Sabtu, 24 November 2018

Nasib Diriku : Sebuah Puisi Dari Tanah Patani, Selatan Thailand.

Oleh Nik Abdul Rakib Bin Nik Hassan
Disini dikemukakan sebuah puisi Melayu Patani bertajuk “Nasib Diriku ” Puisi ini dimuatkan di dalam buku Antologi Sajak Sajak Tunas-Tunas Menguntum. Buku ini diterbitkan pada Malam Kesusastraan Melayu 2 Tahun 1999 di Patani. Puisi “Nasib Diriku” ini dikarang oleh  Rapiah Samaelah.

Nasib Diriku
Ketika bersamamu
Kau tahu apa yang ada di hatiku
Kau beri selalu

Apa pun yang aku mau
Namun kini tak lagi seperti dulu
Bila ku lihat ayah bersama ibu baru
Nyeri  selalu rasa di hatiku

Pahitnya senyum bila bertentu
Pedihnya mata bila pandang bertemu
Kutahu kerana itu palsu
Pabila ayah sudah berlalu

 Semua berubah menjadi sembilu
Beginilah nasib hidupku
Semenjak ditinggal ibu
Ayah pun tak lagi di sampingku

 Bersendirian aku selalu
Dalam meniti dan memacu
Cabaran hidup yang kian melaju
Ibu…….

Selasa, 16 Oktober 2018

เกาะรูน เกาะอินโดเนเซียที่แลกกับเกาะแมนฮัตตัน นิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา

โดย นิอับดุลรากิ๊บ  บินนิฮัสซัน

บทความนี้ลงในนิตยสาร ดิอาลามี

เมื่อเราศึกษาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของอินโดเนเซีย เราจะรู้ว่า หมู่เกาะโมลุกะ (Moluccas) หรือ มาลูกู (Maluku) ซึ่งปัจจุบันเป็นจังหวัดที่มีชื่อเสียงในอดีต โดยเฉพาะในด้านการผลิตเครื่องเทศ การเดินทางไปยังจังหวัดโมลุกะ นับว่าเป็นการเดินทางที่ใช้เวลานานพอสมควร นั้นคือด้วยเครื่องบินใช้เวลา 3 ชั่วโมงครึ่งจากกรุงจาการ์ตา ไปยังเมืองอัมบน เมืองเอกของจังหวัดโมลุกะ 


หลังนั้นใช้เวลาเดินทางด้วยเรือเป็นเวลา 7 ชั่วโมง จากเมืองอัมบนไปยังหมู่เกาะเกาะบันดา โดยเดินทางไปยังเมืองบันดาไนรา เมืองที่เป็นศูนย์การปกครองของหมู่เกาะบันดา และเดินทางต่อไปจากเมืองบันดาไนราไปยังเกาะรูนด้วยเรือเร็วใช้เวลา ราว 2 ชั่วโมง  และหมู่เกาะบันดานี้ประกอบด้วยเกาะแก่งต่างๆจำนวน 10 เกาะ โดยเกาะรูน เป็นหนึ่งในสิบเกาะที่อยู่ในหมู่เกาะบันดา เกาะรูนเป็นเกาะสำคัญที่ผลิตเครื่องเทศ ซึ่งเกาะรูนเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์การค้าเครื่องเทศ

เกาะรูนเป็นเกาะเล็กๆ มีความยาวประมาณ 3 กิโลเมตร และมีความกว้างน้อยกว่า 1 กิโลเมตร ปัจจุบันมีชุมชนเล็กๆอาศัยอยู่ เกาะรูนมีแหล่งท่องเที่ยว แหล่งดำน้ำชมความงามใต้ทะเล ในปัจจุบันเกาะรูนมีบทบาทน้อยกว่าบทบาทของเกาะรูนในอดีต เมื่อเรารู้จักอดีตของเกาะรูน เราก็จะเห็นถึงความสำคัญของเกาะรูนในศตวรรษที่ 17  เกาะรูเป็นเกาะที่มีชื่อเสียงในเรื่องการผลิตเครื่องเทศ สำหรับเครื่องเทศ หรือชื่อภาษามลายูเรียกว่า ปาลา (Pala)  และภาษาอังกฤษว่า  Nutmeg โดยจันทน์เทศ หรือ ลูกจันทน์ 


เป็นเมล็ดภายในผลจันทน์เทศซึ่งเป็นต้นไม้ยืนต้น มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Myristica fragrans Houtt ถิ่นกำเนิดของจันทน์เทศอยู่ที่หมู่เกาะบันดา ของหมู่เกาะโมลุกกะ เครื่องเทศนอกจากทำให้รสชาติของอาหารดีขึ้นแล้ว ยังเป็นยาอีกด้วย ในอดีตประเทศยุโรป จันทร์เทศถือเป็นสินค้าที่สำคัญมาก 


และยังเป็นสินค้าที่หายาก นักเดินเรือจากบริษัทอิสต์อินเดียอังกฤษ ที่อาศัยอยู่บนเกาะชวา ประกอบด้วย James Lancester, John Davis, Sir Henry Middleton และน้องชายชื่อ John Middleton ได้เดินทางถึงเกาะรูนในปี 1603 และสร้างความสัมพันธ์กับชาวเกาะรูน   

ต่อมาเมื่อ 25 ธันวาคม 1616 กัปตัน Nathaniel Courthope และลูกเรือได้เดินทางไปยังเกาะรูน เพื่อปกป้องจากการอ้างของบริษัทอิสต์อินเดียฮอลันดา และมีการทำสัญญากับชาวเกาะรูน โดยชาวเกาะรูนยอมรับว่ากษัตริย์เจมส์ที่ 1 ของอังกฤษเป็นผู้ปกครองเกาะรูน  ใน 4 ปีต่อมาภายหลังการเสียชีวิตของ กัปตัน Nathaniel Courthope ชาวอังกฤษและพันธมิตรคนพื้นเมืองจึงย้ายออกไปจากเกาะรูน  


