Jumaat, 29 Mac 2019

น้ำตกปาโจ แหล่งท่องเที่ยวในอำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส

โดย นิอับดุลรากิ๊บ  บินนิฮัสซัน
การเดินทางไปยังน้ำตกปาโจ เมื่ออยู่ในตลาดอำเภอบาเจาะ หรือที่ชาวบ้านเรียกว่าตลาดแป๊ะบุญ ตามชื่อคนจีนคนหนึ่งที่ชื่อว่า แป๊ะบุญ ซึ่งผู้เขียนเชื่อว่า น่าจะมาจากคำว่า แป๊ะบุน มากกว่า เดินทางจากตลาดแป๊ะบุนไปทางนราธิวาสสักหนึ่งกิโลเมตร แล้วเจอทางแยกไปทางขวามืไปยังน้ำตกปาโจราวสัก 3-4 กิโลเมตร ก็จะถึงอุทยานแห่งชาติเทือกเขาบูโด-สุไหงปาดี อันเป็นที่ตั้งของน้ำตกปาโจ
ประวัติความเป็นมาของอำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส
ความเป็นมาของอำเภอบาเจาะ  จังหวัดนราธิวาสนั้น  เดิมเป็นส่วนหนึ่งของเมืองสายบุรี

เขตการปกครองของเมืองสายบุรีในอดีตแตกต่างจากเขตการปกครองในปัจจุบัน  ด้วยเมืองสายบุรีในอดีตนั้นมีพื้นที่ครอบคลุมตั้งแต่อำเภอเมือง อำเภอยี่งอ  อำเภอบาเจาะ  จังหวัดนราธิวาส จนถึงอำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานีในปัจจุบัน  ในยุคที่มีการแบ่งเมืองปัตตานีออกเป็น 7 หัวเมืองปักษ์ใต้ในปี 2359 ศูนย์อำนาจในการปกครองของเมืองสายบุรีตั้งอยู่ที่อำเภอยี่งอในปัจจุบัน  ต่อมาในช่วงรัชการที่ 5 ศูนย์อำนาจของเมืองสายบุรีได้ย้ายจากศูนย์อำนาจในอำเภอยี่งอปัจจุบันไปยังเมืองสายบุรีในปัจจุบัน 

