Selasa, 30 Jun 2015

สัมผัสสหกรณ์ผู้ประกอบการชาวมลายูแห่งเมืองเซอเรีย ประเทศบรูไน

โดย นิอับดุลรากิ๊บ  บินนิฮัสซัน
         เมื่อวันที่ 27-30 พฤษภาคม 2015 ผู้เขียนได้มีโอกาสร่วมงานสัมมนานักวรรณกรรมโลกมลายู ครั้งที่ 18  หรือ Pertemuan Sastrawan Nusantara XVIII ที่กรุงบันดาร์สรีเบอกาวัน ประเทศบรูไนดารุสสาลาม หลังจากเสร็จงานสัมมนา ผู้เขียนจึงอยู่ที่ประเทศบรูไนต่ออีก 2 วัน โดยในวันที่ 31 พฤษภาคม- 1 มิถุนายน 2015 เพื่อนชาวบรูไน คือ คุณฮัจญีบูยัง บินฮัจมูฮัมหมัดนอร์ (Hj. Bujang bin Hj. Matnor) เลขาธิการ สหกรณ์ผู้ประกอบการชาวมลายูแห่งเมืองเซอเรีย (Koperasi Perniagaan dan Perusahaan Melayu Seria Berhad) ได้เชิญให้ผู้เขียนได้ไปสัมผัสเมืองเซอเรีย (Seria) ซึ่งผู้เขียนก็ได้รับคำเชิญ ด้วยผู้เขียนไม่เคยสัมผัสเมืองเซอเรีย  และเห็นว่าการได้ไปเมืองเซอเรียยังสามารถไปสัมผัสการประกอบทางธุรกิจของชาวมลายูบรูไนอีกด้วย หลังจากที่ได้สัมผัสด้านวรรณกรรมมาหลายต่อหลายครั้ง

         เมืองเซอเรียนับว่าเป็นเมืองเล็กๆของประเทศบรูไน คือมีประชากรเพียงราว 27,000 คน มีสถานะเป็นตำบลหนึ่งของอำเภอเบอไลต์ (Belait) อำเภอหนึ่งในเพียงสี่อำเภอของประเทศบรูไน แต่เมืองเซอเรีย หรือ ตำบลเซอเรียค่อนข้างมีความสำคัญยิ่งต่อประเทศบรูไน เพราะเซอเรียเป็นแหล่งผลิตน้ำมันของประเทศบรูไน นับตั้งแต่เจอน้ำมันที่เมืองนี้ในปี 1929  ชื่อเมืองเซอเรียนั้นเดิมชื่อว่า ปาดังเบอราวา (Padang Berawa) บางข้อมูลกล่าวว่าคำว่า เซอเรีย (Seria) มาจากคำย่อของ South East Reserved Industrial Area ที่เมืองเซอเรียนี้มีอนุสาวรีย์การณ์ผลิตน้ำมันครบหนึ่งพันล้านบาร์เรล ที่ชื่อว่า  Billionth Barrel Monument แต่สิ่งที่ผู้เขียนสนใจที่สุดคือ การต่อสู้ของชาวมลายูกลุ่มหนึ่งในเมืองเซอเรีย ที่รวมตัวกันเป็นสหกรณ์ ต่อสู้กับปัญหาต่างๆ จนสามารถฟันฝ่าอุปสรรคมาได้   

                       
            สหกรณ์ผู้ประกอบการชาวมลายูแห่งเมืองเซอเรีย (Koperasi Perniagaan dan Perusahaan Melayu Seria Berhad) เริ่มดำเนินกิจการปั้มน้ำมันครั้งแรกเมื่อ 27 กรกฎาคม 1966  การดำเนินกิจการปั้มน้ำมันครั้งนั้น ได้รับการสบประมาทจากชาวมลายูด้วยกันว่า ปั้มน้ำมันของสหกรณ์แห่งนี้ในที่สุดก็ไม่พ้นการเจ๊ง ด้วยชาวมลายูไม่ชำนาญเรื่องธุรกิจการค้า แต่ผู้บริหารสหกรณ์ก็สามารถต่อสูจนกลายเป็นแหล่งรายได้หลักของสหกรณ์ ต่อมาทางสหกรณ์ได้สร้างโรงแรมขึ้นมาในปี 2000 โดยใช้ชื่อว่า โรงแรมสหกรณ์ หรือ Hotel Koperasi ผู้เขียนได้รับการบอกเล่าจากคุณฮัจญีบูยัง บินฮัจมูฮัมหมัดนอร์ (Hj. Bujang bin Hj. Matnor) และคุณฮัจญีกัสซิม บินมาโอน (Hj. Kassim bin Maon) ว่าเมื่อครั้งทางสหกรณ์ขอทำการขอกู้เงินธนาคารเพื่อสร้างโรงแรมนั้น ปรากฏว่าทางธนาคารไม่อนุมัติ ทางสหกรณ์จึงใช้วิธีนำเงินกำไรจากปั้มน้ำมัน และระดมทุนจากสมาชิกสหกรณ์ ก็ได้รับการสบประมาทจากชาวมลายูทั่วไปว่าโครงการสร้างโรงแรมนี้ไม่อาจสำเร็จได้ แต่เมื่อสมาชิกระดมทุนและสามารถสร้างโรงแรมขึ้นมาได้ ทำให้ชาวมลายูบรูไนจำนวนหนึ่งขอสมัครเป็นสมาชิกสหกรณ์ และถึงเวลานั้นทางสหกรณ์ก็ให้วิธีที่ค่อนข้างจะแปลกกว่าสหกรณ์ทั่วไป นั้นก็คืองดรับสมาชิกเพิ่ม ดังนั้นสมาชิกสหกรณ์ที่มีอยู่ราว 200 คน ก็ไม่อาจมีสมาชิกเพิ่มขึ้นได้ คนอื่นสามารถจะเข้าเป็นสมาชิกก็ต่อเมื่อซื้อหุ้นจากสมาชิกเดิมที่มีอยู่ แต่ไม่มีใครสนใจจะขายหุ้นสหกรณ์ ส่วนสมาชิกที่เสียชีวิต หุ้นสหกรณ์ก็จะตกแก่ทายาทของผู้เสียชีวิต
                 
                สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนแปลกใจ คือที่ตั้งของโรงแรมอยู่ในเมืองเซอเรีย เมืองที่มีขนาดเล็ก ไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยว และเชื่อว่ามีนักท่องเที่ยวต่างชาติมาเที่ยวไม่มาก ส่วนคนบรูไนที่อยู่ต่างเมือง ก็คงไม่จำเป็นต้องมาพักโรงแรมแห่งนี้ เพราะประเทศบรูไนค่อนข้างเล็ก เดินทางไปมาทั่วประเทศใช้เวลาไม่มากนัก แต่ข้อมูลที่ผู้เขียนได้รับจากภรรยาของคุณฮัจญีบูยัง บินฮัจมูฮัมหมัดนอร์ (Hj. Bujang bin Hj. Matnor) เธอได้กล่าวว่า แม้เมืองเซอเรียจะมีขนาดเล็ก แต่เมืองนี้เป็นแหล่งผลิตน้ำมัน ดังนั้นส่วนหนึ่งของลูกค้าโรงแรมจะเป็นพนักงานของบริษัทเชลล์ บริษัทผู้ผลิตน้ำมันของบรูไน บางคนเป็นชาวต่างประเทศจะพักที่โรงแรมนี้ครั้งละ 3-4 เดือน บางช่วงที่พักของโรงแรมจะเต็ม ด้วยทุกห้องทางพนักงานบริษัทเชลล์จะพักเป็นเดือนๆ

                นอกจากกิจการปั้มน้ำมันและโรงแรมแล้ว ทางคุณฮัจญีบูยัง บินฮัจมูฮัมหมัดนอร์ (Hj. Bujang bin Hj. Matnor) และคุณฮัจญีกัสซิม บินมาโอน (Hj. Kassim bin Maon) ได้กล่าวว่าสหกรณ์ยังประกอบกิจการอีกหลายอย่าง เช่น ร่วมลงทุนในกิจการผลิตรังนกกับบริษัทในกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เคยร่วมกิจการซื้อขายทองสำเร็จรูปกับบริษัทในกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย แต่การซื้อขายทองสำเร็จรูปได้หยุดกิจการชั่วคราวด้วยมีผลกำไรไม่มากนัก สหกรณ์ซื้อรถบัสสำหรับรับส่งนักเรียน สร้างบ้านสำหรับให้ข้าราชการ หรือพนักงานบริษัทน้ำมันเช่า สหกรณ์ซื้อที่ดินมาทำเป็นสวนไม้กฤษณา        นอกจากนั้นยังร่วมลงทุนในกิจการผลิตน้ำดื่มยี่ห้อ “Sehat” จัดจำหน่ายในประเทศบรูไน


                ผู้เขียนกล่าวว่า ในจังหวัดนราธิวาสมีสินค้าที่ผลิตโดยชาวมลายูท้องถิ่น แล้วมีการนำสินค้าเหล่านั้นไปจำหน่ายในประเทศมาเลเซีย โดยเขียนที่สินค้าว่า ผลิตในประเทศมาเลเซีย หรือ Made in Malaysia ทางผู้บริหารสหกรณ์กล่าวว่า เป็นไปได้ไหม จะผลิตสินค้าในจังหวัดชายแดนภาคใต้ แล้วติดตราว่า Distributed by KPPMS ส่งมาขายยังประเทศบรูไน โดยสหกรณ์จะเป็นผู้จัดจำหน่าย  ผู้เขียนตอบว่า สามารถจะทำได้ และสินค้าจากจังหวัดชายแดนภาคใต้มีจำนวนหนึ่งที่มีคุณภาพ และราคาไม่แพงนัก และสามารถจัดจำหน่ายในบรูไนได้ ถึงอย่างไรก็ตาม ผู้เขียนเห็นว่า แม้กำลังซื้อของชาวบรูไนค่อนข้างจะสูงมาก แต่ขนาดของตลาดประเทศบรูไน ค่อนข้างจะเล็ก สู้ขนาดตลาดของรัฐซาบะห์ หรือรัฐซาราวัคของประเทศมาเลเซียไม่ได้ เมื่อประเทศไทยกำลังจะเข้าประชาคมอาเซียน บางทีเวทีด้านวรรณกรรมที่ผู้เขียนเข้าร่วมนั้น อาจแค่เป็นเวทีเพื่อพบปะ สุดท้ายเวทีด้านวรรณกรรมก็จะแปรสภาพเป็นสะพานสู่เวทีทางธุรกิจการค้า ครับ เพื่อขานรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

Ahad, 28 Jun 2015

ภาษามลายูอักขระยาวี : จังหวัดชายแดนภาคใต้ และโลกมลาย

โดย นิอับดุลรากิ๊บ  บินนิฮัสซัน
     จากการเกิดเหตุการณ์ไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้นับตั้งแต่ปี 2547  สิ่งหนึ่งที่รัฐไทยใช้ในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว คือการคืนอัตลักษณ์มลายูกลับคืนสู่สังคมมลายูในพื้นที่ดังกล่าว  และหนึ่งในนั้นคือการส่งเสริมให้มีการเพิ่มภาษามลายูอักขระยาวีในป้ายสถานที่ราชการต่างๆ ซึ่งมีการดำเนินการทั้งในระดับศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) และในระดับจังหวัดต่างๆ โดยเฉพาะจังหวัดปัตตานี  แต่การเพิ่มภาษามลายูอักขระยาวีในป้ายสถานที่ราชการต่างๆนั้น เต็มไปด้วยอุปสรรค ด้วยภาษามลายูอักขระยาวีในจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นมีหลากหลายสำนักแนวคิด
       
       ก่อนที่ชาวมลายูจะรับศาสนาอิสลามนั้น ชาวมลายูก็มีอักขระที่ใช้อยู่แล้ว เรียกว่าอักขระปัลลาวา ต่อมาเมื่อชาวมลายูเข้ารับนับถือศาสนาอิสลาม จึงมีการนำอักขระยาวีมาใช้  อักขระยาวีคือการนำอักขระอาหรับมาใช้ในการเขียนภาษามลายู พร้อมเพิ่มอักขระขึ้นมาใหม่ที่ไม่มีเสียงในภาษาอาหรับอีก 5 อักขระ คือ  چ ڠ ڤ ڽ ݢ  ปัจจุบันเพิ่มอักขระอีก 2 อักขระ คือ ۏ  ى (ไม่มี 2 จุดอยู่ใต้อักขระ สำหรับสระ เ-อ)

