Khamis, 12 Februari 2026

ศิลาจารึกซูกาบูมี หรือศิลาจารึกฮารีนยิง (Prasasti Harinjing)

โดย นิอับดุลรากิ๊บ  บินนิฮัสซัน

อารยธรรมภูมิภาคมลายูครั้งนี้จะกล่าวถึงศิลาจารึกซูกาบูมี

ศิลาจารึกซูกาบูมี หรือที่รู้จักกันในอึกชื่อว่าศิลาจารึกฮารีนยิง (Prasasti Harinjing) เป็นศิลาจารึกที่พบในไร่ซูกาบูมี ภายในเขตการปกครองของหมู่บ้านซีมาน กิ่งอำเภอเกปุง จังหวัดเกอดีรี จังหวัดชวาตะวันออก อินโดเนเซีย โดยพบศิลาจารึนี้ที่บริเวณเชิงเขาเกอลุด นอกจากศิลาจารึกฮารีนยิง แล้ว ยังพบศิลาจารึกปาราดะห์ (prasasti Paradah)ในหมู่บ้านซีมานด้วย


ศิลาจารึกทั้งสองด้านเขียนด้วยอักขระและภาษาชวาโบราณ จารึกประกอบด้วยข้อความสามส่วนที่กล่าวถึงเรื่องเดียวกัน


วันที่ 25 มีนาคม ค.ศ. 804 ที่ปรากฏบนจารึก ใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงถึงวันครบรอบการก่อตั้งเมืองเกอดิรี ปัจจุบันศิลาจารึกนี้จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์แห่งชาติอินโดเนเซียในกรุงจาการ์ตา

เนื้อหาของศิลาจารึก

ด้านหน้าเรียกว่าศิลาจารึกฮารีนยิง เอ ระบุว่า ในวันที่ 11 สุกลภักษา เดือนไจตรา ปีศักราชชวา 726 (25 มีนาคม ค.ศ. 804) (11 suklapaksa bulan Caitra tahun 726 Saka) บรรดาพระสงฆ์ในพื้นที่จูลังฆีได้รับสิทธิในที่ดิน (ที่ดินที่ได้รับการยกเว้นภาษี) สำหรับการร่วมมือในการก่อสร้างคลองส่งน้ำที่เรียกว่าฮารีนยิง


ด้านหลัง ศิลาจารึกฮารีนยิง บี บรรทัดที่ 1-23 ระบุว่า Sri Maharaja Rake Layang Dyah Tulodhong ในวันที่ 15 สุกลภักษา เดือนอาซูจี ปีศักราชชวา 843 (19 กันยายน ค.ศ. 921) (15 Suklapaksa bulan Asuji tahun 843 Saka) ทรงรับรองสิทธิของบรรดาพระสงฆ์ในจูลังฆี เนื่องจากพวกเขายังคงดูแลรักษาคลองฮารีนยิง ไป


บรรทัดถัดไป ซึ่งเรียกว่าศิลาจารึกฮารีนยิง ซี ระบุว่า สิทธิที่คล้ายคลึงกันนี้ได้รับการรับรองในวันที่ 1 สุกลภักษา เดือนไจตรา ปีศักราชชวา 849 (7 มีนาคม ค.ศ. 927) (1 Suklapaksa bulan Caitra tahun 849 Saka)


มีการศึกษาและเปลี่ยนภาษาชวาโบราณเป็นภาษาอินโดเนเซีย โดย P. V. Van Stein Callenfels ภายใต้หัวข้อหนังสือว่า De inscriptie van Soekaboemi จัดพิมพ์โดย P. V. Noord-Hollandsche Uitgevers-Maatschappij เมื่อ 1934 ณ กรุงแอมสเตอร์แดม