เกาะรูนได้กลายเป็นที่แย่งชิงของเจ้าอาณานิคมจากตะวันตก   แม้ว่าเกาะรูนจะมีอังกฤษเป็นคนยึดครอง แต่ฮอลันดาก็ไม่ยอมแพ้ ส่งทหารไปยึดครองเกาะรูน จนเกิดเป็นสงครามระหว่างอังกฤษกับฮอลันดาครั้งแรกระหว่างปี 1652-1654 ในสนธิสัญญาเวสต์มินสเตอร์ ยุติสงครามครั้งแรก ระหว่างอังกฤษกับฮอลันดาระหว่างปีข้างต้นนั้น โดยเกาะรูนต้องมอบคืนให้แก่อังกฤษ

 

แต่ความพยายามครั้งแรกในปี 1660 ปรากฏว่าประสบความล้มเหลว ด้วยเกิดจากความไม่ต้องการมอบของฮอลันดา  และในปี 1665 พ่อค้าชาวอังกฤษถูกขับไล่ออกจากเกาะ และฮอลันดาได้ทำลายต้นเครื่องเทศบนเกาะ ในอดีตนั้นกลายว่าเครื่องเทศหนึ่งกำมีค่ามากกว่าทองคำหนึ่งกำเสียอีก เพราะเครื่องเทศเป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่ง 


และได้เกิดสงครามครั้งที่ 2 เกิดขึ้นในปี 1665 และยุติลงเมื่อ 31 กรกฎาคม 1667  ได้มีการทำสนธิสัญญาสงบศึก เรียกว่าสนธิสัญญาเบรดา โดยจัดทำขึ้นที่เมืองเบรดา ทางภาคใต้ของประเทศฮอลันดา โดยเกาะรูน อังกฤษได้มอบให้กับฮอลันดา ในทางกลับกัน ได้มอบเกาะแมนฮัตตัน ที่ นิวอัมสเตอร์แดม (New Amsterdam) ให้กับอังกฤษ และได้เปลี่ยนชื่อ นิวอัมสเตอร์แดม มาเป็น นิวยอร์ค (New York) ของสหรัฐดังเช่นปัจจุบัน  

ในระยะเวลาราว 350 ปีหลังจากที่ได้ทำการแลกเปลี่ยนดินแดนกัน สถานการณ์ก็ได้เปลี่ยนแปลงได้ จนทั้งสองดินแดนที่มีการแลกเปลี่ยนกันนั้นไม่อาจเทียบกันได้อีกเลย และในปัจจุบันแมนฮัตตันของนิวยอร์คได้กลายเป็นแหล่งการเงินที่สำคัญของสหรัฐ แต่ในทางกลับกัน เกาะรูน กลายเป็นเกาะที่น้อยคนจะรู้จักเกาะรูน รวมทั้งเกาะอื่นๆที่อยู่ในหมู่เกาะบันดาที่เป็นแหล่งผลิตเครื่องเทศมีความสำคัญลดลง 


ด้วยในขณะที่ฮอลันดาสามารถควบคุมตลาดการผลิตเครื่องเทศนั้น ทางเมื่ออังกฤษได้ส่งเสริมให้มีการผลิตเครื่องเทศในดินแดนที่ตนเองยึดครอง เช่น ศรีลังกา เกรนาดา และอื่นๆ  แม้ว่าความสำคัญของเครื่องเทศจะหายไปจากเกาะรูน รวมทั้งเกาะอื่นๆในหมู่เกาะบันดา แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่ขาดหายไปจากหมู่เกาะข้างต้น คือ ความอุดมสมบูรณ์ใต้ทะเล ที่เต็มไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ


นางซูซี ปูยีอัสตูตู (Susi Pujiastuti) รัฐมนตรีกิจการประมงของอินโดเนเซีย เมื่อครั้งเดินทางไปยังเกาะรูนกล่าวว่า เธอเองไม่เคยรู้ว่าเกาะรูนเป็นเกาะที่มีการแลกเปลี่ยนกันกับเกาะแมนฮัตตัน นิวยอร์ค เพิ่งรู้เมื่อเดินทางมาเกาะรูนนี้แหละ  นางกล่าวว่าเกาะรูนไม่เพียงจะมีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ แต่เกาะรูนยังเป็นแหล่งท่องเที่ยว การดำน้ำ นอกจากนั้นเกาะรูน น่าจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์อีกด้วย


จังหวัดมาลูกุเอง ด้วยเคยเป็นดินแดนที่ถูกเจ้าอาณานิคมตะวันตกยึดครอง และเผยแพร่ศาสนาคริสต์ ทำให้ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์ ทำให้จังหวัดมาลูกุ มีประชากรทั้งที่นับถือศาสนาคริสต์และศาสนาอิสลาม เคยทำให้ผู้นับถือศาสนาทั้งสองกลุ่มเกิดความขัดแย้งรุนแรง สร้างความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินให้กับทั้งสองกลุ่ม ทางจังหวัดหมู่เกาะมาลูกุเอง ก็มีความพยามที่จะส่งเสริมการท่องเที่ยวของหมู่เกาะบันดา  มีเกาะรูนอยู ในหมู่ดังกล่าวด้วย


