Jumaat, 30 Januari 2026

อักษรบาตัก อักขระแห่งภูมิภาคมลายู

โดย นิอับดุลรากิ๊บ  บินนิฮัสซัน

ครั้งนี้ขอกล่าวถึงอักขระบาตัก เป็นหนึ่งในอักขระแห่งภูมิภาคมลายูที่คนบ้านเราไม่ค่อยรู้จักกัน อักขระบาตัก หรือที่รู้จักกันในชื่อ Surat na Sampulu Sia (อักขระ 19 ตัว) Si Sia-sia หรืออักขระบาตัก เป็นหนึ่งในอักษรของภูมิภาคมลายูแบบดั้งเดิมที่พัฒนาขึ้นในชุมชนชาวบาตัก ทางตอนเหนือของสุมาตรา อักขระบาตัก ประกอบด้วยรูปแบบต่างๆ ที่ใช้เขียนภาษาบาตักต่างๆได้  6 กลุ่ม ได้แก่ ภาษา Angkola ภาษา Karo  ภาษา Mandailing  ภาษา Pakpak ภาษา Simalungun และภาษา Toba อักขระบาตักนี้ได้มีการพัฒนาการผ่านทางอักขระกาวี ชาวบาตักใช้อักขระบาตักอย่างแพร่หลายมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 เป็นอย่างน้อย จนกระทั่งการใช้งานค่อยๆ ลดลงในศตวรรษที่ 20 อักขระนี้ยังคงมีการสอนในสุมาตราเหนือในฐานะส่วนหนึ่งของเนื้อหาท้องถิ่น แต่มีการใช้งานในชีวิตประจำวันอย่างจำกัด

                                                          แผ่นที่ภาษาบาตัก

อักขระบาตักเป็นระบบการเขียนแบบอะบูฆิดา (sistem tulisan abugida) โดยระบการเขียนแบบนี้คือระบบการเขียนประเภทหนึ่งที่แต่ละตัวอักษรแทนหนึ่งพยางค์ ซึ่งประกอบด้วยหน่วยเสียงพยัญชนะและหน่วยเสียงสระ สามารถเปลี่ยนเสียงสระในตัวอักษรใดก็ได้โดยการเพิ่มเครื่องหมายกำกับเสียง ระบบการเขียนทั้งหมดที่สืบทอดมาจากอักขระพราห์มีใช้ระบบอักษรพยางค์


อักขระบาตักประกอบด้วยอักขระพื้นฐาน 19 ตัว และมีอักขระเพิ่มเติมในบางรูปแบบ เช่นเดียวกับอักขระพราห์มีอื่นๆ พยัญชนะแต่ละตัวแทนพยางค์ โดยมีสระ /a/ ที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ด้วยเครื่องหมายกำกับเสียงบางอย่าง อักขระบาตักอ่านจากซ้ายไปขวา ตามธรรมเนียมแล้ว อักขระนี้เขียนโดยไม่มีช่องว่างระหว่างคำ (scriptio continua) และใช้เครื่องหมายวรรคตอนน้อยที่สุด


อักขระบาตักมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดที่สุดกับอักขระของเกาะสุมาตราตอนใต้ หรือที่รู้จักกันในชื่ออักขระสุรัต อูลู ทั้งอักขระบาตักและอักขระสุมาตราตอนใต้พัฒนาขึ้นในพื้นที่ภายในของเกาะสุมาตรา ซึ่งค่อนข้างช้าในการรับอิทธิพลจากภายนอก ดังนั้น เมื่อสุมาตราได้รับอิทธิพลจากศาสนาอิสลามอย่างมากตั้งแต่ศตวรรษที่ 14 ทั้งสองพื้นที่ดังกล่าวจึงยังคงใช้อักขระที่มาจากอินเดีย ในขณะที่พื้นที่ชายฝั่งทะเลรับเอาอักขระอาหรับและอักขระยาวี(อักขระอาหรับที่เพิ่มอักขระตามเสียงคนท้องถิ่น) มาใช้ คนส่วนหนึ่งเชื่อว่าอักขระบาตักพัฒนาขึ้นครั้งแรกในพื้นที่อังโกลา-มันดาลิง อาจจะไม่ไกลจากชายแดนสุมาตราตะวันตก   และจากมันดาลิง อักขระบาตักได้แพร่กระจายไปทางเหนือสู่พื้นที่โตบาบาตัก จากนั้นไปยังซีมาลูงุนและปักปัก และในที่สุดก็มาถึงพื้นที่กาโร ซึ่งเป็นพื้นที่สุดท้ายที่ได้รับอักขระบาตัก แม้ว่าพื้นที่กาโรจะเป็นภูมิภาคสุดท้ายที่ได้รับอักขระบาตัก แต่ก็พัฒนาเป็นภูมิภาคที่มีประเพณีการใช้อักขระบาตักที่แข็งแกร่งและยาวนานที่สุดหลังจากการได้รับเอกราช

หนังสือภาษาบาตัก

หนึ่งในคำอธิบายและตารางตัวอักขระบาตักที่เก่าแก่ที่สุดโดยผู้เขียนชาวต่างชาติสามารถพบได้ในหนังสือประวัติศาสตร์สุมาตรา(History of Sumatra) ของWilliam Marsden ซึ่งตีพิมพ์ในปี 1784 อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากนี้แล้ว ความรู้เกี่ยวกับภาษา วรรณกรรม และตัวอักขระบาตักนอกชุมชนชาวบาตักเองนั้นมีน้อยมากจนกระทั่งกลางศตวรรษที่ 19 ในปี 1849 คณะเผยแพร่ศาสนาคริสต์ชาวฮอลันดาได้มอบหมายให้นักภาษาศาสตร์ บาทหลวงเฮอร์มัน นอยบรอนเนอร์ ฟาน เดอร์ ตูค (Herman Neubronner van der) ศึกษาภาษาบาตักโดยมีเป้าหมายเพื่อจัดทำพจนานุกรม ตำราไวยากรณ์ และการแปลพระคัมภีร์ที่ถูกต้อง ในปี 1851 เขาเดินทางมาถึงสุมาตราและในที่สุดก็ตั้งถิ่นฐานในเมืองท่าบารุส เขาสำรวจพื้นที่ภายในของชาวบาตักเป็นประจำตั้งแต่ปี 1853 จนกระทั่งออกจากสุมาตราในปี 1857 จากการศึกษาและประสบการณ์ของเขากับชุมชนบาตัก บาทหลวงเฮอร์มัน นอยบรอนเนอร์ ฟาน เดอร์ ตูค (Herman Neubronner van der) ได้จัดทำเอกสารที่ครอบคลุมเกี่ยวกับประเพณีมุขปาฐะและลายลักษณ์อักขระของชาวบาตัก ซึ่งยังคงเป็นแหล่งอ้างอิงพื้นฐานในการศึกษาบาตักต่างๆ