เมื่อยุคที่มีการปกครองด้วยระบบเทศาภิบาลนั้น เมืองสายบุรีจึงเป็นส่วนหนึ่งของมณฑลปัตตานี  ด้วยอำเภอเมืองสายบุรีมีพื้นที่ที่กว้างขวาง  ทำให้ไม่สะดวกในการปกครอง   พื้นที่อำเภอบาเจาะในปัจจุบันจึงเกิดการเปลี่ยนแปลง โดยทางราชการได้ประกาศจัดตั้งกิ่งอำเภอขึ้นมา  แยกพื้นที่ดังกล่าวออกจากอำเภอเมืองสายบุรี  เมื่อวันที่ ๓๑  กรกฎาคม  รัตนโกสินทร์ ศก ๑๒๗   ต่อมามีการยกฐานะกิ่งอำเภอจำปากอ เป็นอำเภอจำปากอ  เมืองสายบุรี  เมื่อ 30  พฤศจิกายน ร.ศ. 128  ดังนั้นวันที่ 30  พฤศจิกายน ร.ศ. 128 (2452)  เป็นวันประกาศจัดตั้งอำเภอบาเจาะ  ต่อมาได้มีการเปลี่ยนชื่ออำเภอจากอำเภอจำปากอเป็นอำเภอบาเระเหนือ  หลังจากนั้นได้มีการย้ายตัวอำเภอจากตำบลบาเราะเหนือมายังตำบลบาเจาะ  และเปลี่ยนชื่ออำเภอจากอำเภอบาเระเหนือมาเป็นอำเภอบาเจาะ  แต่ยังคงอยู่ในการปกครองของจังหวัดสายบุรี  ต่อมาในปี 2474 มีการยุบจังหวัดสายบุรีลงเป็นอำเภอสายบุรีให้ขึ้นกับจังหวัดปัตตานี  ส่วนอำเภอบาเจาะ ซึ่งเดิมเป็นส่วนหนึ่งของจังหวัดสายบุรีได้โอนให้อยู่ในการปกครองของจังหวัดนราธิวาส ปัจจุบันมี ว่าที่ร.ต. จีรัสย์  ศิริวัลลภ เป็นนายอำเภอบาเจาะ
แหล่งท่องเที่ยวในอำเภอบาเจาะ
น้ำตกปาโจ
น้ำตกปาโจตั้งอยู่ที่บ้านปาโจ ตำบลบาเจาะ อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาสเป็นน้ำตกขนาดใหญ่ที่มีน้ำตลอดปี แต่ในหน้าแล้งน้ำค่อนข้างน้อย จากข้อมูลกล่าวว่ามีความสูงประมาณ 60 เมตร มีทางขึ้นไปสู่ต้นน้ำเป็นชั้นๆ รวม 9 ชั้น นับว่าเป็นน้ำตกที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดและสวยงามแห่งหนึ่งของภาคใต้ เป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติบูโด - สุไหงปาดี มีพื้นที่คลอบคลุมอยู่ในท้องที่อำเภอบาเจาะ อำเภอยี่งอ อำเภอระแงะ อำเภอรือเสาะ อำเภอสุไหงปาดี อำเภอจะแนะ อำเภอแว้ง จังหวัดนราธิวาส อำเภอรามัน จังหวัดยะลา และอำเภอกะพ้อ จังหวัดปัตตานี

ปัจจุบันมีการพัฒนาพื้นที่น้ำตกปาโจ เพื่อความสะดวกของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะในการเดินภายในพื้นที่น้ำตก และการถ่ายรูปโดยมีน้ำตกปาโจเป็นฉาก
ใบไม้สีทอง
ที่น้ำตกปาโจแห่งนี้ที่น่าสนใจคือการมีใบไม้ชนิดหนึ่ง ชื่อว่า ใบไม้สีทอง หรือ ที่ผิดเพี้ยนว่า ย่านดาโอ๊ะ  ซึ่งว่าที่ ร.ท. ดิลก  ศิริวัลลภ กล่าวว่า คำว่า ดาโอ๊ะ ไม่ใช่ชื่อ ใบไม้ แต่เป็นชื่อคนที่นำใบไม้ไปถวายให้  ใบไม้สีทองมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า  : Bauhinia aureifolia K. & S. S.Larsen  ตั้งชื่อโดย ดร. ไค  ลาร์เซน   นักพฤกษาศาสตร์ชาวเดนมาร์ค เมื่อปี 1989 หรือ 2532 ลงบันทึกในหนังสือ Nordic Journal of Batany ในปี 1989  คำว่า K. & S. S. Larsen  มาจากชื่อของ ดร. ไค  ลาร์เซน  (Kai Larsen  )  และ S. S. Larsen  ย่อมาจากชื่อของคุณสุภี   ศักดิ์สุวรรณ ภรรยาของดร. ไค  ลาร์เซน
ที่พักภายในอุทยานน้ำตกปาโจ 
ภายในอุทยานแห่งชาติน้ำตกปาโจ ยังมีบ้านพักรับรอง สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการค้างคืนบริเวณพื้นที่น้ำตกปาโจ และพื้นที่น้ำตกปาโจ โดยเป็นที่พักในการจัดงานสัมมนานานชาติว่าด้วยมลายูศึกษาครั้งที่ 1 และพื้นที่น้ำตกปาโจเหมาะในการจัดงานสัมมนาที่มีผู้คนเข้าร่วมไม่มากนัก


