Jumaat, 1 Januari 2021

ประวัติรายาโกตา ตำนานท้องถิ่นของจังหวัดนราธิวาส

โดยนิอับดุลรากิ๊บ  บินนิฮัสซัน

จังหวัดนราธิวาสในอดีตเป็นดินแดนที่ประกอบด้วยพื้นที่บางส่วนของเมืองสายบุรี พื้นที่เมืองระแงะ พื้นที่ส่วนหนึ่งของรัฐกลันตัน และพื้นที่ส่วนหนึ่ง อาจเรียกว่า พื้นที่ส่วนนิดของเมืองรามันห์ คือ พื้นที่บางส่วนของอำเภอรือเสาะ ประกอบด้วยบาตง, สาวอ และตามุง  ซึ่งหลักฐานที่กล่าวถึงการเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนเมืองรามันห์นั้น  มาจากหนังสือชื่อ Sejarah Raja Kota หรือประวัติรายาโกตา หรือภาษามลายูท้องถิ่นว่า ประวัติเจ้าเมืองกอตอ เป็นหนังสือประวัติศาสตร์ฉบับคัดลอกจากต้นฉบับเดิมโดยนายเสนีย์  มะดากะกุล  อดีตอาจารย์คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์  มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์  วิทยาเขตปัตตานี และอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนราธิวาส 

ซึ่งหนังสือ Sejarah Raja Kota หรือประวัติรายาโกตา นี้ทางคุณ อ. บางนรา ได้ทำการแปลเป็นภาษาไทย โดยเนื้อหาที่สรุปจากประวัติเจ้าเมืองกอตอ ซึ่งได้กล่าวถึงการเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนเมืองรามันห์ไว้ดังนี้

 

รายาบือซียง (พระราชาที่มีเขี้ยว) จากเมืองเคดะห์ (มาเลเซีย)  จะเดินทางไปเมืองกลันตัน (มาเลเซีย) เดินทางผ่านหลายแห่ง จนถึงเมือรามันห์  ได้แต่งงานกับธิดาเจ้าเมืองรามันห์  ซึ่งมีศิริโฉมงดงามมาก  มีนามเรียกขานว่า  ตวนปุตรี (Tuan Putri ) ทางเมืองรามันห์ได้จัดงานแต่งงานใหญ่โตมาก  มีการแห่ด้วยช้างเผือก 3 เชือก  และช้างอื่นๆ อีก 40 เชือก   อยู่ที่เมืองรามันห์เป็นเวลา13  เดือน ก็จะเดินทางไปเมืองกลันตันต่อไป 

 

ขณะนั้นตวนปุตรีกำลังตั้งครรภ์  ซึ่งครบกำหนดจะคลอดแล้วก็ต้องติดตามสามีไปด้วย จึงได้เดินทางขี่ช้างไป  มีช้างขนเสบียงอีก 2  เชือกตามหลัง  เมื่อไปถึง ณ ที่แห่งหนึ่ง  ตวนปุตรีเจ็บท้องจะคลอด  จึงหยุดที่ตรงนั้นและคลอดบุตรได้บุตรชาย  มีนามว่า“มายน”หรือ “มายง”

รายาบือซียงจึงได้สร้างวัง ณ ที่ตรงนั้น  อันเป็นที่มาของบ้านกอตอ (แปลว่า บ้านวัง) ณ บริเวณที่สร้างวังนั้น  มีสัตว์ร้ายชุกชุม  จึงได้ก่อกำแพงดินขึ้นมา  มีประตูทางทิศตะวันตก  เมื่อสร้างวังเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  ตวนปุตรีก็จะปักหลักอยู่ที่ตรงนั้น  ไม่ยอมติดตามสามีต่อไป 

 

รายาบือซียงจึงเดินทางไปตามลำพัง ขณะนั้นโอรสมีพระชนม์ 1 ชันษา  ทั้งมารดาและโอรสจึงได้พำนักอยู่ในวังนั้นพร้อมด้วยบริวารทรงปกครองบริเวณ บาตง (Batong)  สาวอ (Sawa) และตามุง (Tambun)    กล่าวกันว่า บ้านตามุงนั้นเป็นบ้านของผู้คนที่ถูกเกณฑ์ไปก่อกำแพงดิน (ตามุง  แปลว่า  ก่อ  เช่น  ก่อดิน  ก่อทราย  เป็นต้น)  เขตบาตง มีผู้ปกครองคนหนึ่ง  สาวอก็มีผู้ปกครองคนหนึ่ง  ตอแล (Tolan) ก็มีผู้ปกครองคนหนึ่ง  ซึ่งปกครองครอบคลุมบ้านตามุง  ทั้งหมดนี้ขึ้นต่อผู้ปกครอง (เบินดาฮารา) ที่อยู่ที่กอตอ  ซึ่งเป็นผู้ดูแลตวนปุตรีและโอรส

 

