Rabu, 1 April 2026

เจดีย์ฮินดูเง็มปอน หรือที่รู้จักกันในชื่อเจดีย์ฮินดูมุนจุล ร่องรอยศาสนาฮินดูในภูมิภาคมลายู

โดย นิอับดุลรากิ๊บ  บินนิฮัสซัน

ในภูมิภาคมลายู ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าศาสนาพุทธ-ฮินดู มีบทบาทสำคัญ และศาสนาฮินดูได้ทิ้งร่องรอยมรดกอารยธรรมในภูมิภาคมลายู โดยเฉพาะบนเกาะชวา และเกาะสุมาตราจะชัดเจที่สุด และในครั้งนี้ขอแนะนำเจดีย์ฮินดูเง็มปอน หรือที่รู้จักกันในชื่อเจดีย์ฮินดูมุนจุล

เจดีย์ฮินดูเง็มปอน หรือที่รู้จักกันในชื่อเจดีย์ฮินดูมุนจุล เป็นหนึ่งในเจดีย์ฮินดูฮินดูในอำเภอเซอมารัง ตั้งอยู่ในหมู่บ้านเง็มปอน กิ่อำเภอเบอร์ฆัส อำเภอเซอมารัง จังหวัดชวากลาง ห่างจากตลาดการังยาตีประมาณสองกิโลเมตร


เจดีย์ฮินดูเง็มปอนประกอบด้วยวิหารเก้าหลัง แต่มีเพียงสี่หลังเท่านั้นที่ได้รับการบูรณะหรือสร้างขึ้นใหม่ เมื่อมองเผินๆ วิหารเหล่านี้ดูเหมือนกัน แต่มีหลังหนึ่งที่ใหญ่กว่าอื่น


เชื่อกันว่าบริเวณรอบเจดีย์ฮินดูนี้เคยเป็นศูนย์ฝึกอบรมของชนชั้นพราหมณ์ ซึ่งได้รับการฝึกฝนให้เป็น mpu หรือ empu  ในด้านวรรณคดีวัฒนธรรม และจิตวิญญาณ ดังนั้น สถานที่ตั้งของเจดีย์ฮินดูจึงเรียกว่าเง็มปอน ซึ่งมาจากคำว่าเอมปูหรือเงมปู (empu, ngempu)


ประวัติการค้นพบเจดีย์ฮินดูนี้

เจดีย์ฮินดูแห่งนี้ถูกค้นพบโดยบังเอิญในปี 1952 โดยชายชื่อนายกัสรี ขณะที่เขากำลังพรวนดินในนาข้าวกับปู่ของเขา ในตอนแรกพบเพียงหินธรรมดาขนาด 40 ตารางเมตร แต่ทุกครั้งที่พรวนดินก็พบหินเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ยังพบรูปปั้นอีก 10 องค์ รวมถึงพระแม่ทุรคา พระพิฆเนศ พระคินาราคินารี และพระนันธิ รูปปั้นเหล่านี้มีความยาวหนึ่งเมตร ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์รองโฆวาร์ซีโต (Museum Ronggowarsito) ในเมืองเซอมารัง เมื่อค้นพบครั้งแรก หินของเจดีย์ฮินดูอยู่ในสภาพทรุดโทรมเนื่องจากดินถล่ม


ในปี 1952 กรมโบราณคดีได้บูรณะเจดีย์ฮินดูขึ้นใหม่จากซากปรักหักพัง ต่อมาในปี 2006 ศูนย์อนุรักษ์มรดกทางโบราณคดีชวากลาง (Balai Pelestarian Peninggalan Purbakala Jawa Tengah)ได้บูรณะเจดีย์ฮินดูขนาดเล็กขึ้นใหม่ พบฐานราก 9 แห่งในบริเวณนี้ แต่มีเพียง 4 แห่งเท่านั้นที่ได้รับการบูรณะอย่างสมบูรณ์ เจดีย์ฮินดูแห่งนี้ยังได้รับการดูแลรักษาโดยสมาคมฮินดูธรรมะอินโดนีเซีย หรือ  Parisada Hindu Dharma Indonesia (Indonesian Hindu Dharma Society)


ไม่ไกลจากบริเวณเจดีย์ฮินดูเง็มปอน มีสถานที่อาบน้ำโบราณแห่งหนึ่งซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างการบูรณะ สถานที่อาบน้ำแห่งนี้มีน้ำพุร้อนและคุ้มค่าแก่การเยี่ยมชม


อ้างอิง

Candi Ngempon sebagai Daya Tarik Wisata Edukasi dan di Kabupaten Semarang, Etnoreflika: Jurnal Sosial dan Budaya Volume 13, Nomor 3, Oktober 2024.

