Ahad, 9 Disember 2018

สิ่งที่ได้สัมผัสจากหมู่เกาะมาลูกู ประเทศอินโดเนเซี


เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ผู้เขียนได้เดินทางไปยังหมูเกาะบันดาไนรา จังหวัดมาลูกู ประเทศอินโดเนเซีย นอกจากเป็นการเดินทางที่ค่อนข้างทรหด ค่อนข้างยาวไกลแล้ว ยังถือเป็นการเดินทางเพื่อเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของอินโดเนเซียอีกด้วย หลายๆเรื่องที่เคยสงสัย ไม่ชัดแจ้งเกี่ยวกับอินโดเนเซีย แต่เมื่อเดินทางมาที่จังหวัดมาลูกู ทำให้สิ่งเหล่านั้น ได้รับการอธิบายจากเพื่อนร่วมเดินทางชาวอินโดเนเซีย  จังหวัดมาลูกูเป็นดินแดนที่ชื่อนี้เคยผ่านสายตาของผู้เขียนครั้งแรก เมื่อสามสิบกว่าปีก่อน แต่นึกไม่ถึงว่าวันนี้ผู้เขียนจะได้สัมผัสดินแดนอินโดเนเซียด้านตะวันออกแห่งนี้ ครั้งแรกที่เคยได้ยินชื่อมาลูกู เมื่อครั้งขบวนการสาธารณรัฐมาลูกูใต้ (Republik Maluku Selatan) ขบวนการแบ่งแยกดินแดนออกจากประเทศอินโดเนเซียยังเคลื่อนไหวอยู่ ทางขบวนการแบ่งแยกสาธารณรัฐมาลูกูใต้ได้ยึดอาคารอะไรสักอย่างหนึ่งในประเทศฮอลันดา จนขณะนั้นข่าวดังไปทั่วโลก
 
สำหรับการเดินทางครั้งนี้ เป็นการเดินทางไปสัมมนาทางวรรณกรรม มีผู้เข้าร่วมมาจากทั้งมาเลเซีย อินโดเนเซีย สิงคโปร์ เช่นท่านยาตีมัน ยูซูฟ (Yatiman Yusuf) อดีตรัฐมนตรีของสิงคโปร์ ปัจจุบันเป็นเอกอัครราชทูตสิงคโปร์ประจำ ประเทศเคนยา และประเทศบรูไน    สำหรับหมู่เกาะมาลูกู เราจะรู้จักในนามของหมู่เกาะเครื่องเทศ แต่เมื่อเดินทางถึงเมืองอัมบน เมืองเอกของจังหวัดมาลูกู ก็ได้สัมผัสถึงการมีอยู่ของภาษามลายูอัมบน  ที่เป็นภาษาซึ่งมีความแตกต่างจากภาษาอินโดเนเซีย ภาษามลายูอัมบนมีความเป็นมาที่ค่อนข้างยาวนานเป็นเวลาหลายร้อยปี  ในหมู่เกาะมาลูกูมีภาษถิ่นประมาณ 70 กว่าภาษา แต่ในบรรดาภาษาเหล่านั้น ยังมีอีกภาษาเรียกว่าภาษามลายูอัมบน สำหรับภาษามลายูนั้นมาจากดินแดนอินโดเนเซียด้านตะวันตก ซึ่งเป็นภาษาที่ใช้ในการค้าระหว่างหมู่เกาะมลายู ก่อนที่โปรตุเกสจะเดินทางไปยังเกาะเตอร์นาเต ในปี 1512 นั้น ภาษามลายูก็มีการใช้อยู่แล้วที่ดินแดนมาลูกู โดยเป็นภาษากลางในการค้าขาย
          สำหรับภาษามลายูอัมบนนั้นมีความแตกต่างจากภาษามลายูของเกาะเตอร์นาเต ด้วยกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในเมืองอัมบนนั้นมีความแตกต่างจากกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่บนเกาะเตอร์นาเต ภาษามลายูอัมบนได้รับอิทธิพลมาจากภาษามลายูจากเกาะสุลาเวซี ต่อมาในศตวรรษที่ 16 เมื่อโปร์ตุเกาสยึดครองหมู่เกาะมาลูกู มีคำภาษาโปร์ตุเกสจำนวนมากได้อยู่ในภาษามลายูเมืองอัมบน สุดท้ายเมื่อฮอลันดาเข้าไปยึดครองมาลูกู ก็มีการนำคำศัพท์ภาษาฮอลันดาจำนวนมากเข้าไปในภาษามลายูอัมบน ในยุคของฮอลันดานี้แหละ ภาษามลายูอัมบนได้กลายเป็นภาษาที่ใช้ในการสอนที่โรงเรียน โบสถ์คริสต์ และในการแปลพระคัมภีร์ไบเบิล เมื่อมีการประกาศใช้ภาษาอินโดเนเซีย ซึ่งก็มีรากศัพท์มาจากภาษามลายูหมู่เกาะเรียว ก็มีคำศัพท์ภาษาอินโดเนเซียจำนวนมากถูกนำไปใช้ในภาษามลายูอัมบน แต่ได้ปรับสำเนียงให้เข้ากับท้องถิ่น