ด้านหน้า

1. Swasti cakawarsatita 709 (726) caitra

2. Masa tithi ekadaci cuklapaksa ha.wa.ca.tatka

3. La bhagawanta bari I wulanggi sumaksyan simaniran mula dawu

4. Han gawainira kali I harinjing hana ta lmah “dapubhi” sang apatih a

5. Tuha kambah deni kali hinelyan lmah satamwah de bhagawanta bari pa

6. Meget sang panggumulan parttaya sang kamalagyan anu hinanakan rika kala wa

7. Huta sang labihan pitungtung daman waca panigran daman gundu parwuwus sang apatih da

8. Man gundu winekas dama gandhang parwuwus daman gamel lawan daman cali gusti

9. Dapu landap tuha dihulu dapu gundu….watan.acur haler dapu…kan apkan da

10. Pu undun hulu kuwu dapu santan wu.ang atuha sang wulawan lawan dapu petet tuha wenggah daman

11. Er*wariga daman udaya citralekha dapunta waca nahan sira rama I paradah anu hinanakan

12. Rika kala//rama I bagu winkas dapu tahani gusti dapu natu tuha dihulu dapu garbu wka wua

13. Ma tuha saka sang er lawan dapu tiwul awatas daman wanyaga apeken daman wahang…

14. Tu daman sampanna parwuwus sang majalu bsi lawan daman bangun wariga dapu taji tuha wenggah daman dahara

15. Ni tuha buru daman kunja tuhalas daman wacana lawan daman wihar kalang tuha daman wanua

16. Parwuwus daman lampuyang wadahuma daman waca tuha padahi si bunta lawan si karyya kulapati i

17. Harinjing dapunta mandi kulapati I latateng dapu aman kulapati I bubul dapunta kurungan tpi siring anung

18. Saksi daman guntar I garage daman damen nihan sira aligrama saksinira saksyakan ikana simanira mula

19. Dawuhan // Kunang tinadah bhaganta I ramanta gawai sang. Aswa…cyamah waragan pitu kawenggahan inuman

20. Amunuhatasamada awaknira sira kunang yan gawai .i. sabya…salwiranira // niyanta wrddhinira mu.an sang pa

21. Mgat lasun deni….bhagawanta dapu landap….anta…an….

22. Dapu hadyan dapu sura daman kunja panigran sang taruk ramanta ri tajam wina…sangka .i. sang arawisa

23. I sangkawu I sangkara I sang……………I sangsala I sangang naha kawrddhini gawe gawe bhagawanta I

24. wulanggi //o//………………………..i bagu I kukap I watu walu

25.……………….ralan tpisiringnya watek


ด้านขวา

1. Rangga manggehan tangkilsugih randa

2. Mman nahan sakweh nikang wanua ka

3. Samwah deni gawai bhagawanta bari


ด้านหลัง

1. //swasti cakawarsatita 843

2. Asujimasa tithi pancadaci suklapaksa wara ha.u.

3. Bu.naksatra uttarabadrawada ahnibudhna dewata wrsayoga ta

4. Tkala ajna cri maharaja rake laying dyah tulodhong tinadah rakryan

5. Mapatih I hino mahamantri cri ketudharamanimantaprabhaprabhusaktitri

6. Wikrama umingsor ing rakryan mapatih halu wka sirikan kaluwarak tiruan muang

7. Pamgat bawang tiruan halaran kumonnakan casana sang dewata lumah I kwak ka

8. Pagehekna ni wka bhagawanta bari sang magawali kali I harinjing ikanang tan kolahala

9. Deni patih wahuta rama muang tan katamana dening saprakara ni mangila drbyaji

10. Kring padammapuy tapahaji erhaji tuha dagang tuha hunjamman manguri kutak ka

11. Payungngan pakalangkang pamanikan limus galuh pangaruhan manimpiki malanjang Iba haluwa

12. Rak wungkal tajam paranakan kdi walyan widu mangidung singgah mamrsi hulun haji watak

13. I jro ityewammadi saprakara ni mangilala drbya haji micra paramicra tan tamatah i

14. Stha ni wka bhagawanta bari I wulanggi sanggirigil muang ikang kabikuan mula sa..mama

15. Kangaran I wulahya ing waruk ing cambung ing wila kawela pamasangnya mas su 1 maparah

16. I cri maharaja mijil angken cetra ka 3, I sang pamgat asing juru I kadiri ikang ri wilang

17. Mas 4 winijillakannya byaya ni masa rinapi I wulahnya mas 1 winijillakannya da

18. Lannira ggawaiyakan ikanang dhrarmma kali I harinjing nahan balacrama ni mangatag ma

19. Ngkana pingsornnikanag ajna haji kinonnakan hatguhakna tan kolahhulah hatka ri dlaha ning

20. Dlaha kunang yan hana patih wahuta rama muang mangilala drbyahaji tan parabyapara I sthana ni wka bha

21. Gawanta bari ya sangkanani pramadanya salwirnni langghana ring ajna haji lwiranya nigrahan ya rim as ka 1

22. Su 2 matanya deya nikana hana mangilala patih wahuta rama kabeh kayatnaknannya soni nikeng surat

23. Praasti casana sri maharaja //o// muwah saka 843 caitramasa tithi pratipada sukla

24. Wara wa.u.bu.tatkala ni wka bhagawanta bari mintonakan anugraha sang lumah ri kwak

25. Tinadah rake hino pu ketu makasambandha pakon sang pamgat momahumah kaka

26. N rake sumba sang pamgat anggehan sang parpat sira ta kumonnakan ikang prasasti umnahhakna yaw u

27. Kal kweh ni wka bhagawanta bari ri wulanggi sang giwil sang trayi sang sacra sang pulas ri wilang sang banat

28. Sang durak ring sambung sang ngrawrit sang uwir ri wulahnya sang waseh sang bayaka ri waruk sang wadhi sang kinang nahan


ด้านซ้าย

1. Kwehnira wka bhagawanta bari umnahhakan nikang

2. Prasasti ri wungkal kunang ta kwe sang lumah ri kwak

3. Asing umulahhulah ikang nugraha sanghyang su

4. Kram upadrawa yan…kuha…jna…


อ้างอิง

prasasti sukabumi, Perpustakaan Gigital Budaya Indonesia, Budaya-Indonesia.org

van Stein Callenfels, P. V.,  De inscriptie van Soekaboemi, Noord-Hollandsche Uitgevers-Maatschappij, Amsterdam, 1934.