Selasa, 31 Mac 2026

เจดีย์ฮินดูปรีงาปุส เป็นอีกเจดีย์หนึ่งของร่องรอยศาสนาฮินดูในภูมิภาคมลายู

โดย นิอับดุลรากิ๊บ  บินนิฮัสซัน

ในดินแดนภูมิภาคมลายู ก่อนที่จะรับศาสนาอิสลามนั้น ผู้คนบริเวณนี้เคยนับถือศาสนาพุทธ-ฮินดูมาก่อน และร่องรอยของศาสนาสถานพุทธ-ฮินดูยังคงทิ้งร่องรอยบนดินแดนูมิภาคมลายู เราสามารถเหฝ้นได้ชัดเจนบนเกาะสุมาตรา และเกาะชวา ในครั้งนี้ขอแนะนำเจดีย์ฮินดูปรีงาปุส


เจดีย์ฮินดูปรีงาปุสเป็นเจดีย์ฮินดูปในหมู่บ้านปรีงาปุส ตำบลงาดีเรโจ กิ่งอำเภอเตอมังฆุง ตั้งอยู่ห่างจากเมืองเอกของกิ่งอำเภอเตอมังฆุงไปทางตะวันตกเฉียงเหนือสัก 22 กิโลเมตร รูปปั้นศิลปะฮินดูที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับเทพเจ้าพระศิวะบ่งชี้ว่าเจดีย์ฮินดูปรีงาปุสเป็นเจดีย์ฮินดูนิกายศิวะ

เจดีย์ฮินดูปรีงาปุสสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 772 หรือ ค.ศ. 850 ตามจารึกที่พบใกล้กับเจดีย์ฮินดูระหว่างการบูรณะในปี ค.ศ. 1932 เจดีย์ฮินดูนี้เป็นแบบจำลองของมหาเมรุ ซึ่งเป็นชื่อของภูเขาที่เหล่าเทพเจ้าอาศัยอยู่ หลักฐานนี้ปรากฏให้เห็นจากการตกแต่งด้านหน้าและภาพนูนต่ำแบบฮัปสารา-ฮัปสารีที่แสดงถึงเทพเจ้า

เจดีย์ฮินดูปรีงาปุสเป็นเจดีย์ฮินดูที่มีผังแบบชวาตอนกลาง รูปแบบที่เห็นได้ชัดคือเจดีย์หลักหันหน้าเข้าหาเจดีย์บริวาร ในกรณีของเจดีย์ฮินดูปรีงาปุส เจดีย์ฮินดูปรีงาปุสที่สร้างขึ้นใหม่ (หันหน้าไปทางทิศตะวันออก) คือเจดีย์บริวาร ซึ่งประดิษฐานรูปปั้นวัวนันธิ  ในขณะเดียวกัน รอบๆ เจดีย์มีหินจำนวนมากจากอาคารอื่นๆ ในบริเวณเจดีย์


เจดีย์ฮินดูปรีงาปุสเป็นเจดีย์ฮินดูในนิกายฮินดูนิกายศิวะ ซึ่งเห็นได้ชัดจากการมีรูปปั้นฮินดูที่เกี่ยวข้องกับพระศิวะอย่างใกล้ชิด


ในอีกบริเวณหนึ่ง มีรูปปั้นของพระแม่ทุรคา มเหศวรมาร์ธินี พระแม่ทุรคาเป็นหนึ่งในภาคของพระแม่อุมา เทพธิดาผู้สวยงามที่มีอาวุธต่างๆ ที่ได้รับจากเทพเจ้า ตามตำนานกล่าวว่า ในฐานะพระแม่ทุรคา พระแม่อุมาได้ปราบยักษ์รูปร่างคล้ายควายผู้ทรงพลังที่คอยรังควานพราหมณ์ นอกจากนี้ ภายในบริเวณยังมีโยนี ซึ่งเป็นหนึ่งในภาคปรากฏของอุมา (ภรรยาของพระศิวะ) ซึ่งทำหน้าที่เป็นฐานสำหรับรูปปั้นพระศิวะหรือภาคปรากฏของพระองค์  โดยปกติอยู่ในรูปของลึงค์  การรวมกันของลึงค์และโยนีเป็นสัญลักษณ์ของการสร้างจักรวาลและเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์

อ้างอิง

Candi Indonesia Seri Jawa, Edi Sedyawati DKK, Kementerian Pendidikan dan Kebudayaan Republik Indonesia, 2013.


 

Sabtu, 28 Mac 2026

เจดีย์ฮินดูเคอเลโร(Candi Klero) อีกมรดกหนึ่งร่องรอยของศาสนาฮินดูในภูมิภาคมลายู

 โดย นิอับดุลรากิ๊บ  บินนิฮัสซัน

สำหรับภูมิภาคมลายูนั้นศาสนาพุทธ-ศาสนาฮินดู เคยมีบทบาท และบางราชวงศ์ในรัฐต่างๆก็เคยทั้งนับถือทั้งศาสนาพุทธ และศาสนาฮินดู  ดังนั้นในภูมิภาคมลายูจึงทิ้งร่องรอยมรดกของทั้งสองศาสนา ในแหลมมลายูนั้นหมายถึงรวมทั้งปาตานี อาจมีการค้นหาร่องรอยลำบากหน่อย และในสุมาตรา หรือเกาะชวา ค่อนข้างจะง่ายในการหาร่องรอย สำหรับครั้งนี้ของแนะนำ เจดีย์ฮินดูเคอเลโร(Candi Klero)