          แรกเริ่มบาทหลวงฮอลันดาได้แปลพระคัมภีร์ไบเบิลเป็นภาษามลายู เพื่อนำไปใช้ยังหมู่เกาะมาลูกู และชาวบ้านได้ท่องพระคัมภีร์ แล้วทำพิธีแบ๊ปติสต์ มีการสันนิฐานว่า ภาษามลายูนี้ถูกนำมาจากเมืองมะละกา เพราะยุคนั้นมีการทำการค้าระหว่างเมืองมะละกากับหมู่เกาะมาลูกู แรกเริ่มภาษามลายูเป็นภาษาตลาด ต่อมาได้กลายเป็นภาษาของเยาวชนรุ่นต่อมา ท้ายสุดได้กลายเป็นภาษาแม่ของชาวคริสต์เมืองอัมบน และส่วนหนึ่งของชาวมุสลิมของเมืองอัมบน แต่มีการกล่าวว่าชาวมุสลิมเมืองอัมบนยังคงใช้ภาษาท้องถิ่นของตนเอง ที่เรียกในภาษามลายูอัมบนว่า Bahasa Tanah  หมายถึงภาษาท้องถิ่นของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆของหมู่เกาะอัมบน
          หลักภาษามลายูอัมบนมีความแตกต่างจากภาษามลายูทั่วไป ส่วนหนึ่งมีความคล้ายกับภาษาต่างๆของยุโรป อาจด้วยภาษามลายูอัมบน ได้รับการเผยแพร่จากชาวยุโรป  บางคำก็ได้รับอิทธิพลมาจากญี่ปุ่น เช่น
             มากัน           แปลว่า                กิน             เป็น มากัง
             อีกัน             แปลว่า                ปลา           เป็น อีกัง
             ลาวัน           แปลว่า                ต่อสู้            เป็น ลาวัง
             บางุน           แปลว่า                ตื่น              เป็น  บางง
            
             คำเรียกตัว  มีความแตกต่างจากภาษามลายูอื่นๆ เช่น 
             ข้า  ภาษากลางจะเรียก อากู ซายา  แต่ภาษามลายูอัมบน จะเรียกว่า เบตา (ภาษากลางจะหมายถึงคำศัพท์ที่กษัตริย์ใช้)
             เธอ  ภาษากลางจะเรียกว่า กามู แต่ภาษามลายูอัมบน จะเรียกว่า อาเล