อักขระบาตักประกอบด้วยรูปแบบต่างๆ ที่ใช้เขียนภาษาบาตักทั้งหกภาษา ได้แก่ภาษาอังโกลา ภาษากาโร ภาษาปักปัก ภาษามันดาลิง ภาษาซีมาลุงุน และภาษาโตบา ในบางครั้งนักบวชศาสนาคริสต์ชาวบาตักถูกวาดภาพว่าเป็นผู้ใช้อักขระบาตักเพียงเดียว แต่ความสามารถในการอ่านและเขียนอักขระบาตักนั้นแพร่หลายในทุกระดับของสังคมชาวบาตัก และไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะพบเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันที่จารึกด้วยอักขระบาตักโดยเจ้าของ และในชีวิตประจำวัน ชาวบาตักก่อนได้รับเอกราชใช้อักขระบาตักเพื่อวัตถุประสงค์หลายประการ เช่น การเขียนต้นฉบับปุสตาฮา การติดต่อสื่อสาร และการคร่ำครวญ หรือ Rantapan

เอกสารคร่ำครวญของชาวบาตักกาโรในไม้ไผ่  

หน้าแรกของเอกสารชาวบาตัก


                  ส่วนหนึ่งของเอกสารสะสมของนักมานุษยวิทยา Firenzeครั้ง

สำหรับผู้เขียนในฐานะที่เป็นคนนอกของสังคมชาวบาตัก ยังยอมรับว่าตัวเองยังมีความรู้เกี่ยวกับชาวบาตักน้อยมาก และบางครั้งก็สร้างความมึนงง สับสน สงสัยเกี่ยวกับการนิยามของคำว่าชาวบาตัก มีการจัดอักขระบาตักออกเป็นหกภาษา คือ ภาษาอังโกลา ภาษากาโร ภาษาปักปัก ภาษามันดาลิง ภาษาซีมาลุงุน และภาษาโตบา เมื่อผู้เขียนเขียนว่าชาวบาตักกาโร ก็ได้รับต่อต้านจากชาวกาโรว่า พวกเขาคือชาวกาโร พวกเขาไม่ใช่ชาวบาตัก แต่ชาวบาตักคือชาวโตบา หรือ ชาวบาตักโตบา เพราะภาษากาโร แตกต่างจากภาษาโตบา หรือเมื่อผู้เขียนถามชาวมันไดลิง ก็ได้รับการปฎิเสธว่าพวกเขาไม่ใช่ชาวบาตัก นับเป็นความตื้นเขินยิ่งเกี่ยวกับความรู้เรื่องชาวบาตัก ในฐานะคนนอกสังคมชาวบาตัก หรือที่นักมานุษยวิทยาเรียกว่า outsider


อ้างอิง

Tuuk, H N van der (1971), A Grammar of Toba Batak. The Hague: Martinus Nijhoff.


William Marsden (1784),History of Sumatra, London.


 

หลักศิลาจารึก Võ Cạnh ของชาวมลายู หรืออาณาจักรจามปา ร่องรอยที่ทิ้งไว้ในประเทศเวียดนาม

โดย นิอับดุลรากิ๊บ บินนิฮัสซัน

เมื่อกล่าวถึงชาวจามที่เดิมเคยมีอาณาจักรจามปาในประเทศเวียดนามนั้น เมื่อเรียกชาวจาม ปัจจุบันย่อมจะหมายถึงชาวจามที่อาศัยอยู่ในประเทศกัมพูชา (ชาวจามที่อพยพออกจากประเทศเวียดนาม เมื่อครั้งอาณาจักรจามปาพ่ายแพ้ต่ออาณาจักรเวียด)และประเทศเวียดนาม ชนชาวจามถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของชนเชื้อสายมลายู-โปลีเนเซีย นายจิตร ภูมิศักดิ์กล่าวว่าชาวจามเป็นชาวมลายูที่ตกค้างบนภาคพื้นทวีป และในมาเลเซีย ก็จะเรียกชาวจามว่าเป็นชาวลายู-จาม และที่แปลกภาษาอาเจะห์ บนเกาะสุมาตรา ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มภาษาจาม (Chamic Languauge) ครั้งนี้ขอแนะนำศิลาจารึก Võ Cạnh หรือศิลาจารึกโวคาญ ของอดีตอาณาจักรจามปาที่ทิ้งมรดกเอาไว้ให้ประเทศเวียดนาม ศิลาจารึกนี้พบที่หมู่บ้าน Võ Cạnh  หรือโวคาญ ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองนาตรัง (Nha Trang) ราว 4 กิโลเมตร

ศิลาจารึก Võ Cạnh แห่งอาณาจักรจามปา ซึ่งมีอายุเกือบ 2,000 ปี เป็นโบราณวัตถุที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่ทราบเกี่ยวกับการเผยแพร่พระพุทธศาสนาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ศิลาจารึก Võ Cạnh ซึ่งจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์แห่งชาติเวียดนาม มีอายุตั้งแต่ศตวรรษที่ 2-3 และเป็นศิลาจารึกที่เก่าแก่ที่สุดที่ยังหลงเหลืออยู่ของอาณาจักรจามปา

