Ahad, 6 Ogos 2017

ประมวลภาพการฝึกงานของนักศึกษามลายูศึกษา ณ รัฐกลันตัน

โดย นิอับดุลรากิ๊บ บินนิฮัสซัน
ประมวลภาพการฝึกงานของนักศึกษามลายูศึกษา ณ รัฐกลันตัน

















ชาวเมรินา ชาวมลายูแห่งประเทศมาดากัสการ์

โดย นิอับดุลรากิ๊บ  บินนิฮัสซัน
   ประเทศมาดากัสการ์ (Madagascar) เป็นประเทศเกาะที่ตั้งอยู่ในทวีปอัฟริกา และเมื่อเป็นส่วนหนึ่งของทวีปอัฟริกา เราจึงไม่ค่อยรู้นักถึงความสัมพันธ์ที่มีกับภูมิภาคมลายู  ประชากรประเทศมาดากัสการ์มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ แต่เมื่อเบ้าหลอมรวมกันจะกลายเป็นชาวมาลากาซี (Malagasy) สำหรับชาวมาลากาซี จะมีภาษามาลากาซี เป็นภาษาพูด และเป็นภาษาราชการของประเทศมาดากัสการ์ แม้ว่าทั้งหมดจะรวมกันเป็นชาวมาลากาซี แต่ก็สามารถแบ่งกลุ่มชนเผ่าตามประวัติความเป็นมาของตนเอง ออกได้ถึง 18 ชนเผ่า โดยทั้งหมดแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มคือ

   กลุ่มแรกเป็นกลุ่มที่เรียกว่ากลุ่มที่ราบสูง จะมีอยู่ 3 เผ่า คือ ชาวเมรินา ชาวซีฮานากา และชาวเบ็ตซีลีโอ กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีรากเหง้าบรรพบุรุษที่อพยพมาจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ ภูมิภาคมลายู กล่าวว่าบรรพบุรุษของพวกเขาอพยพมาจากภูมิภาคมลายูมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 2-5 ที่ผ่านมา  ปรากฏว่ามีรูปแกะสลักเรือใบโบราณที่เจดีย์โบโรบูดูร์ เกาะชวา ประเทศอินโดเนเซีย และเมื่อหลายปีก่อนมีการทดลองสร้างเรือใบตามรูปแกะสลักที่เจดีย์ดังกล่าว แล้วล่องไปยังเกาะมาดากัสการ์ ปรากฏว่าใช้เวลาหนึ่งเดือนครึ่ง จึงเดินทางถึงเกาะมาดากัสการ์ สำหรับการอพยพของชาวมลายูโปลีเนเซีย นั้นกล่าวว่ามี 2 คลื่น  คลื่นแรก เกิดขึ้นระหว่างศตวรรษที่ 5-7 กลุ่มนี้จะรู้จักในนามของกลุ่มวาซีมบา และกลุ่มเวโซ ต่อมาคลื่นที่สอง จะเกิดขึ้นระหว่างศตวรรษที่ 7-15  โดยในศตวรรษที่ 8 มีการอพยพของชาวมลายู ชวาชวา ชาวบูกิส และชาวโอรังลาวต์ 

   ส่วนกลุ่มที่สอง เป็นกลุ่มชายฝั่ง  กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีบรรพบุรุษมาจากแผ่นดินใหญ่ทวีปอัฟริกา คือ ชาวอันไตฟาซี ชาวอันไตโมโร ชาวอันไตซากา ชาวอันตัมบาฮัวกา ชาวอันตันการานา ชาวอันตันนอซี  ชาวอันตันดรอย ชาวบารา ชาวเบ็ตซีมีซารากา   ชาวเบซาโนซาโน ชาวมาฮาฟาลี ชาวซากาลาวา ชาวตานาลา ชาวซีมีเฮตี และชาวซาฟีโซโร 

   จากการศึกษาทางชาติพันธุ์ ปรากฏว่าชาวมาลากาซี มีการแต่งงานข้ามเผ่าพันธุ์กัน ในปี 2010 มีการศึกษาทาง DNA ปรากฏผลว่า ชาวเมรินา มี DNA มาจากชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อยู่สูงถึง 50 %  สำหรับชาวเมรินา ถือเป็นชาวมาลากาซีที่มีอิทธิพลที่สุดในประเทศมาดากัสการ์ กล่าวว่าชาวเมรินา มีบรรพบุรุษที่อพยพมาจากเกาะกาลีมันตัน ประเทศอินโดเนเซียในปัจจุบัน มีการศึกษาถึงความสัมพันธ์ด้านภาษาศาสตร์ ระหว่างชาวเมอรินากับชาวมายาน แห่งเกาะกาลีมันตัน ปรากฏว่าทั้งสองกลุ่มมีความสัมพันธ์ทางด้านภาษา สำหรับนักภาษาศาสตร์แล้ว ถือว่าภาษามาลากาซีของชาวเมรินา เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มภาษามลายูโปลีเนเซีย แต่นักวิชาการบางคนยังสงสัยว่าชาวเมรินาน่าจะมาจากชาวบูกิสมากกว่า ด้วยชาวมายานเป็นสังคมชุมชนเกษตรมากกว่าจะเป็นชาวทะเล  ส่วนศาสตราาจารย์ ดร. เค. อาเลกซานเดอร์ อาดีลาร์ ได้ศึกษาถึงคำยืมภาษามลายู ภาษาชวาที่ใช้ในภาษามาลากาซี ตามบทความชื่อ Malay and Javanese Loanwords in Malagasy, Tagalog and Siraya (Formosa) ปรากฏว่ามีคำภาษามลายู และภาษาชวา จำนวนหนึ่งมีการใช้อยู่ในภาษามาลากาซี

   ชาวเมรินา ถือเป็นชนชาวอพยพที่เดินทางไปยังเกาะมาดากัสการ์ แล้วได้เป็นชนชั้นปกครองในดินแดนที่ตัวเองเดินทางไปตั้งถิ่นฐาน  ชาวเมรินาซึ่งตั้งถิ่นฐานอยู่ตอนกลางของประเทศมาดากัสการ์ ได้ตั้งอาณาจักรของตนเองขึ้นมา มีอำนาจระหว่างปี 1540-1897 โดยเป็นหนึ่งในสามของอาณาจักรในประเทศมาดากัสการ์ โดยอีกสองอาณาจักร คือ อาณาจักรของชาวซากาลาวา ซึ่งตั้งถิ่นฐานอยู่ตอนตะวันตก และตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ อีกอาณาจักรหนึ่งเป็นอาณาจักรของชาวเบ็ตซีมีซารากา ตั้งอยู่อยู่ตอนตะวันออก และตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ  อาณาจักรของชาวเมรินา เป็นอาณาจักรที่อุดมสมบูรณ์  ศูนย์อำนาจอาณาจักรชาวเมรินา คือ เมืองอันตานานารีโว ซึ่ง อันตานา มีความหมายว่า แผ่นดิน  และอารีโว มีความหมายว่า หนึ่งพัน  เมืองอันตานานารีโว ตั้งขึ้นในปี 1625 และราวปี 1797 เมืองอันตานานารีโว ก็กลายเป็นศูนย์อำนาจของอาณาจักรชาวเมรินา และเมืองนี้ก็กลายมาเป็นเมืองหลวงของประเทศมาดากัสการ์จนถึงปัจจุบัน

   อาณาจักรของชาวเมรินา มีกษัตริย์ที่มีชื่อเสียงหลายพระองค์ เช่น กษัตริย์กษัตริย์อันเดรียนามโปยนีเมอรินา (1785-1810) และกษัตริย์ราดามาที่ 1 (1810-1828) ผู้เป็นราชโอรส  ถือเป็นสองกษัตริย์ที่มีความยิ่งใหญ่ ที่สามารถรวบรวมดินแดนต่างๆเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรชาวเมรินา ราชวงศ์ของพระองค์เป็นเชื้อสายมาจากกษัตริย์ชาวเมรินายุคก่อนๆ โดยกษัตริย์อันเดรียนามโปยนีเมอรินาเป็นราชวงศ์ชาวเมรินาองค์แรกที่ได้เป็นกษัตริย์ของมาดากัสการ์ทั้งประเทศ  กษัตริย์องค์สุดท้ายของราชวงศ์ชาวเมรินา คือ กษัตริย์หญิงที่ชื่อว่ากษัตริย์รานาวาโลนาที่ 3 ที่ลี้ภัยไปยังประเทศอัลญีเรียในปี 1895 หลังจากที่ฝรั่งเศสเข้าไปยึดครองประเทศฝรั่งเศส   
            