ระหว่างวันที่ 23-28 ตุลาคม นี้ ทางจังหวัดมาลูกุได้เป็นเจ้าภาพจัดการสัมมนาระหว่างนักวรรณกรรม นักวัฒนธรรมจากกลุ่มประเทศที่ใช้ภาษามลายู/อินโดเนเซีย ประกอบด้วยอินโดเนเซีย มาเลเซีย บรูไน สิงคโปร์ และจากจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยงานนี้ได้แทรกเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของงานที่ใช้ชื่อว่า Banda Fiesta 2018 เป็นการประชาสัมพันธ์หมู่เกาะบันดา ที่มีเกาะรูน อยู่หมู่เกาะดังกล่าวด้วย


การเข้าร่วมงานในครั้งนี้ นอกจากได้รับรู้ข้อมูลเล็กๆ แต่ใหญ่ยิ่งในแง่ของประวัติศาสตร์อินโดนเซีย เมื่อได้รู้ถึงเกาะเล็กๆเกาะหนึ่งเกือบสุดทางตะวันออกของอินโดเนเซีย ที่ได้เคยถูกแลกเปลี่ยนดินแดนกันกับเกาะแมนฮัตตัน นิวยอร์ค สหรัฐในปัจจุบัน  ยังสามารถได้เรียนรู้วิธีการประชาสัมพันธ์หมู่เกาะดังกล่าว อันจะสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการประชาสัมพันธ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย     





Isnin, 10 September 2018

ชาวจามกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเทศกัมพูชา ปี 2018

โดย นิอับดุลรากิ๊บ  บินนิฮัสซัน

  ประเทศกัมพูชาได้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเทศกัมพูชา เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2018 โดยในการเลือกตั้งครั้งปรากฏว่า มีผู้มีสิทธิลงคะแนนเลือกตั้งน้อยกว่าการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในปี 2013 ราว 13.39%  และในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งนี้ มีผู้ไปใช้สิทธิออกเวียงถึง 83.02%   


ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งก่อน ปรากฏว่าพรรคประชาชนกัมพูชา (Cambodian People's Party )ของสมเด็จฮุนเซนได้คะแนน 48.83 % โดยได้ที่นั่ง จำนวน  68 ที่นั่ง เกือบแพ้ให้แก่พรรคฝ่ายค้าน นั้นคือ พรรคกู้ชาติกัมพูชา  (Cambodia National Rescue Party) ซึ่งได้คะแนน 44.46% โดยได้ที่นั่ง จำนวน  55 ที่นั่ง  จากจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด 123 ที่นั่ง  ต่อมาเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน  2017 ศาลสูงสุดของประเทศกัมพูชาได้ลงมติยุบพรรคกู้ชาติกัมพูชา (Cambodia National Rescue Party)  ทำให้ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งนี้พรรคกู้ชาติกัมพูชา (Cambodia National Rescue Party) ไม่สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งได้    

สำหรับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งนี้ มีพรรคการเมืองลงสมัครรับเลือกตั้งมีจำนวนถึง 19 พรรค เช่น Cambodian People's Party,  FUNCINPEC,  League for Democracy Party,   Khmer Will Party,  Khmer National United Party,  Grassroots Democratic Party และพรรคอื่นๆ   ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งนี้ มีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเริ่มขึ้น จาก 123 ที่นั่งเป็น 125 ที่นั่ง 


สำหรับชาวจาม (Cham) ซึ่งเป็นชาติพันธุ์ในกลุ่มมลายูโปลีเนเซีย (Malayo-Polynesian) เป็นชนกลุ่มน้อยในประเทศกัมพูชาและประเทศเวียดนาม  มีประชากรราว 3 แสนคน อาศัยอยู่ในประเทศกัมพูชา ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งนี้ ปรากฎว่ามีนักการเมืองชาวจามมุสลิมสังกัดพรรคประชาชนกัมพูชา (Cambodian People's Party )ของสมเด็จฮุนเซน ได้รับเลือกตั้งจำนวน 5 คน ประกอบด้วย 

1. ดาโต๊ะออกญา ออสมาน  ฮัสซัน  เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขตพนมเปญ 

2. หมัด  วารา เป็นสตรีคนเดียว  เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขตกำปงชนัง 

3. นายหมัด  เซด  เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขตกำปอต 

4. นายซาการียา   อาดัม เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขตกันดาล 

5. ไม่ทราบชื่อ เป็นญาติของดาโต๊ะออกญา ออสมาน  ฮัสซัน  เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขตตบองขมุม

 

ในรัฐบาลของสมเด็จฮุนเซน มีชาวจามมุสลิมจำนวนมากที่เป็นข้าราชการระดับสูง ระดับปลัดกระทรวง และรองปลัดกระทรวง แหล่งข่าวแจ้งว่าชาวจามมุสลิมส่วนใหญ่จะสนับสนุนพรรคประชาชนกัมพูชา (Cambodian People's Party )ของสมเด็จฮุนเซน

Sabtu, 1 September 2018

Ibu : Sebuah Puisi dari Patani Bumi Darussalam, Selatan Thailand.


Oleh Nik Abdul Rakib Bin Nik Hassan


Disini dikemukakan sebuah puisi Melayu Patani bertajuk “Ibu” Puisi ini dimuatkan di dalam buku Antologi Sajak Sajak Tunas-Tunas Menguntum. Buku ini diterbitkan pada Malam Kesusastraan Melayu 2 Tahun 1999 di Patani. Puisi “Ibu” ini dikarang oleh  Hamdiyah Hj. Mali.
 

                                              Ibu
 Kerananya kudilahirkan ke alam nyata ini
Sembilan bulan ku dalam kandungan
Berpenat Lelah mengandung daku
Sehingga sampailah masa diizinkan Tuhan lahirlah aku
 Kea lam yang fana ini dialah penyambung nyawa untukku
Sakit tak terbilang…….
Demi melahirkan sang anak
Ibu yang kusayang dan kucinta
 Kaulah yang mendidikku
Menyusuiku
Ku di bawah buaian lagumu
Bagaimana hasratnya kau pelihara aku
 Sehingga syurga mengikut doamu
Aku berdoa selalu
Semoga ku menjadi anak yang saleh.