Sabtu, 23 Mac 2019

ปัญหาการศึกษาไทย มุ่งผลิตผู้ตามห้ามคิด ยิ่งเรียนยิ่งเหลื่อมล้ำ

โดย นิอับดุลรากิ๊บ   บินนิฮัสซัน
    การศึกษาไทย เป็นการศึกษาที่มีปัญหา ซึ่งปัญหาต่างๆมีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นครูสอนไม่ตรงกับสาขาวิชาที่จบ หรือปัญหาอื่นๆสารพัดปัญหา เมื่อให้เราได้รับรู้ถึงปัญหาการศึกษาไทย จึงขอเสนอบทความจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐออนไลน์ (https://www.thairath.co.th/lifestyle/life/1525805) ซึ่งเราก็ต้องยอมรับถึงปัญหาที่มีอยูของการศึกษาไทย
บทควาจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐออนไลน์ ในหัวข้อ "ปัญหาการศึกษาไทย มุ่งผลิตผู้ตามห้ามคิด ยิ่งเรียนยิ่งเหลื่อมล้ำ"  น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง มีเนื้อหาดังนี้ :-
"การศึกษาไทย" ยังคงเป็นปัญหาสำคัญของการพัฒนาประเทศ ไม่ว่าจะกี่ยุคกี่สมัย โลกเปลี่ยน คนเปลี่ยน ที่อยู่อาศัยก็ไปถึงดาวอังคารแล้ว แต่สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยน นั่นคือ ระบบการศึกษาไทย ไม่ว่าจะกี่พรรค กี่รัฐบาล ทำไมถึงทำไม่สำเร็จ พี่แคมปัส ติดตามการศึกษามาหลายปีดีดะ แต่ก็ไม่เห็นว่าอะไรจะดีขึ้น ทุกอย่างคือภาพฝัน ซึ่งเราเองก็เชื่อว่า ผู้หลักผู้ใหญ่หลายคนเล็งเห็นปัญหา แต่ยังคงหาวิธีแก้ไม่สำเร็จ อาจเป็นเพราะระบบการศึกษาของบ้านเรา มันกินวงกว้างและใหญ่เกินไป เกินจะเยียวยาแก้ไขปรับปรุงให้ดีขึ้นได้ ภายในระยะเวลาอันสั้น ไม่แปลกที่ระบบการรับนักศึกษาหรืออะไรก็ตามแต่ ยังคงวนเวียนและเป็นความเหลี่ยมล้ำ ระหว่างลูกคนรวยกับลูกตาสีตาสา ที่โอกาสทางการศึกษาแตกต่างกันอย่างชัดเจน

พอจะนึกภาพออกแล้วใช่มั้ย? ว่าทำไมการศึกษาเป็นวงวน ประหนึ่งถูกสาป โลกเปลี่ยน เทคโนโลยีเปลี่ยน คนที่ดูแลและบริหารด้านนี้ ยิ่งที่เปลี่ยนความคิดใหม่ สร้างสรรค์และออกแบบการเรียนรู้ให้ทันสมัยตาม ในงานเสวนาการศึกษา เราได้ฟังความเห็นหนึ่งน่าสนใจ นั่นคือความเห็นของ "ธานินทร์ เอื้ออภิธร" ผู้บริหารโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษเอ็นคอนเส็ปท์ แสดงทัศนะเกี่ยวโครงสร้างสังคมที่กระทบต่อการศึกษาไทย ไว้ว่า

"การเรียนแบบเก่าแบบ Gen X-Gen Y เป็นการเรียนแบบสร้างผู้ตามที่ดี เข้าทำนองเดินตามผู้ใหญ่หมาไม่กัด คนขยัน เชื่อฟัง และทำตามให้ถูกต้อง เป็นคนที่มีคุณค่า คนที่ท่องจำเก่งจึงประสบความสำเร็จได้ ทั้งในการเรียนและการทำงาน เพราะโลกยังเปลี่ยนแปลงช้ามาก และคำตอบที่ถูกต้องมีเพียงคำตอบเดียว ขณะที่โลกยุคใหม่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วขึ้นเรื่อยๆ เทรนด์โลกยุคใหม่ที่เข้าสู่ Digitalization ทำให้ Hyper Competition หรือการแข่งขันอย่างรุนแรง โลกเปลี่ยนจากการหาคำตอบที่ถูกต้อง มาสู่การหาคำตอบที่น่าพึงพอใจตามบริบท