   อาณาจักรของชาวเมรินา นอกจากมีกษัตริย์แล้ว ก็ยังเหมือนกับอาณาจักรของชาวมลายูในภูมิภาคมลายู นั้นคือการมีกษัตริย์หญิงที่มีชื่อเสียงหลายพระองค์ เช่น  กษัตริย์หญิงรานาวาโลนา ที่ 1 ครองราชย์ระว่างปี 1828-1861 พระองค์เป็นราชินีของกษัตริย์รามาดาที่ 1  ในยุคของพระองค์มีเหตุการณ์สำคัญ นั้นคือพระองค์ทรงขับไล่นักเผยแพร่ศาสนาคริสต์ชาวอังกฤษออกนอกประเทศ พร้อมมีการกลั่นแกล้งชาวมาดากัสการ์ที่นับถือศาสนาคริสต์แต่ไม่ประกาศตนเองว่าเป็นชาวคริสต์ ยุคนี้ชาวคริสมาลากาซีต์จะรู้จักในนามของ “นี ตานี ไมซีนา” หรือ “ช่วงเวลายุคมืดของแผ่นดิน”  กษัตริย์หญิงองค์ต่อมา คือ กษัตริย์ราโซเฮรีนา ครองราชย์ระว่างปี 1863-1868  ในยุคของพระองค์มีการส่งทูตไปยังกรุงลอนดอนและกรุงปารีส มีการทำสนธิสัญญากับอังกฤษ อนุญาตให้ชาวอังกฤษสามารถเช่าที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ในประเทศมาดากัสการ์

   สำหรับกษัตริย์หญิงอีกพระองค์ คือ กษัตริย์รานาวาโลนา ที่ 2  ครองราชย์ระว่างปี 1868-1883 พระองค์ได้รับการศึกษาจากคณะนักเผยแพร่ศาสนาคริสต์ London Missionary Society และพระองค์ได้แบบติสต์ภายใต้คณะ Church of England  พระองค์ได้ประกาศให้ศาสนาคริสต์คณะแองกลีกันเป็นศาสนาทางการของประเทศมาดากัสการ์ ช่วงยุคกษัตริย์รานาวาโลนา ที่ 2  ถือเป็นช่วงที่อังกฤษมีอิทธิพลมากที่สุดในประเทศมาดากัสการ์  และกษัตริยหญิงต่อมา ถือเป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายของราชวงศ์ชาวเมรินา ก่อนที่ราชวงศ์ของชาวเมรินาล่มสลาย คือ กษัตริย์รานาวาโลนา ที่ ในช่วงที่มาดากัสการ์ถูกฝรั่งเศสยึดครอง และพระองค์ลี้ภัยไปบังประเทศอัลญีเรีย

   สำหรับภาษามาลากาซีนั้น ก่อนกษัตริย์ราดามา ที่ 1 ครองราชย์ระว่างปี 1810-1828  จะใช้อักขระที่เรียกว่า อักขระโซราเบ เป็นอักขระอาหรับ ด้วยประเทศมาดากัสการ์ก็ได้รับอิทธิพลจากชาวอาหรับโอมานที่อพยพมายังประเทศมาดากัสการ์ในช่วงศตวรรษที่ แต่ศาสตราจารย์ ดร. เค. อาเลกซานเดอร์ อาดีลาร์ สันนิฐานว่าน่าจะได้รับอิทธิพลจากชาวชวามุสลิมมากว่า ในยุคกษัตริย์ราดามา ที่ 1 ก็ได้มีการเปลี่ยนจากอักขระโซราเบ มาใช้อักขระลาติน ตามคำเสนอของบาทหลวงเดวิด โจนส์ นักบวชแห่ง London Missionary Society ในปี 1820

   สำหรับในปัจจุบัน นักการเมืองระดับประเทศในประเทศมาดากัสการ์ ส่วนใหญ่จะเป็นมีเชื้อสายชาวเมรินา ไม่ว่าจะเป็นประธานาธิบดีคนปัจจุบัน นายเฮรี ราชาโอนารีนมามเปียนีนา หรือแม้แต่อดีตประธานาธิบดี อย่างนายอันดรี ราโจลีนา ที่มีหน้าตาค่อนข้างมาทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากกว่าจะเป็นอัฟริกา

   พ่อค้าพลอยชาวไทยส่วนใหญ่จะเดินทางไปทำธุรกิจค้าพลอยที่ประเทศมาดากัสการ์ ส่วนประเทศอินโดเนเซียและมาเลเซียจะใช้ความสัมพันธุ์เชิงชาติพันธุ์มาเป็นสะพานทางธุรกิจ ความเจริญ ความชำนาญบางอย่างของชาวมุสลิมในประเทศไทย น่าจะสามารถบูรณาการใช้ความสัมพันธุ์เชิงชาติพันธุ์บวกความชำนาญมาเป็นสะพานทางธุรกิจได้  และเชื่อว่าวันหนึ่งเราจะสามารถทำได้

Khamis, 27 Julai 2017

บ้านตะโละมาเนาะ : จากนักการศาสนายุคก่อนสู่นักการศาสนายุคใหม่

โดยนิอับดุลรากิ๊บ  บินนิฮัสซัน

ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นภูมิภาคที่มีประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม  เดิมนั้นประชากรส่วนใหญ่จะนับถือศาสนาพุทธ-ฮินดู  สำหรับการเข้ามาของศาสนาอิสลามสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น  มีหลักฐานการเผยแพร่เข้ามาสู่ภูมิภาคนี้  โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่พูดภาษามลายู/อินโดเนเซีย เช่น ประเทศมาเลเซีย  อินโดเนเซีย  บรูไน  สิงคโปร์ รวมทั้งภาคใต้ฟิลิปปินส์และจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย  นักวิชาการได้ตั้งทฤษฎีการเข้ามาของศาสนาอิสลามสู่ภูมิภาคนี้หลายทฤษฎีด้วยกัน  หนึ่งในทฤษฎีดังกล่าวได้กล่าวว่าการเผยแพร่ศาสนาอิสลามยังดินแดนต่างๆเหล่านี้โดยชนชาวอาหรับจากประเทศในตะวันออกกลาง และการเผยแพร่ศาสนาอิสลามของชนชาวอาหรับ  โดยเฉพาะชนชาวอาหรับที่มาจากดินแดนฮัดราเมาต์ (Hadramaut) ซึ่งตั้งอยู่บริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศเยเมน  ที่รู้จักกันในนามของชาวอาหรับฮัดรามี (Hadrami Arabs)

การเข้ามาของชาวอาหรับในจังหวัดชายแดนภาคใต้
สำหรับการเข้ามาของชาวอาหรับในจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นมีอยู่ 2 กลุ่ม   สำหรับกลุ่มแรกเป็นกลุ่มที่เข้ามานับร้อยปีมาแล้ว  กลุ่มนี้ได้แต่งงานกับชนพื้นเมือง  จนผสมกลมกลืนกลายเป็นกลุ่มพื้นเมือง  ซึ่งส่วนใหญ่ในปัจจุบันไม่รู้รากเหง้าของตนเอง  สิ่งนี้สอดคล้องกับการศึกษาของสมาคมชาวมาเลเซียเชื้อสายชาวอาหรับฮัดรามี  ที่ได้กล่าวว่าชาวมาเลเซียเชื้อสายชาวอาหรับฮัดรามีส่วนหนึ่งในประเทศมาเลเซีย  ไม่รู้รากเหง้าของตนเองว่าเป็นเชื้อสายอาหรับฮัดรามี  ส่วนกลุ่มที่สอง  เป็นกลุ่มที่เข้ามาในช่วงหลัง  กลุ่มนี้ยังคงมีความป็นอาหรับค่อนข้างสูง

สำหรับในจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น  การเข้ามาของศาสนาอิสลามยังดินแดนนี้  ชนชาวอาหรับฮัดรามีก็มีส่วนสำคัญในการที่ทำให้เจ้าเมืองปาตานีเข้ารับศาสนาอิสลาม  โดยเชคซาอิด อัล-บาซีซา (Sheikh Said Al-Basisa) ชาวบ้านแห่งหมู่บ้านปาไซ  ซึ่งเป็นหมู่บ้านของชาวเมืองปาไซ  เกาะสุมาตรา  ได้ทำให้เจ้าเมืองปาตานี เข้ารับศาสนาอิสลาม จนกลายเป็นสุลต่านอิสมาแอล ชาห์ (Sultan Ismail Shah)    การเข้ามาของชนชาวอาหรับฮัดรามีในดินแดนปาตานีนั้น มีมาตั้งแต่ ศตวรรษที่ 15  ทำให้บุตรหลานของชนชาวอาหรับฮัดรามีเหล่านี้ได้กลายเป็นผู้นำทางศาสนาอิสลาม  เช่น เชคดาวุด อับดุลลอฮ อัล-ฟาตานี  (Sheikh Daud Abdullah Al-Fatani) รวมทั้งบรรดานักการศาสนาที่มาจากชุมชนบ้านเบินดังดายอ (Kg. Bendang Daya) จังหวัดปัตตานี  

การที่บุตรหลานชาวอาหรับฮัดรามีเหล่านี้ได้มีการผสมกลมกลืน มีการแต่งงานกับชาวพื้นเมือง  ทำให้บุตรหลานของชนชาวอาหรับฮัดรามีเหล่านี้รับวัฒนธรรมมลายู จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชาวมลายู  ซึ่งสามารถเรียกได้ว่าเป็นกลุ่มเชื้อสายชาวอาหรับฮัดรามีที่ กลายพันธุ์ ในเวลาต่อมา  ส่วนใหญ่แล้วกลุ่มบุคคลเหล่านี้ไม่รู้รากเหง้าของตนเองว่ามาจากชนชาวอาหรับฮัดรามี   กลุ่มเชื้อสายชาวอาหรับฮัดรามีที่ กลายพันธุ์เหล่านี้จะรวมถึงตระกูลเครือญาติลูกหลานของวันฮุสเซ็น อัส-ซานาวี แห่งชุมชนบ้านตะโละมาเนาะด้วย