Jumaat, 17 Ogos 2018

ชนชาวซาซัค เกาะลอมบอก อินโดเนเซีย ที่ได้รู้จัก

โดยนิอับดุลรากิ๊บ   บินนิฮัสซัน
          เมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ผู้เขียนได้ร่วมงานสัมมนานานชาติว่าด้วยโบราณคดี ประวัติศาสตร์ ภาษาและวัฒนธรรมในโลกมลายู ครั้งที่ 7 หรือ Seminar Antarabangsa Arkeologi Sejarah Bahasa dan Budaya di Alam Melayu kali ke 7 ซึ่งจัดโดยสถาบันอารยธรรมและโลกมลายู มหาวิทยาลัยแห่งชาติมาเลเซีย และมหาวิทยาลัยฮาซานุดดิน เมืองมากัสซาร์ จังหวัดสุลาเวซีใต้ ประเทสอินโดเนเซีย การที่คณะผู้จัดงานเลือกเกาะลอมบอกเป็นสถานที่จัดงาน ด้วยเกาะลอมบอกเป็นเกาะแหล่งท่องเที่ยวอีกแห่ง รองจากเกาะบาหลีที่ตั้งอยู่ไม่ห่างมากนัก

       และยังเป็นเกาะที่ธรรมชาติยังไม่ได้ถูกทำลายจากการแห่เข้ามาของนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างเกาะบาหลี นักท่องเที่ยวส่วนหนึ่งจึงหนีจากเกาะบาหลีมาท่องเที่ยวที่เกาะลอมบอก และเกาะลอมบอกยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวของบรรดานักปีนเขาชาวไทย ด้วยเกาะลอมบอกมีภูเขาไฟรินจานี (Gunung Rinjan) ที่มีทะเลฃสาบบนยอดภูเขาสวยงามอันเกิดจากภูเขาไฟ ครั้งที่เกิดแผ่นดินไหวครั้งแรกบนเกาะลอมบอกเมื่อปลายเดือนที่ผ่านมา ก็มีนักปีนเขาชาวไทย กว่า 200 คนติดค้างบนภูเขารินจานี และเกิดแผ่นดินไหวครั้งที่สอง เมื่อต้นเดือนนี้ สร้างความเสียหายแก่ชาวเกาะลอมบอกมากยิ่งขึ้นกว่าครั้งแรก

ชาวซาซัคเป็นชนกลุ่มใหญ่ของเกาะลอมบอก โดยชาวซาซัคมีประชากรราว 3 ล้านคน มีภาษาเป็นของตนเองคือภาษาซาซัค ชาวซาซัคอาศัยอยู่บนเกาะลอมบอกราว 2.5 ล้านคน  สำหรับเกาะลอมบอก เป็นเกาะที่ตั้งอยู่ในจังหวัดนูซาเต็งการาตะวันตก โดยในจังหวัดนูซาเต็งการาตะวันตกประกอบด้วยเกาะใหญ่ๆ คือ เกาะลอมบอก เกาะซุมบาวา จังหวัดนี้มีประชากร 4.7 ล้านคน ประกอบด้วยชาวซาซัค 68 % ชาวบีมา 14 % ชาวซุมบาวา 8 %  ชาวบาหลี 3 % ชาวดัมปวัน 3 % และชาวชวา 2 %   โดยมีการนับถือศาสนาอิสลาม 96 % ศาสนาฮินดู 3 % และศาสนาพุทธ 1%

ชาวซาซัคมีความชำนาญในด้านการทอผ้า  ส่วนเกาะลอมบอกเอง ได้รับการขนานนามว่า เกาะแห่งพันมัสยิด หรือ pulau Seribu Masjid บนเกาะจะมีมัสยิดเป็นจำนวนถึง 5,400 แห่ง บางมัสยิด จะตั้งอยู่ทั้งสองฝั่งของถนน  เวลาถึงวันศุกร์ ก็จะเวียนกันละหมาดวันศุกร์ สัปดาห์ละแห่ง  กีฬาประจำเผ่าของชาวซาซัค คือกิฬาที่เรียกว่า Presean  เป็นการต่อสู้ที่ใช้หวายไล่ตีกัน มีโล่ที่ทำด้วยหนังควายที่หนาและแข็งเป็นโล่ในการป้องกันตัวจากการตีด้วยหวายของคู่ต่อสู้ สำหรับชาวซาซัค แบ่งความเชื่อออกเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนแรกเป็น ชาวซาซัคที่นับถือศาสนาอิสลามเหมือนกับชาวมุสลิมทั่วๆไป  ส่วนที่สอง คือ กลุ่มชาวซาซัคที่นับถือศาสนาอิสลามสามเวลา หรือ Sasak Agama Islam Wetu Telu  แม้จะมีจำนวนน้อยมาก  แต่ก็ยังคงมีอยู่

ส่วนที่สามคือชาวซาซัคที่ยังนับถือความเชื่อก่อนการเข้ามาของอิสลาม คือ ชาวซาซัคบอดา (Sasak Boda)  คำว่า บอดา (Boda) ค่อนข้างจะใกล้เคียงกับคำว่า พุทธ (Buddha) แต่ชาวซาซัตบอดา ไม่ยอมรับและไม่รู้จักพระพุทธเจ้าของชาวพุทธ ศาสนาบอดาของชาวซาซัค มีการไหว้บูชาวิญญาณบรรพบุรุษ และได้รับอิทธิพลจากการเข้ามาของศาสนาฮินดู-พุทธโดยอาณาจักรมาชาปาฮิต ต่อมาในปลายศตวรรษที่ 16 และ 17 ศาสนาอิสลามก็ได้เผยแพร่เข้ามาแทนที่ในเกาะลอมบอก ชาวซาซัคบอดา จึงหนีไปยังเทือกเขา ที่ราบสูง        สิ่งที่ผู้เขียนสนใจยิ่งคือ ชาวซาซัคอิสลามสามเวลา แม้ว่าชุมชนชาวซาซัคอิสลามสามเวลาจะตั้งถิ่นฐานที่ห่างออกไปจากเมืองมาตารัม เมืองเอกของจังหวัดนูซาเต็งการาตะวันตก ราวเกือบ 100 กิโลเมตร