เจดีย์ฮินดูเคอเลโรหรือ เจดีย์ฮินดูเตองานรัน เป็นเจดีย์ฮินดูที่ตั้งอยู่ในหมู่บ้านเง็นตักลอร์ ตำบลเคอเลโร กิ่งอำเภอเตองารัน อำเภอเซมารัง จังหวัดชวากลาง เมื่อมีการค้นพบครั้งแรกในปี 1995 ในขณะนั้นเจดีย์ฮินดูแห่งนี้อยู่ในสภาพทรุดโทรม อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันซากปรักหักพังได้รับการบูรณะเป็นอาคารวัดโดย Balai Pelestarian Peninggalan Purbakala หรือ BP3 (ศูนย์อนุรักษ์มรดกทางโบราณคดีจังหวัดชวากลาง) ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น Balai Pelestarian Cagar Budaya หรือ BPCB (ศูนย์อนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมจังหวัดชวากลาง) ชาวบ้านเรียกเจดีย์ฮินดูเคอเลโร(Candi Klero) ว่าเจดีย์ฮินดูเตองารัน สำหรับชื่อเจดีย์ฮินดูเคอเลโร(Candi Klero) หรือเจดีย์ฮินดูเตองารัน นั้นมาจากตำแหน่งที่ค้นพบวัดในปัจจุบัน ปัจจุบันเจดีย์ฮินดูเคอเลโร(Candi Klero) ตั้งอยู่ไม่ไกลจากทางหลวงโซโล-เซมารัง ประมาณ 500 เมตร เพื่อความปลอดภัย จึงมีการสร้างรั้วกำแพงถาวรล้อมรอบเจดีย์ฮินดูเคอเลโร(Candi Klero)

รูปทรงของอาคารเจดีย์ฮินดูเคอเลโร(Candi Klero) แห่งนี้มีเอกลักษณ์ โครงสร้างของเจดีย์ฮินดูเคอเลโร(Candi Klero) ประกอบด้วยฐาน ตัวอาคาร และหลังคา ฐานของเจดีย์ฮินดูเคอเลโร(Candi Klero) เป็นระเบียงสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาด 14 เมตร x 14 เมตร x 1.4 เมตร  ที่ด้านบนของระเบียงมีส่วนที่ยื่นออกมาล้อมรอบตัวอาคารของวัด เชื่อกันว่าส่วนที่ยื่นออกมาเหล่านี้เป็นแท่น (umpak) ที่ทำหน้าที่รองรับเสา นักท่องเที่ยวสามารถขึ้นไปบนระเบียงได้โดยใช้บันไดที่ตกแต่งด้วยรูปมังกรซึ่งดูเหมือนจะยังสร้างไม่เสร็จ ที่มุมหนึ่งของกำแพงระเบียงมีจารึกสั้นๆ ในอักษรกาวีหรืออักษรชวาโบราณที่ชำรุด

ตัววิหาร Klero มีห้อง (grbagrha) ที่บรรจุโยนีอยู่ ใต้ปากของโยนีมีเครื่องประดับรูปงูคาบเต่าอยู่ ตามข้อมูลระบุว่าพบรูปปั้นพระศิวะที่วิหาร Klero ด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม รูปปั้นพระศิวะถูกนำออกไปโดยกรมโบราณคดีด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย

อ้างอิง

Candi Indonesia Seri Jawa, Wiwi Djuwita Sudarna Ramelan(Edit), Kementerian Pendidikan dan Kebudayaan,2013.

Jumaat, 27 Mac 2026

เจดีย์ฮินดูอุมบุล(Candi Umbul) อีกมรดกหนึ่งร่องรอยของศาสนาฮินดูในภูมิภาคมลายู

 โดย นิอับดุลรากิ๊บ  บินนิฮัสซัน

สำหรับภูมิภาคมลายูนั้นศาสนาพุทธ-ศาสนาฮินดู เคยมีบทบาท และบางราชวงศ์ในรัฐต่างๆก็เคยทั้งนับถือทั้งศาสนาพุทธ และศาสนาฮินดู  ดังนั้นในภูมิภาคมลายูจึงทิ้งร่องรอยมรดกของทั้งสองศาสนา ในแหลมมลายูนั้นภายถึงความทั้งปาตานี อาจมีการค้นหาร่องรอยลำบากหน่อย และในสุมาตรา หรือเกาะชวา ค่อนข้างจะง่ายในการหาร่องรอย สำหรับครั้งนี้ของแนะนำ เจดีย์ฮินดูอุมบุล


เจดีย์ฮินดูอุมบุลเป็นแหล่งน้ำพุร้อนโบราณตั้งอยู่ในอำเภอมาเฆอลัง จังหวัดชวากลาง ประเทศอินโดเนเซีย สร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์ไศเลนทรา ซากปรักหักพังยังคงได้รับการอนุรักษ์และเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญในอำเภอมาเฆอลัง สำหรับอำเภอมาเฆอลัง ก็เป็นอำเภอที่ตั้งของเจดีย์โบโรบูดูร์เช่นกัน