ศิลาจารึกนี้ถูกสร้างขึ้นใกล้หอคอยอิฐในหมู่บ้าน Võ Cạnh ตำบล Vinh Trung อำเภอ Dien Khanh จังหวัด Khanh Hoa และถูกนำมายังฮานอยโดย École française d'Extrême-Orient ในปี 1910

 ศิลาจารึกเป็นแท่งหินทรงกระบอก สูง 270 เซนติเมตร หนา 110 เซนติเมตร และกว้าง 80 เซนติเมตร

ศิลาจารึกนี้มีสามด้านที่สลักอักขระสันสกฤต โดยแต่ละบรรทัดแกะสลักต่อเนื่องจากด้านหนึ่งไปยังอีกด้านหนึ่ง

ศิลาจารึกให้ข้อมูลอันมีค่าเกี่ยวกับประวัติศาสตร์การก่อตั้งอาณาจักรจามปา

ดังนั้น ศรีมาราจึงเป็นผู้ก่อตั้งราชวงศ์แรกของอาณาจักรจามปาใต้ โดยมีเมืองหลวงตั้งอยู่ในเมืองปันดูรังฆา (Panduranga หรือ ปัจจุบันคือเมืองพันรัง(Phan Rang)...

เมืองหลวงของอาณาจักรจามปาเหนือ (หรือที่รู้จักกันในชื่อลำอัป หรือ lâm ấp) ตั้งอยู่ที่สิมหาปุรา ในเขต Trà Kiệu ของจังหวัดกวางนาม (Quảng Nam)ในปัจจุบัน ประมาณ 3-4 ศตวรรษหลังจากที่ศิลาจารึกนี้ถูกสร้างขึ้น อาณาจักรทั้งสองได้รวมกันเพื่อก่อตั้งอาณาจักรจามปาขึ้น

ศิลาจารึกนี้ยังบ่งชี้ถึงการเข้ามาและการมีอิทธิพลอย่างมากของพุทธศาสนาจากอารยธรรมอินเดียต่อชาวจาม (ราวศตวรรษที่ 1 หลังคริสต์ศักราช) และคณะสงฆ์ของอาณาจักรนี้ด้วย

นักวิจัยระบุว่า ศิลาจารึก Võ Cạnh เป็นหลักฐานที่เก่าแก่ที่สุดของการเผยแพร่พระพุทธศาสนาสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และจารึกบนศิลาจารึกนี้ยังถือเป็นจารึกที่เก่าแก่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย

ด้วยคุณค่าทางประวัติศาสตร์อันโดดเด่น ศิลาจารึก Võ Cạnh จึงได้รับการยกย่องให้เป็นสมบัติแห่งชาติของเวียดนาม



อ้างอิง

Reds Vietnam



 

Khamis, 29 Januari 2026

มัสยิดมูบารัก มัสยิดโบราณที่มีชื่อเสียงที่สุดในประเทศเวียดนาม

โดย  นิอับดุลรากิ๊บ  บินนิฮัสซัน

ชาวจามถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มตระกูลมลายู-โปลีเนเซีย ดังนั้นไม่ใช่เป็นเรื่องแปลก เมื่อชาวมลายูในมาเลเซีย และอินโดเนเซีย ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มชาติพันธุ์ตนเอง ไม่ว่าชาวจามดังกล่าวจะนับถือศาสนาอิสลาม หรือไม่นับือศาสนาอิสลามก็ตาม   คราวนี้เรามาทำความรู้จักกับชาวจามมุสลิมในประเทศเวียดนาม โดยจะกล่าวถึงมัสยิดของชาวจามุสลิม ซึ่งอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากในทางประเทศเวียดนามตอนใต้


เรามารู้จักมัสยิดมูบารัก ซึ่งถือว่าเป็นมัสยิดโบราณที่มีชื่อเสียงที่สุดในประเทศเวียดนาม

มัสยิดมูบารักสร้างขึ้นในปี 1750 ด้วยไม้และหลังคามุงจาก ในปี 1922 มัสยิดได้รับการบูรณะใหม่ให้แข็งแรงขึ้นด้วยผนังปูนขาวและหลังคากระเบื้อง

มัสยิดมูบารักของชุมชนมุสลิมจาม ตั้งอยู่ในตำบลฟูเฮียบ (Phú Hiệp) อำเภอฟูตัน (Phú Tân) จังหวัดอันเจียง (An Giang)เป็นหนึ่งในมัสยิดที่มีชื่อเสียงที่สุดในเวียดนาม

มัสยิดมูบารักแห่งนี้ออกแบบโดยสถาปนิกชื่อว่า นายโมฮัมหมัดอามีน สร้างความประทับใจแรกพบที่โดดเด่นด้วยทางเข้าโค้งอันสง่างามที่มองเห็นลานกว้างขวางเบื้องล่าง

จากทางเข้าหลักของมัสยิดมูบารักมีทางเดินสองแถวที่มีซุ้มโค้งแหลมทอดยาวออกไปทั้งสองด้าน ทางเดินและซุ้มโค้งเหล่านี้ทอดยาวไปจนสุดทั้งสองด้านของอาคารมัสยิด

บนหลังคาของมัสยิดมีหอคอยรูปไข่ขนาดใหญ่สองชั้น ฐานของหอคอยมีรูปพระจันทร์เสี้ยวและดาว ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของศาสนาอิสลาม มีหอคอยขนาดเล็กกว่าสี่แห่งตั้งอยู่ที่มุมทั้งสี่ของหลังคา และมีหอคอยทรงกลมสูงสองแห่งตั้งอยู่ตรงกลาง

ภายในมัสยิดมูบารักกว้างขวางและโปร่งสบาย ตกแต่งด้วยโทนสีขาวและน้ำเงิน โดยมีเสาเรียงสองแถวเป็นจุดเด่น ตรงกลางมีซุ้มโค้งสองแห่ง ซึ่งทั้งสองแห่งช่วยขยายเสียงสวดมนต์และเป็นหน้าต่างที่ให้แสงธรรมชาติส่องเข้ามาในมหาวิหาร