แต่ผู้เขียนกับอาจารย์ซาวาวี ปะดาอามีน จากคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ก็ได้เดินทางไปสัมผัส ระยะทาง 100 กิโลเมตรของประเทศอินโดเนเซีย ช่างเดินทางค่อนข้างลำบากกว่า 100 กิโลเมตรของประเทศไทย เมื่อเดินทางไปสัมผัสมัสยิดเก่าแก่ กว่า 400 ปีของชาวซาซัคอิสลามสามเวลา ข้อมูลที่เราได้รับจากคนดูแลมัสยิดนับว่าน้อยมาก เหมือนไม่ต้องการที่จะเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับศาสนาอิสลามสามเวลา คนดูแลมัสยิดเก่าแก่บอกว่า อิสลามสามเวลานั้น เป็นจารีตประเพณีไม่ใช่ศาสนา พวกเขาก็ละหมาดห้าเวลาเหมือนกัน ซึ่งนับว่าแตกต่างจากงานวิจัยเกี่ยวกับศาสนาอิสลามสามเวลาของชาวซาซัคในจังหวัดนูซาเต็งการาตะวันตก

ที่เราอ่านมาก่อนเดินทางไปเกาะลอมบอก กล่าวว่าคำว่าศาสนาอิสลามสามเวลานี้ได้รับเพราะผู้ที่นับถือจะละหมาดเพียงสามเวลาในเดือนรอมฎอน คือ เวลาซุบฮ์ เวลามักริบ และเวลาอิชาอ ส่วนนอกเดือนรอมฎอน พวกเขาจะละหมาดเพียงหนึ่งวันในหนึ่งสัปดาห์ เป็นวันพฤหัสหรือวันศุกร์ ซึ่งจะรวมถึงการละหมาดอัสรีด้วย ส่วนที่เหลือจะเป็นหน้าที่ของผู้นำศาสนาของพวกเขา         นายมัสนูน ตาฮีร ได้วิจัยในงานเขียนเรื่อง การขัดแย้งของกฎอิสลามกับวัฒนธรรมชาวซาซัค (Pergumulan Hukum Islam dan Budaya Sasak) ได้กล่าวว่า การกล่าวปฏิญาณตนเองของชาวซาซัคกลุ่มนี้จะใช้ภาษาชวา จะไม่ใช้ภาษาอาหรับเฉกเช่นมุสลิมทั่วไป สำหรับการละหมาด สามารถจะแบ่งการละหมาดออกเป็น 3 ประเภท คือ ละหมาดวันศุกร์ ละหมาดศพ และละหมาดวันอีดทั้งอีดีลฟิตรี และอีดีลอัฏฮา 

โดยการละหมาดทั่วไปชาวซาซัคอิสลามสามเวลาจะละหมาดซุบฮ์  ละหมากมักริบ และละหมาดอิชาอฺ     ส่วนผู้เสียชีวิตโดยทั่วไปชาวมุสลิมจะห่อศพด้วยผ้าขาว ส่วนชาวซาซัคกลุ่มนี้จะแต่งศพด้วยชุดตอนที่เสียชีวิต และละหมาดวันอีดทั้งอีดีลฟิตรี และอีดีลอัฏฮานั้นชาวซาซัคกลุ่มนี้จะแตกต่างจากชาวมุสลิมทั่วไป นั้นคือ จะละหมาดวันอีดทั้งสองช้ากว่าชาวมุสลิมทั่วไป 4 วัน

ยังมีสิ่งแปลกแยกจากชาวมุสลิมทั่วไปอีก คือการถือศีลอด นายมัสนูน ตาฮีร ได้ศึกษาถึงชาวซาซัคอิสลามสามเวลา ปรากฏว่า ได้คำตอบที่ไม่เหมือนกัน ข้อแรกบอกว่า ชาวซาซัคอิสลามสามเวลา กล่าวว่าการถือศีลอดแบ่งออกเป็น สามเวลา หนึ่ง วันแรกถึงวันที่สิบห้าของเดือนรอมฎอน การถือศีลอดจะถือศีลอดเหมือนกับชาวมุสลิมทั่วๆไป  สอง วันที่สิบหกถึงวันที่ยี่สิบของเดือนรอมฎอน  จะถือศีลอดจนถึงเวลาละหมาดอัสรี หลังจากนั้นสามารถละศีลอดได้เลย  และสาม ตั้งแต่วันที่ ยี่สิบเอ็ดถึงวันที่สามสิบของเดือนรอมฎอน ก็จะถือศีลอดเหมือนมุสลิมทั่วๆไป 

ข้อที่สอง สิ่งนี้แตกต่างจากข้อแรกด้วยคุณเอร์นี บูดีวันตี ในงานเขียนของเขาเรื่อง อิสลามซาซัค ระหว่างสามเวลากับห้าเวลา (Islam Sasak Wetu Telu Versus Wetu Lima) กล่าวว่า การถือศีลอดจะใช้เวลาเพียง เก้าวัน คือ จะถือศีลอดติดต่อกันสามวันแรกของเดือนรอมฎอน สามวันติดต่อกันของกลางเดือนรอมฎอน และสามวันติดต่อกันของปลายเดือนรอมฎอน  มีการกล่าวว่า ชาวซาซัคอิสลามสามเวลาจะปฏิบัติหลักการศาสนาอิสลามเพียงสามประการเท่านั้น คือ การปฏิญาณตน การละหมาด และการถือศีลอด    