ประวัติความเป็นมา

ชื่อ "เจดีย์อุมบุล" มาจากคำภาษาชวาว่า "อุมบุล" (umbul) ซึ่งหมายถึงน้ำที่ผุดขึ้นมาจากก้นสระ มักมีลักษณะคล้ายฟองอากาศ หรือที่ชาวชวาเรียกว่า "มัมบุล" (mumbul) มันมีความหมายว่า ผุดขึ้นมา สระน้ำในบริเวณนี้แบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนแรก อยู่ด้านบน เป็นน้ำพุร้อนที่มีกำมะถัน ส่วนที่สอง ด้านล่าง เป็นสระน้ำเย็น ผนังสระทั้งหมดสร้างจากหินแอนเดไซต์หลายชั้น ในอดีต สระแห่งนี้เป็นสถานที่อาบน้ำสำหรับบุตรชายและบุตรสาวของชนชั้นสูง


มีหินหลายก้อนเรียงรายอยู่ตามขอบสระน้ำ แสดงภาพนูนต่ำต่างๆ ของพืช สัตว์ และเจดีย์ที่อยู่ด้านบนของวิหาร โดยรวมแล้ว วิหารยังคงรักษาความสำคัญทางประวัติศาสตร์เอาไว้ ฐานรากที่มุมแต่ละด้านของสระน้ำแสดงถึงเสาที่รองรับหลังคาป้องกัน หินอื่นๆ ที่มีรูปร่างคล้ายหินลึงค์แบนๆ ถูกใช้เป็นแท่นนั่งสมาธิสำหรับนักรบหรืออัศวิน


ภาพนูนต่ำและร่องรอยของรูปปั้นลึงค์และโยนีหลายแห่งในสถานที่ต่างๆ แสดงให้เห็นว่าเจดีย์อุมบุลเป็นวิหารในศาสนาฮินดู ซึ่งเมื่อมีการพิจารณาจากประวัติศาสตร์ของอาณาจักรมาตารัมโบราณ เป็นไปได้ว่าวิหารนี้สร้างขึ้นโดยราชวงศ์ซันจายา หรือ สัญชัยของชาวชวาที่นับถือศาสนาฮินดู ปัจจุบันเหลือโครงสร้างวิหารเพียงไม่กี่แห่งในบริเวณเจดีย์อุมบุล อย่างไรก็ตาม ภายในสระน้ำมีแท่นหินแบนๆ รูปทรงลึงค์หลายแห่ง นอกจากจะใช้เป็นแท่นอาบน้ำแล้ว เป็นไปได้สูงว่าแท่นหินรูปทรงลึงค์เหล่านี้เคยถูกใช้เป็นที่นั่งสำหรับนั่งสมาธิของอัศวินในอดีต

สิ่งที่ทำให้บ่อน้ำแร่ที่เจดีย์อุมบุลมีความพิเศษคือ ไม่มีกลิ่นกำมะถันฉุนเหมือนบ่อน้ำพุร้อนอื่นๆ ทำให้ผู้มาเยือนสามารถแช่น้ำได้นานเท่าที่ต้องการโดยไม่มีความเสี่ยง อย่างไรก็ตาม ปริมาณกำมะถันในน้ำก็ยังคงมีคุณประโยชน์ในการรักษาโรคผิวหนัง และอุณหภูมิของน้ำก็สามารถช่วยบำบัดกระดูกและกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตได้


ในปี 2019 รัฐบาลท้องถิ่นอำเภอมาเฆอลังได้บูรณะเจดีย์อุมบุลโดยปรับปรุงประตูทางเข้าหลักและสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกเพิ่มเติมโดยไม่ทำลายสิ่งของภายในเจดีย์อุมบุลตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งรวมถึงการปรับปรุงสวน ซ่อมแซมศาลาเปิดโล่งด้านหน้าเคาน์เตอร์จำหน่ายตั๋ว และสร้างโรงอาหารหลายชั้นเพื่อให้ผู้มาเยือนได้ชื่นชมความงามจากด้านบน อย่างไรก็ตาม


อ้างอิง

Candi Indonesia Seri Jawa, Wiwi Djuwita Sudarna Ramelan(Edit), Kementerian Pendidikan dan Kebudayaan,2013.


Isnin, 16 Mac 2026

เจดีย์ฮินดูอาซูเซงี (Candi Asu Sengi) มรดกร่องรอยของศาสนาฮินดูในภูมิภาคมลายู

โดย นิอับดุลรากิ๊บ  บินนิฮัสซัน

เจดีย์ฮินดูอาซูเซงี (Candi Asu Sengi) 

เราไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ศาสนาพุทธ-ศาสนาฮินดู เคยมีบทบาทในภูมิภาคมลายู ในขณะที่ทั้งศาสนาพุทธ และศาสนาฮินดูเป็นสองศาสนาที่มีความขัดแย้งกันในประเทศอินเดีย แต่กลับกันทั้งศาสนาพุทธและศาสนาฮินดูกลับเป็นสองศาสนาที่เข้ากัน และทิ้งร่องรอยมรดกไว้บนภูมลายู ในครั้งนี้ขอกล่าวถึงมรดกที่ศาสนาฮินดูบนเกาะชวา นั้นคือเจดีย์ฮินดูอาซูเซงี (Candi Asu Sengi)