 

 

 

 

 








Ahad, 8 Februari 2026

การเขียนอักขระเรนจง อักขระทางมรดกวัฒนธรรมท้องถิ่น

โดย นินิอับดุลรากิ๊บ  บินนิฮัสซัน


                                    อักขระเรนจงเกอรินจี

การเขียนแบบอักขระเกอรินจี   การเขียนเกอรินจุง หรือการเขียนเรนจง เป็นการเขียนโบราณที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะบนเกาะสุมาตรา (เช่น เกอรินจี เบงกูลู มีนังกาเบา ปาเล็มบัง และลัมปุง) ชื่อว่าเรนจงมาจากคำภาษามลายูที่แปลว่า เอียง หรือ Serong ซึ่งหมายถึงรูปทรงเอียงของตัวอักษร


ต้นกำเนิดของการเขียนนี้คือระบบการเขียนของอักขระปัลลาวา ซึ่งแพร่กระจายไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ผ่านทางการค้า กิจกรรมทางศาสนา (ศาสนาฮินดู-พุทธ) และอิทธิพลของอาณาจักรศรีวิชัยในช่วงศตวรรษที่ 7 ถึง 13 ใช้ในการเขียนภาษาท้องถิ่น เช่น ภาษามลายูโบราณ ภาษาอาเจะห์ ภาษาเรจัง และภาษาถิ่นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม อักษรเรนจงไม่ได้เป็นการคัดลอกมาจากอักษรปัลลาวาโดยตรง แต่เป็นการพัฒนาขึ้นจากการปรับอักษรปัลลาวาให้เข้ากับวัฒนธรรมของชุมชนท้องถิ่น และได้รับอิทธิพลบางส่วนจากอักขระกาวีจากชวาและสุมาตราตอนใต้


                                           แผ่นที่อักขระอินจง

บางท้องถิ่นเรียกว่าซูรัตอูลู (Surat Ulu) มาจากคำสองคำ คือ surat ซึ่งหมายถึงการเขียน และ ulu ซึ่งหมายถึงพื้นที่สูงที่แม่น้ำมูซีไหลผ่าน (คือเทือกเขาบูกิตบาริซัน (Bukit Barisan)) ด้วยความเข้าใจเช่นนี้ อักขระเกอรินซจีและอักขระลัมปุงษรลัมปุงจึงไม่ได้รวมอยู่ในซูรัตอูลู (Surat Ulu) แม้ว่าผู้เชี่ยวชาญบางคนจะรวมไว้ด้วยก็ตาม  คำว่า "Surat Ulu" เองนั้นถูกใช้โดยชุมชนท้องถิ่นเพื่ออ้างถึงกลุ่มอักขระเหล่านี้


เชื่อกันว่าการเขียนอักษรเรนจงมีการใช้กันอย่างแพร่หลายในช่วงยุคศรีวิชัย (โดยมีรูปแบบและสไตล์การเขียนที่แตกต่างกันไปตามภูมิภาค) และยังคงใช้กันในพื้นที่ภายในของเกาะสุมาตราจนถึงยุคอิสลาม ในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 และต้นศตวรรษที่ 19 การใช้การเขียนอักขระเรนจงเริ่มลดลงและค่อยๆ สูญหายไปเนื่องจากการเข้ามาและการยอมรับการเขียนอักขระยาวี หรือ ในอินโดเนเซียส่วนใหญ่เรียกว่าอักขระอาหรับ-มลายู ซึ่งกลายเป็นระบบการเขียนหลักของภาษามลายู โดยเฉพาะในพื้นที่ชายฝั่งทะเลซึ่งเปิดรับอิทธิพลจากภายนอกมากกว่า


                                          แผ่นที่อักขระเรนจง

การเขียนอักษรเรนจงเป็นหนึ่งในมรดกทางวรรณกรรมที่เก่าแก่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าผู้คนในสมัยนั้นมีความรู้และสามารถเขียนได้ก่อนที่อิทธิพลของอาหรับ-อิสลามจะเข้ามาในภูมิภาคนี้ ปัจจุบัน การเขียนอักษรเรนจงยังคงได้รับการศึกษาโดยนักจารึก (epigrafi)และนักโบราณคดี (arkeologi) และกลายเป็นสัญลักษณ์ของอัตลักษณ์อันน่าภาคภูมิใจของชาวอาเจะห์และเรจังบนเกาะสุมาตรา ในความเป็นจริง มีความพยายามที่จะสอนใหม่ในโรงเรียนพิเศษในจังหวัดจัมบี ประเทศอินโดเนเซีย ในฐานะมรดกทางวัฒนธรรมท้องถิ่นที่ต้องได้รับการปลูกฝังและรักษาไว้


ในสมัยโบราณ การเขียนด้วยอักษรเรนจงถูกใช้เป็นสื่อในการเขียนสื่อสาร บันทึกส่วนตัว และเอกสารราชการท้องถิ่น เช่น บันทึกทางประวัติศาสตร์และกฎหมายประเพณี นอกจากนี้ยังมีความสำคัญในบริบททางศาสนา โดยมีการบันทึกคาถา คำอธิษฐาน และตำราทางศาสนาฮินดู-พุทธโดยใช้อักษรนี้  สำหรับมีต้นฉบับอักขระเรนจงจำนวนมากที่ถูกค้นพบและเก็บรักษาไว้ หนึ่งในนั้นคือต้นฉบับตันยุง ตานะห์ (Tanjung Tanah) ซึ่งเป็นหนังสือกฎหมายจากยุคอาณาจักรมลายูในศตวรรษที่ 14 ต้นฉบับนี้เขียนขึ้นที่วัง istana Dharmasraya ใช้อักษรเรนจงใน 2 หน้าสุดท้าย และเป็นต้นฉบับภาษามลายูที่เก่าแก่ที่สุด