คำว่า อักขระยาวี (Aksara Jawi) เป็นที่เรียกกันในประเทศมาเลเซีย จังหวัดชายแดนภาคใต้ สิงคโปร์ และบรูไนดารุสสาลาม ส่วนในประเทศอินโดเนเซียนั้น จะเรียกว่า อักขระมลายูอาหรับ  เพื่อไม่ให้สับสนกับอักขระยาวีในประเทศดังกล่าว ด้วยอักขระยาวีในประเทศอินโดเนเซีย หมายถึงอักขระชวาที่ใช้ในการเขียนภาษาชวา แต่ถ้าใช้อักขระอาหรับที่มีการเพิ่มอักขระที่ไม่มีเสียงในภาษาอาหรับเหมือนอักขระยาวีในประเทศมาเลเซีย จังหวัดชายแดนภาคใต้ สิงคโปร์ และบรูไนดารุสสาลาม จะเรียกว่าอักขระเปฆอน (Aksara Pegon) ซึ่งส่วนใหญ่ใช้เขียนภาษาชวาในสถานศึกษาศาสนาอิสลามในเกาะชวา
รูปแบบการเขียนอักขระยาวีมีหลากหลายรูปแบบ แต่ที่มีชื่อเสียงคือการเขียนแบบซาอฺบา (Za’ba)  ซึ่งคิดค้นโดยนักวิชาการมาเลเซียที่ชื่อว่า Zainal Abidin Ahmad (Za’ba)  โดยเขาเขียนหนังสือชื่อ Daftar Ejaan Melayu (Jawi-Rumi) หรือ การสะกดภาษามลายู (อักขระยาวี-อักขระรูมี)ในปี 1949
.              ต่อมามีการพัฒนารูปแบบการเขียนอักขระยาวี  โดยในปี 1986 มีการเขียนหนังสืออีกเล่มชื่อว่า Pedoman Ejaan Jawi yang Disempurnakan หรือ แนวการสะกดอักขระยาวีที่สมบูรณ์แบบ เป็นหนังสือที่สรุปจากการประชุมสัมมนาการเขียนอักขระยาวีระดับชาติของมาเลเซียในปี 1984   และจากผลสรุปของการประชุมสัมมนาในปี 1984  รวมกับผลจากการประชุมการเขียนอักขระยาวีของศูนย์อิสลาม สำนักนายกรัฐมนตรีของมาเลเซีย  ในปี 1991 และการประชุมสัมมนาการเขียนอักขระยาวีระดับชาติของมาเลเซียในปี 1993 โดยทางคณะกรรมการการสะกดอักขระยาวีของศูนย์อิสลาม สำนักนายกรัฐมนตรีของมาเลเซีย  และสภาภาษาและวรรณกรรมของมาเลเซีย (Dewan Bahasa dan Pustaka) ได้ดำเนินการศึกษาในระหว่างปี  1993-1994
จนต่อมาทำให้เกิดพัฒนารูปแบบการเขียนอักขระยาวี ใช้ชื่อว่า Pedoman Umum Ejaan Jawi Bahasa Melayu หรือ แนวการสะกดอักขระยาวีในภาษามลายู ซึ่งกลายเป็นหนังสือชื่อ Daftar Kata Bahasa Melayu (Rumi-Sebutan-Jawi ( Jilid 1-2 หรือ รวมคำศัพท์ภาษามลายู (อักขระรูมีเป็นอักขระยาวี)  เล่ม 1-2 พิมพ์ในปี 2005 โดยสภาภาษาและวรรณกรรมของมาเลเซีย (Dewan Bahasa dan Pustaka) ซึ่งบางครั้งจะรู้จักในชื่อว่าการเขียนอักขระยาวีแบบเดวัน
อักขระยาวีแบบซาอฺบา (Za’ba)กับอักขระยาวีแบบเดวัน
                การเขียนอักขระยาวีแบบเดวันก็ยังคงใช้พื้นฐานของการเขียนอักขระยาวีแบบซาอฺบา (Za’ba)  เพียงมีการพัฒนา โดยการเพิ่มอักขระตัว V จาก و เป็น ۏ   รวมทั้งอักขระ ف  ที่ใช้ได้ทั้ง ป และ ฟ  เช่น فتا อ่านว่า เปอตา หมายถึง แผ่นที่ หรือ فجر ‎อ่านว่า ฟายาร์ หมายถึง รุ่งอรุณ แต่การเขียนอักขระยาวีแบบเดวัน จะมีการแยกชัดเจนระหว่าง ป จะใช้ ڤ และ ฟ จะใช้ ف  คือ เปอตา จากเขียน فتا  กลายเป็น ڤتا  ส่วนคำว่า ฟายาร์ คงเดิมเป็น فجر
             ส่วนหนึ่งก็มีการเพิ่มอักขระ ا ในคำศัพท์เดิมที่ไม่มี เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน เช่น คำว่า เมือง หรือ บันดาร์ จาก بندر  มาเป็น باندر   คำบางคำมีการเขียนคำเดียว แต่อ่านได้ 2 แบบ เช่น لنتيق  อ่านได้ทั้ง ลันติก (แต่งตั้ง) และเลินติก (งอน) การเพิ่มอักขระ ا ในคำต่างๆเหล่านี้ ไม่ค่อยจะเป็นที่ยอมรับของคนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ด้วยชินกับการเขียนในรูปแบบเดิม
                อักขระยาวีของจังหวัดชายแดนภาคใต้จะไปในทิศทางใด
                ถ้าเรายังยึดติดกับท้องถิ่น ยึดติดกับจารีตนิยม และต้องการให้คนในท้องถิ่นอ่าน ต้องการให้คนในท้องถิ่นนิยม ก็ต้องใช้ในรูปแบบของอักขระยาวีแบบซาอฺบา (Za’ba)  แต่ถ้าเราต้องการให้สอดคล้องกับการใช้อักขระยาวีในประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ว่าประเทศมาเลเซีย สิงคโปร์ และบรูไน เราก็ต้องใช้อักขระยาวีแบบเดวัน แม้ในระยะแรกๆอาจจะไม่ได้รับการยอมรับ และถูกต่อต้านบ้างจากผู้คนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ 
เมื่อประชาคมอาเซียนเกิดขึ้นในปี 2558 อะไรจะเกิดขึ้นกับการใช้ภาษามลายูอักขระยาวีในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ถ้าเราจะผลิตตำราศาสนาอิสลามในภาษามลายูอักขระยาวี เพื่อจัดจำหน่ายในประเทศเพื่อนบ้านเช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ และบรูไนดารุสสาลาม  เราก็ต้องปรับตัวการใช้ภาษามลายูอักขระยาวีให้เหมือนเขา จังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ใช่วิ่งอยู่กับที่  แต่ต้องเคลื่อนไปข้างหน้า เคลื่อนให้ทันการใช้ภาษามลายูอักขระยาวีในประเทศเพื่อนบ้านดังกล่าว