เจดีย์ฮินดูอาซูเซงี เป็นชื่อของเจดีย์ฮินดูที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรม ตั้งอยู่ในหมู่บ้านเซงี กิ่งอำเภอดูกุน อำเภอมาเฆอลัง จังหวัดชวาตอนกลาง การที่ชาวบ้านเรียกเจดีย์ฮินดูแห่งนี้ว่า เจดีย์อาซู เพราะรูปปั้นวัวนนทิที่เจดีย์มีลักษณะคล้ายสุนัข  คำว่าอาซู แปลว่า สุนัขในภาษาชวา


กำแพงด้านนอกของเจดีย์ฮินดูอาซูเซงี ทำหน้าที่เป็นฐาน ส่วนกำแพงด้านในทำหน้าที่เป็นรากฐาน พื้นที่ระหว่างกำแพงทั้งสองถมด้วยหินและดินหนา 2 เมตร แล้วปูด้วยหิน พื้นที่ที่เหลือเป็นที่ตั้งของรูปปั้นกลาง บนผนังด้านนอกฝั่งตะวันตก หินที่เหลืออยู่ถูกนำมาทำเป็นบันไดที่เจดีย์ฮินดูอาซูเซงี เราไม่เพียงแต่จะได้เห็น และชื่นชมทิวทัศน์อันงดงามของเจดีย์ฮินดูอาซูเซงี เท่านั้น แต่ยังสามารถชมพิธีกรรมดั้งเดิมที่จัดขึ้นโดยชุมชนท้องถิ่นได้อีกด้วย

เจดีย์ฮินดูอาซูเซงี (Candi Asu Sengi) 

สถาปัตยกรรม

เจดีย์ฮินดูอาซูเซงี หันหน้าไปทางทิศตะวันตก เจดีย์มีผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ด้านยาว 7.94 เมตร ฐานสูง 2.5 เมตร และตัวเจดีย์สูง 3.35 เมตร ความสูงของหลังคาวัดไม่ทราบแน่ชัด เนื่องจากหลังคาพังทลายและหินส่วนใหญ่หายไป ด้วยขนาดเช่นนี้ เจดีย์นี้จึงถือว่าเป็นเจดีย์ขนาดเล็ก


พื้นที่ของเจดีย์ฮินดูอาซูเซงี ตั้งอยู่ที่หมู่บ้านเซงี กิ่งอำเภอดูกุน อำเภอมาเฆอลัง จังหวัดชวาตอนกลาง ซึ่งที่ย้ำถึงที่ตั้งอีครั้งของเจดีย์นี้ เพราะอำเภอมาเฆอลัง ยังเป็นที่ตั้งของเจดีย์ศาสนาพุทธมหายานที่ใหญ่ที่สุดที่เรารู้จักคือ เจดีย์โบโรบูดูร์ (Candi Borobudur)

มีการค้นพบศิลาจารึกสองชิ้นในรูปทรงของศิวลึงค์  ใกล้กับเจดีย์ฮินดูอาซูเซงี ได้แก่ จารึกของศรีมังคละที่ 1 (ค.ศ. 874) และศรีมังคละที่ 2 (ค.ศ. 874)


อ้างอิง

Candi Indonesia Seri Jawa, Wiwi Djuwita Sudarna Ramelan(Edit), Kementerian Pendidikan dan Kebudayaan,2013.



Rabu, 18 Februari 2026

งานฉลองข้าวใหม่ของชนเผ่ารักไลของประเทศเวียดนาม

โดย นิอับดุลรากิ๊บ  บินนิฮัสซัน

ชนเผ่ารักไลของประเทศเวียดนาม เป็นหนึ่งในกลุ่มที่อยู่ในตระกูลจาม ซึ่งส่วนใหญ่อาศัยอยู่จังหวัด Khánh Hòa ทางตอนกลางของเวียดนาม ชนเผ่ารักไลพูดภาษารักไล ซึ่งเป็นภาษาที่อยู่ในตระกูลภาษามาลายู-โปลีเนเซีย คำว่ารักไลหมายถึง 'ป่า' ในภาษาของชนเผ่ารักไล   ตามหนังสือ Tổng điều tra dân số và nhà ở năm 2019 (Việt Nam) หรือ การสำรวจสำมะโนประชากรและที่อยู่อาศัยของเวียดนาม ปี 2019 สำรวจชนเผ่ารักไลมีประชากราวจำนวน 146,613 คน

ในครั้งนี้เป็นประมวลภาพกรจัดงานในพิธีฉลองข้าวใหม่ของชนเผ่ารักไลตามที่มีการเสนอลงในนิตยสารออนไลน์ Thông Tấn Xã Việt Nam

