Memaparkan catatan dengan label Ekonomi. Papar semua catatan
Memaparkan catatan dengan label Ekonomi. Papar semua catatan

Ahad, 17 November 2013

นโยบายภูมิบุตร (Bumiputra) ของมาเลเซีย : สิ่งที่ผู้สนใจหลักการนี้ไม่เคยกล่าวถึง "สัญญาประชาคม (Social Contract)"

โดย นิอับดุลรากิ๊บ บินนิฮัสซัน

ผู้เขียนได้รับอีเมล์ฉบับหนึ่งจากนักศึกษาภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ของสถาบันอุดมศึกษาแถวสามย่านกรุงเทพฯ สอบถามเกี่ยวกับความไม่เป็นประชาธิปไตยในประเทศมาเลเซีย ในเรื่องของนโยบายภูมิบุตราของประเทศมาเลเซีย  


คำถามของนักศึกษาคนนั้นน่าสนใจยิ่ง โดยให้ผู้เขียนแสดงความคิดเห็นในเรื่องภูมิบุตร คำถาม เช่น นโยบายภูมิบุตราขัดกับหลักการการปกครองในระบอบประชาธิปไตยและการพัฒนาประชาธิปไตยในสังคมมาเลซียหรือไม่ เพราะเหตุใด ในขณะที่กระแสโลกกาภิวัฒน์ ประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะในเรื่องของสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค เป็นที่รัฐควรมีให้กับพลเมืองโดยเท่าเทียมกัน


ผมถึงคิดว่าคำถามนี้ไม่สมควรที่จะตอบนักศึกษาผู้นั้นคนเดียว น่าจะมีการเผยแพร่ให้สาธารณะได้รับรู้อีกด้วย เพื่อว่าเราจะได้รับความเป็นมาของหลักนโยบายดังกล่าว ว่ามีความเป็นมาอย่างไร และทำไมนโยบายดังกล่าวยังคงต้องมีอยู่ต่อไป
ก่อนที่เราจะมารับรู้ถึงทำไมต้องมีนโยบายภูมิบุตร ทำไมชาวมลายูต้องได้รับสิทธิพิเศษทางสังคม เราควรมารับรู้ถึงการเกิดขึ้นของหลักการหนึ่งในประเทศมาเลเซีย นั้นคือหลักการ Social Contract หรือว่า การตกลงทางสังคม

Social Contract (สัญญาประชาคม)เมื่อเราศึกษาถึงประเทศมาเลเซีย  จะต้องกล่าวถึงหลักการ Social Contract ด้วย  คำนี้อาจไม่เป็นที่เผยแพร่มากนัก  ในรัฐธรรมนูญมาเลเซียไม่มีการกล่าวถึงคำว่า Social Contract หรือ kontrak sosial โดยชัดเจน นอกจากนั้นยังไม่ปรากฎว่ามีกฎหมายหรือเอกสารทางราชการที่กล่าวถึง Social Contract อย่างละเอียด[1]    

การเกิดขึ้นของ Social Contract ในสังคมมาเลเซียนั้น  เป็นความเห็นชอบของบรรดาผู้นำทางการเมืองเชื้อชาติต่างๆในประเทศมาเลเซียในช่วงยุคการต่อสู้เพื่อเอกราชของประเทศมาเลเซีย  

ด้วยเดิมนั้นชาวมลายูและชนพื้นเมืองดั้งเดิมถือว่าพวกเขาเป็นเจ้าของประเทศมาตั้งแต่เดิม  เมื่ออังกฤษเข้ามายึดครองมาลายา  ได้นำเข้าแรงงานชาวจีนจากประเทศจีนและชาวอินเดียจากบรรดาประเทศในชมพูทวีป  เมื่อมาลายาจะได้รับเอกราชนั้น  จึงมีความเห็นชอบของบรรดาผู้นำเชื้อชาติต่างๆ ทั้งชาวมลายู ชาวจีน และชาวอินเดียต่อหลักการ Social Contract  โดยชาวมลายูและชนพื้นเมืองอื่นๆต้องยอมรับให้ชาวจีนและชาวอินเดีย รวมทั้งชนเชื้อสายอื่นๆที่ไม่ใช่ชาวมลายูและชนพื้นเมืองสามารถเป็นผู้มีสัญชาติมาลายาได้  

