Isnin, 15 Ogos 2016

อาเจะห์ที่ได้สัมผัสมา

อาเจะห์เคยเป็นรัฐอิสระที่มีบทบาททางการค้าและการเดินเรือระหว่างประเทศ อาเจะห์เริ่มรับศาสนาอิสลามจากชวาในราวพุทธศตวรรษที่ 13 และได้สถาปนาการปกครองแบบสุลต่านขึ้นที่เมืองบันดาอาเจะห์ อาเจะห์มีอำนาจมากในสมัยสุลต่านอาลี มูตคายัต ซะห์ ที่ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ. 2057 – 2073 ที่ได้ทำให้อาเจะห์เป็นศูนย์กลางทางการค้าแทนมะละกาที่ถูกโปรตุเกสโจมตี เมื่อ พ.ศ. 2044 และพระองค์ยังทำสงครามต่อต้านโปรตุเกสที่พยายามเข้ายึดครองเมืองปาไซ และได้ขยายอำนาจเข้าครอบครองดินแดนส่วนอื่นของสุมาตรา และบางส่วนในคาบสมุทรมาเลย์ ยุคทองของอาเจะห์ที่มีความรุ่งเรืองมากตชคือในสมัยสุลต่านอิสกันดาร์ มุดา ที่ข้ามไปยึดครองยะโฮร์และเประได้ และกลายเป็นศูนย์กลางของศาสนาอิสลามในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่เรียกว่าประตูทางตะวันออกที่เปิดสู่เมกกะ

อาเจะห์เริ่มตกต่ำลงหลังจากเนเธอร์แลนด์เข้ามายึดครองมะละกาเมื่อ พ.ศ. 2184 ประกอบกับในอาเจะห์มีความขัดแย้งระหว่างขุนนางท้องถิ่นกับสุลต่าน เนเธอร์แลนด์เข้ามาแทรกแซงโดยสนับสนุนให้ชาวมินังกาเบาแยกตัวออกมาจากอาเจะห์ รัฐทางคาบสมุทรมลายู เช่น ยะโฮร์ก็เริ่มแข็งข้อกับอาเจะห์ และได้รับผลกระทบจากการเข้าครอบครองปีนังและสิงคโปร์ของอังกฤษ ทำให้อิทธิพลทางการเมืองและเศรษฐกิจของอาเจะห์ลดลง





















ในที่สุดเนเธอร์แลนด์ได้ทำสงครามอาเจะห์เพื่อยึดอาเจะห์เป็นอาณานิคม การสู้รบเริ่มขึ้นใน พ.ศ. 2416 และยึดเมืองบันดาอาเจะห์ได้ใน พ.ศ. 2420 แต่ก็ยังคงสู้รบแบบกองโจรต่อไป แม้ว่าสุลต่านจะยอมจำนนใน พ.ศ. 2446 เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง และอินโดนีเซียได้รับเอกราช แต่อาเจะห์ก็ยังมีการปฏิวัติต่อต้านรัฐบาลกลางระหว่าง พ.ศ. 2496 – 2502 นำโดยพวกอูลามา แม้จะมีสถานภาพเป็นเขตการปกครองพิเศษตั้งแต่ พ.ศ. 2502 แต่ก็ยังมีกองกำลังที่ต้องการแยกตัวเป็นอิสระคือขบวนการอาเจะห์เสรีจนถึง พ.ศ. 2548