บริเวณละหมาดตั้งอยู่ทางด้านซ้ายของมัสยิด จัดวางเพื่อให้ผู้ละหมาดหันหน้าไปทางกิบลัต ซึ่งเป็นที่ตั้ของมหานครมักกะห์เมื่อทำการละหมาด


ทางเดินภายในมัสยิดประดับประดาด้วยงานศิลปะอิสลามมากมาย

มัสยิดมูบารักมีประวัติศาสตร์ยาวนาน สร้างขึ้นในปี 1750 โดยใช้วัสดุไม้และหลังคามุงจาก และได้รับการบูรณะหลายครั้งโดยใช้วัสดุเดิม ในปี 1922 มัสยิดได้รับการสร้างใหม่ให้แข็งแรงขึ้นด้วยผนังปูนขาว เสาไม้ทรงกลม และหลังคากระเบื้อง

ในปี 1965 มัสยิดได้รับการสร้างขึ้นใหม่โดยใช้คอนกรีตเสริมเหล็ก และยังคงตั้งตระหง่านอยู่จนถึงทุกวันนี้ งานก่อสร้างทั้งหมดได้รับการสนับสนุนจากผู้ศรัทธาชาวจามในท้องถิ่นด้วยแรงงานและทรัพยากรของพวกเขา

มัสยิดมูบารัก ซึ่งเป็นผลงานสถาปัตยกรรมที่เป็นตัวแทนของชุมชนชาวจามในเวียดนามทางตอนใต้ ได้รับการยอมรับให้เป็นอนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งชาติมาตั้งแต่ปี 1989


 อ้างอิง

Reds Vietnam

Ahad, 25 Januari 2026

ชาวตาลังมามะ ชุมชนพื้นเมืองแห่งจังหวัดเรียว ประเทศอินโดเนเซีย

โดย นิอับดุลรากิ๊บ  บินนิฮัสซัน

ในครั้งนี้ขอเขียนถึงชนพื้นเมืองดั้งเดิม หรือที่เราเรียกว่าคนอัสลี ซึ่งในอินโดเนเซียจะเรียกว่า Masyarakat adat กลุ่มหนึ่งบนเกาะสุมาตรา นั้นคือกลุ่มชาวตาลังมามะ ชาวตาลังมามะเป็นชุมชนที่ดำรงชีวิตตามประเพณีดั้งเดิมริมแม่น้ำอินดราฆีรีในจังหวัดเรียว ประเทศอินโดเนเซีย


ภายในชาวตาลังมามะของชุมชนนี้ มีแบ่งเป็นกลุ่มย่อยออกเป็นส่วนๆที่ชาวตาลังมามะเรียกว่า suku (เผ่า) และหลังจากนั้นจะแบ่งย่อยออกเป็น tobo  และหน่วยที่เล็กที่สุดที่ชาวตาลังมามะเรียกว่า hinduk หรือที่รู้จักกันในชื่อ puak anak

กลุ่มชุมชนชาวตาลังมามะนี้จัดอยู่ในประเภทชาวมลายู-โปรโต (Proto Malay) ซึ่งเป็นชนเผ่าดั้งเดิมของอินดราฆีรีฮูลู รู้จักกันในชื่อ Suku Tuha หรือ ชนเผ่าเก่า ซึ่งหมายถึงชนเผ่าแรกที่มาถึงและมีสิทธิในทรัพยากรธรรมชาติในอินดราฆีรีฮูลูมากกว่า ดังนั้นชาวตาลังมามะจึงถือว่าเป็นชาวมลายูเก่า(Melayu Tua)


จากการศึกษาของนาย Obdeyn ซึ่งเป็น Assistant Resident ของอินดราฆีรี ได้บันทึกว่า ชาวตาลังมามะ มีตำนานว่าต้นกำเนิดมาจากปาฆารูยุง (มีนังกาเบา) ซึ่งได้รับการกดดันจากความขัดแย้งทางประเพณีและศาสนา บรรพบุรุษของชาวตาลังมามะ ได้ลงมาจากภูเขามาราปีมายังตือโละกวนตัน ผ่านทางแม่น้ำบาตังกวนตันโดยมีผู้นำที่เรียกว่าดาโต๊ะปาติห์ (Datuk Patih) มียศเรียกว่าเปอร์ปาติห์นันเซอบาตัง (Perpatih Nan Sebatang) จากนั้นจึงได้สร้างถิ่นฐานขึ้นทางตอนล่างของแม่น้ำ

ภาษาของชาวตาลังมามะ

ชาวตาลังมามะ ใช้ภาษาที่เรียกว่าภาษาตาลังมามะในการสนทนาประจำวัน แม้ว่าในการสนทนากับบุคคลภายนอกชุมชน พวกเขามักจะใช้ภาษามลายูก็ตาม คำศัพท์ในภาษาตาลังมามะได้รับอิทธิพลมาจากภาษามีนังกาเบาและภาษามลายู

ชาวตาลังมามะกระจายอยู่ในพื้นที่ดังต่อไปนี้

Batang Gansal, Indragiri Hulu, Riau

Batang Cenaku, Indragiri Hulu, Riau

Kelayang, Indragiri Hulu, Riau

Rengat Barat, Indragiri Hulu, Riau

Rakit Kulim, Indragiri Hulu, Riau

Sumay, Tebo, Jambi: Dusun Semarantihan, Desa Suo-suo


ประชากรของชาวตาลังมามะ

จากข้อมูลในช่วงปี 2000 ชาวตาลังมามะในอำเภออินดราฆีรีฮูลู จังหวัดเรียว และพื้นที่โดยรอบ รวมถึงจังหวัดจัมบี มีจำนวนประชากรประมาณ 6,418 คน หรือประมาณ 1,341 ครอบครัว โดยส่วนใหญ่กระจายอยู่ในอำเภอบาตังซันซัล อำเภอเจอนากู อำเภอเกอลายัง และอำเภอเรองัตตะวันตก