ในทางกลับกันชาวจีนและชาวอินเดีย รวมทั้งชนเชื้อสายอื่นๆที่ไม่ใช่ชาวมลายูและชนพื้นเมืองก็ต้องยอมรับถึงการมีสิทธิพิเศษ และการคงอยู่ของสถาบันกษัตริย์ของชาวมลายู  และเมื่อมีการจัดตั้งประเทศมาเลเซียขึ้นมา  หลักการ Social Contract จึงครอบคลุมถึงรัฐซาบะห์ และรัฐซาราวัคด้วย[2]

เป็นการตกลงของบรรดาผู้นำทางการเมืองโดยมีการกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ โดยได้กำหนดไว้ในมาตรา 14-18 เกี่ยวกับการให้สัญชาติมาเลเซียแก่บุคคลที่ไม่ใช่ชาวมลายู กับมาตรา 153 ที่ได้กำหนดถึงอำนาจหน้าที่ของพระราชาธิบดีในการปกป้องผลประโยชน์ชาวมลายูและภูมิบุตร


มาตรา 153 รัฐธรรมนูญมาเลเซียให้อำนาจต่อพระราชาธิบดีในการปกป้องสิทธิพิเศษของคนมลายูและภูมิบุตรมาเลเซีย (Bumiputra Malaysia)
รัฐบาลกลางได้ปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มดังกล่าวโดยการจัดโควตา(รัฐบาลกลางได้ปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มดังกล่าวโดยการจัดโควตา(Kuota)ในด้านต่างๆ เช่น

ข้าราชการพลเรือน
-ข้าราชการพลเรือน(Perkhidmatan Awam)
-ทุนการศึกษา(Biasiswa)
-การศึกษา(Pendidikan)
รัฐบาลกลางได้ปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มดังกล่าวโดยการจัดโควตา(Kuota)ในด้านต่างๆ เช่น-ข้าราชการพลเรือน(
-ข้าราชการพลเรือน( -ข้าราชการพลเรือน(Perkhidmatan Awam)
-ทุนการศึกษา(Biasiswa)
-การศึกษา(Pendidikan)การมีนโยบายเพื่อปกป้องชาวมลายูและชนพื้นเมืองอื่นๆ ที่รวมเรียกว่าชาวภูมิบุตร หรือ Bumiputra นี้ เพื่อเป็นหลักประกันทางด้านสังคมและเศรษฐกิจของชาวภูมิบุตร  ด้วยสถานะทางเศรษฐกิจนั้นปรากฏว่าชาวภูมิบุตรยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าชนเชื้อชาติอื่นๆ


แม้ชาวภูมิบุตรจะเป็นชนกลุ่มใหญ่ของประเทศ แต่มีอำนาจทางเศรษฐกิจค่อนข้างน้อย ช่องว่างทางเศรษฐกิจระหว่างชาวภูมิบุตรกับชนชาวอื่นๆค่อนข้างห่างกันมาก ภายหลังเกิดเหตุการณ์นองเลือดในประเทศมาเลเซีย ทางรัฐบาลมาเลเซียจึงมีนโยบายในการลดช่องว่างทางเศรษฐกิจระหว่างชาวภูมิบุตรกับชนชาวอื่นๆ


จาก ในวิทยานิพนธ์ปริญญาโทสาขาเศรษศาสตร์เรื่อง The Political Economy of Restructuring in Malaysia ของ Low Kam Yoke จากมหาวิทยาลัยมาลายา ปี 1985 หน้า 26 เขียนว่า ในสมัยตนกูอับดุลอับดุลราห์มานปุตรา ก็มีการพยายามที่จะส่งเสริมทุนนิยมของชาวภูมิบุตร แต่ไม่ได้ผลมากนัก   