ชาวราไกลส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในจังหวัดคัญฮวา (Khanh Hoa)และจังหวัดนิงห์ถวน (Ninh Thuan) ซึ่งทั้งสองจังหวัดเป็นจังหวัดที่มีเทือกเขาทางภาคกลางตอนใต้ของประเทศเวียดนาม และมีมรดกทางวัฒนธรรมอันอุดมสมบูรณ์ รวมถึงมหากาพย์ เพลงพื้นบ้าน และเทศกาลที่เป็นเอกลักษณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เทศกาลฉลองข้าวใหม่ ซึ่งงานนี้เป็นงานที่ที่สำคัญที่สุด ซึ่งแสดงถึงความกตัญญูต่อธรรมชาติและบรรพบุรุษของพวกเขา ประเพณีที่สำคัญนี้ ซึ่งเป็นรากฐานของเอกลักษณ์ของชาวรักไล ได้รับการยอมรับให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ระดับชาติ (national intangible cultural heritage) ในปี 2023

เทศกาลฉลองข้าวใหม่มักจัดขึ้นในช่วงปลายฤดูเก็บเกี่ยว ประมาณเดือนมีนาคมหรือเมษายนของทุกปี ชาวรักไลเชื่อว่าหลังจากเก็บเกี่ยวข้าวและข้าวโพดแล้ว พวกเขาต้องไม่รับประทานทันที แต่ต้องจัดพิธีเพื่อขอบคุณธรรมชาติ เทพเจ้า และบรรพบุรุษที่ประทานผลผลิตอันอุดมสมบูรณ์ให้ก่อน โอกาสนี้ยังเป็นช่วงเวลาที่สมาชิกในครอบครัวและชุมชนมารวมตัวกันและเพลิดเพลินกับผลผลิตจากการทำงานหนักตลอดทั้งปี

ก่อนเทศกาล ชาวรักไลจะสร้างเจดีย์เป็นต้นไผ่สูง และเตรียมเครื่องบูชาสำหรับพิธีกรรม เจดีย์นี้ได้รับการตกแต่งอย่างสวยงาม เพราะชาวรักไลเชื่อว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับเทพเจ้า เครื่องบูชาประกอบด้วยข้าวสวยคุณภาพดีที่สุด เนื้อหมู ไก่ เหล้าจากลำต้น ไข่ และอื่นๆ แทนที่จะถวายไก่ตัวผู้เหมือนกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ชาวรักไลจะเลือกไก่ตัวเมีย และถาดบูชาต้องมีเปลวไฟศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการเชื่อมโยงกับบรรพบุรุษของพวกเขา

เทศกาลฉลองข้าวใหม่นี้มักจะกินเวลาสองถึงสามวัน โดยมีกิจกรรมมากมาย เริ่มต้นด้วยพิธีกรรมเชิญเทพเจ้าและวิญญาณบรรพบุรุษมาร่วมเฉลิมฉลอง ตามด้วยพิธีขอบคุณและสวดมนต์ขอพรเพื่อสุขภาพ โชคลาภ และความเจริญรุ่งเรือง พิธีกรรมต่างๆ จะจัดขึ้นใต้ซุ้มที่เรียกว่า cay neu โดยมีหมอผีเป็นผู้นำ ซึ่งจะสวดมนต์และประกอบพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์สำหรับหมู่บ้าน สังคชาวรักไลเป็นสังคมที่ผู้หญิงเป็นผู้นำมาแต่ดั้งเดิม โดยผู้หญิงมีบทบาทสำคัญทั้งในชีวิตครอบครัวและชุมชน ในช่วงเทศกาลข้าวใหม่ ผู้หญิงจะเป็นกลุ่มแรกที่เข้าร่วมพิธีและได้ลิ้มรสผลผลิตจากการทำงานหนัก ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของบทบาทและสถานะพิเศษของพวกเธอในวัฒนธรรมชาวรักไล

หลังจากพิธีกรรมสิ้นสุดลง ทุกคนก็มารวมตัวกันเพื่อร่วมงานเลี้ยงและเฉลิมฉลองครั้งใหญ่ บรรยากาศอบอวลไปด้วยเสียงเพลง การเต้นรำ และดนตรีพื้นเมืองที่บรรเลงด้วยเครื่องดนตรีประเภทเป่าอย่าง Sarakel  กลองขนาดใหญ่ และฆ้อง ที่เรียกว่า มาลา (ma la) เสียงหัวเราะดังก้องและกลิ่นหอมอบอุ่นของไวน์ยิ่งทำให้บรรยากาศมีชีวิตชีวามากขึ้น

เทศกาลข้าวใหม่ไม่เพียงแต่เป็นการแสดงความกตัญญูต่อเทพเจ้าและบรรพบุรุษเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสในการเสริมสร้างความผูกพันในชุมชนของชาวรักไลอีกด้วย เทศกาลนี้ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของมรดกทางวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งกับธรรมชาติและประเพณีบรรพบุรุษ ในฐานะมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของชาติ เทศกาลนี้มีบทบาทสำคัญในการอนุรักษ์เอกลักษณ์ของชาวรักไลและเสริมสร้างความหลากหลายทางวัฒนธรรมของเวียดนาม