ดังนั้นทักษะความเป็นผู้นำ ที่สามารถสื่อสารและทำให้คนรอบข้างเชื่อว่า สิ่งใหม่สิ่งที่แตกต่างนั้นเป็นไปได้ จึงเป็นทักษะที่มีคุณค่ามาก ซึ่งเทรนด์การศึกษาทั่วโลกกำลังมุ่งสร้างทักษะเหล่านี้ในระบบการศึกษา ไม่ว่าจะประเทศในอาเซียนเองอย่างมาเลเซียหรือสิงคโปร์ ต่างก็เน้นคอนเส็ปท์ Study less Learn More ขณะที่ประเทศไทยกำลังผลิตผู้ตามที่ห้ามคิด"

ทั้งนี้ยังได้เปิดเผยถึงสถานการณ์และภาพรวมของการศึกษาว่า มีการเคลื่อนไหวที่ควรตระหนักถึง 3 ปัจจัย ที่ส่งผลต่อการพัฒนาศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทย คือ

1. แข่งกับคนที่ฉลาดกว่า
การศึกษาของประเทศที่พัฒนาแล้ว มีศักยภาพและความพร้อมในการเรียนรู้ มากกว่าประเทศที่กำลังพัฒนากว่า 6 เท่า จากผลการสอบ Pisa เท่ากับว่าเด็กชั้นประถม 3 ในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น ฟินแลนด์ สิงคโปร์ ญี่ปุ่น มีระดับสติปัญญาเท่ากับเด็กมัธยมศึกษาปีที่ 3 ของไทย นอกจากนี้การสอบ Pisa ยังระบุว่าประเทศที่กำลังพัฒนา เช่น เวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย ยังมีค่าวัดระดับสติปัญญาที่สูงกว่าไทยอีกด้วย โดยการสอบ PISA เป็นการจัดทดสอบความสามารถในด้าน ‘การรู้เรื่อง’ (Competency) ของนักเรียนอายุ 15 ปี จากประเทศต่างๆ ทั่วโลก 

จัดทดสอบโดยองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (Organization for Economic Co-operation and Development หรือ OECD) ข้อสอบ PISA จะประเมิน ‘การรู้เรื่อง’ ใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และการอ่าน โดยที่ไม่ได้อ้างอิงกับเนื้อหาหรือหลักสูตรใดๆ เป็นการเฉพาะโดยสาเหตุที่เลือกนักเรียนในช่วงอายุ 15 ปี เพราะเป็นกลุ่มที่สิ้นสุดการศึกษาภาคบังคับและจะต้องออกไปประกอบอาชีพในตลาดแรงงาน คุณภาพของนักเรียนในกลุ่มนี้จึงเป็นตัวบ่งชี้ถึงคุณภาพทรัพยากรมนุษย์ของประเทศในอนาคต

2. แข่งกับคนฉลาดเท่ากันที่กระหายความสำเร็จกว่า
ทั้งในสิงคโปร์ จีน มาเลเซีย นั้นคนส่วนใหญ่มีความหิวกระหายในการพัฒนาตัวเอง หากมีเวลาว่างจะใช้พัฒนาตัวเองเรียนเสริม และสอบ Certificate พัฒนาทักษะให้พร้อมในการแข่งขัน หรืออย่างคนเวียดนาม ที่ค่าแรงถูกกว่าไทยแต่ทำงานหนักกว่าเรา 3 เท่า ขณะประเทศไทยเข้าสู่ “สังคมอิ่มตัว” เพราะพ่อแม่สร้างเกราะคุ้มกันและไม่เตือนลูกว่ากำลังต้องเจอกับการแข่งขันที่รุนแรง ขณะที่ต่างประเทศพ่อแม่จะสอนให้ลูกเอาตัวรอด ในสงครามการอยู่รอดสมัยใหม่ เพราะการ “ตาย” ในความหมายของยุคใหม่นี้ คือการเสียโอากาสนั่นเอง