โดยในปี 1970 ชาวภูมิบุตรที่เป็นชาวเจ้าหรือหุ้นส่วนในอุตสาหกรรมสำคัญๆยังอยู่ในระดับที่ต่ำมาก มีชาวภูมิบุตรเป็นเจ้าของกิจการเพียง 1.9 %  ส่วนชาวจีนมี 22.5 %  ชาวอินเดีย 1.0 % และชาวยุโรปรวมทั้งอังกฤษ เป็นเจ้าของกิจการสูงถึง 60.7 %  


เมื่อรัฐบาลมาเลเซียมีนโยบายภูมิบุตร ส่งเสริมชาวภูมิบุตรในมีการพัฒนาทางเศรษฐกิจมากขึ้น ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางช่องว่างระหว่างชาวภูมิบุตรกับชนชาวอื่นๆ 


ดร. ชัยโชค จุลศิริวงศ์ ในงานวิจัยเรื่อง การพัฒนาเศรษฐกิจและการเมือง มาเลเซีย หน้า 146-147 ได้อ้างอิงจากแผนการพัฒนาเศรษฐกิจมาเลเซีย ฉบับที่ 3-4-6-7 ได้กล่าวว่า
ความยากจนแยกตามอัตราส่วนของกลุ่มเชื้อชาติแหลมมลายูในปี 1970
ความยากจนของชาวมลายูในแหลมมลายู มี 64.8 %
 ความยากจนของชาวจีนในแหลมมลายู มี 26.0 %
ความยากจนของชาวอินเดียในแหลมมลายู มี 39.2 %


ในปี 1990
ความยากจนของชาวมลายูในแหลมมลายู มี 20.8 %
ความยากจนของชาวจีนในแหลมมลายู มี 5.7 %
ความยากจนของชาวอินเดียในแหลมมลายู มี 8.0 %


รัฐซาบะห์  ในปี 1976
ความยากจนของชาวภูมิบุตรในรัฐซาบะห์  มี 82.9 %
 ความยากจนของชาวจีนในรัฐซาบะห์  มี 5.7 %
ในปี 1990
ความยากจนของชาวภูมิบุตรในรัฐซาบะห์  มี 41.2 %
ความยากจนของชาวจีนในรัฐซาบะห์  มี 4.0 %


รัฐซาราวัค  ในปี 1976
ความยากจนของชาวภูมิบุตรในรัฐซาราวัค  มี 85.9 %
ความยากจนของชาวจีนในรัฐซาราวัค  มี 14.0 %
ในปี 1990
ความยากจนของชาวภูมิบุตรในรัฐซาราวัค    มี 28.5 %
ความยากจนของชาวจีนในรัฐซาราวัค  มี 4.4 %


อัตราส่วนการถือหุ้นในบริษัทจำกัด ในปี 1970, 1990 และ 1995ชาวภูมิบุตร ปี 1970 การถือหุ้นในบริษัทจำกัด 2.4 %  1990 มี 19.3 % และ 1995 มี 20.6 %
ชาวจีน ปี 1970 การถือหุ้นในบริษัทจำกัด 27.2 %  1990 มี 45.5 % และ 1995 มี 40.9 %
ชาวอินเดีย ปี 1970 การถือหุ้นในบริษัทจำกัด 1.1 %  1990 มี 1.0 % และ 1995 มี 1.5 %

จากข้อมูลข้างต้น จะเห็นได้ว่านโยบายภูมิบุตร เป็นนโยบายที่สร้างขึ้นว่าเพื่อพิทักษ์ ปกป้องชนชาวมลายูและชนพื้นเมืองอื่นๆ แม้ว่าจะมีนโยบายภูมิบุตร จะในนามของนโยบายเศรษฐกิจ หรือ Dasar Ekonomi Baru (New Economy Policy) และนโยบายพัฒนาประเทศ หรือ Dasar Pembangunan Negara (National Development Policy) ขึ้นมา 

