Rabu, 14 Februari 2018

ภาษามลายูกับราชสำนักอยุธยาในการติดต่อกับฮอลันดาที่เมืองบาตาเวีย

โดย นิอับดุลรากิ๊บ  บินนิฮัสซัน

                ในปัจจุบันก็เป็นที่ยอมรับแล้วว่า ภาษามลายูนั้นเป็นภาษาที่มีความสำคัญในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีการพูดภาษามลายูกระจายไปทั้งในประเทศมาเลเซีย อินโดเนเซีย  บรูไน สิงคโปร์ แม้จะไม่มีในประเทศฟิลิปปินส์ หรือรวมทั้งภาคใต้ฟิลิปปินส์ที่เราเข้าใจผิดว่ามีการใช้ภาษามลายู แต่การเขียนสัญาญาต่างๆในอดีตของภาคใต้ฟิลิปปินส์ส่วนหนึ่งจะใช้ภาษามลายู    


             ดังนั้นภาษามลายูไม่เพียงมีความสำคัญในปัจจุบันเท่านั้น แต่ในอดีตการติดต่อสื่อสารระหว่างรัฐต่างๆในภูมิภาคเอเชียตะวันเฉียงใต้ แม้รวมทั้งราชสำนักอยุธยาในการติดต่อสื่อสารกับบริษัทการค้าอินเดียตะวันออก หรือ  Dutch United East India Company ซึ่งใช้ชื่อในภาษาฮอลันดาว่า Vereenigde Oostindische Compagnie (VOC) ของฮอลันดา โดยบริษัทนี้จัดตั้งขึ้นเมื่อ 1602  ที่ทำหน้าที่เป็นผู้ปกครองอินโดเนเซีย ที่เมืองบาตาเวีย หรือกรุงจาการ์ตา หนังสือติดต่อส่วนหนึ่งมีการใช้ภาษามลายู

                ผู้เขียนได้รับรู้จากการอ่านบทความของนักวิชาการไทย เช่น ศาสตราจารย์ ดร. ชาญวิทย์  เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่านกล่าวว่า ราชสำนักอยุธยาติดต่อกับฮอลันดาที่เมืองบาตาเวีย เป็นภาษามลายู แต่ท่านไม่ได้กล่าวลึกมากนัก รวมทั้งไม่ได้ยกตัวอย่างหนังสือข้างต้น ต่อมาเมื่อผู้เขียนได้รู้จักนักวิชาการอินโดเนเซีย ไม่ว่าจากกลุ่มศึกษาเอกสารโบราณ กลุ่มวรรณกรรม  ทำให้ผู้เขียนได้รับคำแนะนำในการเข้าถึงข้อมูล รวมทั้งการได้รู้จักเจ้าหน้าที่ของหอสมุดแห่งชาติกรุงจาการ์ตา ทำให้ได้รับรู้และสามารถเข้าถึงข้อมูลตามที่ต้องการ  หอจดหมายเหตุแห่งสาธารณรัฐอินโดเนเซีย (Arsip Nasional Republik Indonesia) นับเป็นแหล่งข้อมูลที่น่าสนใจยิ่ง                 

                เป็นหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย เลขที่ 7/1971  ต่อมาได้ปรับปรุงเป็นตามกฎหมาย  เลขที่ 43/2009  เป็นหน่วยงานที่ขึ้นตรงต่อประธานาธิบดี  ในยุคที่เจ้าอาณานิคมฮอลันดายังปกครองอินโดเนเซียนั้น ฮอลันดาได้จัดตั้งหอจดหมายเหตุ เมื่อ 28 กุมภาพัน1892 ที่เรียกเป็นภาษาฮอลันดาว่า landarchief เพื่อทำหน้าที่รวบรวมเอกสารต่างๆ ตั้งแต่ยุคบริษัท VOC จนถึงยุคที่ฮอลันดาปกครองอินโดเนเซีย  โดยมีชาวฮอลันดาเป็นหัวหน้าหอจดหมายเหตุในขณะนั้น   ในยุคที่ Dr. F. de Haan (1905 – 1992) เป็นหัวหน้าหอจดหมายเหตุถือว่าเป็นยุคที่ดีมาก เพราะเขาได้รวบรวม และมีผลงานจนกลายเป็นแหล่งอ้างอิงของนักวิชาการอินโดเนเซีย สำหรับหัวหน้าหอจดหมายเหตุ หรือ Landarchief   คนสุดท้ายคือ  Dr. Frans Rijndert Johan Verhoeven ดำรงตำแหน่งระหว่างปี 1937 - 1942. 