มีการเขียนอักษรเรนจงหลายเวอร์ชันที่ใช้ตามภูมิภาคต่างๆ เช่น เรนจงอาเจะห์ (Rencong Jawoë) เรนจงเรจัง (Ka-Ga-Nga) เรนจงลัมปุง (Had Lampung)และเรนจงเกอรินจี (Rencong Kerinci)


จากการศึกษาพบว่าอักษรเรนจงมักพบเขียนอยู่บนวัสดุธรรมชาติ เช่น บนเปลือกไม้ ไม้ไผ่ และใบไม้ (เช่น ใบไม้จากต้นปาล์ม) แกะสลักบนเสาหิน เขาของสัตว์ ชิ้นส่วนโลหะ และบนก้อนหิน (หินที่มีตัวอักษร)


อ้างอิง

Suwandi, Aksara Rencong (Huruf Ka-Ga-Nga) Ssejarah dan Perkembangan di Sumatera Selatan.


Nuzulur Ramadhona, Suntingan Teks dan Analisis Isi Teks pada Naskah Ulu Sumatera Selatan dalam Koleksi Peti PNRI No 91/3+, Tesis BA, Universitas Islam Negei Raden Fateah, Palembang.


Sarwir Sarwono & Ngudining Rahayu, Pusat Penulisan dan Para Penulis Manuskrip Ulu di Bengkulu, UNIB Press, 2014.


Selasa, 3 Februari 2026

อักขระซุนดาโบราณ หนึ่งในอักขระในภูมิภาคมลายู

โดย นิอับดุลรากิ๊บ  บินนิฮัสซัน

อักขระซุนดาโบราณ  หรืออีกชื่อว่าอักขระบูฮุน เป็นอักขระที่พัฒนาขึ้นในภูมิภาคตะวันตกของเกาะชวาตั้งแต่ศตวรรษที่ 14 ถึง 18 และเดิมใช้เขียนภาษาซุนดาโบราณ อักขระซุนดาโบราณเป็นการพัฒนามาจากอักขระปัลลาวา ซึ่งมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบจนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ดังที่ใช้ในเอกสารใบลานในศตวรรษที่ 16


ประวัติศาสตร์ความเป็นมาของอักขระซุนดาโบราณ 

การใช้ตัวอักขระซุนดาโบราณ  ที่เก่าแก่ที่สุดพบในจารึกที่อัสตานา เฆเด กิ่งอำเภอกาวาลี อำเภอจีอามิส จังหวัดชวาตะวันตกและจารึก Kebantenan ในอำเภอยาตีอาซิห์ เมืองเบกาซี จังหวัดชวาตะวันตก


นักประวัติศาสตร์ชื่อว่า เอดี เอส. เอกายาตี (Edi S. Ekajati) อธิบายว่า อักขระซุนดาโบราณ  ถูกแทนที่ไปมากจากการขยายตัวของอาณาจักรอิสลามมาตารัมเข้าสู่ภูมิภาคปรียางัน (Priangan) ยกเว้นซีเรบอน (Cirebon)และบันเตน (Banten) ในเวลานั้น ขุนนางชาวซุนดามักนำวัฒนธรรมชวามาใช้เป็นแบบอย่าง ส่งผลให้วัฒนธรรมซุนดาถูกแทนที่ด้วยวัฒนธรรมชวา นักเขียนและบุคคลสำคัญทางวัฒนธรรมชาวซุนดาหลายคนยังใช้ตัวอักษรและรูปเคารพของชวาด้วย

                                      ศิลาจารึกกาวาลี 

ทางเจ้าอาณานิคมฮอลันดา หรือ VOC - Vereenigde Oostindische Compagnie (the Dutch East India Company) ถึงกับออกพระราชกฤษฎีกาว่า ตัวอักษรทางการในชวาตะวันตกมีเพียงอักษรละติน อักษรอาหรับ (หรือที่เรียกว่าเป-ฆอน) และอักษรชวาเท่านั้น พระราชกฤษฎีกานี้ประกาศใช้เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน ค.ศ. 1705 โดยได้รับการสนับสนุนจากผู้ปกครองเมืองจีเรบอน ซึ่งออกพระราชกฤษฎีกาที่คล้ายกันเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1706 นับจากนั้นเป็นต้นมา อักขระซุนดาโบราณก็ถูกลืมเลือนไปเป็นเวลาหลายศตวรรษ ชาวซุนดาไม่รู้จักอักขระของตนเองอีกต่อไป แม้ว่าจะยังมีการสอนในโรงเรียนจนถึงปลายทศวรรษ 1950 แต่ก็เห็นได้ชัดว่าเป็นความเข้าใจผิด เหตุผลก็คือสิ่งที่กำลังศึกษาในเวลานั้นไม่ใช่อักขระซุนดาโบราณแต่เป็นอักขระชวาที่รับมาจากอาณาจักรมาตารัม

                                         ศิลาจารึกกาวาลี 

อักขระซุนดาโบราณมักพบได้ในต้นฉบับใบลาน ซึ่งเขียนด้วยการขีดเขียนด้วยมีด ต้นฉบับที่เขียนด้วยอักขระนี้ ได้แก่ บูยังฆา มานิก(Bujangga Manik) เซวา กา ดาร์มา (Sewa ka Darma) จารีตาราตูปากวน (Carita Ratu Pakuan) จารีตาปาราฮยางัน(Carita Parahyangan)  และจารีตาวารูฆาฆูรู(Carita Waruga Guru)