3. การมาถึงของ AI และ Robot
ในปัจจุบัน AI ฉลาดเท่ากับเด็กอายุ 6 ขวบเท่านั้น แต่ที่ AI ชนะมนุษย์ในปัจจุบัน เนื่องจาก AI คิดได้เร็วกว่ามนุษย์ถึง 30,000 เท่า ที่น่าสนใจคือภายในปี 2045 ที่จะถึง AI จะเกิด Singularity หรือ AI จะมีความฉลาดเท่ามนุษย์ นั่นแปลว่า ไม่มีทางที่มนุษย์จะแข่งขันได้ชนะ ในเรื่องความถูกต้อง เนื่องจาก AI มี Big Data เป็นระบบสนับสนุนอยู่ มนุษย์จะทำได้คือ การสร้างสิ่งใหม่ และการต่อยอดสิ่งที่มีอยู่แล้วไปสู่สิ่งที่ดีขึ้น ที่จะสร้างความพึงพอใจที่มากกว่า

สถานการณ์การศึกษาของโลกในปัจจุบันกำลังถูก Disruption และก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง จนเกิดเทรนด์ใหม่ของการศึกษาได้แก่ Highly Actively Learn - คือผู้เรียนเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้, Highly Adaptive - ผู้เรียนปรับตัวเพื่อเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ , Highly Globalized - การแลกเปลี่ยนการเรียนรู้และหลักสูตรในระดับประเทศ, Highly Personalized - การเลือกเรียนและปรับเปลี่ยนตามรูปแบบความสนใจของแต่ละบุคคล และสุดท้าย Highly Focused yet Flexible - การเรียนแบบโฟกัสแต่ยังยืดหยุ่น

ส่วนแนวทางการแก้ไขความเหลื่อมล้ำในการศึกษาไทยนั้น ต้องใช้ EdTech (Education Technology) เข้ามาช่วยแก้ไขเพื่อให้เด็กไทยทุกคนเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ เข้าถึงครูเก่งที่มีศักยภาพสนับสนุนให้เด็กเก่งไปได้ไกลขึ้น เพราะประเทศไทยจะเปลี่ยนได้ด้วยการศึกษา จึงต้องพัฒนาการศึกษาไทยให้สร้างคนคุณภาพมาช่วยกันพัฒนาประเทศ


นี่ก็อีกหนึ่งเสียง ของคนในแวดวงการศึกษา หากใครที่เกี่ยวข้องผ่านมาเห็นเข้า ก็ฝากไว้เป็นการบ้านต่อไป ซึ่งเราก็คาดหวังว่า "ระบบการศึกษาไทย" จะดีขึ้น แค่เราต้องการตัดสินใจเปลี่ยนแปลง ก็เพื่ออนาคตของประเทศชาตินั่นเอง.