Sabtu, 20 Jun 2015

สัมผัสจิตวิญญาณชาวมลายูในประเทศเมียนมาร

โดย  นิอับดุลรากิ๊บ บินนิฮัสซัน

เมื่อครั้งผู้เขียนได้เดินทางไปยังประเทศซาอุดีอาระเบียเมื่อปี 2528 ที่นครมักกะห์ เพื่อนของผู้เขียนชื่อว่า “ นิสิต นุ้ยแอ ” ปัจจุบันเปิดบริษัทกิจการฮัจญ์  “หจก. นาทวีบิสเน็สแอนด์ทราเวลา”  เพื่อนผู้นี้ได้แนะนำผู้เขียนให้รู้จักกับฮุจยาตชาวมลายูจากเกาะสอง สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์


นั้นเป็นครั้งแรกที่ผู้เขียนได้รับรู้ว่ามีชาวมลายูอาศัยอยู่ในประเทศเมียนมาร์ จากนั้นกว่าสิบปี  ต่อมา ผู้เขียนเดินทางไปประเทศมาเลเซีย  ที่นั่นมีการลงข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์กระแสหลักของมาเลเซีย ถึงการที่ชาวต่างชาติที่เข้าไปทำงานและตั้งถิ่นฐานในประเทศมาเลเซีย สร้างปัญหาทางเศรษฐกิจต่อประเทศมาเลเซีย ไม่ว่าจะเป็นการต้องรับภาระค่าการรักษาพยาบาล  ภาระงบประมาณสนับสนุนทางการศึกษา


ในข่าวหน้าหนังสือพิมพ์ครูคนหนึ่งที่ได้กล่าวถึงโรงเรียนของเขาว่า มีชาวมลายูจากประเทศเมียนมาร์มาเรียนถึงกว่าครึ่งโรง  ทำให้ผู้เขียนมีความสนใจมากขึ้นถึงความสัมพันธ์ของชาวมลายูจากประเทศเมียนมาร์กับประเทศมาเลเซีย


ยิ่งครั้งหนึ่งลูกพี่ลูกน้องของผู้เขียน ในตอนนั้นทำงานโรงแรมแห่งหนึ่งในอำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส ได้พาหญิงชายคู่หนึ่งจะเข้าพักที่โรงแรม แต่ฝ่ายหญิงไม่ยอม เขาจึงพาชายหญิงคู่นั้นมาที่บ้านพักของเขา ซึ่งขณะนั้นผู้เขียนและแม่มาเยี่ยมลูกพี่น้อง  ได้พบกับผู้หญิงและบอกแก่แม่ผู้เขียนว่าเธอถูกหลอก เราจึงไล่ผู้ชายไป จนญาติพี่น้องฝ่ายหญิงหาตัวจนพบและมั่นใจว่าเธอปลอดภัย


จากนั้น เราจึงมอบหญิงสาวคนนั้นต่อครอบครัวเธอที่เดินทางมาจากฝั่งมาเลเซีย

 

นอกจากนั้น ตันสรีอิสมาแอลฮุสเซ็น  หนึ่งในนักปราชญ์มลายูศึกษา ได้เขียนบทความลงในวารสาร “Warta Gapena”  ซึ่งเป็นวารสารของสมาพันธ์นักเขียนแห่งชาติมาเลเซีย ขณะที่ท่านเป็นประธานของสมาพันธ์นักเขียน  และเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา หลานชายภรรยาผู้เขียนได้เดินทางไปยังเกาะสอง ประเทศเมียนมาร์ พร้อมเพื่อนๆ และพักที่ชุมชนชาวมลายูที่นั่นสองสามคืน ดังนั้นการรับรู้ถึงการมีอยู่ของชุมชนชาวมลายูในประเทศเมียนมาร์


เมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา คณะนักศึกษามลายูศึกษา มอ. ปัตตานี มีแผนจะเดินทางไปเยี่ยมชุมชนชาวมลายูในประเทศเมียนมาร์  ซึ่งสืบค้นข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตเกี่ยวกับชุมชนชาวมลายูในประเทศเมียนมาร์ ซึ่งข้อมูลที่ได้ส่วนใหญ่จะมาจากประเทศมาเลเซีย เป็นบทความต่างๆ ที่ชาวมาเลเซียเคยเดินทางไปเยี่ยมชุมชนชาวมลายูในประเทศเมียนมาร์ ส่วนในประเทศไทยเรียกว่าแทบจะไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับชาวมลายูในประเทศเมียนมาร์เลย


“คล้ายกับว่าชุมชนชาวมลายูในประเทศเมียนมาร์ไม่มีอยู่ในสาระบบความเป็นพี่น้องของมุสลิมไทย กลับกันข้อมูลชาวจามมุสลิมในประเทศลาว แม้จะมีเพียงสองสามร้อยคน กลับมีข้อมูลตามบทความต่างๆ มากมาย ”

ผู้เขียนยิ่งเศร้าใจ เมื่อนักศึกษามลายูศึกษาผู้หนึ่งที่ได้รับมอบหมายให้ประสานงานในการเดินทางไปสัมผัสชุมชนมลายูในประเทศเมียนมาร์ครั้งนี้  เธอได้ติดต่อสอบถามกับอดีตผู้นำนักศึกษาท่านหนึ่ง ก็ได้รับคำตอบว่า เกาะสองไม่ปลอดภัย  เกาะสองไม่มีความสำคัญทางจิตวิญญาณ  ผู้เขียนจึงจำเป็นต้องแสดงแผนที่ที่ตั้งของชุมชนชาวมลายูในประเทศเมียนมาร์ โดยผ่านระบบ Google Earth สำรวจชื่อชุมชนชาวมลายูในประเทศเมียนมาร์  ปรากฏว่ามีชื่อชุมชนชาวมลายูที่ชื่อเป็นภาษามลายูหลายชุมชนด้วยกัน เช่น กำปงเตองะห์, กำปงฮูลู,  กำปงเมะปูเตะห์,  กำปงปาเซร์ปันยัง,  กำปงลามา  นั่นเป็นสิ่งที่ย้ำให้เรามั่นใจได้ว่าเกาะสองมีความสำคัญทางจิตวิญญาณสำหรับชาวมลายูนอกประเทศเมียนมาร์แน่นอน