ความแตกต่างระหว่างอักขระซุนดาโบราณและอักขระซุนดามาตรฐาน

ในช่วงต้นทศวรรษ 2000 ชาวซุนดาโดยทั่วไปรู้จักอักขระเพียงประเภทเดียวในตำราไวยกรณ์ภาษาซุนดา ซึ่งเรียกว่าอักขระซุนดา อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่ควรทราบคือ มีอักขระอย่างน้อยสี่ประเภทที่ใช้ชื่อว่าอักขระซุนดา ได้แก่ อักขระซุนดา โบราณ อักขระซุนดาจาคารากัน(อิทธิพลชวา) อักขระซุนดาเป-ฆอน (อักขระอาหรับ) และอักขระซุนดามาตรฐาน ในบรรดาอักขระซุนดาทั้งสี่ประเภทนี้ อักขระซุนดาโบราณและอักขระซุนดามาตรฐานนั้นมีความคล้ายคลึงกันแต่ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว อักขระซุนดามาตรฐานเป็นการดัดแปลงจากอักขระซุนดาโบราณเพื่อใช้ในการเขียนภาษาซุนดาในปัจจุบัน การดัดแปลงเหล่านี้รวมถึงการเพิ่มตัวอักษร (เช่น va และ fa) การลบตัวอักษร (เช่น re pepet และ le pepet) และการเปลี่ยนแปลงรูปร่างของตัวอักษร (เช่น na และ ma)


อ้างอิง

Holle, K. F., Tabel van Oud en Nieuw Indische Alphabetten: Bijdrage tot de Palaeographie van Nederlansch Indie, Batavia, 1882.


Perpustakaan Digital Budaya Indonesia,Aksara Sunda Kuno,  https://budaya-indonesia.org/

Jumaat, 30 Januari 2026

อักษรบาตัก อักขระแห่งภูมิภาคมลายู

โดย นิอับดุลรากิ๊บ  บินนิฮัสซัน

ครั้งนี้ขอกล่าวถึงอักขระบาตัก เป็นหนึ่งในอักขระแห่งภูมิภาคมลายูที่คนบ้านเราไม่ค่อยรู้จักกัน อักขระบาตัก หรือที่รู้จักกันในชื่อ Surat na Sampulu Sia (อักขระ 19 ตัว) Si Sia-sia หรืออักขระบาตัก เป็นหนึ่งในอักษรของภูมิภาคมลายูแบบดั้งเดิมที่พัฒนาขึ้นในชุมชนชาวบาตัก ทางตอนเหนือของสุมาตรา อักขระบาตัก ประกอบด้วยรูปแบบต่างๆ ที่ใช้เขียนภาษาบาตักต่างๆได้  6 กลุ่ม ได้แก่ ภาษา Angkola ภาษา Karo  ภาษา Mandailing  ภาษา Pakpak ภาษา Simalungun และภาษา Toba อักขระบาตักนี้ได้มีการพัฒนาการผ่านทางอักขระกาวี ชาวบาตักใช้อักขระบาตักอย่างแพร่หลายมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 เป็นอย่างน้อย จนกระทั่งการใช้งานค่อยๆ ลดลงในศตวรรษที่ 20 อักขระนี้ยังคงมีการสอนในสุมาตราเหนือในฐานะส่วนหนึ่งของเนื้อหาท้องถิ่น แต่มีการใช้งานในชีวิตประจำวันอย่างจำกัด

                                                          แผ่นที่ภาษาบาตัก

อักขระบาตักเป็นระบบการเขียนแบบอะบูฆิดา (sistem tulisan abugida) โดยระบการเขียนแบบนี้คือระบบการเขียนประเภทหนึ่งที่แต่ละตัวอักษรแทนหนึ่งพยางค์ ซึ่งประกอบด้วยหน่วยเสียงพยัญชนะและหน่วยเสียงสระ สามารถเปลี่ยนเสียงสระในตัวอักษรใดก็ได้โดยการเพิ่มเครื่องหมายกำกับเสียง ระบบการเขียนทั้งหมดที่สืบทอดมาจากอักขระพราห์มีใช้ระบบอักษรพยางค์


อักขระบาตักประกอบด้วยอักขระพื้นฐาน 19 ตัว และมีอักขระเพิ่มเติมในบางรูปแบบ เช่นเดียวกับอักขระพราห์มีอื่นๆ พยัญชนะแต่ละตัวแทนพยางค์ โดยมีสระ /a/ ที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ด้วยเครื่องหมายกำกับเสียงบางอย่าง อักขระบาตักอ่านจากซ้ายไปขวา ตามธรรมเนียมแล้ว อักขระนี้เขียนโดยไม่มีช่องว่างระหว่างคำ (scriptio continua) และใช้เครื่องหมายวรรคตอนน้อยที่สุด


อักขระบาตักมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดที่สุดกับอักขระของเกาะสุมาตราตอนใต้ หรือที่รู้จักกันในชื่ออักขระสุรัต อูลู ทั้งอักขระบาตักและอักขระสุมาตราตอนใต้พัฒนาขึ้นในพื้นที่ภายในของเกาะสุมาตรา ซึ่งค่อนข้างช้าในการรับอิทธิพลจากภายนอก ดังนั้น เมื่อสุมาตราได้รับอิทธิพลจากศาสนาอิสลามอย่างมากตั้งแต่ศตวรรษที่ 14 ทั้งสองพื้นที่ดังกล่าวจึงยังคงใช้อักขระที่มาจากอินเดีย ในขณะที่พื้นที่ชายฝั่งทะเลรับเอาอักขระอาหรับและอักขระยาวี(อักขระอาหรับที่เพิ่มอักขระตามเสียงคนท้องถิ่น) มาใช้ คนส่วนหนึ่งเชื่อว่าอักขระบาตักพัฒนาขึ้นครั้งแรกในพื้นที่อังโกลา-มันดาลิง อาจจะไม่ไกลจากชายแดนสุมาตราตะวันตก   และจากมันดาลิง อักขระบาตักได้แพร่กระจายไปทางเหนือสู่พื้นที่โตบาบาตัก จากนั้นไปยังซีมาลูงุนและปักปัก และในที่สุดก็มาถึงพื้นที่กาโร ซึ่งเป็นพื้นที่สุดท้ายที่ได้รับอักขระบาตัก แม้ว่าพื้นที่กาโรจะเป็นภูมิภาคสุดท้ายที่ได้รับอักขระบาตัก แต่ก็พัฒนาเป็นภูมิภาคที่มีประเพณีการใช้อักขระบาตักที่แข็งแกร่งและยาวนานที่สุดหลังจากการได้รับเอกราช

หนังสือภาษาบาตัก

หนึ่งในคำอธิบายและตารางตัวอักขระบาตักที่เก่าแก่ที่สุดโดยผู้เขียนชาวต่างชาติสามารถพบได้ในหนังสือประวัติศาสตร์สุมาตรา(History of Sumatra) ของWilliam Marsden ซึ่งตีพิมพ์ในปี 1784 อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากนี้แล้ว ความรู้เกี่ยวกับภาษา วรรณกรรม และตัวอักขระบาตักนอกชุมชนชาวบาตักเองนั้นมีน้อยมากจนกระทั่งกลางศตวรรษที่ 19 ในปี 1849 คณะเผยแพร่ศาสนาคริสต์ชาวฮอลันดาได้มอบหมายให้นักภาษาศาสตร์ บาทหลวงเฮอร์มัน นอยบรอนเนอร์ ฟาน เดอร์ ตูค (Herman Neubronner van der) ศึกษาภาษาบาตักโดยมีเป้าหมายเพื่อจัดทำพจนานุกรม ตำราไวยากรณ์ และการแปลพระคัมภีร์ที่ถูกต้อง ในปี 1851 เขาเดินทางมาถึงสุมาตราและในที่สุดก็ตั้งถิ่นฐานในเมืองท่าบารุส เขาสำรวจพื้นที่ภายในของชาวบาตักเป็นประจำตั้งแต่ปี 1853 จนกระทั่งออกจากสุมาตราในปี 1857 จากการศึกษาและประสบการณ์ของเขากับชุมชนบาตัก บาทหลวงเฮอร์มัน นอยบรอนเนอร์ ฟาน เดอร์ ตูค (Herman Neubronner van der) ได้จัดทำเอกสารที่ครอบคลุมเกี่ยวกับประเพณีมุขปาฐะและลายลักษณ์อักขระของชาวบาตัก ซึ่งยังคงเป็นแหล่งอ้างอิงพื้นฐานในการศึกษาบาตักต่างๆ


อักขระบาตักประกอบด้วยรูปแบบต่างๆ ที่ใช้เขียนภาษาบาตักทั้งหกภาษา ได้แก่ภาษาอังโกลา ภาษากาโร ภาษาปักปัก ภาษามันดาลิง ภาษาซีมาลุงุน และภาษาโตบา ในบางครั้งนักบวชศาสนาคริสต์ชาวบาตักถูกวาดภาพว่าเป็นผู้ใช้อักขระบาตักเพียงเดียว แต่ความสามารถในการอ่านและเขียนอักขระบาตักนั้นแพร่หลายในทุกระดับของสังคมชาวบาตัก และไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะพบเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันที่จารึกด้วยอักขระบาตักโดยเจ้าของ และในชีวิตประจำวัน ชาวบาตักก่อนได้รับเอกราชใช้อักขระบาตักเพื่อวัตถุประสงค์หลายประการ เช่น การเขียนต้นฉบับปุสตาฮา การติดต่อสื่อสาร และการคร่ำครวญ หรือ Rantapan

เอกสารคร่ำครวญของชาวบาตักกาโรในไม้ไผ่  

หน้าแรกของเอกสารชาวบาตัก


                  ส่วนหนึ่งของเอกสารสะสมของนักมานุษยวิทยา Firenzeครั้ง

สำหรับผู้เขียนในฐานะที่เป็นคนนอกของสังคมชาวบาตัก ยังยอมรับว่าตัวเองยังมีความรู้เกี่ยวกับชาวบาตักน้อยมาก และบางครั้งก็สร้างความมึนงง สับสน สงสัยเกี่ยวกับการนิยามของคำว่าชาวบาตัก มีการจัดอักขระบาตักออกเป็นหกภาษา คือ ภาษาอังโกลา ภาษากาโร ภาษาปักปัก ภาษามันดาลิง ภาษาซีมาลุงุน และภาษาโตบา เมื่อผู้เขียนเขียนว่าชาวบาตักกาโร ก็ได้รับต่อต้านจากชาวกาโรว่า พวกเขาคือชาวกาโร พวกเขาไม่ใช่ชาวบาตัก แต่ชาวบาตักคือชาวโตบา หรือ ชาวบาตักโตบา เพราะภาษากาโร แตกต่างจากภาษาโตบา หรือเมื่อผู้เขียนถามชาวมันไดลิง ก็ได้รับการปฎิเสธว่าพวกเขาไม่ใช่ชาวบาตัก นับเป็นความตื้นเขินยิ่งเกี่ยวกับความรู้เรื่องชาวบาตัก ในฐานะคนนอกสังคมชาวบาตัก หรือที่นักมานุษยวิทยาเรียกว่า outsider


อ้างอิง

Tuuk, H N van der (1971), A Grammar of Toba Batak. The Hague: Martinus Nijhoff.