Khamis, 7 Februari 2019

พระราชาธิบดีองค์ใหม่ของประเทศมาเลเซีย


โดยนิอับดุลรากิ๊บ  บินนิฮัสซัน
 

ภายหลังจากพระราชาธิบดีองค์ที่ 15 ของประเทศมาเลเซียลาออกจากตำแหน่ง เมื่อวันที่ 6 มกราคมที่ผ่านมา อันมาจากหลากหลายปัญหาที่เกิดจากเรื่องส่วนตัวของพระองค์ จึงต้องเลือกเจ้าผู้ครองรัฐองค์ใหม่ขึ้นมาเป็นพระราชาธิบดี ดังนั้นสภาเจ้าผู้ครองรัฐ หรือ Majlis Raja Raja อันเป็นสภาของบรรดาเจ้าผู้ครองรัฐประกอบด้วย 9 องค์จาก 9 รัฐของประเทศมาเลเซีย จึงมีมติให้สุลต่านอับดุลลอฮ สุลต่านแห่งรัฐปาหัง ขึ้นดำรงตำแหน่งพระราชาธิบดี โดยมีพระราชินีชื่อว่า ตุนกูอาซีซะห์ อามีนะห์ อิสกันดาเรียะห์ ประวัติของพระองค์ ประสูติเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 1959 เกิดที่พระราชวังมังฆาตุงฆาล เมืองเปอกัน รัฐปาหัง  หลังจากจบการศึกษาจากประเทศมาเลเซีย ได้เข้าเรียนต่อที่วิทยาลัยเดวีส์ กรุงลอนดอน และเรียนต่อที่สถาบันการทหารแซนด์เฮิร์ส สหราชอาณาจักร  และได้รับการประดับยศเป็นร้อยตรี โดยสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ของอังกฤษ  และในปี 2004 ได้รับแต่งตั้งเป็นพลตรี เป็นผู้บัญชาการกองทหารที่ 505 กองทหารรักษาดินแดน

ได้รับแต่งตั้งเป็นราชทายาทของรัฐปาหังในปี 1975  และในปี 1979 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นรักษาการสุลต่านแห่งรัฐปาหัง ในขณะที่สุลต่านรัฐปาหัง ผู้เป็พระบิดาไปดำรงตำแหน่งพระราชาธิบดีองค์ที่ 12 และเมื่อ 8 ธันวาคม 2016 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นรักษาการสุลต่านแห่งรัฐปาหัง เนื่องจากสุลต่านรัฐปาหัง ผู้เป็พระบิดาประชวร จนเมื่อพระราชาธิบดีองค์ที่ 15 ลาออก จึงเกิดปัญหาทางการเมือง เมื่อวาระเวียนการเป็นพระราชาธิบดีจะเป็นของรัฐปาหัง แต่เมื่อสุลต่านรัฐปาหังประชวร จึงต้องตกเป็นเวียนวาระของรัฐโยโฮร์ แต่ด้วยสุลต่านแห่งรัฐโยโฮร์ไม่ถูกกับดร. มหาเธร์  โมฮัมหมัด นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย จึงหาทางออกโดยสุลต่านแห่งรัฐปาหังสละราชสมบัติ หลีกทางให้ราชทายาทขึ้นมาเป็นสุลต่านแทน พร้อมๆกับรับตำแหน่งพระราชาธิบดีแห่งประเทศมาเลเซีย

ซ้ายมือสุลต่านปาหังอยู่ในวัยชรา ต้องเป็นวาระของคนกลางสุลต่านรัฐโยโฮร์ 



Rabu, 30 Januari 2019

ความสัมพันธ์ระหว่างตุรกีกับโลกมลายู โดยเฉพาะอาเจะห์ อินโดเนเซีย

โดย นิอับดุลรากิ๊บ  บินนิฮัสซัน
ผู้เขียนมีความสนใจในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างอาณาจักรออตโตมัน หรือ อุสมานียะห์กับโลกมลายู พอสมควร หรือแม้แต่ในหนังสือ ฮีกายัปาตานี (ตำนานปาตานี) ก็มีการกล่าวถึง อับดุลซอมัด อัล-รูม ว่าเป็นผู้หล่อปืนใหญ่ที่ทางการไทยเรียกว่า ปืนใหญ่พญาตานี  สำหรับอับดุลซอมัด อัล-รูม คำว่า อัล-รูม นั้นหมายถึง กรุงโรมตะวันออก หรือ กรุงคอนสแตนติโนเปิล หรือเมืองอิสตันบุลในปัจจุบัน ผู้เขียนก็ยังไม่เห็นภาพของความสัมพันธ์ระหว่างตุรกีกับโลกมลายู แต่เมื่อได้เดินทางไปยังจังหวัดอาเจะห์ดารุสสาลาม ของประเทศอินโดเนเซีย ทำให้ภาพของความสัมพันธ์ระหว่างตุรกีกับโลกมลายู โดยเฉพาะกับรัฐอาเจะห์ดารุสสาลาม ในอดีตเป็นภาพชัดเจนขึ้น