          ผู้เขียนคุยกับนายวะห์ยูดี  จายา (Wahjudi Djaya) อาจารย์ประวัติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยกายะห์มาดา เมืองยอกยาการ์ตา ชาวชวาผู้ร่วมเดินทางว่า นับเป็นเรื่องที่แปลกจากภาษามลายูในหมู่เกาะเรียว บนชายฝั่งสุมาตรา ชายฝั่งเกาะกาลีมันตัน แล้วมาเกาะชวาจะพูดภาษาชวา แต่เลยเกาะชวามา มายังหมู่เกาะมาลูกู กลายมาเป็นภาษามลายู  เขาบอกว่า นั้นแหละ ภาษามลายูเป็นภาษากลาง หรือ lingua franca ที่ใช้พูดกันทั่วไป ดังนั้น ถ้าใช้ภาษาชวาเป็นภาษาราชการซิจะลำบาก คงจะทะเลาะกันตาย แต่เมื่อใช้ภาษามลายูมาเป็นภาษาอินโดเนเซีย  โดยเพิ่มคำศัพท์ที่ยังไม่มี เอามาจากภาษาท้องถิ่นต่างๆในอินโดเนเซีย  ทำให้หลายๆพื้นที่จะมีการยอมรับในภาษามลายูที่มาเป็นภาษาอินโดเนเซีย และสำหรับชาวมาลูกูเอง เมื่อใช้ภาษาอินโดเนเซียแล้ว ไม่เป็นการยากสำหรับคนที่พูดภาษามลายูอัมบนอย่างพวกเขาในการฝึกภาษาอินโดเนเซีย
           นอกจากนั้นนายวะห์ยูดี  จายา (Wahjudi Djaya) ยังได้อธิบายถึงการมาตั้งศูนย์อำนาจของฮอลันดาในอินโดเนเซียว่า ในปี 1595 กองเรือฮอลันดา 4 ลำได้เดินทางมายังอินโดเนเซียเป็นครั้งแรก ภายใต้การนำของกัปตัน Cornelis de Houtman โดยเดินทางไปยังบันเต็น เกาะชวา โดยเมืองบันเต็นมีท่าเรือพริกไทยดำที่สำคัญของชวาตะวันตก แต่ที่นั่นฮอลันดากลายเป็นศัตรูกับชาวโปร์ตุเกสและชาวพื้นเมือง จนต้องล่าถอยเดินเรือออกไป ต่อมาเกิดความขัดแย้งจนถูกโจมตีจากชาวพื้นเมืองอีกครั้ง จนลูกเรือเสียชีวิต 12 คน กองเรือภายใต้การนำของกัปตัน Cornelis de Houtman


 จึงเดินทางไปยังเกาะมาดูรา หลังจากที่เหลือลูกเรือเพียงครึ่งหนึ่ง จึงเดินทางกลับฮอลันดา แต่ในการกลับฮอลันดาครั้งนี้ ก็ได้สร้างกำไรจากเครื่องเทศที่นำกลับไปด้วย



       หลังจากนั้นฮอลันดาจึงส่งกองเรือมายังอินโดเนเซียอีกครั้ง และได้เดินทางมายังหมู่เกาะมาลูกู โดยมาตั้งศูนย์อำนาจขึ้นที่เกาะบันดาไนราของจังหวัดมาลูกู  มีการสร้างศูนย์บริหารงานขึ้นมาที่เมืองบันดาไนรา  โดยผู้ว่าการบริษัทอินเดียตะวันออกฮอลันดา หรือ VOC มีชื่อเต็มว่า Vereenigde Oost-Indische Compagnie หรือมีชื่อในภาษาอังกฤษว่า United East India Company  บริหารงานอยู่ที่อาคาร หรือที่รู้จักกันในนามของราชวังน้อย มีชื่อในภาษาอินโดเนเซียว่า Istana Mini ด้วยอาคารนี้ที่มีลักษณะคล้ายกับราชวังแห่งชาติในเมืองโบโกร์ นั้นด้วย เมื่อมีการสร้างราชวังแห่งชาติขึ้นที่เมืองโบโกร์ ก็ได้นำสถาปัตยกรรมของอาคารที่เมืองบันดาไนราไปสร้างที่เมืองโบโกร์ ราชวังน้อยนี้สร้างขึ้นในปี 1622 เป็นศูนย์อำนาจในการปกครองหมู่เกาะบันดาของฮอลันดา มีผู้ว่าการบริษัท VOC ถึง 3 คนที่ปกครองที่เกาะบันดา หลังจากนั้น จึงย้ายศูนย์อำนาจไปยังเมืองบาตาเวีย หรือกรุงจาการ์ตาในปัจจุบัน
          อาคารราชวังน้อย ตั้งอยู่ที่หมู่บ้านดวีวาร์นา ของเกาะบันดา นอกจากจะมีสถาปัตยกรรมที่คล้ายกับราชวังแห่งชาติที่เมืองโบโกร์น้อยแล้ว ข้างๆของราชวังน้อย ยังมีอาคารที่พำนักของรองผู้ว่าการบริษัทอินเดียตะวันออกฮอลันดา หรือ VOC และอีกด้านหนึ่งก็จะเป็นอาคารสโมสร สำหรับที่สร้างสรรค์ของชาวฮออลันดา สำหรับอาคารสโสมรปรากฏว่าทรุดโทรม ไม่มีการซ่อมแซม บริเวณใกล้เคียงราชวังน้อยยังมีริองรอยของอาคารโบราณที่ร้างเปล่าอีกหลายแห่ง แห่งหนึ่งเป็นโบสถ์คริสต์ สำหรับที่หน้าต่างบานหนึ่งของราชวังน้อยนี้ ที่หันหน้าสู่ทะเล เขียนว่า ปี 1831 เป็นราชวังที่ทำงานและพำนักของผู้ว่าการบริษัท VOC   ที่ปกครองหมู่เกาะบันดา มีบันทึกว่า ฮอลันดาใช้เกาะบันดาไนราเป็นศูนย์อำนาจในการปกครองระหว่างปี  1610 ถึง 1619  อาคารราชวังน้อยนี้ ยังมีรูปปั้นของกษัตริย์ฮอลันดาจนถึงปัจจุบัน