จนกระทั่งพระโอรสมีพระชนม์ 20 ชันษา  จึงได้รับการสถาปนาเป็นเจ้าเมืองกอตอ  และปกครองบ้านเมืองแถบนั้น  จนพระองค์ได้รู้พฤติกรรมของดาโต๊ะเบินดาฮารากับพระมารดาของพระองค์  จึงได้รายงานไปยังเจ้าเมืองรามันห์ ซึ่งเป็นตา  เจ้าเมืองรามันห์จึงได้เรียกเบินดาฮาราไปสอบสวนและสำเร็จโทษ  ต่อมาพระนางตวนปุตรีได้สมรสใหม่กับเจ้าเมืองกือมุง (Kemun) ซึ่งเป็นบุตรของเจ้าเมืองระแงะ  ได้โอรสอีกพระองค์หนึ่ง โอรสพระองค์นี้ชอบเล่นกับช้าง  พำนักอยู่ที่วังใกล้บ้านกูจิงลือปะ(Kucing  Lepas)  ปัจจุบันอยู่ในตำบลเฉลิม  อำเภระแงะ  จังหวัดนราธิวาส  ที่อาบน้ำช้างเรียกว่า ลูโบ๊ะกาเยาะห์ รายอ (Lubuk Gajah  Raja) ปัจจุบันเป็นบ้านลูโบ๊ะกาเยาะห์  ตำบลเฉลิม  อำเภระแงะ  จังหวัดนราธิวาส

 

การสถาปนาเจ้าเมืองกอตอนั้นจัดงานใหญ่โต 3 วัน 3 คืน มีการละเล่นต่างๆ สุลต่านปาตานีก็เสด็จไปกับขบวนช้าง  15  เชือก ได้ทรงนำผู้ทรงความรู้ทางศาสนา ชื่อ โต๊ะเซียะ  เป็นผู้ทำพิธีสถาปนาเจ้าเมือง    โดยสุลต่านปาตานี ได้ทรงมอบอำนาจให้ปกครองเมืองแถบนั้น  โต๊ะเซียะ  เดิมเป็นชาวเมืองเซียะ (เมืองเซียะ Siak เป็นเมืองหนึ่งบนเกาสุมาตรา อินโดเนเซีย) กล่าวกันว่า เจ้าเมืองกอตอนั้นปกครองบ้านเมืองไม่เป็นธรรม  ท่านเลี้ยงช้างมากมาย  ปล่อยปละละเลยให้ช้างไปทำลายไร่สวนของชาวบ้าน  ชาวบ้านมาฟ้องร้องก็ไม่สนใจ  ใครมีลูกสาวสวยก็จะถูกเจ้าเมืองนำไปอยู่ในวัง  จึงมีราษฎรไปรายงานให้สุลต่านปาตานีเกี่ยวกับพฤติกรรมของเจ้าเมือง  สุลต่านปาตานีจึงไปส่งครูสอนศาสนาไปให้คำแนะนำสั่งสอน  เจ้าเมืองกอตอจึงได้งดกระทำสิ่งที่ไม่เป็นธรรม  ช้างดุก็ให้ฆ่าเสีย  บ้านเมืองจึงได้สงบสุข

 

ต่อมาเจ้าเมืองได้สมรสกับธิดาเจ้เมืองปาตานีที่ได้กับภรรยาน้อย  เมืองกอตอก็ยิ่งสงบ  เมืองก็ขยายตัว  ประชาชนก็เพิ่มมากขึ้น  มีการโยกย้ายไปอยู่ใกล้วัง  มีการขุดคลองหน้าวังไว้เป็นที่อาบน้ำและใช้น้ำดื่ม  มีการซื้อขายช้างด้วยการแลกเปลี่ยนกับทองคำกับชาวเมืองกลันตันและเมืองโยโฮร์  สถานที่แลกเปลี่ยนคือที่เมืองรามันห์ของคุณตาของเจ้าเมืองกอตอ  ส่วนวังก็สร้างอย่างแข็งแรงและทนทาน  คือสร้างด้วยไม้ตะเคียน  เสากลมใหญ่  พื้นไม้สยา  ใช้หมุดเหล็กขนาดใหญาเท่าแขน  หลังคามุงด้วยใบจากที่ผูกด้วยหวายกว้าง  8 วา   ยาว 16  วา  ไว้เป็นที่ประทับ  ทางด้านขวาอาคารสำหรับรับแขกเมือง  อาคารด้านซ้ายเป็นที่ว่าการเกี่ยวกับบ้านเมือง  เสื่อทั้งหมดทำด้วยหวายผ่าสี่  หุงข้าวด้วยกระทะใบใหญ่ (กาเวาะห์) ทุกวัน  ที่ประตูวังมีเจ้าหน้าที่เฝ้า 2 คน ทั้งกลางวันกลางคืน  ถือหอกและกริช  หอกยาวไว้สู้กับช้างเถื่อนและคนที่คิดไม่ดี

 

เจ้าเมืองมายนได้ธิดาคนหนึ่ง  ภายหลังได้สมรสกับบุตรเจ้าเมืองสาย  และไปสร้างวังที่บาโงปูโล๊ะ  ทำไร่ทำสวนอยู่ที่นั้น  แต่ในสมัยนั้นยังไม่ได้เรียกว่า บาโงปูโล๊ะ (ปัจจุบันอยู่ในตำบลเรียง  อำเภอรือเสาะ  จังหวัดนราธิวาส)  วังอยู่ใกล้ภูเขาทางไปเมืองรามันห์ บุตรของเจ้าเมืองมายนอีกคนหนึ่ง มีนามว่า รายาบอซู (Raja Bongsu )  เมื่อเจ้าเมืองมายนแก่ชราแล้ว  จึงได้สถาปนา รายาบอซูเป็นเจ้าเมือง  รายาบอซูสมัยเป็นเด็กไว้ผมจุก  วันที่เข้าสุนัตรายาบอซูได้มีการจัดงานกันอย่างใหญ่โตมาก  มีผู้รู้ทางศาสนาจากปัตตานีเป็นผู้โกนจุก  ขณะที่สถาปนารายาบอซูเป็นเจ้าเมืองกอตอนั้นพระองค์มีอายุ 18 ปี