และปัจจุบันได้ใช้ โมเดลเศรษฐกิจใหม่ หรือ Model Ekonomi Baru (New Economy Model) ก็เพื่อลดชิองว่างความยากจน ลดช่องว่างของการถือสินทรัพย์ของประเทศ และจนถึงปัจจุบัน ชาวมลายูและชาวพื้นเมืองอื่นๆ ที่รวมกันถูกเรียกว่าชาวภูมิบุตร โดยรัฐบาลมีเป้าหมายจะให้ชาวภูมิบุตรมีอำนาจทางเศรษฐกิจของประเทศเพียง 30 % ของทั้งหมด แต่จนถึงปัจจุบันเป้าหมายดังกล่าวก็ยังไม่อาจเกิดขึ้นได้
[1] สัมภาษณ์ ดร. กุสนี  ซาอัด (Dr. Gusni  Saad) อาจารย์คณะมนุษยศาสตร์  มหาวิทยาลัยแห่งชาติมาเลเซีย   เมื่อ 21
    มกราคม  2551
[2] Mahdi Shuid, Pengajian Malaysia, Petaling Jaya : Longman , 1998 หน้า 46

Khamis, 21 Mac 2013

Khazanah Nasional : กองทุนปีกการเงินของรัฐบาลมาเลเซีย

โดย นิอับดุลรากิีบ  บินนิฮสซัน
Khazanah Nasional Berhad  หรือ คาซานะห์ นาชั่นนาล  จำกัด เป็นกองทุนปีกการเงินของรัฐบาลมาเลเซีย จัดตั้งขึ้นภายใต้กฎหมายการจัดตั้งบริษัทปี 1965 เมื่อวันที่ 3 กันยายน 1993 ในฐานะบริษัทมหาชน  หุ้นของกองทุนนี้ถือโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ตามพ.ร.บ.กระทรวงการคลังปี 1957
ประธานกองทุนคาซานะห์นาชั่นนาล
กองทุนคาซานะห์ นาชั่นนาล  ประกอบด้วยคณะกรรมการบริหาร 9 คน ซึ่งประกอบด้วยจากหน่วยงานรัฐและเอกชน   นายดาโต๊ะสรีนายิบ บินตุนอับดุลราซัค ในฐานะนายกรัฐมนตรีเป็นประธานคณะกรรมการบริหาร
กองทุนคาซานะห์ นาชั่นนาล  มีการลงทุนในมากกว่า 50  บริษัท 
โครงสร้างการบริหารของกองทุนคาซานะห์นาชั่นแนล
ทรัพย์สินทั้งหมด (net asset value) ของกองทุนคาซานะห์ นาชั่นนาล  ในปี 2012 มี 29 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ (net realizable value) ในปีดังกล่าว คือ 121.6 พันล้านริงกิตมาเลเซีย
กองทุนคาซานะห์ นาชั่นนาล  เป็นตัวแทนของรัฐบาลในการลงทุนข้ามชาติ
กองทุนคาซานะห์นาชั่นนาล ประกอบกิจการหลายประเภท เช่น

ถือหุ้นในกิจการด้านการเกษตร  เช่น
 0-MAFC 100%
0-Blue Archipelago 100%
0-Biotropics 100%

ถือหุ้นในกิจการด้านยานยนต์  เช่น 
0-Miyazu Seisakusho 9.12%

ถือหุ้นในกิจการด้านวัสดุพื้นฐาน เช่น
0-CIMA 100%

ถือหุ้นในกิจการด้านสถาบันการเงิน เช่น
0-Santubong Ventures 100%
0-ACRM 70%
0-Valuecap 33.33%
0-ACR Holdings 31.56%
0-ACR ReTakaful 40%
0-Bank Muamalat 30.0%
0-CIMB Group 28.39%
0-EON Capital 10.0%]=[
0-Jadwa Investment 10.0%
0-IDFC 8.97%