สำหรับตระกูลเครือญาติลูกหลานของวันฮุสเซ็น อัส-ซานาวี ก็เช่นเดียวกัน  ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชนที่ไม่รู้รากเหง้าของตนเองว่ามาจากเชื้อสายอาหรับฮัดรามี ถึงอย่างไรก็ตามตระกูลเครือญาติลูกหลานของวันฮุสเซ็น อัส-ซานาวี โดยเฉพาะกลุ่มสูงวัย  ยังคงมีการท่องจำและรักษาบทกวีที่มีชื่อว่า “Syair Sheikh Aidrusi” หรือ "บทกวีเชคอิดรุซี เป็นบทกวีที่กล่าวถึงความเป็นมาบรรพบุรุษของพวกเขา  ซึ่งมีใจความดังนี้

                                                Syair  Sheikh  Aidrusi
Serkau muda  datang dari Makkah
Sekarang boleh Tuan Sheikh Aidrusi (Al-Idrus)
Sebawa turun ke Negeri Patani
Sefaham boleh segala mufakir
Fakirun ala binurul qadri
Lahul arsyi alai hissalam

                                                           บทกวีเชคอิดรุซี
                                                 นับแต่เยาว์วัยได้เดินทางมาจากนครมักกะห์
    ปัจจุบันได้กลายเป็นท่านเชคอิดรุซี
    ได้นำพามายังเมืองปาตานี
    ทุกสิ่งได้มาซึ่งความรอบรู้
    นำแสงสว่างมาสู่ทั้งมวล
    ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่านเชค

ความเป็นมาของตระกูลเครือญาติมัสยิดตะโละมาเนาะนั้นเริ่มจากท่านวันฮุสเซ็น อัส-ซานาวี (Wan Hussein As-Sanawi)นักการศาสนาอิสลามแห่งหมู่บ้านสะนอ จังหวัดปัตตานี ได้พาครอบครัวซึ่งประกอบด้วยภรรยาชื่อ อุมมีกัลซุม (Ummi Kalsom)และผู้ติดตามจำนวนหนึ่งอพยพหนีจากภัยสงครามระหว่างสยามกับปาตานีในอดีต  โดยมาตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณเชิงเขาบูโด  อำเภอบาเจาะ  จังหวัดนราธิวาส  การจัดตั้งชุมชนใหม่ที่ชื่อว่าบ้านตะโละมาเนาะนั้น  นำชื่อของต้นไม้ชนิดหนึ่งที่เรียกว่า ต้นมาเนาะมาเป็นชื่อหมู่บ้าน  ส่วนคำว่าตะโละ (Teluk) นั้นแปลว่า อ่าว  รวมแล้วชื่อหมู่บ้านตะโละมาเนาะมีความหมายว่า หมู่บ้านที่มีต้นมาเนาะ  ซึ่งมีหมู่บ้านแห่งนี้ยังคงมีร่องรอยของต้นมาเนาะอยู่  เมื่อมีสร้างชุมชนใหม่ขึ้นมาแล้ว ก็ได้มีการสร้างมัสยิดขึ้นมาเรียกชื่อในภายหลังว่า มัสยิดวาดีฮุสเซ็น (Masjid Wadil Hussein)  ตามชื่อของท่านวันฮุสเซ็น  อัส-ซานาวี  แต่ส่วนใหญ่จะรู้จักในนามของมัสยิดตะโละมาเนาะ   จนถึงปัจจุบันบุตรหลานของท่านวันฮุสเซ็น  อัส-ซานาวี  ได้กระจัดกระจายอยู่ทั่ว  นอกจากตั้งถิ่นฐานในภาคใต้ของประเทศไทยแล้ว  ยังได้อพยพไปยังประเทศมาเลเซีย,  ประเทซาอุดีอาราเบีย และประเทศจอร์แดน  

ส่วนหนึ่งของบุตรหลานตระกูลเครือญาติมัสยิดตะโละมาเนาะได้มีบทบาทในสังคมจังหวัดชายแดนภาคใต้   โดยเฉพาะในจังหวัดนราธิวาสนั้น  ถือได้ว่าเป็นแหล่งตั้งถิ่นฐานใหญ่ของตระกูลเครือญาติมัสยิดตะโละมาเนาะ จากการสำรวจเพื่อจัดทำทะเบียนตระกูลเครือญาติมัสยิดตะโละมาเนาะ โดยใช้ชื่อการจัดทำทะเบียนตระกูลในครั้งนั้นว่า เครือญาติตระกูลอัล-ฮามีดียะห์ (Salasilah Al-Hamidiah)  ตามนามของท่านฮัจญีอับดุลฮามิด  อับดุลกาเดร์ อัส-ซานาวี ผู้เป็นบุคคลแรกๆที่ได้ดำเนินการจัดทำทะเบียนตระกูล  ปรากฏว่ามีบุตรหลานตระกูลเครือญาติมัสยิดตะโละมาเนาะที่สืบเชื้อสายมาจากท่านวันฮุสเซ็น อัส-ซานาวีกับท่านอุมมีกัลซุม ประมาณ 7,000  คน   แต่ในการศึกษาครั้งนี้จะทำการศึกษาเฉพาะในอำเภอบาเจาะ  จังหวัดนราธิวาส และบริเวณใกล้เคียง คือบริเวณอำเภอยี่งอ  จังหวัดนราธิวาส และอำเภอสายบุรี  จังหวัดปัตตานี  ซึ่งในพื้นที่การศึกษานั้นตระกูลเครือญาติมัสยิดตะโละมาเนาะมีบทบาททั้งในด้านผู้นำชุมชน ผู้นำสังคม  ไม่ว่าจะเป็นนายกเทศมนตรี  นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.)  กำนัน  ฯลฯ  ส่วนบทบาททั้งในด้านผู้นำทางศาสนาอิสลามนั้น  มีทั้งที่เป็นโต๊ะอิหม่าม  กรรมการคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด  รวมทั้งเป็นเจ้าของโรงเรียนราษฎร์สอนศาสนาอิสลามอีกจำนวนหนึ่ง

มัสยิดวาดิลฮุสเซ็น ตั้งอยู่ที่บ้านตะโละมาเนาะ อยู่ในอำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส มัสยิดแห่งนี้ถือว่าเป็นมัสยิดที่เก่าแก่แห่งหนึ่งที่พบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ อันประกอบด้วยจังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา และจังหวัดนราธิวาส แม้ว่าจะไม่มีบันทึกเวลาการก่อสร้างมัสยิด แต่เชื่อว่ามัสยิดแห่งนี้เป็นมัสยิดที่เก่าแก่และมีความสวยงามอีกแห่งหนึ่งในภูมิภาคมลายู (Nusantara) อายุของมัสยิดแห่งนี้ นับว่าเป็นการยากที่จะคำนวญอายุที่แท้จริง มีทั้งที่กล่าวว่า 380 ปี ซึ่งจริงๆแล้วอายุนั้นอาจจะไม่ถึงก็ได้ เพราะมีข้อสงสัยและยังหาข้อพิสูจน์ยังไม่ได้ ผู้วิจัยเองเป็นลูกหลานชั้นที่ 7 ของท่านวันฮุสเซ็น อัส-ซานาวี ผู้ก่อสร้างมัสยิด ซึ่งจริงๆผู้ก่อสร้างต้องมีหลายคนอยู่แล้ว ทั้งชาวบ้าน นายช่าง บรรดาผู้นำ หรือผู้ที่ได้รับการนับถือมักสั่ง หรือ ชี้นิ้วอย่างเดียว พอมีการบันทึกมักบันทึกชื่อผู้นำคนเดียว จากในอดีตที่ผู้วิจัยได้พูดคุย สัมภาษณ์ บันทึก คำพูดคุยของฮัจญี อับดุลฮามิด หรือรู้จักในนามของปะดอดูกู จากบ้านดูกู อำเภอบาเจาะ ได้กล่าวว่ามัสยิดตะโละมาเนาะสร้างโดยบรรพบุรุษของเขาที่ชื่อ วันฮุสเซ็น ซานาวี นักการศาสนาผู้ท่องจำอัล-กุรอ่านทั้งเล่มแห่งบ้านสะนอ อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี วันฮุสเซ็นเป็นพี่น้องปู่ของนักการศาสนาที่มีชื่อเสียงของปัตตานีที่มีชื่อว่า เชคดาวุด อัล-ฟาตานี วันฮุสเซ็น ถือว่าเป็นบุคคลแรกที่บุกเบิกบ้านตะโละมาเนาะ