อีกจารีตประเพณีหนึ่งของชาวซาวัค คือการแต่งงาน ชาวซาซัคเมื่อจะแต่งงานจะต้องให้ฝ่ายชายฉุดฝ่ายสาว หรือ เรียกพิธีการฉุดนี้ว่า merarik หรือการพาฝ่ายสาวหนี นับเป็นพิธีการแต่งงานที่ค่อนข้างจะแปลกแตกต่างจากชนชาวมลายูอื่นๆ  เมื่อฝ่ายชายต้องการที่จะแต่งงานกับฝ่ายสาว ฝ่ายชายร่วมกับมิตรสหายจะต้องฉุดฝ่ายสาวหนีไปอาศัยอยู่กับญาติมิตรฝ่ายชาย โดยไม่ให้พ่อแม่พี่น้องฝ่ายหญิงรู้ว่าลูกสาวถูกเก็บไว้ที่ใด คนนำทางบอกผู้เขียนว่า ตัวเขาเองเวลาแต่งงานก็ใช้วิธีฉุดสาวเหมือนกัน  และต้องฉุด แล้วซ่อนสาวไว้ไม่ให้ว่าที่พ่อตาแม่ยายรู้ว่าอยู่ที่ใด

และถ้าพ่อแม่หาตัวลูกสาวเจอ ฝ่ายชายก็ต้องเริ่มฉุดใหม่  การฉุดสาวนั้นห้ามไปเก็บไว้ที่บ้านพ่อแม่ตัวเอง การฉุดนี้ ถ้าฉุดฝ่ายสาวที่ชอบฝ่ายชาย หรือฝ่ายสาวยังมีคู่รัก ก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าไปฉุดฝ่ายสาวที่มีคู่รักแล้ว ย่อมสร้างความโกรธแค้นแก่คู่รักของฝ่ายสาวได้     การฉุดสาวที่ถือว่ามีเกียรติ คือการแจ้งพ่อแม่ฝ่ายสาวก่อนว่าจะฉุดลูกสาว แม้ว่าจะพบน้อยมาก โดยทั่วไป เวลาจะฉุดสาวมักจะไม่แจ้งพ่อแม่ฝ่ายสาวก่อน นั้นด้วยเหตุผลว่า การฉุดโดยแจ้งพ่อแม่ฝ่ายสาวนั้นจะเสียค่าใช้จ่ายมากกว่าการฉุดที่ไม่ได้แจ้งพ่อแม่ฝ่ายสาว เมื่อฉุดสาวเป็นเวลาหนึ่งวันแล้ว

ฝ่ายชายจะส่งตัวแทนเพื่อฝ่ายพ่อแม่สาวว่า ลูกสาวของตัวเองถูกฉุดแล้ว และถูกซ่อนในสถานที่แห่งหนึ่ง การแจ้งข่าวต่อพ่อแม่ฝ่ายสาวนี้เรียกว่า Nyelabar การแจ้งข่าวนี้จะทำการโดยฝ่ายชายผ่านตัวเอง โดยพ่อแม่ฝ่ายชายไม่สามารถเกี่ยวข้องได้  กลุ่มที่ทำ Nyelabar นี้ จะประกอบด้วย 5 คน และแต่ละคนจะแต่งชุดประเพณีชนชาวซาซัค  และกลุ่มที่ทำ Nyelabar นี้จะไม่สามารถแจ้งตรงต่อพ่อแม่ฝ่ายสาวก่อน แต่กลุ่มที่ทำ Nyelabar จะต้องแจ้งขออนุญาตต่อหัวหน้าจารีตประเพณี ที่เรียกว่า Kliang หรือ tetua adat ก่อน  และการแจ้งข่าว ฝ่ายกลุ่มที่ทำ Nyelabar ก็ไม่สามารถเข้าบ้านฝ่ายสาว แต่จะนั่งหน้าลานบ้านของพ่อแม่ฝ่ายสาว โดยมีคนหนึ่งทำหน้าที่เป็นผู้เจรจากับพ่อแม่ฝ่ายสาว เพื่อเจรจาในการแต่งงาน ค่าสินสอด ค่าอะไรต่ออะไร      โลกมลายูช่างกว้างขวางเหลือเกิน ทุกแห่งมักมีประเพณีที่แตกต่างกัน เมื่อรู้เขา รู้เรา การจะเจาะตลาดสินค้าจากจังหวัดชายแดนภาคใต้ ยินยอมที่จะง่ายมากขึ้นเท่านั้น

Ahad, 22 Julai 2018

เกาะลอมบอก เกาะที่ได้รับการขนานนามว่า เกาะแห่งพันมัสยิด

โดย นิอับดุลรากิ๊บ  บินนิฮัสซัน
    เกาะลอมบอก เป็นอีกเกาะหนึ่งที่มีนักท่องเที่ยวชาวไทย ชอบเดินทางไปเที่ยว หลังจากเกาะบาหลี เริ่มมีนักท่องเที่ยวค่อนข้างมาก เกาะลอมบอก ได้รับขานชื่อว่า เป็นเกาะแห่งพันมัสยิด เพราะมัสยิดเต็มไปหมด แหล่งท่องเที่ยวของเกาะลอมบอกก็น่าสนใจยิ่ง
เพื่อให้เห็นภาพประสบการณ์ของนักท่องเที่ยวไทย จึงขอเสนอบทความเกี่ยวกับเกาะลอมบอก ที่คุณ suchaya.t  ได้เขียนลงใน https://travel.mthai.com/world-travel/186215.html