ศาสนาของชาวตาลังมามะ

ชาวตาลังมามะ ส่วนใหญ่เชื่อในพลังเหนือธรรมชาติในวัตถุรอบข้าง นั้นคิอลัทธิวิญญาณนิยม หัวหน้าครอบครัวบางคนได้เปลี่ยนไปนับถือศาสนาอิสลาม พวกเขายอมรับศาสนาอิสลามเป็นศาสนาของตน แต่การบูชาจำกัดอยู่เพียงการกล่าวคำปฏิญาณาเท่านั้น เป็นเวลาหลายศตวรรษที่ชาวตาลังมามะนี้ดำรงชีวิตตามขนบธรรมเนียมและพิธีกรรมที่เชื่อว่าเป็นวิถีเก่า

การดำรงชีวิตของชาวตาลังมามะ

โดยรวมแล้ว การดำรงชีวิตของชาวตาลังมามะประกอบด้วยการทำเกษตรกรรม การกรีดยาง และการเก็บเกี่ยวผลิตภัณฑ์ป่าไม้ที่ไม่ใช่ไม้ซุง พวกเขายังล่าสัตว์และตกปลาด้วย อย่างไรก็ตาม ชาวตาลังมามะคนหนึ่งกล่าวว่ามีหมู่บ้านหนึ่งดูเหมือนจะร้างผู้คน และบ้านเรือนหลายหลังถูกละเลย และชาวตาลังมามะหลายคนออกจากบ้านไปแล้ว พวกเขาอาจกำลังถางสวนใหม่หรือออกไปหาที่ใหม่


วัฒนธรรมของชาวตาลังมามะ

ในแง่ของวัฒนธรรม ชาวตาลังมามะ ในอุทยานแห่งชาติบูกิตตีฆาปูลูห์แตกต่างจากตีฆาบาไล ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมของชาวตาลังมามะเล็กน้อย เห็นได้ชัดจากการที่ไม่มีประเพณีการวนเวียนและบูชาผู้นำหรือที่เรียกว่า Raja รวมถึงการเสื่อมถอยของระบบทางจิตวิญญาณ โดยทั่วไปแล้ว พวกเขาดำเนินชีวิตอย่างอิสระ ดังนั้นเรื่องต่างๆ จึงถูกมอบหมายให้หัวหน้าหมู่บ้านเป็นผู้จัดการ

ประเพณีของชาวตาลังมามะ

อย่างไรก็ตาม ชาวตาลังมามะ ยังคงยึดมั่นในประเพณีดั้งเดิม ซึ่งรวมถึงงานฆาไว  เป็นงานเลี้ยงแต่งงาน การรักษาโรค พิธี 100 วัน และการขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศสำหรับเด็กชายอายุ 12 ปีขึ้นไปที่ถือว่ากำลังเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ ในทำนองเดียวกัน บ้านของชาวตาลังมามะ ยังคงสร้างอยู่บนเสา ซึ่งเป็นลักษณะเด่นอย่างหนึ่ง อาคารไม้ที่ไม่มีห้องหรือผนังกั้นพิเศษ ตั้งแต่ห้องครัวไปจนถึงห้องนอน ทุกอย่างอยู่รวมกัน ยังคงแข็งแรงทนทาน


การรักษาของชาวตาลังมามะ

แม้ว่าชาวตาลังมามะ จะดำเนินชีวิตแบบดั้งเดิม ชาวตาลังมามะ ยังคงพึ่งพาการแพทย์แผนโบราณได้ ผลการสำรวจ Biota Medika Expedition (1998) แสดงให้เห็นว่าชนเผ่าตาลังมามักสามารถใช้พืช 110 ชนิดในการรักษาโรค 56 ชนิด และรู้จักเห็ดสมุนไพร 22 ชนิด

เศรษฐกิจของชาวตาลังมามะ

แหล่งรายได้หลักของชุมชนคือการทำเกษตรกรรมและปลูกพืชสวน โดยยางพาราเป็นสินค้าหลัก ในการจัดตั้งสวนยางพารา ชาวตาลังมามะ ใช้ระบบการปลูกพืชแซม โดยก่อนที่ต้นยางพาราจะโตเต็มที่ พวกเขาจะปลูกข้าวและพืชตามฤดูกาลอื่นๆ ระหว่างต้นยางพารา เมื่อไม่นานมานี้ ด้วยความนิยมที่เพิ่มขึ้นของปาล์มน้ำมัน สมาชิกในชุมชนบางส่วนจึงเริ่มปลูกปาล์มน้ำมันเช่นกัน อย่างไรก็ตาม การปลูกของพวกเขายังอยู่ในระดับเล็ก เนื่องจากความรู้และเงินทุนมีจำกัด


ด้านสังคมและวัฒนธรรมของชาวตาลังมามะ

ชาวตาลังมามะ เชื่อในพระเจ้าและศาสดามูฮัมหมัด หรือที่รู้จักกันในชื่อ "อิสลามแบบดั้งเดิม" หรือ Islam langkah lama และมีจำนวนน้อยที่นับถือศาสนาคริสต์ ในบางพื้นที่ชาวตาลังมามะจะเรียกตัวเองว่า "อิสลามแบบดั้งเดิม" ซึ่งหมายถึงผู้คนตามประเพณี พวกเขาแยกตัวเองออกจากกลุ่มชาติพันธุ์มลายูในศาสนาเป็นเกฑ์ เมื่อชาวตาลังมามะเปลี่ยนไปนับถือศาสนาอิสลาม อัตลักษณ์ของพวกเขาก็จะเปลี่ยนเป็นชาวมลายู ชาวตาลังมามะจะระบุตนเองอย่างชัดเจนว่าเป็นอิสลามแบบดั้งเดิม พวกเขายังคงรักษาประเพณีดั้งเดิมไว้ เช่น ผมยาว ผ้าโพกศีรษะ และฟันที่ดำคล้ำ ซึ่งเกิดจากการเคี้ยวหมาก ตลอดช่วงชีวิต ชาวตาลังมามะยังคงประกอบพิธีกรรมดั้งเดิมต่างๆ รวมถึงการคลอดบุตรโดยมีผู้ทำคลอดช่วยเหลือ การชั่งน้ำหนักทารก การขลิบ การแต่งงาน gawai (ฆาไว) การรักษาพยาบาล ประเพณีการปลอบโยนผู้เคราะห์ร้าย และพิธีการเคารพดวงวิญญาณของผู้เสียชีวิตและการบูรณะหลุมศพเพื่อยกระดับสถานะทางสังคม