                                         
                  สำหรับหอจดหมายเหตุแห่งกรุงจาการ์ตา ปรากฎว่ามีการเก็บรักษาเอกสารติดต่อระหว่างเจ้าอาณานิคมฮอลันดาที่เมืองบาตาเวียกับเอเชียและยุโรประหว่างศตวรรษที่ 17  และ 18 เก็บรักษาไว้เป็นจำนวนกว่า 8 พันฉบับ  และในจำนวนนนั้น มีเอกสารจำนวนหลายร้อยฉบับ ที่เป็นเอกสารการติดต่อระหว่างอาณาจักรสยามกับฮอลันดา ที่เมืองบาตาเวีย ระหว่างปี 1636 ถึง 1807  โดยเป็นเอกสารที่เป็นภาษาฮอลันดา และส่วนหนึ่งได้มีการแปลเอกสารเป็นภาษามลายูอักขระยาวี 

                      
                 ด้วยมีชาวมลายูทำหน้าที่เป็นล่ามภาษาให้แก่ราชสำนักอยุธยา  โดยส่วนใหญ่จะเป็นเอกสารยุคอยุธยา มีบางส่วนเป็นยุคธนบุรี ส่วนที่เป็นยุคธนบุรีนั้น จะมีการแปลเป็นภาษาจีน นอกจากนั้นยังมีบางส่วนเป็นยุครัตนโกสินทร์ ในศตวรรษที่ 18  มีการสำรวจปรากฏว่า มีเอกสารในยุคพระบรมโกศ ถึง 30 ฉบับ  พระเอทัศน์ 10 ฉบับ พระนารายณ์ 44 ฉบับ พระเพทราชา 29 ฉบับ และอื่นๆ  ในจำนวนนี้จะมีการใช้ภาษาจีนบ้าง เช่น ยุคพระเจ้าตากสิน

                ความสัมพันธ์ระหว่างฮอลันดากับอาณาจักรสยามนั้น เริ่มมีขึ้น เมื่อฮอลันดาตั้งคลังสินค้าที่เมืองอยุธยา ในสมัยพระเอกาทศรถ ได้ส่งทูตไปยังประเทศฮอลันดาในปี 1606 และมีการทำสัญญากันในปี 1617


          จากเอกสารที่เก็บไว้ที่หอจดหมายเหตุแห่งกรุงจาการ์ตา ทำให้เราทราบว่ามีเอกสารที่น่าสนใจจำนวนหนึ่ง เช่น เอกสารของพระคลังในยุคพระเจ้าประสาททอง ครองราชย์ระหว่างปี 1629-1659 ที่ส่งไปยังฮอลันดาที่เมืองบาตาเวียเมื่อวันที่ 2  มีนาคม 1641 และ เอกสารของพระคลัง ที่ทำในนามของพระนารายณ์ ครองราชย์ระหว่างปี 1656-1688 ส่งไปผู้ว่าการฮอลันดา (Governor-General) ในเมืองบาตาเวีย เมื่อวันที่ 27 มกราคม 1683 และได้รับการตอบรับจากฮอลันดา เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 1683  นอกจากนั้นยังมีเอกสารจากคณะคลัง ในนามของพระเพทราชา ครองราชย์ระหว่างปี 1688-1703   ที่ส่งไปยังฮอลันดาที่เมืองบาตาเวียเมื่อ 12 กุมภาพันธ์ 1689 และเอกสารได้รับคำตอบเมื่อ 4 พฤษภาคม 1689   ที่สำคัญเอกสารของพระเพทราชายังมีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับปาตานีอีกด้วย 