ถ้าดูอย่างผิวเผิน ไม่ว่าดูตัวจริงหรือรูปถ่าย สถาปัตยกรรมและโครงสร้างอาคารมัสยิดเก่าแก่แห่งนี้ มีส่วนคล้ายคลึงกับสถาปัตยกรรมและโครงสร้างของมัสยิดกำปงลาอุต ซึ่งอายุของมัสยิดแห่งนั้นก็ไม่รู้แน่ชัด ไม่สามารถอธิบายได้ว่าทั้งสองมัสยิดนี้มีความเกี่ยวพันกัน หรืออย่างน้อยทั้งสองมัสยิดนี้ก่อสร้างในระยะเวลาที่ใกล้เคียงกัน จนกระทั่งรูปแบบสถาปัตยกรรมมีส่วนคล้ายกันมาก บ้านตะโละมาเนาะเป็นหมู่บ้านที่ตั้งอยู่บริเวณเทือกเขาบูโด ในจังหวัดนราธิวาสซึ่งเป็นเทือกเขาใหญ่และสำคัญ เริ่มจากบ้านต้นไทรทางด้านทิศเหนือตั้งทอดยาว จรดถึงยี่งอทางด้านทิศใต้ ส่วนทางทิศตะวันออกนั้นเป็นทุ่งนากว้างใหญ่ สำหรับทิศตะวันตกเป็นภูเขาแห่งเทือกเขาบูโด กลางหมู่บ้านตะโละมาเนาะมีธารน้ำสายหนึ่งไหลมาจากภูเขาลงสู่ไร่นา ที่ตั้งมัสยิดและบรรดาบ้านเรือนตั้งอยู่ด้านเหนือของธารน้ำ ส่วนด้านใต้ของธารน้ำเป็นบริเวณสุสานที่กว้างปราศจากพุ่มไม้ ชื่อมัสยิดเชื่อว่ามาจากชื่อต้นไม้ชนิดหนึ่ง จากการสอบถามชาวบ้านได้ความว่าในบริเวณสายธารนั้นมีต้นไม้ที่ชาวบ้านเรียกว่าต้นมาเนาะ ผู้วิจัยเชื่อว่าตะโละมาเนาะน่าจะมาจากชื่อต้นไม้(ต้นมาเนาะ)มากกว่าที่จะมาจากคำว่ามาเนาะที่เป็นคำมลายูโบราณที่แปลว่านก หรือ ไก่ ปัจจุบัน คำว่ามาเนาะ (manok)ที่แปลว่า ไก่ ยังคงมีการใช้อยู่ เช่นในภาษาตากาล๊อก (ฟิลิปปินส์), ภาษาบายาว (bajau)ในรัฐซาบะห์ รวมทั้งชาวมอแกนในแถบจังหวัดอันดามันของไทยก็ใช้คำนี้

สำหรับชื่อมัสยิดนี้ไม่เป็นที่ปรากฎว่ามีการใช้ชื่อ มัสยิดวาดิลฮุสเซ็นตั้งแต่เมื่อไร ผู้วิจัยเคยค้นเอกสารเก่าๆบนที่ว่าการอำเภอบาเจาะก็ปรากฎว่าพบคำว่ามัสยิดตะโละมาเนาะ หรือแม้ว่า Tan Sri Mubin Sheppard ในหนังสือที่ชื่อว่า Taman Indera พิมพ์ปี 1972 ซึ่งเขาเดินทางมาที่มัสยิดแห่งนี้ถึงสองครั้ง ในหนังสือดังกล่าวก็ไม่ปรากฎว่าเขียนชื่อมัสยิดวาดีฮุสเซ็น จะมีก็แต่มัสยิดตะโละมาเนาะ นอกจากนั้นมี footnote เขียนว่ามัสยิดแห่งนี้มีอายุประมาณ 200 ปี  ถึงแม้ว่ามัสยิดนี้จะเล็ก เมื่อเปรียบเทียบกับบรรดามัสยิดสมัยปัจจุบัน แต่เสาและไม้โครงที่ใหญ่และมองแล้วไม่สมดุลกับความกว้างและความยาวของมัสยิด ไม้ทั้งหมดเป็นไม้ตะเคียนที่ได้จากภูเขาบูโด ซึ่งอยู่ใกล้บริเวณนั้นไม่เหล่านี้ไม่ได้ใช้เลื่อย แต่ทำให้เรียบโดยใช้เครื่องมือชนิดหนึ่งที่เรียกว่าขวานเล็ก (Beliung) เกือบทั้งหมดของอาคารมัสยิดไมใช่ตะปู สำหรับบริเวณที่ต้องใช้ตะปู ตะปูที่ใช้เป็นตะปูที่ผลิตเองโดยช่างตีเหล็กในพื้นที่จากคำบอกเล่าของปะดอดูกู เป็นเวลา 100 ปี ที่สร้างมัสยิดนี้คงใช้หลังคามุงจากเฉกเช่นเดียวกันกับบ้านในอดีต ภายหลังเมื่อมีอิฐสงขลา หลังคามุงจากจึงถูกแทนที่ หลังคาจำเป็นต้องใช้เพราะการใช้อิฐสงขลา หลังคามุงจากจึงถูกแทนที่ หลังจากจำเป็นต้องใช้เพราะการใช้อิฐสงขลานี้ ซึ่งทำมาจากปูนผสมกับน้ำตาลมะพร้าว และยางมะตอย ก่อนที่จะเปลี่ยนมาเป็นซีเมนต์ดังเช่นปัจจุบันนี้ เมื่อปี 2541 กลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยี่มาเลเซียได้ทำการศึกษาสถาปัตยกรรมของมัสยิดแห่งนี้เป็นเวลา 1 เดือน โดยมีผู้วิจัยเป็นพี่เลี้ยงของกลุ่มนักศึกษาดังกล่าว จากการศึกษาครั้งนั้น มีการค้นพบการสลักชื่อผู้แกะสลักดอกไม้ประดับมัสยิด

ก่อนที่มีการบุกบิกเป็นหมู่บ้าน ตะโละมาเนาะเป็นพื้นที่ป่าสมบูรณ์ เป็นที่ล่ากวางและสัตว์อื่น ๆ ชาวบ้านในท้องถิ่นที่ได้พบมากล่าวถึงเรื่องราวที่สนุกสนานในการล่าสัตว์ของบรรพบุรุษของพวกเขา ได้เล่าว่ามีกวางจำนวนมากในป่าเทือกเขาบูโดในขณะที่ล่านั้น บรรดาสัตว์เหล่านี้บางครั้งวิ่งหนไปใต้ถุนมัสยิด จนถึงปัจจุบัน  นอกจากนั้นยังได้กล่าวถึงสิ่งของซึ่งเป็นสมบัติของมัสยิดคัมภีร์อัล-กุรอ่านเขียนด้วยมือ 7 เล่ม ตำราศาสนาเก่าซึ่งเขียนด้วยมือเช่นกัน (หนังสือต้นฉบับ), ขวานเล็ก, กระทะใหญ่ 1 ใบ สามารถหุงข้าวให้บรรดาแขกกินได้ถึง 300 คนและอื่น ๆ อีก นอกเหนือจากขวานเล็กที่สรรพสิ่งมีชีวิตไม่อาจทำลายได้สมบัติทั้งหมดของมัสยิดได้เกิดความเสียหายไปแล้ว คัมภีร์อัล-กุรอ่านและบรรดาตำราศาสนาถูกสภาพสิ่งแวดล้อมทำหายไป และบางเล่มได้หายไป ส่วนกระทะใหญ่ที่ถูกเก็บรักษาไว้ใต้ถุนมัสยิดเกิดเป็นรูรั่ว และต่อมาเกิดแตกร้าวเป็นชิ้น ๆ จนไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อีกต่อไป นับตั้งแต่กระทะใหญ่ของมัสยิดเกิดความเสียหาย เราไม่เคยเห็นกระทะใหญ่ขนาดเท่ากระทะใบนั้นอีกเลยชาวบ้านคนหนึ่งได้กล่าวไว้ เขาได้บอกว่ากระทะดังกล่าวสำหรับใช้ในการทำพิธีสำคัญ ๆ ทางศาสนาที่มัสยิด  พื้นที่บริเวณมัสยิดเคยเป็นที่พักอาศัยของบรรดานักศึกษาปอเนาะ ในสมัยที่ฮัจญีอับดุกาเดร์ เป็นอิหม่ามมัสยิดพร้อมทั้งเป็นโต๊ะครูปอเนาะ เขาเป็นหนึ่งในบรรดานักปราชญ์ศาสนาปัตตานี ถึงแม้ว่าไม่มีชื่อเสียงมากนัก ซึ่งเคยทำการสอนศาสนาที่นครมักกะห์เป็นเวลาถึง 20 ปีก่อนกลับมายังสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ปอเนาะแห่งนี้มีอายุได้ไม่นานนัก บทบาทของปอเนาะแห่งนี้อาจมีน้อยกว่าปอเนาะบางแห่งในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

ความจริงแล้ว ก่อนหน้านี้มัสยิดตะโละมาเนาะไม่เป็นที่รู้จักกันมากนัก บางคนอาจไม่เห็นความสำคัญด้วยซ้ำไป การสร้างชื่อเสียง หรือการเผยแพร่ชื่อเสียงของมัสยิดแห่งนี้ แม้ผู้เริ่มต้นคงมีความต้องการใช้กระแสทางการเมืองเพื่อสนับสนุนตนเองในการสมัครรับเลือกตั้งเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของจังหวัดนราธิวาส แต่เราไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ถ้านายเสนีย์ มะดากะกุล อดีตอาจารย์คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ไม่ทำการเผยแพร่ชื่อเสียงมัสยิดแห่งนี้โดยการจัดงานครบรอบ 350 ปี  แม้ผู้วิจัยไม่เห็นด้วยกับอายุดังกล่าว แต่เชื่อว่าการทำให้อายุแก่กว่าความเป็นจริง ก็เป็นวิธีการหนึ่งในการสร้างความขลังให้กับมัสยิด วันนี้ผู้คนก็อาจยังไม่รู้จักมัสยิดแห่งนี้ ปัจจุบันมีการจำลองมัสยิดตะโละมาเนาะเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์อิสลามในกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย

สำหรับความเป็นมาของตระกูลวันฮุสเซ็น  อัส-ซานาวีนั้น  ได้มีการศึกษาโดยนักวิชาการหลายท่าน  ซึ่งการศึกษาดังกล่าว  สามารถทำให้เห็นภาพความเป็นมาของตระกูลวันฮุสเซ็น  อัส-ซานาวี  โดยโยงถึงเครือญาติในระดบกว้างของตระกูลนี้
                  
              การก่อสร้างมัสยิดยุคแรกเริ่ม
             การเปลี่ยนแปลงมัสยิดครั้งที่หนึ่ง
             การเปลี่ยนแปลงมัสยิดครั้งที่สอง
การเปลี่ยนแปลงมัสยิดครั้งที่สาม
บทบาทของลูกหลานตระกูลวันฮุสเซ็น  อัส-ซานาวี
ลูกหลานตระกูลวันฮุสเซ็น  อัส-ซานาวี  ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ทั้งทางด้านสังคม  การศึกษา และการเมืองนั้น สามารถกล่าวได้ว่ามีบทบาทมากไม่แพ้ตระกูลอื่นๆ

บทบาทด้านการบันทึกประวัติศาสตร์จังหวัดชายแดนภาคใต้การบันทึก หรือศึกษาประวัติศาสตร์จังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ประวัติศาสตร์ปาตานี ถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งของสังคม  มีบุคคลที่เป็นลูกหลานตระกูลวันฮุสเซ็น อัส-ซานาวี  อยู่ 2 คน ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการบันทึก หรือศึกษาประวัติศาสตร์ปาตานี คือนายอับดุลลออ  ลออแมน  เป็นนักวิชาการอิสระ  แม้ไม่ได้เรียนมาทางวิชาการประวัติศาสตร์ แต่มีความสนใจในเรื่องประวัติศาสตร์ปาตานี  ได้รับการศึกษาจากกรุงเทพฯ  เคยเป็นบรรณาธิการนิตยสารมุสลิมที่ชื่อว่า นิตยสารอัล-ญีฮาด  ซึ่งเป็นนิตยสารที่ได้รับการยอมรับจากสังมมุสลิมในประเทศไทย  สำหรับผลงานเขียนนั้น  ถ้าเป็นงานเขียนทั่วไป  งานเขียนเชิงวิชาการ จะใช้ชื่อว่า นายอับดุลลอฮ  ลออแมน ส่วนถ้าเป็นเขียนด้านประวัติศาสตร์  จะใช้ชื่อว่า อ. บางนรา   สำหรับผลงานที่ค่อนข้างสร้างชื่อเสียงให้แก่เขา คืองานเขียนที่ชื่อว่า  ปัตตานี : อดีตและปัจจุบัน   หนังสือเล่มนี้ได้รับการแปลเป็นภาษามลายูในชื่อว่า Patani : dulu dan sekarang  จัดพิมพ์ในประเทศมาเลเซีย  หนังสือเล่มนี้ได้รับการอ้างอิงจากนกวิชาการที่เขียนงานวิชาการและวิทยานิพนธ์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ   ผลงานด้านประวัติศาสตร์ก่อนเสียชีวิต คือ งานเขียนประวัติศาสตร์ปาตานี ในชื่อ ปัตตานี : ประวัติศาสตร์  การเมืองในโลกมลายู ร่วมกับ พล.ต.ต. จำรูญ  เด่นอุดม

นายมูฮัมหมัดซัมบรี  อับดุลมาลิก  (Mohammad Zamberi Abdul Malek)  เป็นลูกหลานตระกูลวันฮุสเซ็น  อัส-ซานาวี  ที่อพยพไปตั้งถิ่นฐานในรัฐเปรัค  ประเทศมาเลเซีย   เป็นข้าราชการกระทรวงสาธารณสุข  ต่อมาได้รับการศึกษาที่มหาวิทยาลัยมาลายา  ภายหลังได้รับตำแหน่งเป็นนักวิชาการรับเชิญ หรือ fellow ของมหาวิทยาลัยแห่งชาติมาเลเซีย (Universiti Kebangsaan Malaysia)   ต่อมาเป็นนักวิชาการรับเชิญ หรือ fellow ของมหาวิทยาลัยมาลายา   งานเขียนด้านประวัติศาสตร์ปาตานี ที่สร้างชื่อเสียงแก่เขา และได้รับการอ้างอิงและยอมรับจากสังคมจังหวัดชายแดนภาคใต้  คือ ปัตตานี : ประวัติศาสตร์ และการเมือง หรือชื่อในภาษามลายู คือ Patani : Sejarah dan Politik   ต่อมาเนื้อหาส่วนหนึ่งของหนังสือเล่มนี้ทางพล.ต.ต. จำรูญ  เด่นอุดม ได้นำไปใช้ในการเขียนหนงสือที่ชื่อว่า ปาตานี ดารุสสาลาม

บทบาทด้านการศึกษา
บทบาทลูกหลานตระกูลวันฮุสเซ็น  อัส-ซานาวี  ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ทางด้านการศึกษานั้น ที่สามารถกล่าวได้ว่ามีบทบาทมากในสังมการศึกษา เช่น ผศ. ดร. อิสมาแอล   อาลี  เป็นนักวิชาการที่สืบเชื้อสายมาจากลูกหลานวันฮุสเซ็น  อัส-ซานาวี  สายบ้านยะกัง  อำเภอเมือง  จังหวัดนราธิวาส  เป็นนักการศึกษาที่จบปริญญาเอก  ด้านอิสลามศึกษา  จากประเทศซาอุดีอาราเบีย   เป็นบุคคลที่ได้รับการยอมรับจากสังคมมุสลิมทั้งในประเทศและต่างประเทศ  เป็นข้าราชการของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์  วิทยาเขตปัตตานี  ตำแหน่งสุดท้ายก่อนเกษียณอายุราชการ คือ ผู้อำนวยการวิทยาลัยอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์  วิทยาเขตปัตตานี  ในปัจจุบันได้รับการแต่งตั้งจากรัฐบาลให้เป็นอามีรุลฮัจย์ (ผู้นำฮัจย์)ของประเทศไทย

ดร. ยูโซะ   ตาเละ   เป็นนักวิชาการที่สืบเชื้อสายมาจากลูกหลานวันฮุสเซ็น  อัส-ซานาวี อีกนหนึ่งเป็นนักการศึกษาที่จบปริญญาโท จากประเทศปากีสถาน และจบปริญญาเอก จากมหาวิทยาลัยอุตารามาเลเซีย   ประเทศมาเลเซีย  เป็นบุคคลที่ได้รับการยอมรับจากสังคมมุสลิมทั้งในประเทศและต่างประเทศ  เช่นกัน    ตำแหน่งปัจจุบัน คือ ผู้อำนวยการวิทยาลัยอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์  วิทยาเขตปัตตานี 

นอกจากนั้นสถาบันการศึกษาเอกชน หรือ โรงเรียนราษฎร์สอนศาสนาอิสลามที่บุคคลจากลูกหลานตระกูลวันฮุสเซ็น  อัส-ซานาวี  เกี่ยวข้องเช่น
            
ปอเนาะแรกๆที่เกิดขึ้นที่บ้านตะโละมาเนาะ ตามคำบอกเล่าของฮัจญีอับดุลฮามิด หรือที่รู้จักในนามของปะดอปอเนาะ ผู้เป็นบุตรเขยของโต๊ะดูกู คือปอเนาะที่สอนโดยฮัจญีอับดุลกอเดร์ ผู้เป็นบิดาของเขา ต่อมาหลังจากการยุติกิจกรรมของปอเนาะ ในพื้นที่บ้านตะโละมาเนาะ ก็ไม่มีอีกต่อไป แต่ลูกหลานของวันฮุสเซ็น อัส ซานาวี ที่กระจายไปทั่วก็ได้กลายเป็นนักการศาสนาอิสลามยุคใหม่ ซึ่งขอกล่าวมาพอสมควร

โรงเรียนมูฮัมหมัดดียะห์  บ้านบูเกะบากง เป็นโรงเรียนที่จัดตั้งขึ้นโดยคนในตระกูลหนึ่งจากสาแหรกของวันฮุสเซ็น อัส ซานาวี  โดยผู้ก่อตั้งจบการศึกษาจากประเทศอิรัค

โรงเรียนเจริญวิทย์วิทยา ตั้งอยู่ไม่ห่างจากบ้านตะโละมาเนาะ ราว 3 กิโลเมตร ตั้งอยู่ที่บ้านลุโละสาวอ  เป็นโรงเรียนสอนศาสนาอิสลามที่จัดตั้งโดยคนในตระกูลบาตูเซ็ง  ซึ่งเป็นตระกูลสาแหรกหนึ่งของวันฮุสเซ็น อัส ซานาวี ปัจจุบันคือเป็นโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามที่มีชื่อเสียงในอำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส  