รายละเอียดสำคัญเกี่ยวกับระบบความเชื่ออิสลามลังกาลามานี้ ได้แก่

ความเชื่อหลักจะเน้นที่การมีอยู่ของวิญญาณและการบูชาบรรพบุรุษ บางครั้งก็รวมเอาแนวคิดเรื่องพระเจ้าและศาสดามูฮัมหมัดไว้ในกรอบประเพณีดั้งเดิมด้วย


อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม สำหรับความเชื่อนี้มักถูกเรียกว่า "โอรัง อาดัต" หรือ ผู้คนยึดถือแห่งประเพณี


ความแตกต่างระหว่างความเชื่อ แตกต่างจาก "ลังกาบารู" ซึ่งหมายถึงชาวตาลังมามะที่ยอมรับศาสนาอิสลามกระแสหลักอย่างเต็มตัว พบการปฏิบัติในพื้นที่ต่างๆ บางหมู่บ้นของอำเภอเรองัตบารัต

นิทานพื้นบ้าน ตำนาน ความรู้ ค่านิยม บรรทัดฐาน จริยธรรม ปฏิสัมพันธ์ทางสังคม โครงสร้างทางสังคม การวางผังเมือง ทุนทางสังคม ศักยภาพทางสังคม ความขัดแย้งทางสังคม สถาบัน รัฐบาลแบบดั้งเดิม รูปแบบการตั้งถิ่นฐาน เครื่องมือและเทคโนโลยี ชนพื้นเมืองของตลังดูเรียนกาการ์โดยเฉพาะ และชาวตาลังมามะโดยทั่วไป มีความเชื่อที่พวกเขาเรียกว่า อิสลามลังกาลามา และเช่นเดียวกับชุมชนพื้นเมืองทั่วไป ชาวตาลังมามะก็มีตำนานที่พัฒนาขึ้นมาซึ่งพวกเขาเชื่อถือสืบทอดกันมารุ่นต่อรุ่น ตำนานเหล่านี้เป็นแหล่งความรู้ ค่านิยม บรรทัดฐาน และจริยธรรมสำหรับพวกเขาในชีวิตประจำวัน ในชีวิตประจำวัน พวกเขาจะอ้างอิงถึงสิ่งที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษเสมอ มรดกจากบรรพบุรุษเหล่านี้ที่พวกเขาเรียกว่ากฎเกณฑ์ตามประเพณี ควบคุมทุกแง่มุมของชีวิต ตั้งแต่งานแต่งงาน การปลูกข้าว การถางที่ดิน พิธีศพ การเลือกเมล็ดพันธุ์ ไปจนถึงการกำหนดวันมงคลสำหรับกิจกรรมต่างๆ

จนถึงทุกวันนี้ ชาวพื้นเมืองชาวตาลังมามะ ส่วนใหญ่ยังคงปฏิบัติตามประเพณี "การบูชา Raja/Dato’ในเรองัตในช่วงเดือนฮัจญ์และวันหยุด" ซึ่งเป็นประเพณีที่สืบทอดมาจากรัฐของอิดราฆีรี ชาวตาลังมามะเชื่อว่าหากฝ่าฝืนประเพณีนี้ พวกเขาจะถูกสาปแช่งว่า "ke atas ndak bepucuk, ke bawah ndak beurat, di tengah dilarik kunyit" (ไร้ประโยชน์และไร้ผล) ชาวตาลังมามะ มีศิลปะหลากหลายแขนงที่แสดงในงานเลี้ยง/ฆาไว และในพิธีกรรมต่างๆ เช่น ปันจักสีลัตประกอบกลอง การเล่นกัมบุส การรำ และอื่นๆ โรคต่างๆ สามารถรักษาได้ด้วยพิธีกรรมดั้งเดิมที่เชื่อมโยงกับสิ่งเหนือธรรมชาติโดยความช่วยเหลือของหมอผี


ในพื้นที่ของชาวตาลังมามะ ซึ่งครอบคลุมเขตอำเภอรากิตกูลิมและอำเภอเรองัตตะวันตก มีพื้นที่ป่าบรรพบุรุษอยู่ 4 แห่ง ได้แก่ ป่าซุงไกตูนูขนาด 104,933 เฮกตาร์ ป่าทุเรียนคาคาร์ขนาด 98,577 เฮกตาร์ และป่าเคอลุมบุกติงกีบาเนอร์ขนาด 21,901 เฮกตาร์ “ทุกอย่างหายไปหมดแล้ว” ผู้นำคนหนึ่งขอชาวตาลังมามะ กล่าวว่า การบุกรุกป่ายังคุกคามมรดกทางบรรพบุรุษของตาลังมามะ โดยเฉพาะร่องรอยที่บรรพบุรุษของเผ่าทิ้งไว้ ปัจจุบันพื้นที่ดังกล่าวถูกเปลี่ยนเป็นสวนปาล์มน้ำมันที่ดำเนินการโดยบริษัท PT. Selantai Agro Lestari (PT. SAL) แม้ว่าบริษัทจะทิ้งร่องรอยไว้ แต่ตาลังมามะ ยังคงรู้สึกถูกดูหมิ่นและได้ประท้วง PT. SAL อย่างต่อเนื่อง SAL เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2007 อย่างไรก็ตาม การประท้วงเหล่านี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงสถานการณ์ เนื่องจากสวนปาล์มน้ำมันยังคงเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง แทนที่ป่าธรรมชาติ ผู้นำคนหนึ่งขอชาวตาลังมามะ กล่าวว่า"เมื่อป่าหายไป ประเพณีก็หายไป"