การเดินทางของคณะนักศึกษามลายูศึกษา มอ. ปัตตานีในครั้งนี้  ก่อนเดินทางไปสัมผัสชุมชนชาวมลายูในเกาะสอง  คณะเราได้เดินทางไปสัมผัสชุมชนชาวมลายูที่เกาะสินไห จังหวัดระนอง

เกาะสินไห มีชื่อเป็นภาษามลายูว่า ปูเลาปีไง  ชาวบ้านชาวเกาะเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์จะเป็นชาวมุสลิม ที่พูดภาษามลายู สำเนียงเคดะห์  การสัมผัสชุมชนชาวเกาะสินไหครั้งนี้ ทำให้คณะเราสัญญาว่าคณะเราจะไปเยี่ยมอีกครั้งหนึ่ง  ด้วยยังมีบางสิ่งบางอย่างที่เราต้องช่วยเหลือพี่น้องชาวมลายูบนเกาะสินไห


หลังจากนั้นคณะนักศึกษามลายูศึกษาจึงเดินทางเข้าเกาะสอง ประเทศเมียนมาร์

เกาะสองนี้ตั้งอยู่ภายใต้ภูมิภาคตะนาวศรี (Tanintharyi Region) ภาษามลายูจะเรียกภูมิภาคตะนาวศรีว่า Tanah Sari ประเทศเมียนมาร์นี้ มีเขตการปกครองที่แปลกแตกต่างจากประเทศไทย มาเลเซีย หรือแม้แต่อินโดเนเซีย ด้วยเขตการปกครองใดที่มีชาวพม่าอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก จะเรียกว่าภูมิภาค หรือ Region เช่น ภูมิภาคตะนาวศรี ส่วนเขตการปกครองใดที่มีชนชาติอื่นๆ เช่น ชาวมอญ ชาวไทยใหญ่ เป็นชนกลุ่มใหญ่ จะเรียกเขตการปกครองนั้นว่า รัฐ (State) เช่น รัฐมอญ รัฐฉาน



เมื่อคณะนักศึกษาเดินทางขึ้นฝั่งเกาะสอง  สิ่งแรกที่แปลกใจคือชาวเมียนมาร์มุสลิมเชื้อสายอะไรสักอย่าง ถ้าไม่โรฮิงญา ก็เชื้อสายอินเดีย-บังคลาเทศ ที่ทำหน้าที่เป็นไกด์บริเวณท่าเรือ เขาสามารถพูดภาษามลายูกลางได้คล่องแคล่ว  เมื่อเราแจ้งว่าเราจะพักโรงแรมหนึ่งในตลาดเกาะสอง เขาได้พาคณะนักศึกษาไปยังโรงแรมแห่งนั้น ซึ่งตั้งอยู่ด้านหลังมัสยิดของเกาะสอง

เมื่อเดินทางใกล้ถึงมัสยิด  พบชาวเมียนมาร์ หน้าตาแบบชาวอินเดีย พูดภาษามลายูกลางทักทายเรา เขาบอกว่าเขาเป็นลูกครึ่งแม่มลายูส่วนพ่อเป็นมามะค์ (Mamak) คำว่ามามะเป็นคำเรียกชาวอินเดียมุสลิม เขาบอกว่าถ้าจะเยี่ยมชุมชนชาวมลายูให้ไปสอบถามลูกพี่ลูกน้องของเขา ซึ่งพูดภาษามลายูได้เช่นกัน


เราพักค้างคืนที่ตลาดเกาะสอง  โดยมีแผนวันรุ่งเช้าจะเดินทางไปสัมผัสชุมชนชาวมลายู


ในตอนค่ำที่ตลาดเกาะสอง คณะเราโชคดีได้พบกับ คุณซัมซุดดิน ชาวมลายูเกาะสอง และในวันรุ่งขึ้นคุณซัมซุดดิน ได้พาผู้เขียนไปทานอาหารเช้าที่ร้านอาหารมุสลิมที่ตลาดเกาะสอง และพบกับคุณมูฮัมหมัด บุตรชายอดีตท่านอิหม่ามของมัสยิดที่ตั้งใกล้ที่พัก จากการพูดคุยในเช้าวันนั้น ทำให้เราทราบว่า เฉพาะในตลาดเกาะสองมีมัสยิดและมุซอลลา ทั้งหมดถึง 7 แห่ง ซึ่งมีมากกว่าที่เราเข้าใจเสียอีก


หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จ คณะเราจึงเช่ารถสองแถว 2 คัน เพื่อพาคณะนักศึกษามลายูศึกษาสัมผัสชุมชนมลายู  ชุมชนชาวมลายูชุมชนแรก ที่คณะเราสัมผัสคือหมู่บ้านไมล์ที่ 10 (Kampong 10 Batu) ซึ่ง ณ ชุมชนนั้น ผู้เขียนก็ได้ประกาศต่อคณะนักศึกษามลายูศึกษาว่า “ วันนี้วันที่ 9 มิถุนายน ณ หมู่บ้านไมล์ที่ 9 แห่งนี้  นักศึกษามลายูศึกษาได้เดินทางครบแล้วทั้ง 10 ประเทศ ของกลุ่มประชาคมอาเซียน  หลังจากนั้นคณะเราก็ได้เดินทางไปเยี่ยมยังชุมชนอื่นๆ  เช่น หมู่บ้านไมล์ที่ 10 หมู่บ้านตันหยงบาได ”


จากการสัมผัสชุมชนชาวมลายูในประเทศเมียนมาร์  ปรากฏว่าบางหมู่บ้านโรงเรียนตาดีกา ที่เป็นสถานที่อบรมสั่งสอนเด็กๆ ชาวมลายูต้องร้างลง เพราะขาดครูผู้สอน เด็กๆ ต้องไปเรียนศาสนาที่ต่างหมู่บ้าน  เมื่อถามชาวบ้านว่า ถ้ามีครูสอนศาสนาที่โรงเรียนร้างนั้น ผู้ปกครองจะนำลูกหลานมาเรียนไหม? เขาตอบว่า ถ้ามีครูสอนศาสนามาจริง พวกเขาก็พร้อมที่จะนำลูกหลานกลับมาเรียนที่เดิม