 

Khamis, 31 Disember 2020

การเข้ามาของศาสนาอิสลามในจังหวัดชายแดนภาคใต้

โดย นิอับดุลรากิ๊บ  บินนิฮัสซัน

ศาสนาอิสลามได้เข้ามาสู่ดินแดนสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มาเป็นเวลาหลายศตวรรษแล้ว  ด้วยปัตตานีเคยเป็นหนึ่งในท่าเรือสินค้าของพ่อค้าต่างชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  พ่อค้าต่างชาติมักแวะพักเรือสินค้าเพื่อทำการค้าที่ปัตตานี  ซึ่งในบรรดาพ่อค้าเหล่านั้นมีพ่อค้าจากประเทศอาหรับและเปอร์เซียด้วย

 

อินเดียได้เป็นแหล่งหนึ่งที่มีการเผยแพร่ศาสนาอิสลาม  โดยเป็นศูนย์การค้าขายระหว่างพ่อค้าอาหรับ, เปอร์เซียและจีนกับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในสมัยนั้นต่อมาศาสนาอิสลามได้ถูกเผยแพร่ไปยังประเทศจีน, จามปา  พร้อม ๆ กับที่มีการเผยแพร่สู่แหลมมลายูและหมู่เกาะมลายู

มีหลักฐานที่แสดงว่าศาสนาอิสลามได้เข้าสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตั้งแต่ศตวรรษที่  11  และ  12  บรรดาพ่อค้าอาหรับได้เดินทางไปยังประเทศจีนโดยผ่านภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นับตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถัง  ที่เกาะชวามีการค้นพบหินหลักหลุมศพ  (Nisan)  ที่เขียนด้วยอักขระอาหรับซึ่งแสดงถึงความนานของศาสนาอิสลามได้เข้าสู่เกาะดังกล่าว  โดยมีการจารึกว่าปี  ค.ศ.  1082  หรือ  1102  ที่จามปาที่การค้นพบหินหลักหลุมศพเขียนด้วยอักขระอาหรับปี ค.ศ.  1039  ส่วนในแหลมมลายูนั้นได้มีการค้นพบหินหลักหลุมศพสตรีอาหรับโดยจารึก  ปี  ค.ศ.  1028

 

ในสมัยมาร์โค  โปโล  เดินทางกลับมาประเทศจีนโดยผ่านช่องแคบมะละกา  เมื่อปี  1292  นั้นเขาได้ยินที่กว่าทางตะวันออกของเกาะสุมาตรานั้นคือรัฐเปอร์ลัก  ประชาชนของรัฐดังกล่าวได้เข้ารับศาสนาอิสลามตามพ่อค้าชาวอาหรับที่ทำการค้าขายในสมัยนั้น 

นักวิชาการส่วนหนึ่งเชื่อว่ารัฐปัตตานีกับรัฐปาหังเป็นสองรัฐแรกที่เข้ารับศาสนาอิสลาม  ตามหลักฐานที่มีว่า นักเดินทางชาวโปร์ตุเกสาที่ชื่อว่า  de Eredia  ได้บันทึกไว้เมื่อปี  1613  ความว่า

 

“More  ever  the  faith  of  the  Maumeth  (Islam)  was  accepted  in  Patane  (Patani)  and  Pan  (Pahang)  and  in  Certain  islands  of  Aromaik  Archipelago  especially  at  the  part  of  Bantan  in  Jawa  Major,  Later  it  was  accepted  and  eucouraged  by  Permicuri  (Permaisuri)  at  Malacca  in  the  year  1411. 


หินปักสุสานหรือ บาตูแนแซ (Batu  Nesan) ที่เขียนด้วยอักขระอาหรับ เมื่อหลายร้อยปี ซึ่งพบที่จามปา  ประเทศเวียดนาม

หินปักสุสานหรือ บาตูแนแซ (Batu  Nesan) ที่เขียนด้วยอักขระอาหรับ ปี ค.ศ. 1039  พบที่จามปาใต้ (เมืองพันราง)   ประเทศเวียดนาม   แสดงว่าศาสนาอิสลามเข้ามายังภูมิภาคอุษาคเนย์เกือบพันปีมาแล้ว

หินปักสุสานหรือ บาตูแนแซ (Batu  Nesan) ที่เขียนด้วยอักขระอาหรับ ผู้ตายชื่อนางฟาตีมะห์  บินตีมัยมุน ปี ค.ศ. 1082  พบที่เลรัน  ใกล้เมืองสุราบายา  ประเทศอินโดเนเซีย

ศิลาจารึก(Batu  Bersurat) ที่รู้จักกันในนามของศิลาจารึกตรังกานู  เป็นศิลาจารึกแรกในแหลมมลายูที่ใช้อักขระอาหรับ ปี ค.ศ. 1303  พบที่รัฐตรังกานู  ประเทศมาเลเซีย


การเข้ารับศาสนาอิสลามแรกเริ่มไม่ได้มาจากชนชั้นสูงเช่นกษัตริย์และขุนนางต่าง ๆ แต่มาจากชนชั้นสามัญชน  หรือประชาชนทั่วไป  ดังเช่นที่มีการกล่าวไว้ในตำนานปัตตานีหรือ  Hikayat  Patani   ว่ากษัตริย์ปัตตานีได้ปฏิเสธศาสนาอิสลามแต่บรรดาพ่อค้านั้นประกอบด้วยผู้นับถือศาสนาอิสลาม  ในการนี้หนังสือประวัติศาสตร์มลายู   หรือ  Sejarah  Melayu  ได้บันทึกว่า  กษัตริย์ศรีวังศา  (Raja  Sri  Wangsa)  แห่งโกตามะห์ลีกัย  (Kota  Mahligai)  ได้ต่อต้านกษัตริย์สุไลมานแห่งรัฐมะละกา   แต่ไม่สำเร็จดังนั้นพระองค์จึงเข้ารับศาสนาอิสลามความสุลต่านสุไลมานแห่งรัฐมะละกา  ซึ่งแนวความคิดนี้สอดคล้องกับแนวคิดของนักประวัติศาสตร์ที่มี  Daniel  Gorge E. Hall  ที่เขียนหนังสือชื่อ  A  History  of  South  East  Asia”