หลังจากนั้น ได้อ่านหนังสือบางเล่ม บทความบางบทความ ที่กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างระหว่างตุรกีกับอาเจะห์ ผนวกกับประสบการณ์ที่ได้จากดินแดนอาเจะห์ดารุสสาลาม  ทำให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างตุรกีกับโลกมลายูในอดีตว่ามีความสำคัญและแน่นแฟ้นมาก  มีหนังสือจำนวนมากที่ตีพิมพ์ออกมาเพื่อเผยแพร่ถึงความสัมพันธ์ระหว่างตุรกีกับอาเจะห์ดารุสสลาม 
หนังสือชื่อ จากตุรกีถึงอาเจะห์
หนังสือชื่อ ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐอาเจะห์กับตุรกี
หนังสือชื่อ รัฐอาเจะห์กับตุรกี ความเป็นจริงและประวัติศาสตร์
หนังสือชื่อ ตุรกีออตโตมันและอินโดเนเซีย
หนังสือชื่อ ตามรอยอาณาจักรออตโตมันในภูมิภาคมลายู
นอกจากนั้นยังมีหลักฐานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสุสานชาวตุรกีในดินแดนอาเจะห์ หรือแผนที่ภูมิภาคมลายู ที่สุลต่านอาเจะห์ส่งไปให้สุลต่านแห่งอณาจักรออตโตมัน 
     
สุสานชาวตุรกีในอาเจะห์
       
สุสานชาวตุรกีในอาเจะห์
   แผนที่ที่สุลต่านอาเจะห์ส่งไปยังสุลต่านแห่งอาณาจักรออโตมาน
         แผนที่การสู้รบระหว่างอาเจะห์กับโปร์ตุเกส
       แผนที่การสู้รบระหว่างอาเจะห์กับโปร์ตุเกส
หนังสือสุลต่านอาลาอุดดินมันซูร์ชาห์ อิบนีสุลต่านยาวฮารุลอาลามชาห์ ส่งไปยังสุลต่านอับดุลมายิด ที่กรุงอิสตันบุล ตุรกี
หนังสือของตัวแทนของสุลต่านสัยยิดอับดุลราหมาน อัซ-ซาฮีร์ อัฟเฟนดี ส่งไปยังเจ้าเมืองฮีญาซ ให้ช่วยเหลือในการเป็นคนกลางระหว่างตุรกีกับอาเจะห์
 งานฉลองครบรอบ 480 ปี ความสัมพันธ์ระหว่างอาเจะห์กับตุรกี


งานฉลองครบรอบ 477 ปี ความสัมพันธ์ระหว่างอาเจะห์กับตุรกี

จาก Wikipedia บทความถึง การเดินทางของกองทัพเรืออาณาจักรออตโตมันมายังอาเจะห์ 

Ekspedisi Kerajaan Turki Utsmaniyah ke Aceh (1656)


Ekspedisi Utsmaniyah ke Aceh dimulai sekitar tahun 1565 ketika Kesultanan Utsmaniyah berusaha mendukung Kesultanan Aceh dalam pertempurannya melawan Portugis di Malaka.

Ekspedisi dilancarkan setelah dikirimnya duta oleh Sultan Alauddin al-Qohhar (1539–1571) kepada Suleiman Agung pada tahun 1564, dan kemungkinan seawal tahun 1562, meminta dukungan Turki terhadap Portugis.