          สิ่งหนึ่งที่พบคือความอุดมสมบูรณ์ของท้องทะเลหมู่เกาะบันดาไนรา ปลาทะเลค่อนข้างมีมาก เมื่อไปสำรวจที่ท่าเรือทำให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของท้องทะเลแห่งนี้ ดังนั้นผู้เขียนจึงไม่แปลกใจทำไมจึงมีการจับปลาแบบผิดกฎหมาย โดยใช้แรงงานเถื่อนคนไทยมาเป็นแรงงานประมง ความอุดมสมบูรณ์ของท้องทะเลของหมู่เกาะบันดา ก็ไม่ต่างจากท้องทะเลอื่นๆที่มีข่าวแรงงานไทยถูกปล่อยลอยแพ เช่น ท้องทะเลเกาะเบนจินา ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งของจังหวัดมาลูกูเช่นกัน  ถ้าผู้ประกอบการไทย รวมทั้งชาวประมงไทย ดำเนินการแบบถูกกฎหมาย น่านน้ำของจังหวัดมาลูกู ยังเป็นน่านน้ำที่มีศักยภาพในการทำการประมงอย่างยิ่ง

Isnin, 10 September 2018

ชาวจามกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเทศกัมพูชา ปี 2018


 โดย นิอับดุลรากิ๊บ  บินนิฮัสซัน
 ประเทศกัมพูชาได้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเทศกัมพูชา เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2018 โดยในการเลือกตั้งครั้งปรากฏว่า มีผู้มีสิทธิลงคะแนนเลือกตั้งน้อยกว่าการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในปี 2013 ราว 13.39%  และในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งนี้ มีผู้ไปใช้สิทธิออกเวียงถึง 83.02%   ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งก่อน ปรากฏว่าพรรคประชาชนกัมพูชา (Cambodian People's Party )ของสมเด็จฮุนเซนได้คะแนน 48.83 % โดยได้ที่นั่ง จำนวน  68 ที่นั่ง เกือบแพ้ให้แก่พรรคฝ่ายค้าน นั้นคือ พรรคกู้ชาติกัมพูชา 
(Cambodia National Rescue Party) ซึ่งได้คะแนน 44.46% โดยได้ที่นั่ง จำนวน  55 ที่นั่ง  จากจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด 123 ที่นั่ง  ต่อมาเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน  2017 ศาลสูงสุดของประเทศกัมพูชาได้ลงมติยุบพรรคกู้ชาติกัมพูชา (Cambodia National Rescue Party)  ทำให้ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งนี้พรรคกู้ชาติกัมพูชา (Cambodia National Rescue Party) ไม่สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งได้    สำหรับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งนี้ มีพรรคการเมืองลงสมัครรับเลือกตั้งมีจำนวนถึง 19 พรรค เช่น Cambodian People's Party,  FUNCINPEC,  League for Democracy Party,   Khmer Will Party,  Khmer National United Party,  Grassroots Democratic Party และพรรคอื่นๆ   ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งนี้ มีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเริ่มขึ้น จาก 123 ที่นั่งเป็น 125 ที่นั่ง
สำหรับชาวจาม (Cham) ซึ่งเป็นชาติพันธุ์ในกลุ่มมลายูโปลีเนเซีย (Malayo-Polynesian) เป็นชนกลุ่มน้อยในประเทศกัมพูชาและประเทศเวียดนาม  มีประชากรราว 3 แสนคน อาศัยอยู่ในประเทศกัมพูชา ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งนี้ ปรากฎว่ามีนักการเมืองชาวจามมุสลิมสังกัดพรรคประชาชนกัมพูชา (Cambodian People's Party )ของสมเด็จฮุนเซน ได้รับเลือกตั้งจำนวน 5 คน ประกอบด้วย
1. ดาโต๊ะออกญา ออสมาน  ฮัสซัน  เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขตพนมเปญ
2. หมัด  วารา       เป็นสตรีคนเดียว  เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขตกำปงชนัง
3. นายหมัด  เซด                               เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขตกำปอต
4. นายซาการียา   อาดัม                    เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขตกันดาล
5. ไม่ทราบชื่อ เป็นญาติของดาโต๊ะออกญา ออสมาน  ฮัสซัน  เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขตตบองขมุม
ในรัฐบาลของสมเด็จฮุนเซน มีชาวจามมุสลิมจำนวนมากที่เป็นข้าราชการระดับสูง ระดับปลัดกระทรวง และรองปลัดกระทรวง แหล่งข่าวแจ้งว่าชาวจามมุสลิมส่วนใหญ่จะสนับสนุนพรรคประชาชนกัมพูชา (Cambodian People's Party )ของสมเด็จฮุนเซน
 