โรงเรียนศิริธรรมวิทยามูลนิธิ(อัลอิสลาฮุดดีนีย์) ตั้งอยู่ในอำเภอบาเจาะ  จังหวัดนราธิวาส  เดิมเป็นการศึกษาปอเนาะ ซึงปอเนาะดูกู ก่อตั้งโดยท่านอาจารย์ ฮัจยีมูฮัมหมัดดาฮัน  บินซอลีย์ ในปี พ.ศ.2440  ต่อมาปี พ.ศ. 2504  โรงเรียนได้จดทะเบียนเป็นปอเนาะ  ปี พ.ศ. 2509  ได้แปรสภาพเป็นโรงเรียนราษฎร์สอนศาสนาอิสลามโดยมีนายฮัจยีซำซูดิน ลามะทา เป็นเจ้าของผู้จัดการ และครูใหญ่    ปี พ.ศ. 2520  โรงเรียนได้ขออนุญาตเปลี่ยนแปลงหลักสูตรการศึกษาผู้ใหญ่เป็นหลักสูตรประถมศึกษาตอนปลาย(ป.5-ป.7)สอนภาคศาสนาถึงชั้นปีที่ 7   ต่อมาปี พ.ศ. 2524  โรงเรียนได้ขออนุญาตเปลี่ยนแปลงผู้บริหารคนเดิมเป็นนายมุสตาร์ ลามะทา ซึ่งสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี(วรรณคดี) ทางโรงเรียนได้ปรับปรุงกิจการโรงเรียนด้านการจัดการทั่วไปพร้อมกับได้ขออนุญาตเปลี่ยนแปลงหลักสูตรและขยายชั้นเรียนเป็นหลักสูตรการศึกษาผู้ใหญ่ระดับ 3 (ประถมศึกษาตอนปลาย)ถึง ระดับ 4 (มัธยมศึกษาตอนต้น) ในปี พ.ศ. 2552   นายมูฮำมัดซูลฮัน  ลามะทา วุฒิการศึกษา ปริญญาโทบริหารการศึกษา ได้รับการคัดเลือกสรรจากคณะกรรมการมูลนิธิศิริธรรมวิทยา ให้ดำรงตำแหน่งผู้รับใบอนุญาต และผู้จัดการคนใหม่ แทนท่านอาจารย์ นายมุคตาร์  ลามะทา ผู้รับใบอนุญาต  และประธานมูลนิธิศิริธรรมวิทยาที่ได้ถึงแก่กรรมเมื่อเดือน กรกฎาคม 2551  นายมูฮำมัดซูลฮัน  ลามะทา  ผู้บริหารโรงเรียนคนใหม่

โรงเรียนอัดดีนียาตุลอิสลามียะห์ ตั้งอยู่ในตำบลบาเระเหนือ อำเภอบาเจาะ  จังหวัดนราธิวาส 
ผู้รับใบอนุญาติ คือ นางรอซีด๊ะ แมเยาะ  มีนายฮาลีม ยากา เป็นผู้อำนวยการ   โรงเรียนนี้เป็นโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามประเภทบุคคลเป็นเจ้าของ   หลักสูตรศาสนา สอนเฉพาะมูตาวาซีเฏาะห์,ซานาวียะห์ หลักสูตรสามัญ สอนเฉพาะมัธยมต้น,มัธยมปลาย

โรงเรียนอัตตัรกียะห์อิสลามียะห์ เป็นโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามขนาดใหญ่ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เขตพื้นที่การศึกษานราธิวาส เขต 1 กระทรวงศึกษาธิการตั้งอยู่ในตำบลบางนาค อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส  เปิดทำการสอนตั้งแต่วันที่ 11 มิถุนายน 2506 ก่อตั้งขึ้นเมื่อพ . ศ . 2506 โดยนายหะยีดาโอ๊ะ หะยีมะดีเย๊าะ ประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดนราธิวาส กับคณะเป็นผู้ก่อตั้ง เริ่มแรกโรงเรียนอยู่ในความอุปถัมภ์ของสำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดนราธิวาสเริ่มเปิดสอนเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน พ . ศ .2506 และในปีการศึกษา2519 มีนายซำซูดิน สะปิอิง ดำรงตำแหน่งครูใหญ่  นายซำซูดิน สะปิอิง เป็นลูกหลานตระกูลวันฮุสเซ็น  อัส-ซานาวี  สายอำเภอยี่งอ

ขบวนการอาเจะห์เสรี ตอนที่ 9

โดย นิอับดุลรากิ๊บ  บินนิฮัสซัน
ตามคำสารภาพของฮาซัน  ตีโรว่าตัวเขาเองได้พบกับ ริชเร็ด  นิกสัน  ประชานาธิปดีสหรัฐอเมริกา  ได้ขอให้ RRC มอบอาวุธช่วยเหลือของรัฐบาลอเมริกาแก่ประชนชาวอาเจะห์  จามิลได้กล่าวแก่ฮาซัน  ซาเละห์ว่าบรรดาผู้นำอาเจะห์ได้เห็นชอบกับการชักชวนของฮาซัน  ตีโร  ดังนั้นอดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองทัพอิสลามอาเจะห์  ผู้นี้จึงถูกขอร้องให้กลับไปยังอาเจะห์  และเข้าร่วมกับบรรดานักต่อสู้ที่หมู่บ้านของเขาอีกครั้ง  ขณะนั้น  ฮาซัน  ซาเละห์กล่าวว่าตัวเขาเองไม่มั่นใจกับคำบอกเล่าของฮาซัน  ตีโร  ดังนั้นเขาจึงปฎิเสธการเข้าร่วม  อย่างไรก็ตามเขาได้เตือนผ่านจามิล  ว่าการก่อกบฏนั้นไม่สมควรเกิดขึ้นอีก  เพราะมีแต่จะสร้างความสูญเสียแก่ประชาชนชาวอาเจะห์   นอกจากนั้น  ฮาซัน  ซาและห์  ได้เดินทางกลับยังอาเจะห์  เพื่อพบปะเพื่อนๆ  ของเขาสมัยร่วมก่อกบฏดารุลอิสลาม / กองทัพอิสลามอินโดนีเซียขอร้องไม่ให้ปฏิบัติตามความต้องการของฮาซันตีโร  เขายังไปพบกับ ดาวุด บือเระห์ของร้องไม่ให้สนับสนุนฮาซัน ตีโร  แต่ความพยายามของเขาไม่ประสบผลสำเร็จ  เพราะประชาชนชาวอาเจะห์ได้เกิดจิตวิญญาณการก่อกบฏอีกครั้งแล้ว

ฮาซัน ซาเละห์เองมีโอกาสถูกผู้ว่าราชการจังหวัดอาเจะห์ที่ชื่อว่า  มูซากีร์  วาลัด  และผู้บัญชาการทหารภาคอิสกันดาร์มูดาที่ชื่อพันเอก  อาหมัด อัสนิมให้เข้าพบ  ทั้งสองได้แสดงหลักฐานแผนการก่อกบฏของฮาซัน ตีโร  ที่ได้รับการสนับสนุนจาก  ดาวุด  บือเระห์  จากหลักฐานเหล่านั้นทหารจึงมีวัตถุประสงค์ต้องการจับกุม ดาวุด บือเระห์  แผนนี้ต่อมาถูกยกเลิกเพราะกลัวว่าจะยิ่งปลุกกระแสการก่อกบฏที่อาเจะห์ยิ่งขึ้น  ในที่สุด ดาวุด บือเระห์ถูกย้ายไปยังกรุง จาการ์ตา  เพื่อทำให้ห่างจากคนฮาซัน ตีโร  จนกระทั่งดาวุด  บือเระห์เสียชีวิต

ความจริงนั้นก่อนการจัดตั้งนั้น  ขบวนการอาเจะห์เสรีได้เกิดการแตกแยกแล้ว  สิ่งนี้เกิดจากความแตกต่างทางความคิดที่แหลมคม ระหว่างผู้นำรุ่นเก่ากับผู้นำรุ่นใหม่ของขบวนการ  ส่วนหนึ่งของผู้นำรุ่นเก่าต้องการให้กรอบการต่อสู้ของขบวนการอาเจะห์เสรีอยู่ในฐานของอิสลาม  มีเหตุผลสองประการที่เป็นแนวคิดของพวกเขา  ประการแรก   สิ่งนั้นเหมาะกับประวัติศาสตร์ที่ผูกพันกับอาเจะห์จนถึงปัจจุบัน เพราะอาเจะห์เป็นสถานที่แรกที่ศาสนาอิสลามเข้ามายังประเทศอินโดนีเซีย สิ่งนี้มีหลักฐานด้วยการเกิดของรัฐอิสลามสมุทราปาไซ  ความสำเร็จของรัฐอิสลามในอาเจะห์นี้  ได้มีอย่างต่อเนื่องจนถึงความสำเร็จของรัฐอิสลามอาเจะห์ดารุสสาลาม   ประการที่สอง  บรรดาผู้นำรุ่นเก่าของขบวนการอาเจะห์เสรีเป็นผู้นำของ ดารุลอิสลาม  ที่ยึดมั่นในกรอบการต่สู้ของพวกเขา