          นอกจากนั้นยังกล่าวถึงการส่งสองราชทูตไปยังราชอาณาจักรโยโฮร์-เรียว  ในยุคสุลต่านมาห์มุดชาห์ที่ ซ่งครองราชย์  ระหว่างปี 1685-1699   และเอกสารของพระคลังที่ทำในนามของพระเจ้าเสือ ครองราชย์ระหว่างปี 1703-1709 โดยส่งไปยังฮอลันดาในเดือนมีนาคม 1703 และได้รับคำตอบจากฮอลันดาเมื่อ 27 สิงหาคม 1703   ยังรวมถึงเอกสารของเจ้าพระยาพระคลัง ที่ทำในนามของพระบรมโกศ ครองราชย์ระหว่างปี 1733-1758 เป็นเอกสารที่ได้รับเมื่อ 22 มีนาคม 1735   และตอบเมื่อ 12 สิงหาคม 1735


                ตำแหน่งพระคลังนั้น เมื่อดูเอกสารของภาษาอังกฤษ  เขาจะเขียนว่า Ministry of External Ralation and Maritime Trading Affairs   ที่ผู้เขียนสนใจอีกคำหนึ่งคือ ฮอลันดาจะเรียกออกญาพระคลังว่า Oya Berquelangh ทำให้ที่ผู้เขียนเคยความเข้าใจผิดว่า ในตำราฮีกายัตปาตานี (Hikayat Patani) จะเขียนตำแหน่งนี้ว่า Oya Bekelang เป็นการเขียนที่ผิดๆ แต่ความจริงแล้ว น่าจะมากจากอิทธิพลของฮอลันดา หรือชาติยุโรปอื่นมากกว่า


                เมื่อเราค้นพบถึงความสำคัญของภาษามลายูในการติดต่อสื่อสารกับฮอลันดาในอดีตแล้ว เราไม่ควรเรียนรู้อดีตอย่างเดียว แต่ควรจะนำความสำคัญในอดีตมาใช้ในปัจจุบัน ดังนั้นเราควรใช้จุดเด่นของจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะภาษามลายูอักขระรูมีและภาษามลายูอักขระยาวี ในการสร้างความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย

Rabu, 24 Januari 2018

อิทธิพลของวรรณกรรมอาหรับในสังคมมลายู

โดย นิอับดุลรากิ๊บ  บินนิฮัสซัน
อิทธิพลของวรรณกรรมอาหรับในสังคมมลายู
         นอกจากมีการเผยแพร่วรรณกรรมฮินดู และวรรณกรรมชวาแล้ว  วรรณกรรมอาหรับก็มีการเผยแพร่สู่ภูมิภาคมลายู  เป็นเวลานานแล้ว  ในบันทึกของจีนใต้กล่าวว่าในปี  977  มีทูตที่นับถือศาสนาอิสลามชื่อ บูอาลี (อาบูอาลี)  ได้เดินทางไปเยี่ยมเยียนโดยเขาเดินทางมาจากรัฐโปนี (Poni) (บรูไน)  ซึ่งตั้งอยู่ในภูมิภาคมลายู
         แรกเริ่มนั้นวรรณกรรมฮินดูที่ได้รับการยอมรับในสังคมมลายูได้ถูกแทรกด้วยความเชื่อของอิสลาม  ด้วยวิธีดังกล่าวทำให้สังคมมลายูง่ายต่อการยอมรับความรู้เกี่ยวกับศาสนาอิสลาม  หลังจากนั้นก็เกิดเรื่องเกี่ยวกับศาสดา (Nabi) , บรรดาซอฮาบัต (Sahabat)  และนักรบอิสลามคนอื่นๆ   ทั้งหมดนั้นเป็นการเล่าเรื่องด้วยวาจาครั้งตอนเผยแพร่ศาสนาอิสลาม  จะถูกแพร่ยังภูมิภาคมลายูก่อนหน้านั้น  แม้แต่คำว่า “Hikayat”  ที่ใช้ในเรื่องราวของวรรณกรรมฮินดูและวรรณกรรมชวาก็ยืมมาจากคำในภาษาอาหรับ
                                 หินปักหลุมศพ (Batu Nisan) ของกสุลต่านมาลีกุลซอลและห์
หินปักหลุมศพ (Batu Nisan) ของสุลต่านมาลีกุลซอลและห์