Jumaat, 17 Ogos 2018

ชนชาวซาซัค เกาะลอมบอก อินโดเนเซีย ที่ได้รู้จ



เมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ผู้เขียนได้ร่วมงานสัมมนานานชาติว่าด้วยโบราณคดี ประวัติศาสตร์ ภาษาและวัฒนธรรมในโลกมลายู ครั้งที่ 7 หรือ Seminar Antarabangsa Arkeologi Sejarah Bahasa dan Budaya di Alam Melayu kali ke 7 ซึ่งจัดโดยสถาบันอารยธรรมและโลกมลายู มหาวิทยาลัยแห่งชาติมาเลเซีย และมหาวิทยาลัยฮาซานุดดิน เมืองมากัสซาร์ จังหวัดสุลาเวซีใต้ ประเทสอินโดเนเซีย การที่คณะผู้จัดงานเลือกเกาะลอมบอกเป็นสถานที่จัดงาน ด้วยเกาะลอมบอกเป็นเกาะแหล่งท่องเที่ยวอีกแห่ง รองจากเกาะบาหลีที่ตั้งอยู่ไม่ห่างมากนัก และยังเป็นเกาะที่ธรรมชาติยังไม่ได้ถูกทำลายจากการแห่เข้ามาของนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างเกาะบาหลี นักท่องเที่ยวส่วนหนึ่งจึงหนีจากเกาะบาหลีมาท่องเที่ยวที่เกาะลอมบอก และเกาะลอมบอกยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวของบรรดานักปีนเขาชาวไทย ด้วยเกาะลอมบอกมีภูเขาไฟรินจานี (Gunung Rinjan) ที่มีทะเลฃสาบบนยอดภูเขาสวยงามอันเกิดจากภูเขาไฟ ครั้งที่เกิดแผ่นดินไหวครั้งแรกบนเกาะลอมบอกเมื่อปลายเดือนที่ผ่านมา ก็มีนักปีนเขาชาวไทย กว่า 200 คนติดค้างบนภูเขารินจานี และเกิดแผ่นดินไหวครั้งที่สอง เมื่อต้นเดือนนี้ สร้างความเสียหายแก่ชาวเกาะลอมบอกมากยิ่งขึ้นกว่าครั้งแรก
          ชาวซาซัคเป็นชนกลุ่มใหญ่ของเกาะลอมบอก โดยชาวซาซัคมีประชากรราว 3 ล้านคน มีภาษาเป็นของตนเองคือภาษาซาซัค ชาวซาซัคอาศัยอยู่บนเกาะลอมบอกราว 2.5 ล้านคน  สำหรับเกาะลอมบอก เป็นเกาะที่ตั้งอยู่ในจังหวัดนูซาเต็งการาตะวันตก โดยในจังหวัดนูซาเต็งการาตะวันตกประกอบด้วยเกาะใหญ่ๆ คือ เกาะลอมบอก เกาะซุมบาวา จังหวัดนี้มีประชากร 4.7 ล้านคน ประกอบด้วยชาวซาซัค 68 % ชาวบีมา 14 % ชาวซุมบาวา 8 %  ชาวบาหลี 3 % ชาวดัมปวัน 3 % และชาวชวา 2 %   โดยมีการนับถือศาสนาอิสลาม 96 % ศาสนาฮินดู 3 % และศาสนาพุทธ 1
  