Khamis, 12 Februari 2026

ศิลาจารึกซูกาบูมี หรือศิลาจารึกฮารีนยิง (Prasasti Harinjing)

โดย นิอับดุลรากิ๊บ  บินนิฮัสซัน

อารยธรรมภูมิภาคมลายูครั้งนี้จะกล่าวถึงศิลาจารึกซูกาบูมี

ศิลาจารึกซูกาบูมี หรือที่รู้จักกันในอึกชื่อว่าศิลาจารึกฮารีนยิง (Prasasti Harinjing) เป็นศิลาจารึกที่พบในไร่ซูกาบูมี ภายในเขตการปกครองของหมู่บ้านซีมาน กิ่งอำเภอเกปุง จังหวัดเกอดีรี จังหวัดชวาตะวันออก อินโดเนเซีย โดยพบศิลาจารึนี้ที่บริเวณเชิงเขาเกอลุด นอกจากศิลาจารึกฮารีนยิง แล้ว ยังพบศิลาจารึกปาราดะห์ (prasasti Paradah)ในหมู่บ้านซีมานด้วย


ศิลาจารึกทั้งสองด้านเขียนด้วยอักขระและภาษาชวาโบราณ จารึกประกอบด้วยข้อความสามส่วนที่กล่าวถึงเรื่องเดียวกัน


วันที่ 25 มีนาคม ค.ศ. 804 ที่ปรากฏบนจารึก ใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงถึงวันครบรอบการก่อตั้งเมืองเกอดิรี ปัจจุบันศิลาจารึกนี้จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์แห่งชาติอินโดเนเซียในกรุงจาการ์ตา

เนื้อหาของศิลาจารึก

ด้านหน้าเรียกว่าศิลาจารึกฮารีนยิง เอ ระบุว่า ในวันที่ 11 สุกลภักษา เดือนไจตรา ปีศักราชชวา 726 (25 มีนาคม ค.ศ. 804) (11 suklapaksa bulan Caitra tahun 726 Saka) บรรดาพระสงฆ์ในพื้นที่จูลังฆีได้รับสิทธิในที่ดิน (ที่ดินที่ได้รับการยกเว้นภาษี) สำหรับการร่วมมือในการก่อสร้างคลองส่งน้ำที่เรียกว่าฮารีนยิง


ด้านหลัง ศิลาจารึกฮารีนยิง บี บรรทัดที่ 1-23 ระบุว่า Sri Maharaja Rake Layang Dyah Tulodhong ในวันที่ 15 สุกลภักษา เดือนอาซูจี ปีศักราชชวา 843 (19 กันยายน ค.ศ. 921) (15 Suklapaksa bulan Asuji tahun 843 Saka) ทรงรับรองสิทธิของบรรดาพระสงฆ์ในจูลังฆี เนื่องจากพวกเขายังคงดูแลรักษาคลองฮารีนยิง ไป


บรรทัดถัดไป ซึ่งเรียกว่าศิลาจารึกฮารีนยิง ซี ระบุว่า สิทธิที่คล้ายคลึงกันนี้ได้รับการรับรองในวันที่ 1 สุกลภักษา เดือนไจตรา ปีศักราชชวา 849 (7 มีนาคม ค.ศ. 927) (1 Suklapaksa bulan Caitra tahun 849 Saka)


มีการศึกษาและเปลี่ยนภาษาชวาโบราณเป็นภาษาอินโดเนเซีย โดย P. V. Van Stein Callenfels ภายใต้หัวข้อหนังสือว่า De inscriptie van Soekaboemi จัดพิมพ์โดย P. V. Noord-Hollandsche Uitgevers-Maatschappij เมื่อ 1934 ณ กรุงแอมสเตอร์แดม