ถือหุ้นในกิจการด้านสุขภาพ เช่น
0-Integrated Healthcare Holdings (IHH) 100%
0-Parkway 23.86% (held via IHH)
0-Pantai Holdings 60%
0-IMU Health 67.5% (held via IHH)
0-Apollo Hospital 12.21%
0-Pharmaniaga 86.8% (held via UEM Group)

ถือหุ้นในกิจการด้านสาธารณุปโภคและการก่อสร้าง เช่น
0-Plus Expressways 16.74%
0-UEM Group 100%
0-UEM Builders 100%
0-Opus International 96.39%

ถือหุ้นในกิจการด้านการท่องเที่ยว เช่น
Themed Attractions 100%

ถือหุ้นในกิจการด้านการสื่อสารและโทรคมนาคม เช่น
0-Axiata Group Berhad 44.51%
0-Telekom Malaysia 36.78%
0-TimedotCom 18.38%
0-Time Engineering 45%
0-Astro 29.34%

ถือหุ้นในกิจการด้านอสังหาริมทรัพย์ เช่น
0-STLR 100%
0-Iskandar Investment Berhad 60%
0-Putrajaya Holdings 15.59%
0-UEM Land 77.14%

ถือหุ้นในกิจการด้านเทคโนโลยีและไบโอเทค เช่น
0-Atlantic Quantum 100%
0-MTDC 100%
0-SilTerra Malaysia 98.05%
0-Springhill Bioventures 33.33%

ถือหุ้นในกิจการด้านคมนาคมและโลจิสติคส์ เช่น
0-Penerbangan Malaysia 100%
0-Malaysia Airlines 17.08%
0-Malaysia Airports 60%
0-Pos Malaysia 32.21%
0-Westport 8.55%

ถือหุ้นในกิจการด้านสาธารประโยชน์ เช่น
0-Tenaga Malaysia 35.69%
0-Northern Utility 20%
0-Shuaibah Water and Electricity Company 12%

ถือหุ้นในกิจการด้านอื่นๆ เช่น
0-KCS Green Energy 80%
0-Parkson Retail 7.84%
0-DRB-HICOM 5.13%


ในการดดีลขายหุ้นธนาคารกรุงศรีอยุธยาของกลุ่มจีอีที่เหลืออยู่ 25.33% จะมีความชัดเจนหลังจากวันที่ 26 มีนาคมนี้ มี 2 ตัวเก็ง คือ"มิตซูบิชิ" ชิงดำ "กองทุนคาซานาห์" กองทุนจากมาเลเซีย  

ถ้ากองทุนคาซานะห์นาชั่นนาล ประสบความสำเร็จในการซื้อหุ้นครั้งนี้ ก็จะเป็นอีกก้าวหนึ่งของกองทุนปีกการเงินของรัฐบาลมาเลเซียในการขยายกิจกรรมในสถาบันการเงินของประเทศไทย
 และต้องการขยายไปลงทุน

รายงานว่ากองทุนนี้ได้จับมือกับซัน ไลฟ์ ไฟแนนเชียล อิงค์ กลุ่มธุรกิจด้านประกันชีวิตจากแคนาดา เพื่อเข้าซื้อหุ้นในบริษัทประกันร่วมทุนของซีไอเอ็มบี และอาวิว่าในมาเลเซีย รวมถึงขณะนี้ยังมีกระแสข่าวว่ากองทุนคาซานาห์ยังเป็นผู้เสนอเข้าซื้อหุ้นมูลค่า 500 ล้านดอลลาร์ ของ บมจ.ไทยประกันชีวิตอีกด้วย