Persekutuan Aceh-Turki Utsmani secara tak resmi sudah ada sejak tahun 1530-an. Sultan Alauddin al-Qohhar berkeinginan mengembangkan hubungan tersebut, untuk mencoba mengusir Portugis dari Malaka, dan memperluas kekuasaannya di Sumatera. Menurut Fernão Mendes Pinto, Sultan Aceh merekrut 300 prajurit Utsmaniyah, beberapa orang Abesinia dan Gujarat, serta 200 saudagar Malabar untuk menaklukkan Tano Batak pada tahun 1539.

Setelah tahun 1562, Aceh nampaknya sudah menerima bala bantuan Turki yang memungkinkannya menaklukkan Kerajaan Aru dan Johor pada tahun 1564.
Pengiriman duta ke Istanbul pada tahun 1564 dilakukan oleh Sultan Husain Ali Riayat Syah. Dalam suratnya kepada Porte Usmaniyah, Sultan Aceh menyebut penguasa Utsmaniyah sebagai Kholifah (penguasa) Islam.

Senapan Turki dan Aceh, dilucuti setelah pendudukan Aceh oleh Belanda pada tahun 1874

Setelah mangkatnya Suleiman pada tahun 1566, anandanya Selim II memerintahkan pengiriman armada ke Aceh. Sejumlah prajurit, pembuat senjata, dan insinyur diangkut oleh armada tersebut, bersama dengan pasokan senjata dan amunisi yang melimpah. Armada pertama terdiri atas 15 dapur yang dilengkapi dengan artileri, namun dialihkan untuk memadamkan pemberontakan di Yaman. Akhirnya, hanya 2 kapal yang tiba antara tahun 1566–1567, 

namun sejumlah armada dan kapal lain menyusul. Ekspedisi itu dipimpin oleh Kurdoglu Hizir Reis. Orang Aceh membayar kapal tersebut dengan mutiara, berlian, dan rubi. Pada tahun 1568, Aceh menyerang Malaka, meskipun Turki tak nampak ikut serta secara langsung.

Utsmaniyah mengajari Aceh bagaimana membuat meriam, yang pada akhirnya banyak diproduksi. Dari awal abad ke-17, Aceh dapat berbangga akan meriam perunggu ukuran sedang, dan sekitar 800 senjata lain seperti senapan putar bergagang dan arquebus. Armada Turki Utsmani di Samudera Hindia pada abad ke-16.
     
Armada Turki Usmani di Samudera Hindia pada abad ke-16

Ekspedisi tersebut menyebabkan berkembangnya pertukaran antara Kesultanan Aceh dan Turki Utsmani dalam bidang militer, perdagangan, budaya, dan keagamaan. Penguasa Aceh berikutnya meneruskan pertukaran dengan Khilafah Turki Utsmani, dan kapal-kapal Aceh diizinkan mengibarkan bendera Utsmaniyah.

Hubungan antara Kesultanan Aceh dan Turki Utsmani menjadi ancaman besar bagi Portugis dan mencegah mereka mendirikan kedudukan dagang monopolistik di Samudera Hindia. Aceh merupakan saingan dagang utama Portugis, kemungkinan mengendalikan perdagangan rempah-rempah lebih banyak daripada Portugis, dan Portugis mencoba menghancurkan sumbu perdagangan Aceh-Turki-Venesia untuk keuntungan sendiri. Portugis berencana menyerang Laut Merah dan Aceh, namun gagal karena kurangnya tenaga manusia di Lautan Hindia.

Ketika diserang oleh Belanda pada tahun 1873, Aceh meminta perlindungan dengan persetujuannya yang sudah lebih dulu tercapai dengan Kesultanan Usmaniyah sebagai salah satu dependensinya, namun klaim itu ditolak oleh kuasa Barat yang takut bila kejadian masa lalu terulang. Armada yang dipersiapkan untuk membantu Aceh sendiri pada akhirnya dialihkan untuk menumpas pemberontakan Zaidiyah di wilayah Yaman. (wikipedia)