กล่าวกันว่าการทำลายป่าบรรพบุรุษนั้นเป็นฝีมือของผู้นำคนก่อนของชาวตาลังมามะ โดยร่วมกับผู้นำทางประเพณีคนก่อนได้ขายป่าบรรพบุรุษให้กับผู้มาใหม่และบริษัทต่างๆ ปัจจุบันบุคคลผู้นี้ถูกเพิกถอนตำแหน่งผู้นำของชาวตาลังมามะ และถูกเนรเทศเพื่อเป็นการลงโทษ

อย่างไรก็ตาม การต่อสู้ของชาวตาลังมามะ ซ่งเป็นชุมชนพื้นเมืองเพื่อทวงคืนสิทธิในป่าบรรพบุรุษของชาวตาลังมามะ นั้นไม่เคยประสบความสำเร็จ แม้จะใช้ช่องทางกฎหมายแล้วก็ตาม ผู้นำคนหนึ่งของชาวตาลังมามะ กล่าวว่า ชาวตาลังมามะ เคยฟ้องร้องบริษัท PT Inekda ในศาลแต่ก็แพ้ ผู้พิพากษารับรองป่าตามประเพณี แต่เราก็ยังแพ้ในศาล ราวกับว่าเราได้รับการรับรอง แต่ไม่ได้รับการคุ้มครอง


อ้างอิงและอ่านเพิ่มเติม

Aliansi Masyarakat Adat Nusantara,Potret Konflik Kehutanan Antara Masyarakat Adat Talang Mamak di Kabupaten Indragiri Hulu, Provinsi Riau Dengan Industri Kehutanan, Gilung, Aanggota Masyarakat Adat Talang Mamak,2014.


Bangun Kelas Baru untuk Pendidikan Anak Pedalaman Suku Talang Mamak, https://riaupos.jawapos.com/


Talang Mamak: Hidup Tersepit di Atas Tanah dan Hutannya Sendiri- Menjejak ke Talang Mamak, https://langgar.co/


Syahrial De Saputra T. & Anastasia Wiwik S., Makanan Tradisonal Talang Mamak dan Melayu, Balai Kajian Sejarah dan Nilai Tradisional,Departemen Kebudayaan dan Pariwisata,Tanjungpinang,2006.


 

Khamis, 15 Januari 2026

ชาวซาไก แห่งจังหวัดเรียว เกาะสุมาตรา อินโดเนเซีย

โดย นิอับดุลรากิ๊บ  บินนิฮัสซัน

สำหรับคำว่า ชาวซาไก ซาไก ในมาเลเซีย เป็นคำที่ต้องห้าม เพราะเป็นคำดูถูก เพราะคำว่า ชาวซาไก ซาไก หมายถึงคนป่า คนเถื่อน และแม้แต่ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งบางจังหวัด เช่นจังหวัดยะลา จังหวัดนราธิวาส จะมีชนดังกล่าวอาศัยอยู่ ในบริเวณภูเขา ก็เริ่มที่จะไม่ใช้คำว่าชาวซาไก แต่จะใช้คำว่าคนอัสรี (ชนดังเดิม)ตามที่ทางมาเลเซียใช้ สิ่งที่กล่าวมากลับตรงข้ามกันในอินโดเนเซีย โดยเฉพาะบนเกาะสุมาตรา เพราะคำว่าซาไก ชาวซาไก กลับมีการใช้เป็นปกติ ครั้งหนึ่งผู้เขียนถามสมาชิกคนหนึ่งของชนเผ่านี้ กลับได้รับคำตอบว่าพวกเขาเอง ก็เรียกชนเผ่าตนเองว่า ชาวซาไก ครั้งนี้จึงขอกล่าวถึงชาวซาไก แห่งจังหวัดเรียว สุมาตรา อินโดเนเซีย

ชาวซาไกเป็นชนพื้นเมืองดั้งเดิม หรือที่เรียกว่า Masyarakat adat ของอินโดเนเซีย อาศัยอยู่ในจังหวัดเรียว เกาะสุมาตรา กล่าวว่าบางส่วนยังคงดำรงชีวิตแบบเร่ร่อนและล่าสัตว์หาของป่าในพื้นที่ห่างไกลของเกาะสุมาตรา แต่ส่วนหนึ่งไปตั้งถิ่นฐานในเมืองใหญ่และเมืองต่างๆ บนสุมาตราเนื่องจากการเติบโตของอุตสาหกรรม


มีทฤษฎีต่างๆ เกี่ยวกับต้นกำเนิดของชาวซาไก ทฤษฎีหนึ่งกล่าวว่าพวกเขาเป็นลูกหลานของชนเผ่ามลายู-โปรโต (Proto Malay)ที่ถูกผลักดันเข้าไปตอนในของแผ่นดิน เนื่องจากการมาถึงของชาวมลายูในสุมาตรา บางคนอ้างว่าชาวซาไกมีต้นกำเนิดมาจากชาวมินังกาเบาและอพยพไปยังริมแม่น้ำกาซิป ต้นน้ำของแม่น้ำโรกัน ในพื้นที่ตอนในของเรียวในศตวรรษที่ 14 ชาวซาไกถือว่าตนเองมีต้นกำเนิดมาจากอาณาจักรปาฆารูยุง (มีนังกาเบา)

ชาวซาไกส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมและเพาะปลูกพืช

ไม่มีข้อมูลที่แน่ชัดเกี่ยวกับจำนวนประชากรชาวซาไก เจ้าหน้าที่คนหนึ่งของอินโดเนเซียกล่าวว่า ชาวซาไกอาศัยอยู่กระจัดกระจายทั่วแผ่นดินใหญ่ของจังหวัดเรียวและจังหวัดจัมบี  โดยที่ในจังหวัดเรียว สามารถพบชาวซาไกได้ง่ายในอำเภอเบงกาลีส (กิ่งอำเภอมันเดา) อำเภอเซียะ และอำเภอกัมปาร์(กิ่งอำเอกุนโตดารุสสาลาม)