William Marsden (1784),History of Sumatra, London.


 

หลักศิลาจารึก Võ Cạnh ของชาวมลายู หรืออาณาจักรจามปา ร่องรอยที่ทิ้งไว้ในประเทศเวียดนาม

โดย นิอับดุลรากิ๊บ บินนิฮัสซัน

เมื่อกล่าวถึงชาวจามที่เดิมเคยมีอาณาจักรจามปาในประเทศเวียดนามนั้น เมื่อเรียกชาวจาม ปัจจุบันย่อมจะหมายถึงชาวจามที่อาศัยอยู่ในประเทศกัมพูชา (ชาวจามที่อพยพออกจากประเทศเวียดนาม เมื่อครั้งอาณาจักรจามปาพ่ายแพ้ต่ออาณาจักรเวียด)และประเทศเวียดนาม ชนชาวจามถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของชนเชื้อสายมลายู-โปลีเนเซีย นายจิตร ภูมิศักดิ์กล่าวว่าชาวจามเป็นชาวมลายูที่ตกค้างบนภาคพื้นทวีป และในมาเลเซีย ก็จะเรียกชาวจามว่าเป็นชาวลายู-จาม และที่แปลกภาษาอาเจะห์ บนเกาะสุมาตรา ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มภาษาจาม (Chamic Languauge) ครั้งนี้ขอแนะนำศิลาจารึก Võ Cạnh หรือศิลาจารึกโวคาญ ของอดีตอาณาจักรจามปาที่ทิ้งมรดกเอาไว้ให้ประเทศเวียดนาม ศิลาจารึกนี้พบที่หมู่บ้าน Võ Cạnh  หรือโวคาญ ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองนาตรัง (Nha Trang) ราว 4 กิโลเมตร

ศิลาจารึก Võ Cạnh แห่งอาณาจักรจามปา ซึ่งมีอายุเกือบ 2,000 ปี เป็นโบราณวัตถุที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่ทราบเกี่ยวกับการเผยแพร่พระพุทธศาสนาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ศิลาจารึก Võ Cạnh ซึ่งจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์แห่งชาติเวียดนาม มีอายุตั้งแต่ศตวรรษที่ 2-3 และเป็นศิลาจารึกที่เก่าแก่ที่สุดที่ยังหลงเหลืออยู่ของอาณาจักรจามปา

ศิลาจารึกนี้ถูกสร้างขึ้นใกล้หอคอยอิฐในหมู่บ้าน Võ Cạnh ตำบล Vinh Trung อำเภอ Dien Khanh จังหวัด Khanh Hoa และถูกนำมายังฮานอยโดย École française d'Extrême-Orient ในปี 1910

 ศิลาจารึกเป็นแท่งหินทรงกระบอก สูง 270 เซนติเมตร หนา 110 เซนติเมตร และกว้าง 80 เซนติเมตร

ศิลาจารึกนี้มีสามด้านที่สลักอักขระสันสกฤต โดยแต่ละบรรทัดแกะสลักต่อเนื่องจากด้านหนึ่งไปยังอีกด้านหนึ่ง

ศิลาจารึกให้ข้อมูลอันมีค่าเกี่ยวกับประวัติศาสตร์การก่อตั้งอาณาจักรจามปา

ดังนั้น ศรีมาราจึงเป็นผู้ก่อตั้งราชวงศ์แรกของอาณาจักรจามปาใต้ โดยมีเมืองหลวงตั้งอยู่ในเมืองปันดูรังฆา (Panduranga หรือ ปัจจุบันคือเมืองพันรัง(Phan Rang)...

เมืองหลวงของอาณาจักรจามปาเหนือ (หรือที่รู้จักกันในชื่อลำอัป หรือ lâm ấp) ตั้งอยู่ที่สิมหาปุรา ในเขต Trà Kiệu ของจังหวัดกวางนาม (Quảng Nam)ในปัจจุบัน ประมาณ 3-4 ศตวรรษหลังจากที่ศิลาจารึกนี้ถูกสร้างขึ้น อาณาจักรทั้งสองได้รวมกันเพื่อก่อตั้งอาณาจักรจามปาขึ้น

ศิลาจารึกนี้ยังบ่งชี้ถึงการเข้ามาและการมีอิทธิพลอย่างมากของพุทธศาสนาจากอารยธรรมอินเดียต่อชาวจาม (ราวศตวรรษที่ 1 หลังคริสต์ศักราช) และคณะสงฆ์ของอาณาจักรนี้ด้วย

นักวิจัยระบุว่า ศิลาจารึก Võ Cạnh เป็นหลักฐานที่เก่าแก่ที่สุดของการเผยแพร่พระพุทธศาสนาสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และจารึกบนศิลาจารึกนี้ยังถือเป็นจารึกที่เก่าแก่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย

ด้วยคุณค่าทางประวัติศาสตร์อันโดดเด่น ศิลาจารึก Võ Cạnh จึงได้รับการยกย่องให้เป็นสมบัติแห่งชาติของเวียดนาม



อ้างอิง

Reds Vietnam



 

Khamis, 29 Januari 2026

มัสยิดมูบารัก มัสยิดโบราณที่มีชื่อเสียงที่สุดในประเทศเวียดนาม

โดย  นิอับดุลรากิ๊บ  บินนิฮัสซัน

ชาวจามถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มตระกูลมลายู-โปลีเนเซีย ดังนั้นไม่ใช่เป็นเรื่องแปลก เมื่อชาวมลายูในมาเลเซีย และอินโดเนเซีย ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มชาติพันธุ์ตนเอง ไม่ว่าชาวจามดังกล่าวจะนับถือศาสนาอิสลาม หรือไม่นับือศาสนาอิสลามก็ตาม   คราวนี้เรามาทำความรู้จักกับชาวจามมุสลิมในประเทศเวียดนาม โดยจะกล่าวถึงมัสยิดของชาวจามุสลิม ซึ่งอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากในทางประเทศเวียดนามตอนใต้


เรามารู้จักมัสยิดมูบารัก ซึ่งถือว่าเป็นมัสยิดโบราณที่มีชื่อเสียงที่สุดในประเทศเวียดนาม

มัสยิดมูบารักสร้างขึ้นในปี 1750 ด้วยไม้และหลังคามุงจาก ในปี 1922 มัสยิดได้รับการบูรณะใหม่ให้แข็งแรงขึ้นด้วยผนังปูนขาวและหลังคากระเบื้อง

มัสยิดมูบารักของชุมชนมุสลิมจาม ตั้งอยู่ในตำบลฟูเฮียบ (Phú Hiệp) อำเภอฟูตัน (Phú Tân) จังหวัดอันเจียง (An Giang)เป็นหนึ่งในมัสยิดที่มีชื่อเสียงที่สุดในเวียดนาม

มัสยิดมูบารักแห่งนี้ออกแบบโดยสถาปนิกชื่อว่า นายโมฮัมหมัดอามีน สร้างความประทับใจแรกพบที่โดดเด่นด้วยทางเข้าโค้งอันสง่างามที่มองเห็นลานกว้างขวางเบื้องล่าง

จากทางเข้าหลักของมัสยิดมูบารักมีทางเดินสองแถวที่มีซุ้มโค้งแหลมทอดยาวออกไปทั้งสองด้าน ทางเดินและซุ้มโค้งเหล่านี้ทอดยาวไปจนสุดทั้งสองด้านของอาคารมัสยิด

บนหลังคาของมัสยิดมีหอคอยรูปไข่ขนาดใหญ่สองชั้น ฐานของหอคอยมีรูปพระจันทร์เสี้ยวและดาว ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของศาสนาอิสลาม มีหอคอยขนาดเล็กกว่าสี่แห่งตั้งอยู่ที่มุมทั้งสี่ของหลังคา และมีหอคอยทรงกลมสูงสองแห่งตั้งอยู่ตรงกลาง

ภายในมัสยิดมูบารักกว้างขวางและโปร่งสบาย ตกแต่งด้วยโทนสีขาวและน้ำเงิน โดยมีเสาเรียงสองแถวเป็นจุดเด่น ตรงกลางมีซุ้มโค้งสองแห่ง ซึ่งทั้งสองแห่งช่วยขยายเสียงสวดมนต์และเป็นหน้าต่างที่ให้แสงธรรมชาติส่องเข้ามาในมหาวิหาร

บริเวณละหมาดตั้งอยู่ทางด้านซ้ายของมัสยิด จัดวางเพื่อให้ผู้ละหมาดหันหน้าไปทางกิบลัต ซึ่งเป็นที่ตั้ของมหานครมักกะห์เมื่อทำการละหมาด


ทางเดินภายในมัสยิดประดับประดาด้วยงานศิลปะอิสลามมากมาย

มัสยิดมูบารักมีประวัติศาสตร์ยาวนาน สร้างขึ้นในปี 1750 โดยใช้วัสดุไม้และหลังคามุงจาก และได้รับการบูรณะหลายครั้งโดยใช้วัสดุเดิม ในปี 1922 มัสยิดได้รับการสร้างใหม่ให้แข็งแรงขึ้นด้วยผนังปูนขาว เสาไม้ทรงกลม และหลังคากระเบื้อง

ในปี 1965 มัสยิดได้รับการสร้างขึ้นใหม่โดยใช้คอนกรีตเสริมเหล็ก และยังคงตั้งตระหง่านอยู่จนถึงทุกวันนี้ งานก่อสร้างทั้งหมดได้รับการสนับสนุนจากผู้ศรัทธาชาวจามในท้องถิ่นด้วยแรงงานและทรัพยากรของพวกเขา

มัสยิดมูบารัก ซึ่งเป็นผลงานสถาปัตยกรรมที่เป็นตัวแทนของชุมชนชาวจามในเวียดนามทางตอนใต้ ได้รับการยอมรับให้เป็นอนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งชาติมาตั้งแต่ปี 1989


 อ้างอิง

Reds Vietnam