ชาวซาซัคมีความชำนาญในด้านการทอผ้า  ส่วนเกาะลอมบอกเอง ได้รับการขนานนามว่า เกาะแห่งพันมัสยิด หรือ pulau Seribu Masjid บนเกาะจะมีมัสยิดเป็นจำนวนถึง 5,400 แห่ง บางมัสยิด จะตั้งอยู่ทั้งสองฝั่งของถนน  เวลาถึงวันศุกร์ ก็จะเวียนกันละหมาดวันศุกร์ สัปดาห์ละแห่ง  กีฬาประจำเผ่าของชาวซาซัค คือกิฬาที่เรียกว่า Presean  เป็นการต่อสู้ที่ใช้หวายไล่ตีกัน มีโล่ที่ทำด้วยหนังควายที่หนาและแข็งเป็นโล่ในการป้องกันตัวจากการตีด้วยหวายของคู่ต่อสู้ สำหรับชาวซาซัค แบ่งความเชื่อออกเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนแรกเป็น ชาวซาซัคที่นับถือศาสนาอิสลามเหมือนกับชาวมุสลิมทั่วๆไป  ส่วนที่สอง คือ กลุ่มชาวซาซัคที่นับถือศาสนาอิสลามสามเวลา หรือ Sasak Agama Islam Wetu Telu  แม้จะมีจำนวนน้อยมาก  แต่ก็ยังคงมีอยู่ ส่วนที่สามคือชาวซาซัคที่ยังนับถือความเชื่อก่อนการเข้ามาของอิสลาม คือ ชาวซาซัคบอดา (Sasak Boda)  คำว่า บอดา (Boda) ค่อนข้างจะใกล้เคียงกับคำว่า พุทธ (Buddha) แต่ชาวซาซัตบอดา ไม่ยอมรับและไม่รู้จักพระพุทธเจ้าของชาวพุทธ ศาสนาบอดาของชาวซาซัค มีการไหว้บูชาวิญญาณบรรพบุรุษ และได้รับอิทธิพลจากการเข้ามาของศาสนาฮินดู-พุทธโดยอาณาจักรมาชาปาฮิต ต่อมาในปลายศตวรรษที่ 16 และ 17 ศาสนาอิสลามก็ได้เผยแพร่เข้ามาแทนที่ในเกาะลอมบอก ชาวซาซัคบอดา จึงหนีไปยังเทือกเขา ที่ราบสูง
สิ่งที่ผู้เขียนสนใจยิ่งคือ ชาวซาซัคอิสลามสามเวลา แม้ว่าชุมชนชาวซาซัคอิสลามสามเวลาจะตั้งถิ่นฐานที่ห่างออกไปจากเมืองมาตารัม เมืองเอกของจังหวัดนูซาเต็งการาตะวันตก ราวเกือบ 100 กิโลเมตร แต่ผู้เขียนกับอาจารย์ซาวาวี ปะดาอามีน จากคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ก็ได้เดินทางไปสัมผัส ระยะทาง 100 กิโลเมตรของประเทศอินโดเนเซีย ช่างเดินทางค่อนข้างลำบากกว่า 100 กิโลเมตรของประเทศไทย เมื่อเดินทางไปสัมผัสมัสยิดเก่าแก่ กว่า 400 ปีของชาวซาซัคอิสลามสามเวลา ข้อมูลที่เราได้รับจากคนดูแลมัสยิดนับว่าน้อยมาก เหมือนไม่ต้องการที่จะเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับศาสนาอิสลามสามเวลา คนดูแลมัสยิดเก่าแก่บอกว่า อิสลามสามเวลานั้น เป็นจารีตประเพณีไม่ใช่ศาสนา พวกเขาก็ละหมาดห้าเวลาเหมือนกัน ซึ่งนับว่าแตกต่างจากงานวิจัยเกี่ยวกับศาสนาอิสลามสามเวลาของชาวซาซัคในจังหวัดนูซาเต็งการาตะวันตก ที่เราอ่านมาก่อนเดินทางไปเกาะลอมบอก