ชาวซาไกส่วนใหญ่ในปัจจุบันประกอบอาชีพเกษตรกรรม ไม่มีข้อมูลที่แน่ชัดเกี่ยวกับจำนวนของชาวซาไก ข้อมูลประชากรที่ออกโดยหน่วยงานรัฐของรัฐบาลท้งถิ่น ระบุว่าจำนวนประชากรชาวซาไกในเบงกาลิสราว 5 พันคน

แม้ว่าการศึกษาชาติพันธุ์วิทยาของชาวซาไกจะไม่เน้นเรื่องกฎหมาย แต่จะศึกษาขนบธรรมเนียมของชาวซาไก  ก็พบว่ามีกลไกการแก้ไขข้อพิพาทในระดับชุมชน การแก้ไขข้อพิพาทโดยทั่วไปจะดำเนินการผ่านการปรึกษาหารือโดยผู้อาวุโสตามประเพณี (batin/penghulu) เพื่อรักษาความปรองดองทางสังคม แนวทางนี้ให้ความสำคัญกับค่านิยมดั้งเดิมและภูมิปัญญาในท้องถิ่นในการแก้ไขความขัดแย้ง แม้ว่าการศึกษาชาติพันธุ์วิทยาจะเน้นด้านอื่นๆ ของชีวิตก็ตาม


ชาวซาไกเป็นชนพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ตอนในของจังหวัดเรียว โดยเฉพาะในอำเภอเบงกาลีสและอำเภอเซียะ ซึ่งมีประวัติศาสตร์ที่พึ่งพาป่าไม้สูง เดิมทีพวกเขาเป็นชนเผ่าเร่ร่อน แต่ปัจจุบันกำลังเผชิญกับความท้าทายของการพัฒนาสมัยใหม่และการเปลี่ยนพื้นที่ป่าเป็นสวนปาล์มน้ำมันหรือพื้นที่อุตสาหกรรม ซึ่งคุกคามความยั่งยืนของวัฒนธรรมและดินแดนดั้งเดิมของพวกเขา

วิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวซาไกยึดมั่นในกฎเกณฑ์ประเพณีอย่างเคร่งครัด รวมถึงการห้ามตัดต้นไม้บางชนิดในป่าตามประเพณี (ริมโบ) การฝ่าฝืนกฎเหล่านี้มีโทษปรับเทียบเท่าทองคำ


สำหรับประเพณีและการดำรงชีวิตของชาวซาไกเขาดำรงชีวิตด้วยการล่าสัตว์และเก็บเกี่ยวพืชผล พวกเขาใช้เครื่องมือดั้งเดิม เช่น กับดักหวาย ในการจับปลา

อาหารพื้นเมืองของชาวซาไก ที่เป็นอาหารหลักที่มีชื่อเสียงคือ มันเทศเมองาโล (Mengalo) หรือ มันเทศเมิงฆาโล (Menggalo) เป็นมันเทศมีพิษที่นำมาแช่น้ำในแม่น้ำแล้วนำไปย่าง


ความเชื่อของชาวซาไก แม้ว่าในอดีตชาวซาไกจะนับถือลัทธิวิญญาณนิยมอย่างเข้มแข็ง แต่ปัจจุบันชาวซาไกจำนวนมากได้เปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลามแล้ว


ภัยคุกคามต่อชุมชนพื้นเมืองชาวซาไก คือ การสูญเสียดินแดนตามประเพณี หรือ Tanah Adat ด้วยเป็นการขยายตัวของอุตสาหกรรมเหมืองแร่ (สวนปาล์มน้ำมันและสัมปทานตัดไม้) ส่งผลให้ป่าตามประเพณีสูญหาย ซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารที่ลดลงและการสูญเสียพื้นที่อยู่อาศัย

การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมชาวซาไก คือการพัฒนาสู่ความทันสมัย ​​การตั้งถิ่นฐานถาวร และการสูญเสียป่าไม้ ส่งผลให้คนรุ่นใหม่ค่อยๆ ละทิ้งประเพณีการล่าสัตว์และเก็บเกี่ยว


การถูกกีดกัน ด้วยชาวซาไกมักถูกกีดกันจากการพัฒนา ทำให้เกิดความขัดแย้งเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดินระหว่างชุมชนและบริษัทต่างๆ


ในฐานะหนึ่งในชุมชนพื้นเมืองของอินโดเนเซีย ชาวซาไกยังคงต่อสู้เพื่อรักษาเอกลักษณ์และสิทธิตามประเพณีเหนือป่าไม้ที่เหลืออยู่ เช่น ป่าตามประเพณี


อ้างอิงและอ่านเพิ่มเติม

Anita Rosiana, Nilai-Nilai Yang Terkandung di Dalam Tradisi Ritual Pengobatan Bediei Suku Desa Muara Basung Keamatan Pinggir Kebupaten Bengkalis Provinsi Riau,universitas islam riau, 2020.


Dina Amalia Susamto, Orang Sakai Sudah Modern, Badan Pengembangan dan Pembinaan Bahasa, Jakarta,2018.


Irwanto, Yuk, Kenali Komunitas Terpencil di Riau, Badan Pengembangan dan Pembinaan Bahasa, Jakarta,2018.


Nani Tuloli  dkk(Prof. Dr.), Dialog Budaya, Wahana Pelestaran dan Pengembangan Kebudayaan Bangsa,Badan Pengembangan


Nurlela Hayati(Dra.,)Gambaran Umum Masyarakat Terasing di Riau.

Kebudayaan dan Pariwisata, Deputi Pelestarian dan Pengembangan Budaya,2003.


Tohirin Sohiron,Remeja Komunitas Adat Terpencil Suku Sakai Menatap Masa Depan, Universitas Islam Negeri Sultan Syarif Kasim,Riau,2013.