“บางหมู่บ้านที่เราสัมผัส ปรากฏว่าโรงเรียนตาดีกากำลังปรับปรุง ก่อสร้างอาคารที่มั่นคงขึ้น ส่วนครูได้เดินทางไปยังประเทศมาเลเซีย เพื่อขอสนับสนุนทางการเงินในหมู่ชาวมลายู ผู้เห็นอกเห็นใจชาวมลายูในประเทศเมียนมาร์บางหมู่บ้านที่สัมผัสปรากฏว่าชาวบ้านมีน้อยมาก เมื่อสอบถามได้ความว่า ส่วนหนึ่งได้เดินทางไปทำงานที่ประเทศมาเลเซีย เมื่อถึงวันสำคัญ เช่น วันตรุษอีดิลฟิตรี, วันตรุษอีดิลอัฏฮา พวกเขาจึงจะเดินทางกลับมายังบ้านเกิดในประเทศเมียนมาร์ อีกครั้ง”


มีชุมชนหนึ่งพบว่า มีการเปิดปอเนาะสอนศาสนาอิสลามให้กับเยาวชนชาวมลายู เมื่อสอบถามโต๊ะครูผู้สอน ทราบว่า เขาจบการศึกษาด้านศาสนามาจากปอเนาะแห่งหนึ่งในจังหวัดปัตตานี  แม้ว่าครอบครัวฝ่ายภรรยาจะเป็นครอบครัวนักธุรกิจที่มีชื่อเสียงของเกาะสอง แต่เขากลับมุ่งสู่การเป็นนักการศาสนา


“จากการพูดคุย สอบถามถึงชุมชนชาวมลายูในเกาะสองและบริเวณใกล้เคียง ก็ได้รับคำตอบว่ามีชุมชนชาวมลายูอยู่ประมาณ 23 หมู่บ้าน ผู้เขียนเห็นว่าโต๊ะครูผู้นี้เขาเป็นผู้เสียสละอย่างยิ่ง เนื่องในโอกาสที่ผู้เขียนและเพื่อนๆ จะจัดงานด้านวรรณกรรมในเดือนพฤศจิกายนที่จะถึงนี้ ผู้เขียนคิดว่าโต๊ะครูหนุ่มผู้นี้ สมควรที่จะได้รับการยอมรับรางวัลอะไรสักอย่างในฐานะนักการศึกษา”


ในประเทศไทยการรับรู้ถึงการมีอยู่ของชาวมลายูในประเทศเมียนมาร์ แทบไม่มีข้อมูลเลย ยกเว้นชาวมุสลิมบริเวณจังหวัดระนองและจังหวัดใกล้เคียงจนบางคนกล่าวว่า เกาะสองไม่มีความสำคัญทางจิตวิญญาณ  ขณะที่ในประเทศมาเลเซีย อินโดเนเซีย  โดยเฉพาะผู้สนใจเกี่ยวกับโลกมลายูแล้ว ชุมชนชาวมลายูในประเทศเมียนมาร์อยู่ในหัวใจพวกเขาเสมอ


“เนื่องในโอกาสวันตรุษอีดิลอัฏฮาปีนี้ มีเพื่อนชาวอินโดเนเซีย คือ คุณ Imbalo นักธุรกิจเจ้าของโรงเรียนมัธยม Hang Tuah และสถานีโทรทัศน์ Hang Tuah แห่งเกาะบาตัม จังหวัดหมู่เกาะเรียว ประเทศอินโดเนเซีย  ก็ได้เดินทางไปเยี่ยมชุมชนชาวมลายู พร้อมมอบวัวกุรบานให้แก่ชุมชนชาวมลายูในเกาะสอง ประเทศเมียนมาร์”


สำหรับสถาบันปอเนาะสำคัญๆ ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ นับเป็นแหล่งที่เยาวชนชาวมลายูในประเทศเมียนมาร์เดินทางมาเรียนทางศาสนาอิสลามกันมากมาย แต่เรากลับรับรู้ถึงความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างชาวมลายูในประเทศมาเลเซียกับชาวมลายูในประเทศเมียนมาร์มากกว่า


ประชาคมอาเซียนกำลังจะเกิดขึ้น ธุรกิจการค้าบางครั้งก็ไม่ได้เข้าทางประตูหน้าเสมอไป ผู้เขียนจึงไม่แน่ใจว่านักธุรกิจชาวมลายูบางคนในประเทศมาเลเซีย จะใช้เส้นทางสู่สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ โดยผ่านชาวมลายูในประเทศเมียนมาร์ หรือไม่ อย่างไร


Ahad, 24 Mei 2015

Hubungan Pendidikan Turki dengan Dunia Melayu


Oleh Nik Abdul Rakib Bin Nik Hassan
        Di Provinsi Pattani, Selatan Thailand terdapat sebuah sekolah agama yang dapat dana bantuan dari Turki. Sekolah tersebut mulai berkembang dan mendapat sambutan dari masyarakat setempat. Ini adalah satu hubungan diantara Turki dengan Dunia Melayu khususnya masyarat Melayu Patani.
       Sebenarnya kerjasama dan hubungan di bidang Pendidikan diantara Turki dengan Dunia Melayu sudah wujud serratus tahun lepas. Untuk membuktikan kenyataan ini. Saya mengambil sebuah artikel dengan tujuk “Sejarah Pengiriman Pelajar Nusantara Ke Turki Abad ke 19 dan Pengaruhnya Terhadap Gerakan Kemerdekaan Indonesia”  yang di tulis oleh Achmal Junmiadi (Manajer Kuliah di Turki dan Founder Lembaga Pengkajian Indonesia Turki) dan disiarkan di laman “https://beritaturki.com”  Isi kandungannya adalah seperti berikiut :-
Potret 2 anak Nusantara asal Batavia dan Buitenzorg (Bogor) Jawa Ahmed dan Said yg bersekolah di Istanbul Turki Utsmani. Ottoman Archieve pada tahun 1900.

Dalam catatan manuskrip yang terdapat dalam buku Turki Utsmani – Indonesia relasi dan korepondesi berdasarkan dokumen Turki Utsmani yang diterbitkan oleh Hitay Holding 2017.Menjelaskan adanya korespondensi antara konsulat Turki di Batavia pada tahun 1889 tentang pengiriman pelajar jawa kepada kekaisaran Turki Utsmani di Istanbul. Dijelaskan status pelajar tersebut merupakan pelajar muslim untuk mengikuti jenjang Pendidikan Menengah – Tinggi terbaik di Turki terdapat hampir 20 pelajar yang dikirim notebene adalah para pelajar yang kebanyakan dikirim oleh organisasi Jamiat Kheir yang didirikan akhir abad 19 dan diakui secara resmi pada tahun 1901 oleh pemerintah hindia belanda di batavia.