                   สุสานพญาอินทิรา เจ้าเมืองคนแรกที่เข้ารับศาสนาอิสลาม


                   สุสานพญาอินทิรา เจ้าเมืองคนแรกที่เข้ารับศาสนาอิสลาม

การเข้ารับศาสนาอิสลามของกษัตริย์ปัตตานีนั้นมีอยู่  2  ทัศนะ  ทัศนะแรกปรากฏตามหนังสือตำนานปัตตานี (Hikayat Patani) ได้กล่าวว่าก่อนกษัตริย์ปัตตานีเข้ารับศาสนาอิสลามนั้นมีหมู่บ้านอิสลามตั้งอยู่ชานเมืองปัตตานี  หมู่บ้านนั้นมีชื่อว่าหมู่บ้านปาไซ (Pasai)  เมื่อกษัตริย์ปัตตานีที่ชื่อ พญาตู  นักพา(Phya Tu Naqpa) เป็นโรคผิวหนัง  ไม่มีหมอผู้ใดสามารถรักษาได้  มีบุคคลผู้หนึ่งชื่อว่า  เชค  ซาอิค  อัลบาซีซา(Sheikh Said Al-Basisa) จากหมู่บ้านดังกล่าวรักษาโรคของกษัตริย์ปัตตานีโดยมีเงื่อนไขว่าเมื่อหายแล้วจะต้องเข้ารับศาสนาอิสลาม  ในที่สุดโรคของพระองค์ก็หาย  ต่อมาพระองค์จึงเข้ารับศาสนาอิสลามโดยใช้ชื่อว่า  สุลต่านอิสมาแอลชาห์  ส่วนทัศนะที่สอง  ตามหนังสือ  Sejarah  Kerajaan  Melayu  Patani  กล่าวว่า  บุตรของพญาตูนักพากษัตริย์ปัตตานีที่ชื่อว่า  พญาตูอินทิรา(Phya Tu Intira) เป็นผู้เข้ารับศาสนาอิสลามโดยใช้ชื่อว่าสุลต่านมูฮัมหมัดชาห์

                  สุสานเชคซาอิด ผู้ทำให้พญาอินทิรา เข้ารับศาสนาอิสลาม

อย่างไรก็ตามเชื่อว่าทั้งสุลต่านอิสมาแอลชาห์  และสุลต่านมูฮัมหมัดชาห์  คือบุคคลคนเดียวกัน  กล่าวกันว่ามีประชาชนชาวปัตตานีเข้ารับศาสนาอิสลามเป็นจำนวนมากเริ่มประมาณปี  ค.ศ.  1475  หลังจากนั้นศาสนาอิสลามจึงปักหลักด้วยความมั่นคงในปัตตานี  จนปัตตานีกลายเป็นศูนย์เผยแพร่ศาสนาอิสลามในภูมิภาคนี้  แม้แต่รัฐกลันตันเองก็กล่าวกันว่าได้รับศาสนาอิสลามจากปัตตานีด้วยการเผยแพร่ของนักปราชญ์ศาสนาอิสลามผู้หนึ่งจากปัตตานี  การเผยแพร่ศาสนาอิสลามครั้งนั้นเกิดขึ้นราว  ค.ศ.  1150

Rabu, 16 Disember 2020

Profesor Diraja Dr. Ungku Abdul Aziz bin Ungku Abdul Hamid : Kehilangan Permata di Malaysia

 Oleh Nik Abdul Rakib Bin Nik Hassan

Pada 15 Disember 2020 Malaysia dan seluruh ummat Melayu di Nusantara telah hilang sebuah permata. Iaitu Profesor Diraja Dr. Ungku Abdul Aziz bin Ungku Abdul Hamid tokoh Melayu Malaysia telah meninggal. Untuk penghormatan al-marhum  Profesor Diraja disini saya memetic riwyat hidupnya dari Wikipedia.

Profesor Diraja Dr. Ungku Abdul Aziz bin Ungku Abdul Hamid (28 Januari 1922 – 15 Disember 2020) merupakan seorang ahli ekonomi dan pensyarah Malaysia. Beliau merupakan seorang tokoh yang paling disegani terutamanya dalam bidang pendidikan dan ekonomi di Malaysia. Beliau mendapat gelaran Profesor Diraja (Royal Professor) dan satu-satunya pemegang gelaran tersebut di Malaysia. Beliau pernah memenangi Hadiah Budaya Asia Fukuoka IV pada tahun 1993

Kehidupan awal dan keluarga

Beliau merupakan keturunan diraja Johor. Bapanya, Ungku Abdul Hamid Ungku Abdul Majid merupakan seorang Leftenan dalam pasukan tentera Timbalan Setia Negeri Johor (JMF). Ibunya bernama Hamidah binti Abdullah, seorang wanita Inggeris. Pada 1924, ibunya meninggal dunia ketika Ungku Aziz berusia dua tahun. Setelah dilahirkan di London, beliau dibawa pulang ke Batu Pahat, Johor. Datuknya, Ungku Abdul Majid membawanya menjelajah ke serata Eropah.