ส่วนกลุ่มคนหนุ่มเป็นกลุ่มของฮาซัน  ตีโรที่ต้องการให้ขบวนกรอาเจะห์เสรีเป็นขบานการสมัยใหม่ที เซคูลาร์ (Secular)  วัตถุประสงค์เพื่อให้ขบวนการอาเจะห์มีการขยายตัวอย่างรวดเร็วและเป็นประเด็นระหว่างประเทศ   สิ่งที่แปลกคือกลุ่ม ฮาซัน ตีโรต้องการให้ขบวนการอาเจะห์เสรีต่อสู้เพื่อจัดตั้งรัฐอิสระอาเจะห์   ที่มีระบบการปกครองแบบมีกษัตริย์ นี้คือเป็นความแตกต่างอย่างยิ่งกับระบบการปกครองท่กลุ่มเก่าต้องการ   ด้วยต้องการจัดตั้งสาธารณรัฐอิสลามอาเจะห์   ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขาเป็นมานานแล้ว

ในขั้นแรกนั้นขณะที่บรรดาผู้นำหัวรุนแรงอาเจะห์ได้จัดตั้งขบวนการอาเจะห์เสรี  ทั้งสองกลุ่มที่แตกต่างกันนี้ไม่ถึงกับเปิดเผย  แต่ละฝ่ายจะตั้งมั่นและซ่อนความต้องการของตนเอง  การเก็บเงียบความเป็นศัตรูระหว่างวัยครั้งนี้ทำให้การก่อตั้งขบวนการอาเจะห์เสรีเป็นไปด้วยความราบรื่นและเรียบง่าย   บรรดาผู้นำรุ่นหนุ่มที่สนับสนุน ฮาซัน ตีโร  รู้ว่าจะต้องเก็บซ่อนความทะเยอทะยานของพวกเขาเอาไว้  ยิ่งแนวคิดการจัดตั้งขบวนการที่ต่อสู้เพื่อเอกราชของอาเจะห์นั้น ก็เกิดขึ้นอีกครั้งจากส่วนใหญ่ของผู้นำ  และนักต่อสู้ดารุลอิสลาม  ที่มีประสบการณ์ทุกข์สุขกับขบวนการนับตั้งแต่ยุคอาณานิคมฮอลันดาและญี่ปุ่น  จากประสบการณ์เหล่านี้พวกเขาต้องการสืบทอดการต่อสู้เพื่อก่อตั้งสาธารณรัฐอิสลามที่อาเจะห์

หลังจากมีการพบปะหลายครั้งในสถานที่ต่างๆ  ในวันที่ 20 พฤษภาคม 1977  มีการแถลงข่าวที่เชิงเขาฮาลีมุน  ที่อำเภออาเจะห์ปีดี  ในการแถลงข่าวครั้งนั้นมีการชุมนุมผู้นำและผู้นำการทหารของอดีตดารุลอิสลาม,ผู้นำสาธารณรัฐอิสลามอาเจะห์  หรือแม้แต่เจ้าหน้าที่รัฐบาลที่เป็นลูกหลานชาวอาเจะห์  ภายหลังจากมีการพูดคุยที่ยาวนานกินเวลาถึง 4 วัน  พวกเขาก็ลงมติร่วมกันสร้างพันธมิตรเป็นขบวนการอาเจะห์อิสระ  บรรดาผู้นำทางการทหารของสาธารณรัฐอิสลามอาเจะห์ก็สลายตัวเข้าร่วมในองค์กรขบวนการอาเจะห์อิสระ  ในวันที่ 20 พฤษภาคม 1977  ได้กำหนดเป็นวันประกาศเอกราชและการจัดตั้งขบวนการอาเจะห์อิสระ  หลังจากนั้น 4 วัน ตรงกับวันที่  24 พฤษภาคม 1977  บรรดาผู้นำขบวนการอาเจะห์เสรีก็ลงมติจัดตั้งคณะรัฐมนตรีของรัฐบาลขบวนการอาเจะห์เสรี  ด้วยการมีผู้นำที่มีจำนวนจำกัด  หลายต่อหลายตำแหน่งต้องทำหน้าที่ควบโดยผู้นำคนเดียว  มตินี้ได้รับการยอมรับจากผู้เข้าร่วมทุกคน

อย่างไรก็ตาม  ขณที่มีการเลือกผู้นำก็มีการแก่งแย่งกัน  ดาวุด บือเระห์  ผู้นำดารุลอิสลามได้เสนอให้ตำแหน่งผู้นำขบวนการอาเจะห์เสรีเป็นผู้นำของรัฐอาเจะห์ โดยมี ฮาซัน ตีโร เป็นผู้ดำรงตำแหน่ง  ความจริงขณะนั้นฮาซัน ตีโร ไม่ได้เข้าร่วมในการพบปะกันครั้งนั้น  ยิ่งเขาเองก็ไม่ได้อยู่ในอาเจะห์  เพราะกำลังศึกษาอยู่ที่สหรัฐอเมริกา  ส่วนหนึ่งของผู้นำปฏิเสธข้อเสนอนั้น  อย่างไรก็ตามดาวุด บือเระห์  ได้ให้ความมั่นใจต่อบรรดาผู้นำผู้ก่อตั้งขบวนการอาเจะห์เสรีว่า  ฮาซัน ตีโรเป็นผู้นำหนุ่มที่มีแววไกล  เขาเป็นผู้นำท่ะเป็นความหวังของอาเจะห์ในอนาคต  ภูมิหลังของการศึกษาของเขาในสหรัฐอเมริกาเป็นความคาดหวังของ ดาวุด บือเระห์  ที่จะสามารถสืบทอดการต่อสู้ของประชาชนชาวอาเจะห์เพื่อการมีเอกราชของอาเจะห์  ถึงแม้ว่าขณะนั้นเขามีอายุค่อนข้างน้อยแต่ ฮาซัน ตีโรไม่ใช่ผู้นำที่แปลกหน้าสำหรับดารุลอิสลาม   ในเดือนธันวาคม ปี1958   ขณะที่บรรดาผู้นำผู้ปกครองที่ปฏิวัติสาธารณรัฐอินโดเนเซีย/เปอร์เมสตา   และดารุลอิสลาม   กองทัพอิสลามอินโดเนเซียมีการพบปะกันที่เจนีวา ฮาซัน ตีโรก็ถือโอกาสเข้าร่วมประชุมและแสดงหลากหลายความคิดเห็น   ในที่นี้เองเป็นครั้งแรกที่ฮาซัน ตีโรเป็นที่รู้จักของบรรดานักต่อสู้ขบวนการแบ่งแยกดินแดนในอินโดเนเซีย

ในขณะที่เขาเดินทางกลับไปยังอาเจะห์ในปี 1975  ฮาซัน ตีโรได้เข้าร่วมหลายครั้งในการพบปะเฉพาะเมื่อพูดคุยถึงการเตรียมงาน  ในการจัดตั้งขบวนการอาเจะห์เสรีที่ภูเขาฮาลีมุน  ฮาซัน ตีโรได้พบปะบรรดาผู้นำหนุ่มและผู้นำปัญญาชนในอาเจะห์  ให้สนับสนุนขบวนการอาเจะห์เสรีอย่างเต็มที่ที่จะทำการประกาศจัดตั้ง  การที่ได้เห็นถึงบทบาทเหล่านี้และการให้ความมั่นใจของ เต็งกู มูฮัมหมัด ดาวุด บือเระห์  ในท่สุดผู้นำก่อตั้งทุกคนก็เห็นชอบเลือก ฮาซัน ตีโรเป็นผู้นำขบวนการอาเจะห์เสรี และควบตำแหน่งผู้นำของรัฐอาเจะห์แม้ว่าขณะนั้นไม่ได้อยู่ในอาเจะก็ตาม  ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพราะบรรดาผู้นำก่อตั้งขบวนการอาเจะห์เสรีให้การเคารพความคิดเห็นของเต็งกู มูฮัมหมัด ดาวุด บือเระห์  สำหรับพวกเขา  อะไรที่ดาวุด บือเระห์เห็นดีเห็นงาม  ก็เป็นสิ่งที่ดีงามสำหรับพวกเขา  จนกระทั่งการตัดสินใจของดาวุด บือเระห์ ก็สมควรที่ได้รับการสนันสนุนจากทุกคนที่ร่วมกันจัดตั้งพันธมิตรขบวนการอาเจะห์เสรี   