Dokumen yang menjelaskan penerimaan pelajar dari Nusantara di Istanbul Turki tahun 1900.


Dokumen yang menjelaskan penerimaan pelajar dari Nusantara di Istanbul Turki tahun 1900. Konsulat Turki di Batavia tidak hanya mencoba aktif untuk meningkatkan hubungan antara penduduk di Batavia-Jawa dengan Turki Utsmani, tapi juga menyediakan kesempatan bagi anak-anak bangsawan nusantara untuk dikirim ke Istanbul untuk belajar disana. Dari tahun 1898 dan seterusnya, hampir dua puluh siswa belajar di bawah bantuan Kekaisaran Turki Utsmani di Sekolah seperti Asiret Mektebi (Sekolah Kekaisaran), Mulkiye Mektebi (Sekolah Menengah Kejuruan), Darussafaka (Sekolah Menengah Pertama Turki untuk anak yatim), dan Galatasaray High School
(Sekolah Menengah Atas)*.

Selanjutnya diperkuat dengan manuskrip catatan penerimaaan pelajar jawa Osman Efendi dan sayid Muhammad Abdullah Al Attas Efendi di jurusan ilmu politik perguruan tinggi imperial Turki Utsmani**.

Salah satu pelajar yang dikirim merupakan anak dari pendiri Jamiat Khair Sayid Ali bin Ahmad Muhammad Syahab merupakan lulusan akademi militer Turki di Istanbul yang kemudian hari menjadikan Jamiat Kheir sebagai organisasi pendidikan Islam modern pertama dinusantara yang mengadopsi sistem pendidikan Islam modern ala Turki Utsmani. Peran Jamiat kheir tidak hanya berhenti dalam mendidik kalangan keturunan arab dinusantara namun juga mendidik para kaum pribumi muslim jawa yang kemudian menjadi tokoh pembaharuan islam dan pergerakan nasional diantaranya adalah KH. Ahmad Dahlan pendiri Muhammadiyah dan juga H.O.S Tjokroaminoto pendiri Sarekat Islam***.

Mengutip pidato pembukaan Sri Sultan Hemengkubowono X pada Kongres Umat Islam Indonesia di Jogjakarta pada tahun 2015 menjelaskan “Pada tahun 1903 Jamiat Khair mengadakan Kongres Umat Islam di Batavia Sultan Turki mengutus Muhammad Amin Bey dalam kongres tersebut, hasil kongres menetapkan Haram Hukumnya setiap muslim tunduk terhadap pemerintahan Belanda”. Dari hasil kongres tersebut menjadikan patokan untuk semua organisasi yang didirikan oleh anggota Jamiat Kheir termasuk Sarekat Islam untuk menggagas Ide Zelf Bestur bentuk pemerintahan mandiri yang dikemudian hari akan diteruskan oleh Ir. Soekarnomurid didik H.O.S Tjokroaminoto dalam suksesi memerdekakan Indonesia ditahun 1945 dari kolonialisme Belanda.

Selain kutipan tentang manuskrip yang menjelaskan tentang pengiriman para pelajar nusantara ke Turki, tidak kalah pentingnya adanya manuskrip informasi mengenai fatwa jihad yang juga sampai di konsulat Turki di batavia pada tahun 1919 manakala ketika itu Turki Utsmani sedang menghadapi Perang Dunia 1 informasi tersebut juga sampai kepada komunitas Muslim di Jawa sehingga memperkuat alasan gerakan nasional kebangsaan untuk lebih aktif dalam mewujudkan cita cita melepaskan diri dari Kolonialisme belanda. Hal ini diperkuat dengan dibentuknya surat kabar Oetoesan Hindia yang berbahasa arab dan melayu aktif memberitakan informasi pro ottoman (Turki Utsmani) didirikan oleh anggota Jamiat Kheir pada 26 Januari 1913 melalui N.V Handel-Maatschappij Setija Oesaha bidang ekonomi Jamiat khair dalam bentuk percetakan surat kabar guna mendapatkan simpati yang lebih luas di dunia Internasional. Setija Oesaha didirikan di Surabaya oleh anggota Jamiat Kheir Muhammad bin Saleh bin Aqil dan kepengurusannya dipercayakan kepada H.O.S Tjokroaminoto yang menjabat sebagai direktur sekaligus menjadi pemimpin redaksi surat kabar Oestoesan Hindia.

Dibidang Politik, Jamiat Khair melibatkan diri dalam organisasi Sarekat Islam. Disamping itu kegiatan Jamiat Khair dalam masalah politik dapat dilihat dari hubungan mereka dengan negara muslim diluar Indonesia. Hubungan ini menunjukkan pula sikap mereka sebagai penduduk Hindia Belanda umumnya dan anggota Jamiat Khair khususnya, yang tidak sejalan dengan pemerintah kolonial belanda. Melalui perantara anggota jamiatul kheir inilah yang notebene memiliki jaringan kuat di timur tengah hingga Turki yang kemudian dimanfaatkan oleh Sarekat Islam dalam mendapatkan dukungan usaha perjuangan kemerdekaan Indonesia di dunia internasional khususnya Mesir yang kemudian kelak menjadi negara pertama yang mengakui kedaulatan dan kemerdekaan Indonesia pasca proklamasi yang diproklamirkan oleh Ir. Soekarno melalui tokoh diplomasi berasal dari Sarekat Islam yang dipimpin oleh diplomat ulung K.H Agus Salim setelah wafatnya pendiri Sarekat Islam H.O.S Tjokroaminoto.

*Turki Utsmani-Indonesia Relasi dan Korespondensi berdasarkan dokumen Turki Utsmani. Hal 72-72, Hitay Istanbul 2017

**Opcit. Hal 461-476 Arsip 52.

***Jamiat Kheir Sejarah dan Perkembangannya, Edrus Alwi Al- Masjhoer Halaman 16 & 31, Jakarta


Khamis, 21 Mei 2015

Kelab Suara Muda, Kelantan salah satu kelab tertua di Malaysia.