เกาะลอมบอก (Lombok Island) หรือ เกาะลมบก เป็นเกาะที่อยู่ทางตะวันออกของเกาะบาหลี ตั้งอยู่ที่จังหวัด นูซาเติงการาตะวันตก ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งคำว่า “ลมบก” ในภาษาชวาหมายถึงพริกขี้หนู แต่ขนาดพื้นที่ไม่เล็กพริกขี้หนูอย่างนั้น โดยมีเนื้อที่มากถึง 4,725 ตารางกิโลเมตร เลยทีเดียว

เดิม เกาะลอมลอก เคยเป็นรัฐอิสระ ประกอบด้วยอาณาจักรเล็กๆ หลายอาณาจักร ต่อมาถูกชาวดัตช์เข้ายึดครองอยู่ช่วงหนึ่งไม่กี่สิบปี  ก่อนจะถูกญี่ปุ่นรุกราน และได้รวมเข้าเป็นหนึ่งเดียวกับอินโดนีเซียหลังสงครามสงบในปี พ.ศ.2488  ที่เกาะนี้จึงมีหลากหลายวัฒนธรรมผสมผสานกัน อีกทั้งยังอุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งน้ำตก ทะเล หาดทรายขาว ภูเขาไฟ และเกาะแก่งอีก 17,508 เกาะ
  
ลักษณะเด่นของเกาะลอมบอก ก็คือ ภูมิประเทศที่เป็นเทือกเขาและภูเขาไฟ โดยมีจุดที่อยู่สูงสุดคือ ภูเขาไฟรินจานี ตั้งตระหง่านด้วยความสูงกว่า 3,726 เมตร ซึ่งสูงเป็นอันดับ 2 ของอินโดนีเซีย รองจากภูเขาเครินซี บนเกาะสุมาตรา

ภูเขาไฟรินจานี (Gunung Rinjani) เป็นภูเขาไฟที่ยังไม่ดับสนิทดี โดยมีภูเขาไฟเล็กๆ ซ้อนกันในปล่องภูเขาไฟอีกที ตรงกลางปล่องมีทะเลสาบชื่อ Segara Anak เมื่อขึ้นไปพิชิตยอดได้ จะเห็นวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม เหมาะสมกับฉายาว่า Queen of Lombok หรือ ราชินีแห่งลอมบอก อย่างไรก็ตามการปีนเขาที่นี้ไม่เหมาะสม กับมือสมัครเล่นเท่าไหร่นัก เนื่องจากต้องใช้ความชำนาญส่วนตัวและอุปกรณ์ในการเดินบนทางลาด

นอกจากนี้ ที่เกาะลอมบอก ยังมีอีกหลายสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ แม้จะไม่ได้มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักมากนักเมื่อเทียบกับเกาะบาหลี แต่ถ้าได้ไปเที่ยวดูสักครั้ง อาจจะติดใจในความเงียบสงบและความงามของธรรมชาติ มากกว่าบาหลีก็เป็นได้ ขอยกตัวอย่าง เช่น

ด้วยการเดินทางที่เข้าถึงค่อนข้างยาก ทำให้ธรรมชาติที่นี่ยังคงบริสุทธิ์งดงาม หาดทรายขาวสะอาด น้ำทะเลสีเขียวตัดกับท้องฟ้าสีฟ้าใส และลมทะเลเบาๆ โดยมีไฮไลท์เป็น ชิงช้ากลางทะเล ที่นักท่องเที่ยวต้องเก็บภาพไปเป็นที่ระลึกกันทุกคน ชายหาดเบลอม เป็นหาดที่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการหลีกหนีความวุ่นวายในเมืองมาพักผ่อน ยิ่งเวลาพระอาทิตย์ตกดิน ก็จะได้พบกับภาพทิวทัศน์ยามโพล้เพล้ที่สวยงาม ตลอดจนการออกมาชมดาวบนท้องฟ้ายามค่ำคืน ก็เป็นบรรยากาศที่โรแมนติกมากเลยทีเดียว

มาตาราม (Mataram)

เมืองหลวงของเกาะลอมบอก มีหลายสถานที่ให้ได้ไปเยี่ยมชมกัน เช่น Pura Meru วัดฮินดู ที่ใหญ่ที่สุดของเกาะ ซึ่งมีสถาปัตยกรรมการปลูกสร้างที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ สร้างขึ้นเพื่อสักการะบูชาพระพรหม พระวิษณุ และพระศิวะ ประกอบด้วยลานวัดสามแห่ง และเจดีย์มากกว่า 30 องค์

รวมไปถึง สวนสาธารณะ Narmada Park แหล่งพักผ่อนหย่อนใจ และออกกำลังกายของชาวเมือง, พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ Negeri ที่จัดแสดงวัตถุโบราณหลายพันชิ้น และ มาตาราม มอลล์ ศูนย์การค้าสำคัญของเมือง

หาด Senggigi
หาดทรายขาวละเอียด ทอดตัวยาวโค้ง ขนานไปกับทิวต้นมะพร้าวสูงและพืชพันธุ์ในป่าเขียวขจี มีคลื่นทะเลที่ค่อนข้างสงบ เหมาะกับมาดำน้ำตื้น หรือว่ายน้ำสบายๆ อีกทั้งรอบๆ หาดยังเต็มไปด้วยรีสอร์ท ร้านค้า ร้านอาหาร และวัด ให้เลือกพัก เลือกอิ่ม เลือกเที่ยวกันตามสะดวก