                            หินปักหลุมศพ (Batu Nisan) ของ Fatimah  bt  Maimun
         อิทธิพลของภาษาอาหรับนั้นสามารถเห็นได้จากหินปักหลุมศพ (Batu Nisan) ของกสุลต่านมาลีกุลซอลและห์ (Sultan Malik-ul-Saleh) ซึ่งหินปักหลุมศพนั้นกล่าวว่ามาจาก Kembayat (กัมพูชา)  น่าจะมาจากจามปามากกว่า  อักขระที่ใช้ที่หินปักหลุมศพนั้นได้กล่าวถึงเวลาที่สุลต่านมาลีกุลซอลและห์  ซึ่งเป็นสุลต่านแห่งรัฐปาไซ (Pasai) บนเกาะสุมาตรา องค์แรกที่นับถือศาสนาอิสลาม  และที่ Leran , Gresik เกาะชวา ได้มีการพบหินปักหลุมศพของผู้หญิงมุสลิมคนหนึ่งชื่อ Fatimah  bt  Maimun  บันทึกว่า ปี 1082  ส่วนที่ตรังกานู (มาเลเซีย)  มีการพบศิลาจารึกด้วยอักขระที่สืบทอดบทบาทต่อจากอักขระเรนจง (Rancong)  การสร้างอักขระยาวีนั้นแน่นอนต้องก่อนศตวรรษที่  13  เพราะมีการใช้อักขระยาวีใน Hikayat  Raja Pasai ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงแนวความคิดของคนมลายูในการมีความคิดที่สูงและเค็มไปด้วยศิลปะ

Isnin, 22 Januari 2018

ตุน สรีลานัง ผู้เขียนประวัติศาสตร์มลายู

โดย นิอับดุลรากิบ  บินนิฮัสซัน

       Tun Sri Lanang ผู้เขียนประวัติศาสตร์ชาติมลายู
       ชื่อ Tun Sri Lanang เป็นชื่อเล่น (Nama Timangan) ของ Tun Muhammad bin Orang Kaya Paduka Raja Ahmadเขาได้รับแต่งตั้งเป็น Bendahara ของรัฐโยโฮร์ในสมัยของสมัยของ Suhan Ala Jalla Abdul Jalil Syah (Raja Abdullah) เขาเกิดเมื่อปี 1565ที่ Bukit Seluyut, Kota Tinggi ของรัฐโยโฮร์   ต่อมา Sultan Alauddin Riayat Syah และ Tun Sri Lanang ได้ลี้ภัยทางการเมืองจากรัฐโยโฮร์ไปยังอาเจะห์ และ Tun Sri Lanang เสียชีวิตที่เมื่อปี 1615 Tun Sri Lanang ได้เขียนหนังสือชื่อ  Salalatus หรือในอีกชื่อหนึ่งว่า การเขียนหนังสือเกิดขึ้นจากคำสั่งของสุลต่านที่ให้มีการปรับปรุงแก้ไขความถูกต้องของหนังสือ Hikayat Melayu

หนังสือ Selalatus Salatin ถือเป็นหนังสือที่เป็นแกนหลักของหนังสือประวัติศาสตร์ของชนชาติมลายูหนังสือ Hikayat Melayu ที่ Tun Sri Lanang ได้ทำการปรับปรุงแก้ไขความถูกต้องนั้นเป็นหนังสือ HiKayut Melayuจากเกาะสุลาเวซี นำมายังรัฐโยโฮร์และ Raja Ali Haji มีชื่อเดิมว่า Raja Haji Ali bin Raja Haji Ahmad (1809 - 1870) โดย Raja Haji Aliได้รับการศึกษาจากระบบการศึกษาศาสนา (อาหรับ) งานเขียนของเขาจะมีคำในสมัยภาษามลายูคลาสสิค โดยได้รับอิทธิพลด้วยคำในภาษาอาหรับ