Oleh Nik Abdul Rakib Bin Nik Hassan
        Kelab Suara Muda, Kota Bharu, Kelantan tidak asing bagi kami, Nusantara Studies Center di Prince of Songkla University, Kampus Pattani, Selatan Thailand. Kerana setiap tahun pelajar Jurusan Pengajian Melayu di universiti ini melalui Nusantara Studies Center  akan hantar sekumpulan pelajar untuk mengadakan Program Latihan Industri selama 2 bulan di musim cuti Panjang.  Disini saya akan memperkenalkan Kelab Suara Muda :-

Pengenalan
KELAB SUARA MUDA merupakan sebuah kelab yang paling awal ditubuh dinegeri ini. Sebelum didaftarkan Kelab ini dinamakan PERSEKUTUAN SUARA MUDA. Pengasas-pengasas penting Persekutuan Suara Muda pada tahun 1936 ialah :

Tuan Hj. Ismail Bakti bin Hj Mohd Salleh sebagai Ketua (Gambar Dibawah) dan Tuan Hj Mahmood Bakti bin Hj Mohd Salleh sebagai Timbalan Ketua (Gambar Dibawah)

KELAB SUARA MUDA didaftar dengan rasmi nya melalui Undang-Undang Pertubuhan pada 4hb April 1938 dibawah heirarki kepimpinan Presiden-presidennya sebagaimana berikut :-
PRESIDEN-PRESIDEN 
                                   
1.  YBhg Dato' Hj Nik Abdullah bin Nik Hussin       (1938-1941)
2.  YM Tengku Kamarulzaman bin Tengku Ismail   (1941-1955)
3.  YBhg Dato' Hj Abdullah bin Mahmood           (1955-1959)

4.   YBhg Tan Sri Dato' Hj Nik Daud bin Dato' Hj Nik Mat  (1959-1961)
5.   YBhg Dato' Ishak bin Abdul Hamid    (1961-1982)
6.   YBhg Dato' Ahmad Nordin bin Wahab    (1982-1988)

7.   YBhg Dato' Hj Ayoub bin Zakaria      (1988-1997)

8.   Tuan Hj Dr. Ezanee bin Dato' Isahak   (1997-2003)
9.   Tuan Hj Zakaria bin Mohamad          (2003-2007)
10.  Tuan Hj Hasshim bin Mohd Ali    

(2007-        )

PENAUNG
Penaung asal ialah Allahyarham Tan Sri Dato' Hj Mohamad bin Yaacob, No. Ahli : 126 telah meninggal dunia pada 8 September 2009.

PENASIHAT
Penasihat KELAB SUARA MUDA ialah YBhg Tuan Hj Ahmad Shazilly bin Hj Ismail Bakti, (Gambar Dibawah) No. ahli : 738, anak kepada Pengasas Kelab, Tuan Hj Ismail Bakti bin Hj Mohd Salleh.

YBhg Tuan Hj Ahmad Shazilly bin Hj Ismail Bakti
Penasihat Kelab Suara Muda

MATLAMAT
Mengikut Undang-Undang Tubuh KELAB SUARA MUDA tujuan utama penubuhan Kelab diringkaskan sebagaimana berikut :

1.  Menggalakan dan memajukan bidang kebudayaan, kesenian bangsa, dan kesukanan dikalangan ahli-ahli.

2.  Berikhtiar memupuk semangat bersatu padu dikalangan semua ahli selaras kehendak semasa Negeri dan Negara.

3.  Pembangunan ekonomi kepada Kelab melalui kepelbagaian kegiatan-kegiatan ekonomi semasa.

PUSAT KESENIAN BANGSA
Selama lebih tujuh puluh tahun KELAB SUARA MUADA telah menganjurkan banyak aktiviti aktiviti kesenian bersejarah yang telah mengharumkan nama Negara.

Personaliti terkemuka seperti Allahyarham Tunku Abdul Rahman Putra, Allahyarham Tan Sri Nik Ahmad Kamil dan Allahyarham Tan Sri P. Ramlee adalah diantara ramai nama nama bersejarah yang telah bekerjasama untuk memajukan KELAB SUARA MUDA.

Tokoh tokoh tempatan seperti YM Tengku Nor Asiah, Primadona Mak Yong Khatijah Awang dan Pak Sein Keroncong turut menjayakan aktiviti kesenian melalui KELAB SUARA MUDA.

Gambar dibawah menunjukkan wajah bangunan lama KELAB SUARA MUDA yang telah digantikan dengan bangunan baru dan juga kunjungan tokoh tokoh kesenian tanah air termasuk Allahyarham P. Ramlee, AR Tompel dan Osman Gumanti.

LAGU SUARA MUDA
Sebuah lagu berjudul SUARA MUDA MACH telah dicipta oleh Zubir Said untuk memberi kekuatan dan semangat kepada ahli-ahli. Berikut disiarkan lirik dan nota muzik nya.

PENTADBIRAN
Pentadbiran harian KELAB SUARA MUDA dijalankan oleh Ahli Jawatankuasa Kerja yang diketuai oleh Presiden Kelab, Tuan Hj Hasshim bin Mohd Ali. Berikut adalah senarai AJK Kerja sessi 2009-2011 :-

Presiden:                Hj Hasshim bin Mohd Ali

Naib Preiden:         Hj Wan Hussain bin Wan Abd. Rahman

Setiausaha:            Azman bin Mohd Daham

Bendahari:             Ramli bin Hj Abdullah

Ahli:                      Nik Hashim bin Dato' Hj Nik Daud
                             (Ketua Sektor Keahlian)

Ahli:                      Hj Raja Harun bin Tuan Long Ahmad
                             (Ketua Sektor Agama dan Kebajikan)


Ahli:                      Hj Razali bin Abdullah
                             (Ketua Sektor Keluarga)

Ahli:                      Wan Bakar bin Wan Daud
                             (Ketua Sektor Rekreasi, Pelancungan dan Fotografi)

Ahli:                      Hj Ayub bin Abd Rahman
                             (Ketua Sektor Kesenian)

 Ahli:                     Hj Abdullah bin Sulaiman
                             (Ketua Sektor Tugas-Tugas Khas)

Ahli:                      Abdul Rahim bin Che Mat
                             (Ketua Sektor Belia dan Sukan)


Pelaksanaan pentadbiran pejabat dan bangunan, bawah arahan AJK Kerja KELAB SUARA MUDA dibantu oleh lima orang kakitangan tetap dan sepenuh masa.