 

Ayahnya seorang yang pintar dan pernah belajar di Universiti Cambridge dan boleh menguasai bahasa Parsi, Arab dan Sanskrit.

 

Beliau telah berkahwin dengan Sharifah Azah Aziz dan telah dikurniakan seorang anak perempuan iaitu Y.M. Tan Sri Dato' Sri Dr. Zeti Akhtar Aziz, bekas Gabenor Bank Negara Malaysia. Beliau juga merupakan sepupu kepada intelektual Muslim tersohor, Y.M. Tan Sri Prof. Dr. Syed Muhammad Naquib al-Attas.

 

Setelah isteri pertamanya meninggal dunia, beliau telah berkahwin dengan bekas Naib Yang Dipertua Angkatan Koperasi Kebangsaan Malaysia Berhad, Rohayah Ahmad Bahiran @ Rahaiah Baheran.[6]

 

Pendidikan

Beliau mendapat pendidikan awal di Sekolah Rendah Ngee Heng, Johor Bahru, kemudian di Sekolah Bukit Zahrah dan seterusnya di English College, Johor Bahru, Sekolah Melayu Batu Pahat, kemudian menyambung pengajiannya di Raffles College, Singapura (kini Universiti Malaya) untuk mendapatkan Diploma Seni dan di Universiti Malaya, Singapore (kini Universiti Malaya di Kuala Lumpur) pada tahun 1951 untuk mendapatkan Ijazah Sarjana Muda Sastera (Ekonomi). Pada tahun 1964, beliau mendapat Ijazah Doktor Falsafah dalam bidang ekonomi di Universiti Waseda, Tokyo.

Kerjaya

Beliau menyertai Perkhidmatan Awam Johor (JCS) pada 1951, kemudian sebagai Pensyarah Ekonomi di Universiti Malaya Singapura (1952-1961). Pada tahun 1961-1965, beliau telah dilantik sebagai Profesor dan Dekan di Fakulti Ekonomi, Universiti Malaya, Kuala Lumpur.

 

Kemudian dilantik sebagai Naib Canselor Universiti Malaya dari 1968 hingga 1988. Beliau merupakan rakyat Malaysia pertama yang memegang jawatan tersebut dan Naib Canselor yang paling lama berkhidmat dengan universiti tersebut kira-kira 20 tahun.

 

Atas inisiatifnya, di Universiti tercipta Taman Botani, Muzium Seni Asia, dan sebuah kedai buku koperasi. Waktu beliau memimpin UM, pertukaran mahasiswa mula dilaksanakan antara Universiti Malaya dan Institut Bahasa-Bahasa Timur (kemudian Institut Negara-negara Asia dan Afrika) di Universiti Negara Moscow (sejak tahun 1970).

Anugerah

Beliau yang dianugerahkan gelaran "Profesor Diraja Ekonomi" (Pembangunan Luar Bandar) oleh DYMM Seri Paduka Baginda Yang di-Pertuan Agong pada 17 Jun 1978.

 

Ungku Aziz juga merupakan pengasas ANGKASA dan Yang di-Pertua ANGKASA sejak ditubuhkan pada 1971. Pada 21 Julai 2002 beliau telah dianugerahkan Tokoh Koperasi Negara sempena Hari Koperasi Negara.

 

Beliau pernah memenangi Hadiah International Academic Prize of The 4th Fukuoka Asian Cultural Prizes 1993 by the City of Fukuoka.

 

Pada 1997, beliau telah dianugerahkan Tokoh Maal Hijrah oleh DYMM Seri Paduka Baginda Yang di-Pertuan Agong.

Beliau juga menempa sejarah negara apabila menjadi penerima pertama ‘Anugerah Melayu Terbilang’ sempena sambutan ulang tahun Ke-59 UMNO di Pusat Dagangan Dunia Putra (PWTC) 11 Mei 2005. Anugerah disampaikan oleh Presiden UMNO, Datuk Seri Abdullah Ahmad Badawi.

 

Pada 25 Jun 2005, beliau telah dianugerahkan 'Tokoh Ekonomi Melayu' oleh Dewan Perniagaan Melayu Malaysia (DPMM). Pada 2006, beliau menerima 'Anugerah Akademik Negara' sempena Majlis Pengisytiharan Universiti Penyelidikan dan Anugerah Akademik Negara 2006 pada 2 Ogos 2007 oleh YAB Dato’ Seri Najib Tun Razak, Timbalan Perdana Menteri Malaysia.




Sumbangan dan jawatan

Antara sumbangan, peranan utama dan jawatan yang dipegang Ungku Aziz kepada negara ialah:-

 

1. Pencetus idea penubuhan, dan Yang Dipertua, Angkatan Koperasi    

   Kebangsaan Malaysia Berhad (ANGKASA) (Mac 1971-)

2. Ahli Lembaga Pengarah, Koperasi Kedai Buku Universiti Malaya

    Berhad (KKUM) (1968-).

3. Fellow Kehormat, Institut Sosial Malaysia, Kementerian

   Pembangunan Wanita, Keluarga dan Masyarakat (1.10.2005 –

   30.9.2008).

4. Ahli Majlis Tadbir Urus, Pusat Pengajian Kewangan Islam   

    Antarabangsa, Bank Negara Malaysia (INCEIF Governing Council)

    (2006-2009).