ด้านหน้า

1. Swasti cakawarsatita 709 (726) caitra

2. Masa tithi ekadaci cuklapaksa ha.wa.ca.tatka

3. La bhagawanta bari I wulanggi sumaksyan simaniran mula dawu

4. Han gawainira kali I harinjing hana ta lmah “dapubhi” sang apatih a

5. Tuha kambah deni kali hinelyan lmah satamwah de bhagawanta bari pa

6. Meget sang panggumulan parttaya sang kamalagyan anu hinanakan rika kala wa

7. Huta sang labihan pitungtung daman waca panigran daman gundu parwuwus sang apatih da

8. Man gundu winekas dama gandhang parwuwus daman gamel lawan daman cali gusti

9. Dapu landap tuha dihulu dapu gundu….watan.acur haler dapu…kan apkan da

10. Pu undun hulu kuwu dapu santan wu.ang atuha sang wulawan lawan dapu petet tuha wenggah daman

11. Er*wariga daman udaya citralekha dapunta waca nahan sira rama I paradah anu hinanakan

12. Rika kala//rama I bagu winkas dapu tahani gusti dapu natu tuha dihulu dapu garbu wka wua

13. Ma tuha saka sang er lawan dapu tiwul awatas daman wanyaga apeken daman wahang…

14. Tu daman sampanna parwuwus sang majalu bsi lawan daman bangun wariga dapu taji tuha wenggah daman dahara

15. Ni tuha buru daman kunja tuhalas daman wacana lawan daman wihar kalang tuha daman wanua

16. Parwuwus daman lampuyang wadahuma daman waca tuha padahi si bunta lawan si karyya kulapati i

17. Harinjing dapunta mandi kulapati I latateng dapu aman kulapati I bubul dapunta kurungan tpi siring anung

18. Saksi daman guntar I garage daman damen nihan sira aligrama saksinira saksyakan ikana simanira mula

19. Dawuhan // Kunang tinadah bhaganta I ramanta gawai sang. Aswa…cyamah waragan pitu kawenggahan inuman

20. Amunuhatasamada awaknira sira kunang yan gawai .i. sabya…salwiranira // niyanta wrddhinira mu.an sang pa

21. Mgat lasun deni….bhagawanta dapu landap….anta…an….

22. Dapu hadyan dapu sura daman kunja panigran sang taruk ramanta ri tajam wina…sangka .i. sang arawisa

23. I sangkawu I sangkara I sang……………I sangsala I sangang naha kawrddhini gawe gawe bhagawanta I

24. wulanggi //o//………………………..i bagu I kukap I watu walu

25.……………….ralan tpisiringnya watek


ด้านขวา

1. Rangga manggehan tangkilsugih randa

2. Mman nahan sakweh nikang wanua ka

3. Samwah deni gawai bhagawanta bari


ด้านหลัง

1. //swasti cakawarsatita 843

2. Asujimasa tithi pancadaci suklapaksa wara ha.u.

3. Bu.naksatra uttarabadrawada ahnibudhna dewata wrsayoga ta

4. Tkala ajna cri maharaja rake laying dyah tulodhong tinadah rakryan

5. Mapatih I hino mahamantri cri ketudharamanimantaprabhaprabhusaktitri

6. Wikrama umingsor ing rakryan mapatih halu wka sirikan kaluwarak tiruan muang

7. Pamgat bawang tiruan halaran kumonnakan casana sang dewata lumah I kwak ka

8. Pagehekna ni wka bhagawanta bari sang magawali kali I harinjing ikanang tan kolahala

9. Deni patih wahuta rama muang tan katamana dening saprakara ni mangila drbyaji

10. Kring padammapuy tapahaji erhaji tuha dagang tuha hunjamman manguri kutak ka

11. Payungngan pakalangkang pamanikan limus galuh pangaruhan manimpiki malanjang Iba haluwa

12. Rak wungkal tajam paranakan kdi walyan widu mangidung singgah mamrsi hulun haji watak

13. I jro ityewammadi saprakara ni mangilala drbya haji micra paramicra tan tamatah i

14. Stha ni wka bhagawanta bari I wulanggi sanggirigil muang ikang kabikuan mula sa..mama

15. Kangaran I wulahya ing waruk ing cambung ing wila kawela pamasangnya mas su 1 maparah

16. I cri maharaja mijil angken cetra ka 3, I sang pamgat asing juru I kadiri ikang ri wilang

17. Mas 4 winijillakannya byaya ni masa rinapi I wulahnya mas 1 winijillakannya da

18. Lannira ggawaiyakan ikanang dhrarmma kali I harinjing nahan balacrama ni mangatag ma

19. Ngkana pingsornnikanag ajna haji kinonnakan hatguhakna tan kolahhulah hatka ri dlaha ning

20. Dlaha kunang yan hana patih wahuta rama muang mangilala drbyahaji tan parabyapara I sthana ni wka bha

21. Gawanta bari ya sangkanani pramadanya salwirnni langghana ring ajna haji lwiranya nigrahan ya rim as ka 1

22. Su 2 matanya deya nikana hana mangilala patih wahuta rama kabeh kayatnaknannya soni nikeng surat

23. Praasti casana sri maharaja //o// muwah saka 843 caitramasa tithi pratipada sukla

24. Wara wa.u.bu.tatkala ni wka bhagawanta bari mintonakan anugraha sang lumah ri kwak

25. Tinadah rake hino pu ketu makasambandha pakon sang pamgat momahumah kaka

26. N rake sumba sang pamgat anggehan sang parpat sira ta kumonnakan ikang prasasti umnahhakna yaw u

27. Kal kweh ni wka bhagawanta bari ri wulanggi sang giwil sang trayi sang sacra sang pulas ri wilang sang banat

28. Sang durak ring sambung sang ngrawrit sang uwir ri wulahnya sang waseh sang bayaka ri waruk sang wadhi sang kinang nahan


ด้านซ้าย

1. Kwehnira wka bhagawanta bari umnahhakan nikang

2. Prasasti ri wungkal kunang ta kwe sang lumah ri kwak

3. Asing umulahhulah ikang nugraha sanghyang su

4. Kram upadrawa yan…kuha…jna…


อ้างอิง

prasasti sukabumi, Perpustakaan Gigital Budaya Indonesia, Budaya-Indonesia.org

van Stein Callenfels, P. V.,  De inscriptie van Soekaboemi, Noord-Hollandsche Uitgevers-Maatschappij, Amsterdam, 1934.