Jumaat, 29 Disember 2017

ภาษามลายูโบราณ สิ่งที่เราควรรู้ไว้บ้าง

โดย นิอับดุลรากิ๊บ  บินนิฮัสซัน
          ภาษามลายูโบราณ
          เป็นส่วนหนึ่งของตระกูลภาษานูซันดารา  มีความรุ่งเรื่องตั้งแต่ศตวรรษที่  7 จนถึงศตวรรษที่  13 ในสมัยอาณาจักรศรีวิชัย  เป็นภาษา lingua  franca  (ภาษาที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารระหว่างกัน)  และเป็นภาษาที่ใช้ในการปกครอง  ผู้ที่พูดภาษามลายูโบราณ  ส่วนใหญ่จะอยู่ในแหลมมลายู  ,หมู่เกาะเรียว  และสุมาตรา

          ภาษามลายูโบราณกลายเป็นภาษา lingua  franca  และภาษาที่ใช้ในการปกครองเพราะ
           1.  มีลักษณะเรียบง่าย  และง่ายต่อการรับอิทธิพลจากภายนอก

          2.  ไม่มีการผูกติดกับความแตกต่างทางชนชั้นของสังคม

          3.  มีระบบที่ง่ายกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับภาษาชวา

          ภาษาชวานั้นค่อนข้างจะยากต่อการสื่อสาร เพราะว่าถ้าผู้พูดมีสถานะทางชนชั้นที่แตกต่างกันหรือมีวิจัยที่แตกต่างกัน  ความหมายหนึ่งจะใช้คำที่แตกต่างกันตามสถานะหรือวัยของผู้พูด  ภาษามลายูโบราณได้รับอิทธิพลจากระบบของภาษาสันสฤตมีการใช้คำสันสฤตในการสร้างคำที่เป็นเชิงความรู้

          ภาษามลายูง่ายต่อการรับอิทธิพลของภาษาสันสฤตนั้นเป็นเพราะ
           1. อิทธิพลของศาสนาฮินดู

          2. ภาษาสันสฤตอยู่ในสถานะของภาษาของชนชั้นขุนนางและมีสถานะทางสังคมที่ค่อนข้างสูง

          3.  ภาษามลายูง่ายต่อการใช้ตามสถานการณ์และตามความต้องการของผู้พูด

ภาษามลายูโบราณที่มีตามหลักศิลาจารึกในศตวรรษที่  7  ซึ่งเขียนด้วยอักขระปัลลาวา (Pallawa)

-         ศิลาจารึก  Kedukan  Bukit , Palembang (683)

-         ศิลาจารึก Talang Tuwo ใกล้กับ Palembang (684)

-         ศิลาจารึก Kota Kapur , Pulau Bangka (686)

-         ศิลาจารึก Karang Brahi , meringin.Jambi (686)


          ภาษามลายูโบราณที่มีในหลักศิลาจารึกที่  Gandasuli , ชวากลาง (832)  เขียนด้วยอักขระ Nagiri
 
                                        ศิลาจารึก   Kedukan  Bukit
                                                ศิลาจารึก Talang Tuwo 
                                                   ศิลาจารึก Karang Brahi 
                                                  ศิลาจารึก Kota Kapur
                                                     ศิลาจารึก Kota Kapur


ลักษณะของภาษามลายูโบราณ

-         เติมไปด้วยคำที่ยืมมาจากภาษาสันสกฤต

-         การสร้างประโยคมีลักษณะของภาษามลายู

-         เสี่ยง บ (B)  จะเป็นเสียง ว (W) ในภาษามลายูโบราณ  เช่น  บูลัน  -  วูลัน 
          (เดือน)