กล่าวว่าคำว่าศาสนาอิสลามสามเวลานี้ได้รับเพราะผู้ที่นับถือจะละหมาดเพียงสามเวลาในเดือนรอมฎอน คือ เวลาซุบฮ์ เวลามักริบ และเวลาอิชาอ ส่วนนอกเดือนรอมฎอน พวกเขาจะละหมาดเพียงหนึ่งวันในหนึ่งสัปดาห์ เป็นวันพฤหัสหรือวันศุกร์ ซึ่งจะรวมถึงการละหมาดอัสรีด้วย ส่วนที่เหลือจะเป็นหน้าที่ของผู้นำศาสนาของพวกเขา
นายมัสนูน ตาฮีร ได้วิจัยในงานเขียนเรื่อง การขัดแย้งของกฎอิสลามกับวัฒนธรรมชาวซาซัค (Pergumulan Hukum Islam dan Budaya Sasak) ได้กล่าวว่า การกล่าวปฏิญาณตนเองของชาวซาซัคกลุ่มนี้จะใช้ภาษาชวา จะไม่ใช้ภาษาอาหรับเฉกเช่นมุสลิมทั่วไป สำหรับการละหมาด สามารถจะแบ่งการละหมาดออกเป็น 3 ประเภท คือ ละหมาดวันศุกร์ ละหมาดศพ และละหมาดวันอีดทั้งอีดีลฟิตรี และอีดีลอัฏฮา  โดยการละหมาดทั่วไปชาวซาซัคอิสลามสามเวลาจะละหมาดซุบฮ์  ละหมากมักริบ และละหมาดอิชาอฺ     ส่วนผู้เสียชีวิตโดยทั่วไปชาวมุสลิมจะห่อศพด้วยผ้าขาว ส่วนชาวซาซัคกลุ่มนี้จะแต่งศพด้วยชุดตอนที่เสียชีวิต และละหมาดวันอีดทั้งอีดีลฟิตรี และอีดีลอัฏฮานั้นชาวซาซัคกลุ่มนี้จะแตกต่างจากชาวมุสลิมทั่วไป นั้นคือ จะละหมาดวันอีดทั้งสองช้ากว่าชาวมุสลิมทั่วไป 4 วัน
ยังมีสิ่งแปลกแยกจากชาวมุสลิมทั่วไปอีก คือการถือศีลอด นายมัสนูน ตาฮีร ได้ศึกษาถึงชาวซาซัคอิสลามสามเวลา ปรากฏว่า ได้คำตอบที่ไม่เหมือนกัน ข้อแรกบอกว่า ชาวซาซัคอิสลามสามเวลา กล่าวว่าการถือศีลอดแบ่งออกเป็น สามเวลา หนึ่ง วันแรกถึงวันที่สิบห้าของเดือนรอมฎอน การถือศีลอดจะถือศีลอดเหมือนกับชาวมุสลิมทั่วๆไป  สอง วันที่สิบหกถึงวันที่ยี่สิบของเดือนรอมฎอน  จะถือศีลอดจนถึงเวลาละหมาดอัสรี หลังจากนั้นสามารถละศีลอดได้เลย  และสาม ตั้งแต่วันที่ ยี่สิบเอ็ดถึงวันที่สามสิบของเดือนรอมฎอน ก็จะถือศีลอดเหมือนมุสลิมทั่วๆไป  ข้อที่สอง สิ่งนี้แตกต่างจากข้อแรกด้วยคุณเอร์นี บูดีวันตี ในงานเขียนของเขาเรื่อง อิสลามซาซัค ระหว่างสามเวลากับห้าเวลา (Islam Sasak Wetu Telu Versus Wetu Lima) กล่าวว่า การถือศีลอดจะใช้เวลาเพียง เก้าวัน คือ จะถือศีลอดติดต่อกันสามวันแรกของเดือนรอมฎอน สามวันติดต่อกันของกลางเดือนรอมฎอน และสามวันติดต่อกันของปลายเดือนรอมฎอน  มีการกล่าวว่า ชาวซาซัคอิสลามสามเวลาจะปฏิบัติหลักการศาสนาอิสลามเพียงสามประการเท่านั้น คือ การปฏิญาณตน การละหมาด และการถือศีลอด