Jumaat, 18 Januari 2013

บริษัท PETRONAS บริษัทน้ำมันมาเลเซียค้นพบแหล่งน้ำมันบนบกในรัฐซาราวัค

โดย นิอับดุลรากิ๊บ  บินนิฮัสซัน 

แผนที่รัฐซาราวัค ประเทศมาเลเซีย


PETRONAS ได้ประกาศถึงการค้นพบแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติบนบกของรัฐซาราวัค ถือเป็นเป็นการค้นพบครั้งแรกของประเทศในรอบ 24 ปี

การค้นพบครั้งนี้เป็นการค้นพบที่แหล่งเจาะน้ำมันที่เรียกว่า Adong Kecil West-1 ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากเมืองมีรี ของรัฐซาราวัคประมาณ 20 กิโลเมตร   เป็นแหล่งเจาะน้ำมันที่ดำเนินการโดยบริษัท JX Nippon Oil & Gas Exploration (Onshore Sarawak) Ltd. ซึ่งเป็นบริษัทที่รับสัมปทานแหล่ง Blok SK333 ร่วมกับบริษัทลูกของ PETRONAS คือบริษัทที่มีว่า Petronas Carigali Sdn Bhd.
การจุดเจาะน้ำมันบนบก
ครั้งสุดท้ายที่มีการค้นพบแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติบนบกในประเทศมาเลเซียคือปี 1989 ที่บริเวณ Asam Paya ซึ่งก็เป็นพื้นที่ที่ตั้งอยู่ในรัฐซาราวัคเช่นกัน

PETRONAS ได้ประกาศเมื่อ 18 มกราคม 2013 ว่า ทาง JX Nippon Oil & Gas Exploration (Onshore Sarawak) Ltd. และ Petronas Carigali Sdn Bhd. ได้ขุดแหล่งน้ำมัน Adong Kecil West-1 ในระดับความลึก 3,170 เมตร  และได้พบไฮโดรคาร์บอนบริสุทธิ์ที่มีความหนาประมาณ  349 เมตร

ได้มีการทดสอบแล้ว ผลการทดสอบสามารถผลิตได้ 440 ตันต่อวัน และก๊าซธรรมชาติได้ 11.5 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน  ถึงอย่างไรก็ตามทางบริษัท JX Nippon Oil & Gas Exploration (Onshore Sarawak) Ltd. และ Petronas Carigali Sdn Bhd. อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูลที่ถูกต้องอีกครั้ง
ทาง PETRONAS ได้แถลงอีกว่า การขุดเจาะในระดับลึกกว่านั้น ยังเชื่อว่าจะมีการค้นพบไฮโดรคาร์บอนบริสุทธิ์อีกต่อไป
 การท้าทาย
การขุดเจาะแหล่งน้ำมันที่ลึกกว่านั้น ถือว่าเป็นสิ่งที่ท้าทาย ซึ่งจำเป็นต้องใช้ความพยายามเป็นอย่างมาก  การค้นพบแหล่งน้ำมันบนบกที่ Adong Kecil West  ทำให้พื้นที่ดังกล่าวกลายเป็นแหล่งค้นพบน้ำมันบนบกเป็นแห่งที่สามของรัฐซาราวัค  ส่วนอีก 2 แหล่ง คือ ที่ แหล่ง Asam Paya และอีกแหล่งคือที่เมืองมีรี ซึ่งมีการค้นพบเมื่อปี 1910
แหล่งค้นพบน้ำมันแหล่งใหม่ของรัฐซาราวัค

การค้นพบแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติบนบกครั้งนี้ ทำให้สามารถกล่าวได้ว่ารัฐซาราวัคเป็นรัฐที่มีแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติบนบกมากกว่ารัฐอื่นๆ

การดำเนินการขุดเจาะแหล่งน้ำมันจะยังคงดำเนินการต่อไป โดยบริษัท JX Nippon Oil & Gas Exploration (Onshore Sarawak) Ltd. และ Petronas Carigali Sdn Bhd.  เพื่อสนับสนุนการค้นหาแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของ PETRONAS