-         เสี่ยง อือไม่มี เช่น Dengan (ดืองัน) – Dangan (ดางัน) – กับ

-         คำว่า Ber  จะเป็น Mar  ในภาษามลายูโบราณ  เช่น  berlepas – marlapas

-         คำว่า di  จะเป็น Ni  ในภาษามลายูโบราณ  เช่น  diperbuat – miparwuat

-         อักขระ ฮ (h)  จะหายไปในภาษามลายูสมัยใหม่  เช่น  Semua – samuha , Saya – Sahaya


Ahad, 10 Disember 2017

Maphilindo และแนวคิดของการรวมชนชาติมลายูเข้าเป็นหนึ่งเดียว

โดย นิอับดุลรากิ๊บ  บินนิฮัสซัน
 นาย Diosdado Macapagalประธานาธิบดีประเทศฟิลิปปินส์
           สามประเทศในกลุ่มชาติพันธุ์มลายู
บุคคลผู้เป็นตัวหลักในการจัดตั้งกลุ่ม Maphilindo
MAPHILINDO

Maphilindo เป็นคำย่อมาจาก  Malaya, the Philippines, และ Indonesia เป็นองค์กรสมาพันธรัฐมลายูของกลุ่มชนชาติมลายู    แรกเริ่มเป็นแนวความคิดของนาย Wenesclao Vinzons เพื่อรวมชนชาติมลายูเข้าด้วยกัน     เมื่อนาย  Diosdado Macapagal เป็นประธานาธิบดีของประเทศฟิลิปปินส์  ต่อมาในปี 1963  เขาต้องการสร้างความคิดอุดมคติของนายโฮเซ  รีซาลให้เป็นจริง  จึงเสนอจัดตั้ง Maphilindo  แต่ปรากฏว่าต่อมาไม่สามารถรวมตัวกันได้  แม้ว่าจะมีการเซ็นสัญญากันแล้วก็ตาม  เพราะมีการจัดตั้งประเทศมาเลเซียขึ้นก่อน  จนเกิดความขัดแย้งระหว่างมาเลเซียที่ตั้งใหม่กับประเทศอินโดเนเซีย
            Ishak  Haji  Muhammad 
  Ahmad  Boestamam
Ibrahim  Yaakub
Dr. Burhanuddin  Al-Helmi
แนวคิดของการรวมชนชาติมลายูเข้าเป็นหนึ่งเดียว
Melayu Raya  เป็นแนวคิดของการรวมชนชาติมลายูเขาเป็นหนึ่งเดียว  นั้นคือชนชาวมลายูที่ปัจจุบันอาศัยอยู่ในประเทศมาเลเซีย, อินโดเนเซีย, บรูไน และสิงคโปร์ เข้าเป็นประเทศเดียวกันบางครั้งคำว่า Melayu Raya จะเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า Indonesia Raya  แนวคิดนี้มีการเสนอขึ้นในประเทศอินโดเนเซียโดยกลุ่มผู้สนับสนุนอดีตประธานาธิบดีซูการ์โน  และพรรคการเมืองในมาเลเซีย เช่น พรรคมลายูแห่งชาติมาลายา  ซึ่งเ
ป็นพรรคการเมืองก่อนการกำเนิดของพรรคอัมโน (UMNO) ที่มีผู้นำหลายคนเช่น Ibrahim  Yaakub, Dr. Burhanuddin  Al-Helmi, Ahmad  Boestamam, Ishak  Haji  Muhammad และอื่นๆ



Jumaat, 1 Disember 2017

ดร. อาลี ชารีอาตี (Dr. Ali Shariati) นักสังคมวิทยาชาวอิหร่าน

โดย นิอับดุลรากิ๊บ  บินนิฮัสซัน
ชีวประวัติดร.  อาลี  ชารีอาตี  (Dr. Ali Shariati)  (1933–1977)
เป็นนักสังคมวิทยาชาวอิหร่าน  งานเขียนส่วนใหญ่จะเป็นด้านสังคมวิทยาศาสนา  เกิดในปี 1933 ที่เมืองมาซีนาน (Mazinan) ซึ่งเป็นส่วนย่อยของเมืองซาบเซวาร์ (Sabzevar)  ประเทศอิหร่าน   บิดาของเขาเป็นนักชาตินิยมก้าวหน้าและเป็นนักการศาสนา  ซึ่งมีผลทำให้การเข้าร่วมในขบวนการทางการเมืองของ ดร. อาลี  ชารีอาตีในเวลาต่อมา