          อีกจารีตประเพณีหนึ่งของชาวซาวัค คือการแต่งงาน ชาวซาซัคเมื่อจะแต่งงานจะต้องให้ฝ่ายชายฉุดฝ่ายสาว หรือ เรียกพิธีการฉุดนี้ว่า merarik หรือการพาฝ่ายสาวหนี นับเป็นพิธีการแต่งงานที่ค่อนข้างจะแปลกแตกต่างจากชนชาวมลายูอื่นๆ  เมื่อฝ่ายชายต้องการที่จะแต่งงานกับฝ่ายสาว ฝ่ายชายร่วมกับมิตรสหายจะต้องฉุดฝ่ายสาวหนีไปอาศัยอยู่กับญาติมิตรฝ่ายชาย โดยไม่ให้พ่อแม่พี่น้องฝ่ายหญิงรู้ว่าลูกสาวถูกเก็บไว้ที่ใด คนนำทางบอกผู้เขียนว่า ตัวเขาเองเวลาแต่งงานก็ใช้วิธีฉุดสาวเหมือนกัน  และต้องฉุด แล้วซ่อนสาวไว้ไม่ให้ว่าที่พ่อตาแม่ยายรู้ว่าอยู่ที่ใด และถ้าพ่อแม่หาตัวลูกสาวเจอ ฝ่ายชายก็ต้องเริ่มฉุดใหม่  การฉุดสาวนั้นห้ามไปเก็บไว้ที่บ้านพ่อแม่ตัวเอง การฉุดนี้ ถ้าฉุดฝ่ายสาวที่ชอบฝ่ายชาย หรือฝ่ายสาวยังมีคู่รัก ก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าไปฉุดฝ่ายสาวที่มีคู่รักแล้ว ย่อมสร้างความโกรธแค้นแก่คู่รักของฝ่ายสาวได้
          การฉุดสาวที่ถือว่ามีเกียรติ คือการแจ้งพ่อแม่ฝ่ายสาวก่อนว่าจะฉุดลูกสาว แม้ว่าจะพบน้อยมาก โดยทั่วไป เวลาจะฉุดสาวมักจะไม่แจ้งพ่อแม่ฝ่ายสาวก่อน นั้นด้วยเหตุผลว่า การฉุดโดยแจ้งพ่อแม่ฝ่ายสาวนั้นจะเสียค่าใช้จ่ายมากกว่าการฉุดที่ไม่ได้แจ้งพ่อแม่ฝ่ายสาว เมื่อฉุดสาวเป็นเวลาหนึ่งวันแล้ว ฝ่ายชายจะส่งตัวแทนเพื่อฝ่ายพ่อแม่สาวว่า ลูกสาวของตัวเองถูกฉุดแล้ว และถูกซ่อนในสถานที่แห่งหนึ่ง การแจ้งข่าวต่อพ่อแม่ฝ่ายสาวนี้เรียกว่า Nyelabar การแจ้งข่าวนี้จะทำการโดยฝ่ายชายผ่านตัวเอง โดยพ่อแม่ฝ่ายชายไม่สามารถเกี่ยวข้องได้  กลุ่มที่ทำ Nyelabar นี้ จะประกอบด้วย 5 คน และแต่ละคนจะแต่งชุดประเพณีชนชาวซาซัค  และกลุ่มที่ทำ Nyelabar นี้จะไม่สามารถแจ้งตรงต่อพ่อแม่ฝ่ายสาวก่อน แต่กลุ่มที่ทำ Nyelabar จะต้องแจ้งขออนุญาตต่อหัวหน้าจารีตประเพณี ที่เรียกว่า Kliang หรือ tetua adat ก่อน  และการแจ้งข่าว ฝ่ายกลุ่มที่ทำ Nyelabar ก็ไม่สามารถเข้าบ้านฝ่ายสาว แต่จะนั่งหน้าลานบ้านของพ่อแม่ฝ่ายสาว โดยมีคนหนึ่งทำหน้าที่เป็นผู้เจรจากับพ่อแม่ฝ่ายสาว เพื่อเจรจาในการแต่งงาน ค่าสินสอด ค่าอะไรต่ออะไร
          โลกมลายูช่างกว้างขวางเหลือเกิน ทุกแห่งมักมีประเพณีที่แตกต่างกัน เมื่อรู้เขา รู้เรา การจะเจาะตลาดสินค้าจากจังหวัดชายแดนภาคใต้ ยิอมที่จะง่ายมากขึ้นเท่านั้น