Isnin, 17 Julai 2017

ขบวนการอาเจะห์เสรี ตอนที่ 8

โดย นิอับดุลรากิ๊บ  บินนิฮัสซัน
เพิ่งในปี  1989 ความขัดแย้งในอาเจะห์ออกสู่ต่อสาธารณชนอย่างเปิดเผยในขณะนั้นมีการทำโครงการกองทัพ  อินโดนีเซียเข้าสู่ทปูทัน ( ABRI  Masuk  Desa  หรือ AMD )  ที่หมู่บ้านโกตามะมูร์   อาเจะห์เหนือไม่ไกลจากเมืองอุตสาหกรรมโละซือมาเว  มีอดีตทหารยศสิบตรีที่ใช้ชื่อว่าโรเบิร์ต ได้เปิดเผยตัวและเรียกตนเองว่าเป็นผู้บัญชาการรบของขบวนการอาเจะห์เสรี   ( AGAM ) ซึ่งเป็นปีกทหารของขบวนการอาเจะห์เสรี  โรเบิร์ตพร้อมผู้สนับสนุนได้จู่โจมสมาชิกกองทัพอินโดนีเซียที่กำลังดำเนินโครงการกองทัพอินโดนีเซียเข้าสู่หมู่บ้าน  อาวุธจำนวน  18 กระบอกของสมาชิกกองทัพอินโดนีเซีย   ถูกพวกเขายึดแล้วพาหนีเข้าป่า   ความจริงแล้วโรเบิร์ตไม่ใช้ชื่อปกติของชาวอาเจะห์  โดยรวมแล้วนับคือศาสนาอิสลาม  ด้วยเหตุนี้โรเบิร์ตจึงได้ก่อการร้ายที่โน้นที่นี้ก่อนจะพาหนีไปยังประเทศมาเลเซีย  เขานั้นเองที่ทำให้เกิดพื้นที่ปฏิบัติการทางการทหาร  (  Daerah  operasi  M iliter ) ที่ดินแดนที่ร่ำรวยด้วยทรัพยากรก๊าซธรรมชาติ   ความจริงแล้ว  ขณะนั้นอาเจะห์เหนือกำลังจะไปสู่การเป็นพื้นที่อุตสาหกรรม  และมีการแก่งแย่งกันในกลุ่ใหลากหลายผลประโยชน์  ขณะที่ประชาชนอาเจะห์เองเริ่มมีคำถามถึงการแบ่งโควต้าผลประโยชน์ระดับชาติที่ไม่ยุติธรรม   จากหลายคำถามนี้มีจำนวนมากที่สงสัยว่าโรเบิร์ตนั้นเป็นส่วนหนึ่งของการเล่นผลประโยชน์ที่อาเจะห์   นั้นคือผลประโยชน์ทำให้มีความชอบธรรมในการปราบปรามประชาชนและผู้นำท้องถิ่นที่วิพากษ์  วิจารณ์ การพัฒนาอาเจะห์ ที่ได้สร้างปัญหาให้เกิดขึ้นในสังคม

ความจริงแล้วการแสดงออกโดยการวิพากษ์  วิจารณ์ ไม่เคยเกิดขึ้นในยุคเก่า   การแสดงออกนี้เกิดจากบรรดาผู้นำดารุลอิสลาม / กองทัพอิสลามอินโดนีเซียภายใต้การนำของดาวุด  บือเระห์ ที่ร็สึกว่าถูกหลอกโดยซูการ์โน   ทำไมจะไม่เป็นเช่นนั้นเมื่อปี  1962  พวกเขาได้กลับสู่อ้อมอกของสาธารณรัฐอินโดนีเซีย   เพราะรัฐบาลซูการ์โนสัญญาว่าจะดำเนินตามหลักการซารีอะห์ในอาเจะห์   เพื่อการนี้กฎหมายซารีอะห์ได้ถูกร่างขึ้นโดยทั้งสองฝ่าย  แต่สัญญานั้นไม่เคยได้รับการปฏิบัติ   เมื่อเกิดรัฐบาลยุคใหม่ก็ไม่มีอะไรบ่งบอกว่าสัญญานี้จะได้รับการปฏิบัติ  สิ่งที่เกิดขึ้นคือรัฐบาลซูอาร์โตมีการสร้างอุตสาหกรรมต่างๆ ในช่วงทศวรรษที่  1970  โดยไม่มีคำอธิบายว่ามีประโยชน์อย่างไรแก่ประชาชนชาวอาเจะห์  ประชาชนเองก็รู้สึกว่าการเข้ามาของอุตสาหกรรมหลากหลายชนิดนั้นไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของพวกเรา  ซึ่งเริ่มกอบโกยความร่ำรวยจากพื้นดินแดนของพวกเขา

จากการที่ได้เห็นสิ่งเหล่านี้  ในปี  1972  ดาวุด  บือเราะห์  ผู้นำดารุลอิสลาม / กองทัพอิสลามอินโดนีเซีย  จึงรวบรวมเพื่อนๆ เพื่อฟื้นฝูการต่อสู้กับรัฐบาลส่วนกลางอีกครั้งในการพบปะครั้งนั้น  ผู้ที่เข้าร่วมคือ  เต็งกู  อิลยัส  ลือบี, เต็งกู  ฮัสบี  กือดง  , มุคตาร์ , ยาห์ยา เต็งกูเฟาซี  ฮัสบี กือดง  ,  เต็งกู  ยูซุฟ  ฮาซัน , เต็งกูจามิล  ซัมซุดดิน , อาเยาะห์ซาบี , อูซีร์  เจลานี , เต็งกู  มูฮัมหมัด ยูนุส , กึมบัง  ตันยง  และเต็งกูซัยนาล  อาบีดิน  ในการพบปะกันครั้งนั้นปรากฎว่าพันเอกฮาซัน  ซาและห์  อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองทัพอิสลามอาเจะห์ไม่ได้เข้าร่วม  ภายหลังทราบว่าอาซัน  ซาและห์มีการเคลื่อนไหวรณรงค์  หาเลี้ยงให้พรรคไกลการ์ที่จะมีการเลือกตั้งในปี  1977  ตรงกันข้ามในการพบปะกันครั้งแรกนั้น  อดีตสมาชิกดารุลอิสลาม / กองทัพอิสลามอินโดนีเซียนั้นได้ลงมติให้ดำเนินการต่อสู้จัดตั้งรัฐอิสลามโดยเป็นสาธารณรัฐอิสลาม  อาเจะห์  หลังจากที่ขาดช่วงไปขณะหนึ่ง  ที่สำคัญมากกว่านั้นคือพวกเขาได้เห็นชอบให้ดำเนินการต่อสู้ประชาชนชาวอาเจะห์ทั้งมวลว่าการเมืองของรัฐบาลยุคใหม่ภายใต้การนำของซูฮาร์โต  เหมือนกับซูการ์โน  ซึ่งได้ออกนอกเส้นทางที่ถูกต้อง  หรือว่าตามหลักการชารีอะห์

ในฐานะที่เป็นผู้นำ  ดาวุด  บือเระห์  สำนึกว่าการต่อสู้กับรัฐบาลซูฮาร์โตนี้จะต้องได้รับการสนับสนุนจากกำลังทางทหารอย่างมากที่สุด  ถ้าไม่มีสิ่งนั้น  ประสบการณ์ที่ข่มขื่นในขณะที่ต่อสู้กับซูการ์โนจะกลับมาหลอกหลอนพวกเขาอีก   ในเรื่องนี้  ดาวุด  บือเระห์  นึกถึงฮาซัน  ตีโร ที่กำลังศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในรัฐโคลัมเบีย  สหรัฐอเมริกา  การเดนทางไปยังเมืองลุงแซมของฮาซัน  ตีโรดังกล่าว  ภายหลังจากการได้รับทุนจากแผนโคลัมโบ ( Colombo  Plan ) ในมุมมองของดาวุด  บือเระห์  เด็กหนุ่มชาวอาเจะห์คนนี้สามารถหาอาวุธเพื่อการต่อสู้ของประชาชนอาเวะห์  จนกระทั้งปี  1972  ดาวุด  บือเระห์ ได้ส่งพี่ชายของฮาซัน  ตีโรที่ชื่อว่า  ซัยนาล อาบีดิน  เพื่อพบปะน้องชายของน้องที่สหรัฐโดยเจรจาเกี่ยวกับอาวุธในการต่อสู้  ซัยนาล  อาบีดิน  เช่น  รัฐมนตรีมหาดไทยของรัฐบาลรัฐอิสลามอาเจะห์  ภายใต้การนำของฮาซัน  อาลี  ในการพบปะของพี่น้องครั้งนั้น  ฮาซัน  ตีโร ได้ให้ความมั่นใจว่าอาวุธทุกประเภทนั้นได้มีการเตรียมพร้อมแล้ว  เริ่มจากอาวุธเบาและหนัก  รอเพียงการส่งไปยังอาเจะห์  และไดทำคำยืนยันจากน้องชายของเขาไปยังดาวุด  บือเระห์ 

อย่างไรก็ตาม  มีคำบอกเล่าอื่นกล่าวว่าแนวคิดต้องการให้ประชาชนชาวอาเจะห์กลับมาก่อกบฏนั้นเกิดขึ้นจากฮาซัน  ตีโร   ขณะนั้นในปี  1970  ซัยนาล  อาบีดิน  เพิ่งกลับจากการเดินทาง  ไปเยี่ยมน้องชายที่กำลังศึกษาด้านกฎหมายอยู่ที่โคลัมเบียสหรัฐอเมริกา  ขณะที่พบปะกับพี่ชายของเขา  ฮาซัน  ตีโร  ได้ฝากคำพูดต่อดาวุด  บือเระห์  ขอให้ประชาชนชาวอาเจะห์ได้ก่อกบฎต่อรัฐบาลสาธารณรัฐอินโดนีเซียภายใต้การนำของ ซูฮาร์โตอีกครั้ง  คำถามมีว่าในท่ามกลางที่มีประเด็นร้อนนั้นจะเกิดการก่อกบฏในอาเจะห์อีกครั้งโดยผู้นำที่แข็งกร้าวของอาเจะห์   ที่ชื่อว่า จามิล อามีน  ได้พบปะฮาซัน  ซาเละห์ที่เมืองสุกาบูมี  ชาวตะวันตก  ขณะนั้นจามิลได้เล่าเรื่องตามที่ได้รับการบอกจากฮาซัน  ตีโรว่าสหรัฐจะช่วยเหลือให้ประชาชนชาวอาเจะห์ได้ก่อกบฏต่อรัฐบาลอินโดนีเซีย