ในสมัยที่เรียนอยู่ที่วิทยาลัยครู  เขาได้คบค้าสมาคมกับเยาวชนที่มาจากชนชั้นด้อยทางเศรษฐกิจ   เขาเองมีความรู้เกี่ยวกับวิชาสังคมวิทยาสมัยใหม่และปรัชญา  โดยเขาได้รับอิทธิพลจากงานเขียนของ Moulana Rumi และ Muhammad Iqbal. เขาได้รับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยมาชฮัด (University of Mashhad)   ต่อมาศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้นที่มหาวิทยาลัยปารีส   (University of Paris)  โดยเขาได้รับปริญญาเอกด้านสังคมวิทยา ในปี 1964. ต่อมาในปี 1965 เขาได้เข้าเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยมาชฮัด (University of Mashhad)   เขาได้รับการยอมรับจากผู้คนในด้านความรู้วิชาการของเขา 

จนเขาถูกจับโดยพระเจ้าชาห์   เมื่อเขาถูกปล่อยตัว เขาได้เดินทางไปยังกรุงเตหะราน  โดยเข้าสอนที่สถาบันการศึกษาที่มีชื่อว่าสถาบันฮุสเซ็นนียา เอร์ชาด    การสอนของเขายิ่งเพิ่มจำนวนผู้เข้าฟังมากขึ้น  จนทางพระเจ้าชาห์ทำการจับกุมเขาและนักศึกษาจำนวนหนึ่ง    เขาถูกจำคุกเป็นเวลา 18 เดือน  ต่อมาได้รับการปล่อยตัว  เมื่อ  20 มีนาคม  1975 โดยมีเงื่อนไขห้ามมีการสอน  การพิมพ์งานเขียน  หรือเข้าไปเกี่ยวข้องใดๆกับกิจกรรมทางการเมือง  ทางหน่วยราชการลับของพระเจ้าชาห์ที่ชื่อว่า  SAVAK จะติดตามการเคลื่อนไหวของเขาทุกย่างก้าว

เขาปฏิเสธเงื่อนไขดังกล่าวโดยเดินทางออกนอกประเทศ  ไปยังประเทศอังกฤษ   สามสัปดาห์ต่อมาเขาสิ้นชีวิต   โดยมีการประกาศว่าเป็นโรคหัวใจวาย  แต่เป็นที่รับรู้ว่าการตายของเขาเกี่ยวข้องกับหน่วยราชการลับของพระเจ้าชาห์ที่ชื่อว่า  SAVAK    สุสานของเขาตั้งอยู่บริเวณสุสานของนางไซนับ  บินตีอาลี (Zainab bint Ali)  ในกรุงดามัสกัส  ประเทศซีเรีย

สำหรับงานเขียนของเขาที่สำคัญมีดังนี้  Hajj (The Pilgrimage), Where Shall We Begin?, Mission of a Free Thinker, The Free Man and Freedom of the Man, Extraction and Refinement of Cultural Resources,  Martyrdom (book), Arise and Bear Witness, Ali, Declaration of Iranian's Livelihood, Islamology งานเขียนของเขามีจำนวนมาก  ส่วนหนึ่งได้รับการแปลเป็นภาษามลายูและภาษาไทย  สำหรับหนังสือที่แปลเป็นภาษาไทย  ส่วนหนึ่งมีอยู่ในหอสมุด จอห์น  เอฟ. เคเนดี้   มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์  วิทยาเขตปัตตานี

Isnin, 27 November 2017

ภาพอำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส ในอดีต

โดย นิอับดุลรากิ๊บ  บินนิฮัสซัน 
    มหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา ได้เก็บภาพประเทศไทยในอดีตเป็นจำนวนมาก และได้ดึงภาพส่วนหนึ่งของอำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส มา ณ ที่นี้ด้วย

x