5. Pelaksanaan Dasar Ekonomi Baru (DEB) bagi membantu

    bumiputera menikmati agihan kekayaan negara serta Majlis

    Perundingan Ekonomi Negara (Mapen) II.

6. Pencetus idea penubuhan Lembaga Urusan dan Tabung Haji

   (LTH).

7. Pencetus idea penubuhan dan Ketua Pengarah Pertama Dewan

   Bahasa dan Pustaka (DBP).

8. Mengasaskan Institut Bahasa Teikyo.

9. Mengasaskan Universiti Malaya.

10. Mencetuskan idea Akademi Islam.

11. Mencetuskan idea Pusat Asasi Sains.

12. Pengerusi Cosmopoint Sdn Bhd (25.9.1995 - 15.12.2020).

13. Pengarah PLUS Expressways Berhad (11.3.2002 - 15.12.2020).

14. Pengarah PLUS Berhad (9.9.1988 - 15.12.2020).

 

Kematian

Pada hari Selasa 15 Disember 2020, beliau meninggal dunia di Hospital Prince Court, Kuala Lumpur pada pukul 4:30 akibat sakit tua. Jenazah beliau dimandikan di hospital tersebut sebelum dibawa ke Masjid At-Taqwa, Taman Tun Doktor Ismail lalu tiba pada pukul 8:50 malam.[9][10] Jenazah disembahyangi selepas solat Isyak pada pukul 8:55 malam sebelum diibawa ke Tanah Perkuburan Islam Bukit Kiara lalu tiba pada pukul 9:15 malam. Jenazah beliau selesai dikebumikan pada sekitar pukul 9:50 malam.

Selasa, 24 November 2020

นายเวนเซสลาว คิว. วินซันส์ Wenceslao Q. Vinzons (1910-1942) วีรบุรุษชาวฟิลิปปินส์ที่ต่อต้านการยึดครองของกองทัพญี่ปุ่น

โดย นิอับดุลรากิ๊บ  บินนิฮัสซัน

นายเวนเซสลาว คิว. วินซอนส์   ได้รับการยกย่องว่าเป็น "บิดาแห่งการเคลื่อนไหวของนักศึกษาในฟิลิปปินส์-The Father of Student Activity in The Philippines"[1]

 

นายเวนเซสลาว คิว. วินซอนส์  เกิดที่เมืองอินดาน (Indan) จังหวัดคามารีนส์นอร์เต (Camarines Norte ) บนเกาะลูซอน เดิมเมืองอินดานนี้มีชื่อว่าเมือง Tacboan เป็นเมืองที่ก่อตั้งโดยคณะนักบวชคริสเตียนทื่ชื่อว่า คณะฟรันซิสแคน (the Franciscan) เมื่อปี 1581 ต่อมาเมืองอินดานนี้ก็ได้เปลี่ยนชื่อมาเป็นเมืองวินซอนส์ เพื่อเป็นเกียรติให้กับนายเวนเซสลาว คิว. วินซันส์ ซึ่งครั้งหนึ่งเขาเคยเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดคามารีนส์นอร์เต (Camarines Norte )

นายเวนเซสลาว คิว. วินซอนส์  เป็นบุตรของนายกาบีโน วินซอนส์ วาย. เวนีดา (Gabino Vinzons y Venida) และนางเองกราเซีย ควีนีโต วาย. เอเลป (Engracia Quinito y Elep) เขาเป็นหลานปู่ย่าของเซราฟิน วินซอนส์ (Serafín Vinzons) ซึ่งเป็นคนจีน กับนางบัลโดเมรา เวนีดา (Baldomera Venida) และหลานตายายของนายโรซาลีโอ ควีนีโต (Rosalío Quinito) และนางซีปรียานา เอเลป (Cipriana Elep)[2]

 

นายเวนเซสลาว คิว. วินซอนส์  มีชื่อเล่นว่า Bintao เขาเรียนชั้นเริ่มต้นที่ Vinzons Elementary School และการเรียนของเขาอยู่ในอันดับต้น ๆ ของชั้นเรียน จากนั้นเขาได้เข้าเรียนต่อที่โรงเรียนระดับมัธยมชื่อว่า Camarines Norte High School และเขาได้เข้าศึกษาจนจบปริญญาตรีด้านกฎหมายจากมหาวิทยาลัยแห่งฟิลิปปินส์ (the University of the Philippines)   เขาได้สร้างชื่อเสียงในสมัยเรียนที่มหาวิทยาลัยฟิลิปปินส์ โดยเขาได้รับรางวัลเหรียญทองคำประธานาธิบดีมานูเอล  แอล. เคซอน (the Manuel L. Quezon gold medal)  จากการที่เขาพูดในหัวเรื่อง “Malaysia Irredenta” ในวาระการจัดงานวาทศิลป์ประจำปีครั้งที่ 20 ของวิทยาลัยกฎหมาย มหาวิทยาลัยฟิลิปปินส์ (20th Annual Oratorical Contest of the College of Law, University of the Philippines) ในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 1932[3]

 

แม้จะมีบันทึกถึงคำว่า Malaysia และ Malaysian ในหนังสือราชกิจจานุเบกษาของรัฐซาบะห์ มาเลเซีย ที่ชื่อ The North Borneo Gazette ในปี 1889 แต่ยังไม่เผยแพร่นัก นักวิชาการส่วนหนึ่งจึงถือว่า นายเวนเซสลาว คิว. วินซันส์  เป็นบุคคลแรกๆ ที่สร้างชื่อคำว่า “มาเลเซีย” จากการพูดของเขาในปี 1932  

                                                
นายเวนเซสลาว คิว. วินซอนส์  ถือได้ว่าเขาเป็นคนหนึ่งที่มีจิตใจต้องการรวมชาติพันธุ์มลายูเข้าด้วยกัน เขายังเป็นบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์มหาวิทยาลัยที่ชื่อว่า Philippine Collegian เป็นหนังสือพิมพ์ที่จัดพิมพ์ตั้งแต่ปี 1922  โดยแรกเริ่มในปี 1910 หนังสือพิมพ์นี้รู้จักในชื่อ the College Folio เป็นหนังสือพิมพ์ของนักศึกษาปริญญาตรี และต่อมาหนังสือพิมพ์นี้ในปี 1917 รู้จักในชื่อหนังสือพิมพ์ Varsity News และในปี 1922 หนังสือพิมพ์นี้จึงใช้ชื่อเป็นทางการว่า หนังสือพิมพ์ Philippine Collegian[4]  โดยนายเวนเซสลาว คิว. วินซอนส์   เป็นบรรณาธิการคนที่สามของหนังสือพิมพ์ Philippine Collegian  โดยเป็นบรรณาธิการตั้งแต่ปี 1931–1932

 

นอกจากนั้นเขายังเป็นนายกองค์การนักศึกษา (President of the Student Council) อีกด้วย   ในปี 1932 เขาเป็นผู้นำองค์กรที่ชื่อว่า The Youth Movement  ต่อต้านการขึ้นเงินเดือนของสมาชิกสภาเทศบาลกรุงมะนิลา 

                                                                 นาย Arturo M. Tolentino

หลังจากเขาจบการศึกษา เขาได้ร่วมกับเพื่อนๆ เช่น นาย with Narciso J. Alegre และนาย Arturo M. Tolentino ( ต่อมาเป็นวุฒิสมาชิก และเป็นรองประธานาธิบดีในยุคประธานาธิบดีเฟอร์ดินัน มาร์คอส) จัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นมา ชื่อว่า the Young Philippines Party และในปี 1933 เขาชนะเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติ (Constitutional Convention) ในปี 1935  เขาได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา (Congressman)   ต่อมาในปี 1940 เขาเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดคามารีนนอร์เต (Camarines Norte ) เมื่อญี่ปุ่นเข้ายึดครองฟิลิปปินส์ ในปี 1941 เขาเป็นคนแรกๆ ที่จัดตั้งหน่วยจรยุทธ์ต่อต้านการยึดครองของกองทัพญี่ปุ่น โดยกองทัพญี่ปุ่นเข้ายึดครองพื้นที่เขตของเขาเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 1941

 

เชาสั่งให้ยึดฉางข้าวทั้งหมดในจังหวัดคามารีนส์นอร์เต (Camarines Norte) และสั่งยึดวัตถุระเบิดที่ใช้ในเหมืองทองคำของจังหวัดคามารีนนอร์เต เพื่อใช้ในการต่อต้านกองทัพญี่ปุ่น  ในวันที่ 18 ธันวาคม 1941 เขาได้นำกำลังเข้าโจมตีกองทัพญี่ปุ่นในเมืองบาซุด จังหวัดคามารีนนอร์เต ในเวลาไม่นาน กองกำลังของนายเวนเซสลาว คิว. วินซอนส์   ก็เพิ่มขึ้นเป็น 2,800 คน และในเดือนพฤษภาคม 1942 นายเวนเซสลาว คิว. วินซอนส์  ก็สามารถนำกองกำลังของตัวเองปลดปล่อยเมืองดาเอ็ด (Daet) เมืองเอกของของจังหวัดคามารีนส์นอร์เต (Camarines Norte ) ได้สำเร็จ กล่าวกันว่าระหว่างเดือนธันวาคม 1941 ถึงเดือนพฤษภาคม 1942 กองกำลังของนายเวนเซสลาว คิว. วินซอนส์  นอกจากใช้อาวุธต่างๆแล้ว ส่วนหนึ่งจะใช้ลูกธนูอาบยาพิษ สามารถสังหารทหารญี่ปุ่นได้ราว 3,000 นาย  ซึ่งทำให้กองทัพญี่ปุ่นมีเป้าหมายยึดเมืองวินซอนส์เป็นเป้าหมายหลัก

 

การต่อสู้ต่อต้านกองทัพญี่ปุ่นของนายเวนเซสลาว คิว. วินซอนส์ ก็สิ้นลง เมื่อชาวฟิลิปปินส์ที่เคยเป็นอดีตกองกำลังของเขาได้ทรยศ โดยได้แจ้งข่าวเกี่ยวกับเขาให้แก่กองทัพญี่ปุ่น จนต่อมานายเวนเซสลาว คิว. วินซอนส์ ก็ถูกจับคุมเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 1942 เขาได้ปฏิเสธที่จะให้ความร่วมมือกับกองทัพญี่ปุ่น จึงถูกนำตัวไปยังเมืองดาเอ็ต (Daet) เมืองเอกของจังหวัดคามารีนส์นอร์เต (Camarines Norte ) และในวันที่ 15 กรกฎาคม 1942 กองทัพญี่ปุ่นได้ขอร้องเป็นครั้งสุดท้ายให้นายเวนเซสลาว คิว. วินซอนส์ ให้ความร่วมมือกับกองทัพญี่ปุ่น แต่เขาได้ปฏิเสธคำขอร้องดังกล่าว ดังนั้นกองทัพญี่ปุ่นจึงใช้ดาบปลายปืนสังหารนายเวนเซสลาว คิว. วินซอนส์  ถึงแก่ความตาย[5]  และหลังจากนั้นไม่นาน กองทัพญี่ปุ่นได้สังหารพ่อภรรยา น้องสาวและลูก ๆ อีกสองคนของเขาเช่นกัน[6]

มีหลายสิ่งที่แสดงถึงการรำลึกถึงเกียรติคุณของนายเวนเซสลาว คิว. วินซอนส์ ไม่เพียงได้รับการยกย่องว่าเป็น ”บิดาแห่งการเคลื่อนไหวของนักศึกษาในฟิลิปปินส์" เท่านั้น  ยังมีอีกอย่างเช่น

 

เมืองอินดาน ก็ได้รับการเปลี่ยนชื่อเมืองตามชื่อของเป็นเมืองวินซอนส์อีกด้วย

 

โรงเรียนประถมแห่งหนึ่งในกรุงมะนิลาก็ได้รับการเปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนประถมวินซอนส์  

ศูนย์กิจกรรมนักศึกษาของมหาวิทยาลัยฟิลิปปินส์ วิทยาเขตดิลิมัน ก็ได้รับการเปลี่ยนชื่อเป็น Vinzons Hall ในปี 1959   นอกจากนั้นอาคาร Vinzons Hall ยังเป็นที่ตั้งของสำนักงานหนังสือพิมพ์ Philippine Collegian  ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ของนักศึกษามหาวิทยาลัยฟิลิปปินส์อีกด้วย

 

นอกจากนั้นวุฒิสมาชิกริชาร์ด  กอร์ดอน ซึ่งเป็นผู้ชื่นชมนายเวนเซสลาว คิว. วินซอนส์ และเป็นอดีตประธานสภานักเรียนมหาวิทยาลัยฟิลิปปินส์ รับหน้าที่ปั้นรูปนายเวนเซสลาว คิว. วินซอนส์ ที่ Vinzons Hall

 

เครือญาติของนายเวนเซสลาว คิว. วินซอนส์ หลายคนเข้าสู่วงการทางการเมือง  เช่นนายเฟอร์นันโด วินซอนส์ ปาจาริลลา (Fernando Vinzons Pajarillo) ก็ได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกรัฐสภาและผู้ว่าการจังหวัดคามารีนส์นอร์เต (Camarines Norte ) หลายสมัย บุตรชายของนายเวนเซสลาว คิว. วินซอนส์ เองก็เคยเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดมาสมัยหนึ่ง   ส่วนบุตรสาวของนายเวนเซสลาว คิว. วินซอนส์ ที่ชื่อว่า นางแนนี่ วินซอนส์ ไกเต (Rannie Vinzons-Gaite) เคยเป็นสมาชิกสภาจังหวัดคามารีนส์นอร์เต (Camarines Norte)

 

ผู้เขียนเอง เคยพานักศึกษาสาขาวิชามลายูศึกษาสองคนไปเยี่ยมมหาวิทยาลัยฟิลิปปินส์ ที่ดิลีมาน กรุงมะนิลา และสิ่งที่ขาดไม่ได้ คือ การไปเยี่ยมหอประชุมที่ชื่อว่า Vinzons Hall สิ่งที่น่าเสียใจยิ่ง เมื่อไม่นานมานี้ เพื่อนเฟสบุ๊คของผู้เขียนคนหนึ่ง คือ นางรานาวาโลนา คาโรลีนา วินซอนส์ ไกเต (Ranavalona Carolina Vinzons Gaite) ซึ่งมีความสัมพันธ์ที่ดีกับทางสมาพันธ์สมาคมนักเขียนแห่งชาติมาเลเซีย หรือ Gabungan Persatuan Penulis Nasional Malaysia (GAPENA) โดยเฉพาะกับอดีตประธานสมาพันธ์ คือ ตันสรี อิสมาแอล ฮุสเซ็น ได้เสียชีวิตแล้ว นับเป็นการสูญเสียของบุตรสาว นายเวนเซสลาว คิว. วินซอนส์ ซึ่งนักวิชาการมาเลเซีย ถือว่า เป็นคนแรกๆ ที่สร้างชื่อ เผยแพร่ชื่อคำว่า มาเลเซีย คนหนึ่ง แม้ชื่อคำว่ามาเลเซียนี้  จะมีมาก่อนหน้านั้น



[1] Abel C. Icatlo,Wenceslao Q. Vinzons, Filipino exemplar, 

  https://opinion.inquirer.net/124327/wenceslao-q-vinzons-filipino-exemplar

[2] เป็นหลักฐานจากสำเนาสูติบัตรของนายเวนเซสลาว คิว. วินซอนส์  ในขณะที่ยื่นขอใบอนุญาต

   การแต่งงานที่จังหวัดคาวีเต (Cavite) อยู่ตอนใต้ของกรุงมะนิลา ในปี 1932

[3] Gaite, Ranavalona Carolina Vinzons,Wenceslao Q. Vinzons: A Youth to Remember

  (Mimeograph at  University of the Philippines Library, 1977. Speech by

  Wenceslao Q. Vinzons, entitled ‘Malaysia Irredenta’ on 12 February 1932 at 20th

  Annual Oratorical Contest of the College of Law, University of the Philippines.,.

[4] Chee, Tam Seong (1981). Essays on Literature and Society in Southeast

  Asia.National University of Singapore Press. หน้า 148

[5] Filipinos in History Vol. II. Manila, Philippines: National Historical Institute. 1990. หน้า 267

[6] Filipinos in History Vol. II. Manila, Philippines: National Historical Institute. 1990. p. 268