มีการจัดอักขระบาตักออกเป็นหกภาษา คือ ภาษาอังโกลา ภาษากาโร ภาษาปักปัก ภาษามันดาลิง ภาษาซีมาลุงุน และภาษาโตบา เมื่อผู้เขียนเขียนว่าชาวบาตักกาโร ก็ได้รับต่อต้านจากชาวกาโรว่า พวกเขาคือชาวกาโร พวกเขาไม่ใช่ชาวบาตัก แต่ชาวบาตักคือชาวโตบา หรือ ชาวบาตักโตบา เพราะภาษากาโร แตกต่างจากภาษาโตบา หรือเมื่อผู้เขียนถามชาวมันไดลิง ก็ได้รับการปฎิเสธว่าพวกเขาไม่ใช่ชาวบาตัก นับเป็นความตื้นเขินยิ่งเกี่ยวกับความรู้เรื่องชาวบาตัก ในฐานะคนนอกสังคมชาวบาตัก หรือที่นักมานุษยวิทยาเรียกว่า outsider


อ้างอิง

Tuuk, H N van der (1971), A Grammar of Toba Batak. The Hague: Martinus Nijhoff.


William Marsden (1784),History of Sumatra, London.


 

Tiada ulasan: