Selasa, 28 Mei 2019

อักขระต่างๆในภูมิภาคมลายู (นูซันตารา)


โดย นิอับดุลรากิ๊บ  บินนิฮัสซัน
        อักขระ คือ สัญลักษณ์ หรือ เครื่องหมาย สำหรับใช้แทนหน่วยเสียง ในภาษาหนึ่งๆ โดยเรียกรวมทั้งชุดหรือทั้งระบบ โดยทั่วไป อักษรแต่ละตัว มักจะใช้แทนหน่วยเสียงหนึ่งๆ ซึ่งอาจเป็นเสียงสระ พยัญชนะ หรือหน่วยเสียงปลีกย่อยอื่นๆ เช่น อักษรโรมัน อักษรไทย อักษรมอญ โดยทั่วไปเรียกกันว่า "ตัวหนังสือ" อย่างไรก็ตาม สัญลักษณ์แทนเสียงในบางภาษาอาจใช้แทนเสียงของพยางค์ หรือคำ ก็ได้ เช่น อักษรจีน หรือตัวหนังสือจีน (นักวิชาการบางสำนักไม่ถือว่าตัวหนังสือจีน เป็น "อักษร" ตามนิยามของคำว่า alphabet ในภาษาอังกฤษ แต่เรียกว่า ideogram คือสัญลักษณ์แทนคำ หรือหน่วยคำ)

แบบแผนว่าด้วยตัวหนังสือนั้น ในตำราภาษาไทย เรียกว่า อักขรวิธี ซึ่งว่าด้วยการเขียน การอ่าน การประสมอักษร และการใช้อักษรอย่างถูกต้อง   อักษรที่ใช้ในภาษาต่างๆ อาจใช้สำหรับภาษาหนึ่งๆ หรือใช้กับหลายๆ ภาษาก็ได้ ด้วยเหตุนี้ จึงมักจะมีความเข้าใจสับสน ระหว่าง คำว่า อักษร และภาษา อยู่เสมอ ตัวอย่างเช่น อักษรโรมัน ใช้เขียนภาษาต่างๆ หลายภาษาในยุโรป โดยมีการดัดแปลงเล็กๆ น้อยๆ เพื่อให้สามารถแทนเสียงในภาษาของตนได้ เช่น ภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศส ภาษาสเปน เป็นต้น รวมทั้งภาษาในภูมิภาคอื่นๆ เช่น ภาษามลายู ภาษาจีน และภาษาเวียดนาม (ดัดแปลงตัวอักษร) เป็นต้น

                                      อักขระเรนจง เกาะสุมาตรา

                                      อักขระบัยบายิน ประเทศฟิลิปปินส์
                                       อักขระชวา  เกาะชวา อินโดเนเซีย
                            หนังสือเขียนด้วยอักขระชวา  เกาะชวา อินโดเนเซีย

                                อักขระลยตาร์ เกาะสุลาเวซี อินโดเนเซีย
                                                    อักขระมากัสซาร์ เกาะสุลาเวซี อินโดเนเซีย
                                     หนังสือเขียนด้วยอักขระบูกิส เกาะสุลาเวซี อินโดเนเซีย
อักขระจามตะวันตก (ประเทศกัมพูชา)

                                 อักขระจามตะวันออก (ประเทศเวียดนาม)
ในภูมิภาคมลายู หรือนูซันตารา มีอักขระอยู่จำนวนมาก  ที่ใช้ในการเขียน  ในปัจจุบันยังคงมีบางส่วนที่ใช้อักขระดังกล่าวในการเขียนภาษาของตนเอง

อักขระกาวี
        รู้จักในชื่อ อักขระชวาโบราณ เป็นอักขระแรกๆที่ใช้ในการเขียนในภูมิภาคมลายู เกิดขึ้นในศตวรรษที่ 8 ใช้เขียนในภาษากาวี เป็นภาษาที่ชาวชวาพูดกันในสมัยนั้น
        อักขระกาวี เดิมมาจากอักขระวังกี (Vangki/Wenggi) เป็นอักขระของคนปัลลาวา จากเมือง Coromandel อินเดีย   อักขระนี้สูญหายไปในปี ค.ศ.1400

คนมลายูในอดีตจะใช้อักขระกาวี  ปัลลาวา และเรนจงในการเขียนบนเปลือกไม้ ใบลาน  โลหะ และศิลาจารึก

อักขระปัลลาวา มีแหล่งกำเนิดมาจากอินเดียตอนใต้ 
เป็นอักขระที่มีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์ภูมิภาคมลายู  เพราะเป็นต้นกำเนิดของบรรดาอักขระต่างๆในภูมิภาคมลายู

อักขระในภูมิภาคมลายู
อักขระปัลลาวา
              -ปัลลาวายุคต้น
              -ปัลลาวายุคปลาย
              -อักขระซุนดาโบราณ    
              -อักขระซุนดาสมัยใหม่      

อักขระกาวี
           -อักขระกาวียุคต้น
           - อักขระกาวียุคปลาย
           - อักขระชวา     อักขระบาหลี  

อักขระสุมาตรา   อักขระสุลาเวซี   อักขระฟิลิปปินส์
           -อักขระบาตัก,  อักขระบูกิส, อักขระกาฆางา, อักขระบัยบัยยิน              

Ahad, 26 Mei 2019

การศึกษามาเลเซียไปรอดเพราะ...? จากบทความนิิภูมิ นวรัตน์


โดย นิอับดุลรากิ๊บ  บินนิฮัสซัน
    ระบบการศึกษาของประเทศมาเลเซีย เป็นระบบที่น่าสนใจ และประเทศไทย โดยเฉพาะผู้บริหาร ผู้กำหนดนโยบายสมควร ที่จะนำมาเปรียบเทียบกับประเทศไทย เพื่อพัฒนาการศึกษาของประเทศไทย  
ในครั้งนี้ ขอนำเสนอบทความของ ร.ต.อ. นิตภูมิ นวรัตน์ ซึ่งได้เขียนบทความมาหลายปีแล้ว ในไทยรัฐออนไลน์ แม้จะหลายปี แต่บทความยังสามารถที่จะนำมาเปรียบเทียบ นำมาประยุกต์กับประเทศไทยได้ บทความในหัวข้อ "การศึกษามาเลเซียไปรอดเพราะ...? " เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2558 ทางหนังสือพิมพ์ไทยรัฐออนไลน์ (https://www.thairath.co.th/content/478369)  มเนอหาดังนี้ :-

ศุกร์ที่ผ่านมา ร.ต.อ.ดร.นิติภูมิ นวรัตน์ ได้รับเชิญจาก Mr. K.Haridas, Executive Director ของ The Association for the promotion of Higher Education in Malaysia (APHEM) พูด ‘Education in Thailand and a life of a Thai Educationalist’ รับใช้ผู้บริหารสถานศึกษา ครูชาวมาเลเซียและครูนานาชาติ ที่ห้องประชุมใหญ่โรงเรียนนานาชาติไฮแลนด์ส รัฐปาหัง สหพันธรัฐมาเลเซีย

5 วันของการไปเยือนสถานศึกษามาเลเซียของ ร.ต.อ. ดร.นิติภูมิและคณะในครั้งนี้ ทำให้พวกเรายอมรับในความมุ่งมั่นด้านการศึกษาของมาเลเซียเพิ่มขึ้น มาเลเซียมุ่งมั่นเรื่องการศึกษามาตั้งแต่สมัยนายกรัฐมนตรีคนที่ 1 ตนกู อับดุล ราห์มาน ปุตรา มาจนถึงคนที่ 6 ดาโต๊ะศรี มุฮำหมัด นาจิบ ตุน อับดุลราซัก ผมจะไม่รับใช้นะครับ ว่าการศึกษาของไทยเป็นยังไง เพราะไม่อยากซ้ำเติมระบบการศึกษาที่เปลี่ยนไปมาจนหาจุดยืนไม่ได้ การศึกษาของหลายประเทศในโลกนี้เสียหายเพราะให้โรงเรียนสอบวัดผลกันเองอย่างไม่มีมาตรฐาน

แต่การศึกษาของมาเลเซียยังคงได้มาตรฐานเพราะให้ทั้งประเทศใช้ข้อสอบรวม ตั้งแต่ระดับประถม มัธยมศึกษาตอนต้น และมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนไหนสอนไม่ดี ผลงานการสอนการเรียนก็จะฟ้องโดยจำนวนสอบได้สอบตกของนักเรียน

บ้านผมที่ลาดกระบังมีครูและผู้บริหารสถานศึกษาของออสเตรเลียมาอยู่ต่อเนื่องเป็นเวลานานหลายปี บางท่านไปๆ กลับๆ ฝรั่งจำนวนไม่น้อยที่มาอยู่บ้านผมเพื่อเป็นฐานใช้ไปสอนที่ประเทศอื่น ชาวออสเตรเลียท่านหนึ่งซึ่งทำงานกับพ่อผมเป็นเวลาเกือบ 10 ปีคือ Mr.Garry W. Holmes พอประเทศไทยมีปฏิวัติรัฐประหาร คุณแกรีก็ออกจากประเทศไทย ไปรับตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการศูนย์ภาษาอังกฤษของโรงเรียนในมาเลเซียในรัฐปาหัง

เจอกันที่มาเลเซียครั้งนี้ คุณแกรีตอบคำถามเราในเรื่องมาตรฐานการศึกษาของมาเลเซียเมื่อเทียบกับของประเทศอื่นว่า มาเลเซียไม่อ่อนข้อเรื่องการสอบ ข้อสอบที่ใช้ตรวจว่าเด็กจะต้องได้คุณภาพเท่ากับข้อสอบของอังกฤษและของประเทศอื่นในเครือจักรภพ

Dr.Robert Royal และภรรยา สอนหนังสือชั้นมัธยมในสหรัฐอเมริกาและสาธารณรัฐตุรกีอยู่นาน จากนั้นถูกดึงตัวให้ไปเป็นผู้บริหารหลักสูตรให้โรงเรียนในมณฑลหยุนหนานของจีน ปัจจุบัน ดร.โรเบิร์ต รอยัล มาเป็น Director of Studies ให้กับโรงเรียนในมาเลเซีย ผัวเมียคู่นี้พูดตรงกันว่า มาเลเซียมีดีตรงข้อสอบกลาง นักเรียนต้องสอบด้วยข้อสอบเดียวกันทั้งประเทศ ทำให้สามารถรักษามาตรฐานการศึกษาเอาไว้ได้

โรงเรียนประถมของมาเลเซียมี 2 แบบ แบบที่เรียกว่า National School เป็นโรงเรียนที่ใช้ภาษามลายูเป็นภาษากลางในการเรียน การสอน ส่วน National Type School เป็นโรงเรียนที่ใช้ภาษาจีน หรือภาษาทมิฬเป็นภาษากลางในการเรียนการสอน

ในหลายประเทศ ผู้ปกครองและรัฐบาลพยายามเร่งให้เด็กเรียนจบไวๆ บางแห่งมีการพาสชั้น แต่ที่มาเลเซียไม่มี มีแต่จะพยายามให้เด็กเรียนจบจบช้าลง เพื่อให้ได้ความรู้มากขึ้น อย่างโรงเรียนประเภท National Type School นักเรียนอาจจะต้องใช้เวลาเรียนมากขึ้นอีก 1 ปี เพื่อให้เด็กนักเรียนชาวมาเลเซียที่มีเชื้อสายจีนหรืออินเดีย เรียนมากขึ้นอีก 1 ปี ประสงค์ก็คือ ให้เด็กเหล่านี้ใช้ภาษามลายูได้ถูกต้องและคล่องแคล่วมากขึ้น

Ahad, 21 April 2019

อันวาร อิบราฮิม : เส้นทางที่ไม่ราบรื่นอาจไปไม่ถึงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาเลเซ


โดย นิอับดุลรากิ๊บ  บินนิฮัสซัน   
อันวาร์ อิบราฮิม นักการเมืองแนวหน้าของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ น้อยคนนักที่สนใจการเมืองมาเลเซียจะไม่รู้จัก เป็นนักการเมืองที่มีเส้นทางชีวิตขึ้นลงตามสถานการณ์การเมือง กล่าวว่าเส้นทางทางการเมืองของอันวาร์  อิบราฮิมถูกสร้างขึ้นโดยมหาเดร์  โมฮัมหมัด เสือเฒ่าที่เต็มด้วยพิษสงแห่งมาเลเซีย ในขณะที่มหาเดร์ โมฮัมหมัดเป็นประธานพรรคอัมโนในช่วงปี 1982 เขาต้องการสกัดกั้นอิทธิพลของสุไฮมี กามารุดดิน ผู้เป็นประธานฝ่ายเยาวชนของพรรคอัมโน ในขณะเดียวกันเป็นประธานขององค์การเยาวชน 4 บี ซึ่งเป็นองค์กรเยาวชนที่ทรงพลังเฉกเช่นเดียวกันกับองค์การเยาวชนอิสลามมาเลเซีย หรือ ABIM ที่มีอันวาร์ อิบราฮิม เป็นผู้นำ
มหาเดร์ โมฮัมหมัด จึงดึงอันวาร์  อิบราฮิม มาเข้าพรรคอัมโน โดยสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขตเปอร์มาตังปาอุห์ รัฐปีนัง จนชนะ และสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานฝ่ายเยาวชนพรรคอัมโนแข่งกับสุไฮมี  กามารุดดิน จนได้รับชัยชนะ  และได้รับเลือกรัฐมนตรีช่วยประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สองปีต่อมาได้รับเลือกเป็นรัฐมนตรีกระทรวงเยาวชนและการกีฬา  นับแต่นั้นเส้นทางทางการเมืองขึ้นสูงชนิดไม่มีใครสกัดกั้นได้ ในระยะเวลาเพียง 10 ปี ได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการเกษตร กระทรวงการศึกษา กระทรวงการคลัง จนถึงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี
เส้นทางการเมืองมีขึ้น แล้วย่อมมีลง ครั้งเหตุวิกฤติทางเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง อันวาร์  ซะอารี เลขานุการส่วนตัวของอันวาร์  อิบราฮิม กล่าวว่าอันวาร์  อิบราฮิม ต้องการขอความช่วยเหลือจากกองทุนการเงินนานาชาติ หรือ IMF  แต่มหาเดร์  โมฮัมหมัด มีวิธีแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในแบบของตัวเอง ซึ่งก็ได้พิสูจน์แล้วว่าวิธีการของมหาเดร์ โมฮัมหมัด ถูกต้อง  เมื่อเกิดความขัดแย้งกับมหาเดร์  โมฮัมหมัด จนถูกปลดออกจากตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรองประธานพรรคอัมโน เมื่อ 2 กันยายน 1998 ด้วยข้อกล่าวหาใช้อำนาจผิดกฎหมายและมีความสัมพันธ์ทางเพศกับผู้ชายด้วยกัน
ในปี 1999 ถูกศาลตัดสินจำคุก 6 ปี ข้อหาใช้อำนาจผิดกฎหมาย ในปี 2000 ศาลตัดสินจำคุก 9 ปี ในข้อหามีความสัมพันธ์ทางเพศกับผู้ชายด้วยกัน  อย่างไรก็ตามในปี 2004 ศาลสูงมาเลเซียได้ยกฟ้องในข้อหามีความสัมพันธ์ทางเพศกับผู้ชายด้วยกัน ดังนั้นอันวาร์  อิบราฮิมจึงถูกปล่อยตัวออกมา และในเดือนกรกฎาคม 2008 เมื่อ 9 มกราคม 2012 อันวาร์  อิบราฮิมถูกจับอีกครั้งในข้อหามีความสัมพันธ์ทางเพศกับผู้ชายด้วยกันกับผู้ช่วยส่วนตัวของตัวเอง  เป็นข้อหามีความสัมพันธ์ทางเพศกับผู้ชายด้วยกันเป็นครั้งที่สองของเขา ศาลกัวลาลัมเปอร์ได้ยกฟ้องอันวาร์  อิบราฮิม
เมื่อ 26 สิงหาคม 2008 อันวาร์  อิบราฮิมชนะเลือกตั้งซ่อมที่เขตเปอร์มาตังปาอุห์ รัฐปีนัง ได้กลับต่อสู่ในรัฐสภา โดยได้รับเลือกเป็นผู้นำฝ่ายค้านในรัฐสภา ต่อมาศาลสูงได้ตัดสินจำคุก 5 ปีในข้อหามีความสัมพันธ์ทางเพศกับผู้ชายด้วยกันครั้งที่สอง โดยอันวาร์  อิบราฮิม รับโทษอีกครั้งในปี 2015  ภายหลังจากพรรคแนวร่วมแห่งความหวังภายใต้การนำของมหาเดร์ โมฮัมหมัด ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ 14 เมื่อ 9 พฤษภาคม 2018  และในการเลือกตั้งครั้งนั้นพรรคแนวร่วมแห่งความหวัง ประกอบด้วยพรรคชนพื้นเมืองสามัคคีแห่งมาเลเซียของมหาเดร์ โมฮัมหมัด  พรรคความยุติธรรมของประชาชนภายในการนำของวันอาซีซะห์  วันอิสมาแอล ภรรยาอันวาร์  อิบราฮิม พรรคกิจประชาธิปไตยของนายลิม กิต เซียง และพรรค PAN (Parti Amanah Negara) ที่แตกออกมาจากพรรคอิสลามมาเลเซีย ได้มีการทำสัญญาว่าเมื่อชนะรับเลือกตั้งแล้ว มหาเดร์ โมฮัมหมัดจะเป็นนายกรัฐมนตรีในช่วงแรกของวาระ
พอช่วงหลังของวาระก็มอบตำแหน่งให้อันวาร์  อิบราฮิม  สิ่งแรกที่มหาเดร์ โมฮัมหมัดเมื่อเป็นนายกรัฐมนตรีทำคือเสนอให้พระราชาธิบดีมาเลเซียอภัยโทษให้แก่อันวาร์  อิบราฮิม  การเตรียมสู่อำนาจของอันวาร์  อิบราฮิม คือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขตอำเภอพอร์ตดิคซัน รัฐนัครีซัมบีลัน ซึ่งสังกัดพรรคความยุติธรรมของประชาชนลาออกจากตำแหน่ง เพื่อหลีกทางให้อันวาร์  อิบราฮิม สู่สภา เหตุที่เลือกเขตในรัฐนัครีซัมบีลัน เพราะรัฐนี้มีมุขมนตรีสังกัดพรรคความยุติธรรมของประชาชน และอันวาร์  อิบราฮิม ลงสมัครเป็นส.ส. เขตอำเภอพอร์ตดิคซัน รัฐนัครีซัมบีลัน ชนะเลือกตั้งด้วยคะแนนท่วมท้นเมื่อ 13 ตุลาคม 2018
รัฐบาลของมหาเดร์ โมฮัมหมัด อยู่ในอำนาจได้แค่เกือบหนึ่งปี  แต่สิ่งที่สัญญากับประชาชนตอนเลือกตั้ง ส่วนใหญ่เป็นสัญญาที่บางคนเรียกว่าสัญญาเฟื้อฝัน บางคนเรียกว่า สัญญาหลอกผู้ลงคะแนนเลือกตั้ง ทำให้คะแนนนิยมลดลง มหาเดร์  โมฮัมหมัด ก็กล่าวว่าการเป็นนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ของเขาแทบไม่มีอำนาจ ไม่เหมือนการเป็นนายกรัฐมนตรีคราวก่อน
ในการเลือกตั้งซ่อมสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐของรัฐสลังงอร์ ซึ่งรัฐสลังงอร์ เป็นรัฐภายใต้การปกครองของพรรคความยุติธรรมของประชาชน โดยการเลือกตั้งซ่อมสามครั้งแรก ปรากฏว่า เมื่อ 4 สิงหาคม 2019 เป็นการเลือกตั้งซ่อมที่เขตสุไหงกันดิส รัฐสลังงอร์ พรรคความยุติธรรมของประชาชนเป็นผู้ชนะเลือกตั้งเหนือพรรคอัมโน  ต่อมาเมื่อ 8 กันยายน 2018 มีการเลือกตั้งซ่อมอีกที่เขตสรีเซอเตีย รัฐสลังงอร์ ผู้สมัครจากพรรคความยุติธรรมประชาชนเป็นผู้ชนะการเลือกตั้ง และเขตบาลากง รัฐสลังงอร์ ก็ปรากฏว่าพรรคกิจประชาธิปไตย ที่รวมอยู่ในพรรคแนวร่วมแห่งความหวัง เป็นผู้ชนะเหนือผู้สมัครจากพรรคสมาคมจีนมาเลเซีย
ที่น่าสนใจคือการเลือกตั้งในเขตสรีเซอเตีย ฝ่ายค้านได้ส่งผู้สมัครจากพรรคอิสลามแห่งมาเลเซีย หรือพรรคปาส โดยที่ทางพรรคอัมโนได้ช่วยหาเสียงให้เต็มที่ ทำให้สมาชิกของทั้งสองพรรคเริ่มมีความร่วมมือขึ้น ต่อมาเมื่อ 29 มกราคม 2019 มีการเลือกตั้งซ่อมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่เขตเคเมรอนไฮแลนด์ รัฐปาหัง ผู้สมัครจากพรรคอัมโน ชนะการเลือกตั้งเหนือผู้สมัครจากพรรคกิจประชาธิปไตย นั้นเป็นอีกจุดหนึ่งของการรวมมือกันระหว่างสองพรรคมลายูที่เคยเป็นศัตรูต่อกัน ต่อมาพรรคแนวร่วมแห่งความหวังพบกับความพ่ายแพ้เป็นครั้งที่สอง เมื่อมีการเลือกตั้งซ่อมสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐของรัฐสลังงอร์ ที่เขตเซอเมอเญะห์ รัฐที่มีพรรคความยุติธรรมประชาชนของอันวาร์  อิบราฮิม เป็นแกนกลางรัฐบาลท้องถิ่น และควบคุมกลไก หน่วยงานของรัฐท้องถิ่น ประสานกับกลไกจากรัฐบาลสหพันธรัฐ แต่ผลการเลือกตั้งผู้สมัครจากพรรคอัมโนได้รับชัยชนะเหนือผู้สมัครจากพรรคชนพื้นเมืองสามัคคีแห่งมาเลเซีย
มูฮัมหมัดนัซรี  มูฮัมหมัดนอร์ อาจารย์รัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติมาเลเซีย กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างพรรคอัมโนกับพรรคปาสทำให้ผู้ลงคะแนนมั่นใจมากขึ้น  โดยเฉพาะในเขตที่มีชาวมลายูเป็นชนกลุ่มใหญ่ การเลือกตั้งซ่อมนำชัยชนะสู่พรรคอัมโน   นอกจากนั้นการที่เรียกว่า มาเลเซียใหม่ ที่พรรคแนวร่วมแห่งความหวังสร้างขั้นมา ยังไม่ประสบความสำเร็จในการทำตามนโนบายที่สัญญาไว้ แถมบางสัญญา นอกจากยังทำไม่ได้แล้ว ยังสร้างความผิดหวังให้กับผู้ลงคะแนนที่ฝันไว้ตามสัญญา
ในวันที่ 13 เมษายนนี้ จะมีการเลือกตั้งซ่อมสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐนัครีซัมบีลัน โดยมูฮัมหมัด  ฮัสซัน รองประธานพรรคอัมโน  รักษาการประธานพรรคอัมโน ได้สมัครรับเลือกตั้งแข่งกับผู้สมัครชาวอินเดียจากพรรคความยุติธรรมของประชาชน บางทีผู้สมัครจากพรรครัฐบาลอาจไม่ชนะก็เป็นไปได้ นอกจากรัฐบาลมหาเดร์  โมฮัมหมัด อยู่ในช่วงขาลงแล้ว ความร่วมมือระหว่างพรรคอัมโนกับพรรคอิสลามแห่งมาเลเซีย มีความแน่นแฟ้นมากขึ้น  อิสมาแอล  ซับรี  ยะกู๊บ  ผู้ช่วยประธานพรรคอัมโน และหัวหน้าฝ่ายค้านในรัฐสภามาเลเซีย กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างพรรคอัมโนกับพรรคปาส จะเป็นการฟื้นอำนาจของชาวมลายูกลับมาอีกครั้ง และจะทำให้ชาวมลายูได้รับประโยชน์ในระยะยาว นอกจากนั้นความร่วมมือนี้ไม่เพียงครอบคลุมระหว่างชาวมลายูเท่านั้น แต่รวมถึงชนทุกเชื้อชาติในประเทศมาเลเซีย
มีเหตุการณ์ที่สร้างความขุ่นหมองระหว่างค่ายมหาเดร์  โมฮัมหมัด กับค่ายอันวาร์  อิบราฮิม คือ นูรุลอิซซะห์ บุตรสาวของอันวาร  อิบราฮิม ซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสังกัดพรรคความยุติธรรมของประชาชน ได้ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ เดอะสเตรทส์ไทมส์ ของสิงคโปร์ โดยได้วิจารณ์ มหาเดร์ โมฮัมหมัด ว่าเป็นอดีตผู้เผด็จการ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งที่เกิดขึ้น และมีการแย่งชิงอำนาจระหว่างกันภายในรัฐบาลแนวร่วมแห่งความหวัง  แม้ว่าโดยภาพภายนอกยังเห็นถึงความสนิทสนมระหว่างกันของอันวาร์  อิบราฮิม กับมหาเดร์  โมฮัมหมัด
รศ.ดร. การตีนี  อาบูตาลิบ อาจารย์รัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติมาเลเซีย กล่าวว่าการที่ นูรุลอิซซะห เรียกมหาเดร์ โมฮัมหมัด ว่าอดีตเผด็จการ ทำให้เกิดความขุ่นหมองระหว่างทั้งสองค่าย เขากล่าวต่อว่า สิ่งที่อาจได้เห็น คือ อันวาร์  อิบราฮิม อาจไม่สามารถสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศมาเลเซีย นอกจากนั้น ดร. โมฮัมหมัด อาบูบาการ์ แห่งมหาวิทยาลัยมาลายา กล่าวว่า จากกรณีของนูรุลอิซซะห์ ไม่เพียงจะเห็นถึงความขัดแย้งระหว่างกลุ่มภายในพรรคความยุติธรรมของประชาชนเท่านั้น แต่เห็นถึงความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างภายในรัฐบาลแนวร่วมแห่งความหวังอีกด้วย

ในช่วงการเลือกตั้งซ่อมที่เขตเซอเมอเญะห์ มีการปล่อยข่าวว่า อับดุลฮาดี อาวัง ได้สัญญากับมหาเธร์  โมฮัมหมัด ว่าให้สมาชิกพรรคอิสลามแห่งมาเลเซียสนับสนุนผู้สมัครจากพรรคของมหาเดร์  โมฮัมหมัด แต่ประธานพรรคอิสลามแห่งมาเลเซียแห่งรัฐสลังงอร์ ที่ได้ลงพื้นที่หาเสียงให้พรรคอัมโนว่า ไม่ได้เป็นดังที่กล่าวหากัน มีการเซ็นสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรจริง แต่เป็นสัญญาว่าพรรคอิสลามแห่งมาเลเซียจะสนับสนุนมหาเดร์ โมฮัมหมัด เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป เสียงจากพรรคอิสลามแห่งมาเลเซียสอดรับกับจากพรรคอัมโน โดยมูฮัมหมัด  ฮัสซัน รองประธานพรรคอัมโน รักษาการหัวหน้าพรรคอัมโน ก็กล่าวว่า ถ้ามีความจำเป็นเกิดเหตุการณ์ใดๆ ทางพรรคอัมโนพร้อมสนับสนุนมหาเดร์ โมฮัมหมัด เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป
สิ่งที่กล่าวข้างต้น แสดงให้เห็นว่าเสือเฒ่าอย่างมหาเดร์  โมฮัมหมัด ย่อมไม่ธรรมดา นอกจากคุมความลับบางอย่างของอันวาร์  อิบราฮิม แล้ว ย่อมไม่อาจไว้วางใจได้ เส้นทางสู่นายกรัฐมนตรีของอันวาร์ อิบราฮิม ไม่เพียงไม่ราบรื่นเท่านั้น แต่อาจไปไม่ถึงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาเลเซียก็เป็นได้ คำว่า ไม่มีมิตรแท้ ศัตรูถาวร ก็ยังคงใช้ได้กับการเมืองมาเลเซียในปัจจุบันอีกด้วย   


Jumaat, 29 Mac 2019

น้ำตกปาโจ แหล่งท่องเที่ยวในอำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส

โดย นิอับดุลรากิ๊บ  บินนิฮัสซัน
การเดินทางไปยังน้ำตกปาโจ เมื่ออยู่ในตลาดอำเภอบาเจาะ หรือที่ชาวบ้านเรียกว่าตลาดแป๊ะบุญ ตามชื่อคนจีนคนหนึ่งที่ชื่อว่า แป๊ะบุญ ซึ่งผู้เขียนเชื่อว่า น่าจะมาจากคำว่า แป๊ะบุน มากกว่า เดินทางจากตลาดแป๊ะบุนไปทางนราธิวาสสักหนึ่งกิโลเมตร แล้วเจอทางแยกไปทางขวามืไปยังน้ำตกปาโจราวสัก 3-4 กิโลเมตร ก็จะถึงอุทยานแห่งชาติเทือกเขาบูโด-สุไหงปาดี อันเป็นที่ตั้งของน้ำตกปาโจ
ประวัติความเป็นมาของอำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส
ความเป็นมาของอำเภอบาเจาะ  จังหวัดนราธิวาสนั้น  เดิมเป็นส่วนหนึ่งของเมืองสายบุรี

เขตการปกครองของเมืองสายบุรีในอดีตแตกต่างจากเขตการปกครองในปัจจุบัน  ด้วยเมืองสายบุรีในอดีตนั้นมีพื้นที่ครอบคลุมตั้งแต่อำเภอเมือง อำเภอยี่งอ  อำเภอบาเจาะ  จังหวัดนราธิวาส จนถึงอำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานีในปัจจุบัน  ในยุคที่มีการแบ่งเมืองปัตตานีออกเป็น 7 หัวเมืองปักษ์ใต้ในปี 2359 ศูนย์อำนาจในการปกครองของเมืองสายบุรีตั้งอยู่ที่อำเภอยี่งอในปัจจุบัน  ต่อมาในช่วงรัชการที่ 5 ศูนย์อำนาจของเมืองสายบุรีได้ย้ายจากศูนย์อำนาจในอำเภอยี่งอปัจจุบันไปยังเมืองสายบุรีในปัจจุบัน 

เมื่อยุคที่มีการปกครองด้วยระบบเทศาภิบาลนั้น เมืองสายบุรีจึงเป็นส่วนหนึ่งของมณฑลปัตตานี  ด้วยอำเภอเมืองสายบุรีมีพื้นที่ที่กว้างขวาง  ทำให้ไม่สะดวกในการปกครอง   พื้นที่อำเภอบาเจาะในปัจจุบันจึงเกิดการเปลี่ยนแปลง โดยทางราชการได้ประกาศจัดตั้งกิ่งอำเภอขึ้นมา  แยกพื้นที่ดังกล่าวออกจากอำเภอเมืองสายบุรี  เมื่อวันที่ ๓๑  กรกฎาคม  รัตนโกสินทร์ ศก ๑๒๗   ต่อมามีการยกฐานะกิ่งอำเภอจำปากอ เป็นอำเภอจำปากอ  เมืองสายบุรี  เมื่อ 30  พฤศจิกายน ร.ศ. 128  ดังนั้นวันที่ 30  พฤศจิกายน ร.ศ. 128 (2452)  เป็นวันประกาศจัดตั้งอำเภอบาเจาะ  ต่อมาได้มีการเปลี่ยนชื่ออำเภอจากอำเภอจำปากอเป็นอำเภอบาเระเหนือ  หลังจากนั้นได้มีการย้ายตัวอำเภอจากตำบลบาเราะเหนือมายังตำบลบาเจาะ  และเปลี่ยนชื่ออำเภอจากอำเภอบาเระเหนือมาเป็นอำเภอบาเจาะ  แต่ยังคงอยู่ในการปกครองของจังหวัดสายบุรี  ต่อมาในปี 2474 มีการยุบจังหวัดสายบุรีลงเป็นอำเภอสายบุรีให้ขึ้นกับจังหวัดปัตตานี  ส่วนอำเภอบาเจาะ ซึ่งเดิมเป็นส่วนหนึ่งของจังหวัดสายบุรีได้โอนให้อยู่ในการปกครองของจังหวัดนราธิวาส ปัจจุบันมี ว่าที่ร.ต. จีรัสย์  ศิริวัลลภ เป็นนายอำเภอบาเจาะ
แหล่งท่องเที่ยวในอำเภอบาเจาะ
น้ำตกปาโจ
น้ำตกปาโจตั้งอยู่ที่บ้านปาโจ ตำบลบาเจาะ อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาสเป็นน้ำตกขนาดใหญ่ที่มีน้ำตลอดปี แต่ในหน้าแล้งน้ำค่อนข้างน้อย จากข้อมูลกล่าวว่ามีความสูงประมาณ 60 เมตร มีทางขึ้นไปสู่ต้นน้ำเป็นชั้นๆ รวม 9 ชั้น นับว่าเป็นน้ำตกที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดและสวยงามแห่งหนึ่งของภาคใต้ เป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติบูโด - สุไหงปาดี มีพื้นที่คลอบคลุมอยู่ในท้องที่อำเภอบาเจาะ อำเภอยี่งอ อำเภอระแงะ อำเภอรือเสาะ อำเภอสุไหงปาดี อำเภอจะแนะ อำเภอแว้ง จังหวัดนราธิวาส อำเภอรามัน จังหวัดยะลา และอำเภอกะพ้อ จังหวัดปัตตานี

ปัจจุบันมีการพัฒนาพื้นที่น้ำตกปาโจ เพื่อความสะดวกของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะในการเดินภายในพื้นที่น้ำตก และการถ่ายรูปโดยมีน้ำตกปาโจเป็นฉาก
ใบไม้สีทอง
ที่น้ำตกปาโจแห่งนี้ที่น่าสนใจคือการมีใบไม้ชนิดหนึ่ง ชื่อว่า ใบไม้สีทอง หรือ ที่ผิดเพี้ยนว่า ย่านดาโอ๊ะ  ซึ่งว่าที่ ร.ท. ดิลก  ศิริวัลลภ กล่าวว่า คำว่า ดาโอ๊ะ ไม่ใช่ชื่อ ใบไม้ แต่เป็นชื่อคนที่นำใบไม้ไปถวายให้  ใบไม้สีทองมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า  : Bauhinia aureifolia K. & S. S.Larsen  ตั้งชื่อโดย ดร. ไค  ลาร์เซน   นักพฤกษาศาสตร์ชาวเดนมาร์ค เมื่อปี 1989 หรือ 2532 ลงบันทึกในหนังสือ Nordic Journal of Batany ในปี 1989  คำว่า K. & S. S. Larsen  มาจากชื่อของ ดร. ไค  ลาร์เซน  (Kai Larsen  )  และ S. S. Larsen  ย่อมาจากชื่อของคุณสุภี   ศักดิ์สุวรรณ ภรรยาของดร. ไค  ลาร์เซน
ที่พักภายในอุทยานน้ำตกปาโจ 
ภายในอุทยานแห่งชาติน้ำตกปาโจ ยังมีบ้านพักรับรอง สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการค้างคืนบริเวณพื้นที่น้ำตกปาโจ และพื้นที่น้ำตกปาโจ โดยเป็นที่พักในการจัดงานสัมมนานานชาติว่าด้วยมลายูศึกษาครั้งที่ 1 และพื้นที่น้ำตกปาโจเหมาะในการจัดงานสัมมนาที่มีผู้คนเข้าร่วมไม่มากนัก