ซ่อนตัวอยู่ใจกลางป่า ในหมู่บ้าน Senaru ซึ่งเป็นทางที่เราใช้ลงจากเขารินจานี น้ำตกนี้จะไหลลดหลั่นลงมาเป็น 2 ชั้น โดยตรงกลางถูกขั้นด้วยพืชพรรณที่ขึ้นหนา จนดูเหมือนว่าน้ำตกแห่งนี้ถูกแบ่งเป็น 2 ท่อน

Sendang Gile
เดินเลยจากน้ำตก Tiu Kelep ไปอีกประมาณ 1.5 กิโลเมตร จะพบกับความอลังการของน้ำตกสองสายที่มารวมอยู่ด้วยกัน สายแรกไหลลงมาเสมือนม่านน้ำตก 180 องศาโค้งเป็นครึ่งวงกลม ส่วนอีกสายอยู่ด้านบน ไหลพุ่งลงมาเป็นสายเดียวขนาดใหญ่ ทำให้น้ำตกแห่งนี้ดูกว้าง อลังการ และแปลกตามากทีเดียว

หาดทรายสีชมพู ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดจากสาหรายชนิดหนึ่ง ลอยมาติดอยู่เต็มบริเวณหาดทราย ทำให้ทั้งเม็ดทราย และเปลือกหอย ก็ถูกเคลือบเป็นสีชมพูหวานแหววไปด้วย แต่ถ้ามองผ่านๆ ไกลๆ แบบไม่สังเกตุ ก็จะเหมือนหาดทรายทั่วไปที่สีจะออกน้ำตาลแดงหน่อยๆ



ด้วยพิกัดพื้นที่ของเกาะลอมบอก อยู่ใกล้กับเส้นศูนย์สูตร จึงส่งผลให้มีสภาพอากาศแบบร้อนชื้นตลอดทั้งปี ซึ่งช่วงเดือนมิถุนายน – ตุลาคม เป็นช่วงที่น่าเดินทางมาเที่ยวมากที่สุด เพราะเป็นช่วงที่ฝนตกน้อยที่สุด โดยช่วงเดือนกรกฎาคม ถือเป็น high season นักท่องเที่ยวนิยมมาเที่ยวเวลานี้

Sabtu, 30 Jun 2018

Datin Seri Rosmah Mansur Isteri Perdana Menteri ke 6

Oleh Nik Abdul Rakib Bin Nik Hassan
     Di dalam politik Malaysia lebih lebih lagi sebelum dan selepas Pilihanraya ke 14. Nama besar ini muncul sebagai orang dibelakang ketajuhan Dato' Seri Najib Tun Razak Perdana Menteri ke 6 Malaysia
Di sini saya ambil maklumat tentang kritikan terhadap Datin Seri Rosmah Mansur  dari Wikipedia. Inilah isinya :- 


Isu dan kritikan
Rosmah Mansor telah menerima banyak kritikan keras khususnya daripa para pemblog di Malaysia, lebih-lebih lagi sejak beliau menyandang gelaran sebagai isteri Perdana Menteri Malaysia. Banyak kritikan berlegar akibat reputasinya sebagai seorang yang boros, kuat berbelanja dan dilihat mendominasi agenda politik dan sosial Najib Razak.

Gambarnya telah ditangkap dan disebar luas dalam media internet, lebih-lebih lagi apabila terdapat dakwaan bahawa beliau berfotografi dengan pereka beg ganggang terkenal Hermes Birkins dan barang perhiasan mewah, menarik kritikan pedas khususnya pihak pembangkang di Malaysia.

Pereka barangan kemas Amerika Syarikat Jacob and Co, telah mendakwa Datin Seri Rosmah Mansor membeli cincin berlian bernilai RM24 juta pada tahun 2011, yang mana dokumen jual beli juga menunjukkan bahawa barang yang dibeli itu telah dipulangkan balik ke AS. 

“Sebab mengapa nama Puan Rosmah Mansor berada dalam resit House Airway kerana terdapat barang bernilai yang diposkan ke Kuala Lumpur, barang tersebut mesti dijaga rapi oleh orang tempatan Malaysia,” katanya.

Kes 'bini puaka'
Pada 30 Jun 2009 jam 3 petang, sebelum kedatangan beliau ke Universiti Malaya beliau dirujuk sebagai "C4", "bini puaka" dan "pembunuh Altantuya" di dinding dewan di Universiti Malaya oleh dua mahasiswa yang terpengaruh dengan dakwaan tanpa bukti oleh pihak pembangkang, yang didakwa menconteng perkataan-perkataan tersebut. 

Salah seorang penyebar berita fitnah tersebut kemudiannya mendakwa dia hanya mengulangi berita yang disampaikan kepadanya. Hasilnya, Mohd Izzuddin Hilmi dan Mohd Syahruldeen Ahmad Rosli dituduh bawah Seksyen 427 Kanun Keseksaan bagi kesalahan khianat yang menyebabkan kerosakan sekurang-kurangnya RM25. Selain menconteng, mereka juga dituduh menyimbah petrol di permaidani merah beberapa jam sebelum dilalui oleh beliau. 

Kedua-duanya mengaku tidak bersalah bagi setiap pertuduhan selepas ia dibacakan di hadapan hakim Rosbiahanim Arifin. Sebelum itu pada 17 Julai 2009, Shazni Munir Mohd Ithnin, presiden Persatuan Mahasiswa Islam UM, ditahan.[9] Pada 13 Julai 2009, Mahkamah Sesyen Kuala Lumpur menetapkan 7 hingga 11 Disember 2009 bagi perbicaraan kes tersebut. Salah seorang yang membuat tuduhan tersebut, Raja Petra kemudiannya mendedahkan bahawa dia ("Raja Petra") membuat tuduhan tersebut dengan kepercayaan bahawa arahan tersebut datangnya daripada penasihat PKR dan pemimpin Pembangkang Datuk Seri Anwar Ibrahim.

x