Isnin, 6 April 2009

YAB Dato' Sri Haji Mohd Najib bin Tun Haji Abdul Razak


lahir 23 Julai, 1953 merupakan Perdana Menteri Malaysia terkini sejak 3 April 2009, selain menjadi Menteri Kewangan I, bekas Menteri Pertahanan dan ahli parlimen Pekan, Pahang. Beliau adalah anak lelaki kepada bekas perdana menteri Malaysia yang kedua, Tun Abdul Razak Dato' Hussein. [sunting] Keluarga
Isteri keduanya ialah Datin Seri Rosmah Mansor dan mendapat tiga anak lelaki, Nizar (lahir 1978), Nazifuddin dan Norashman, dan dua anak perempuan, Puteri Norlisa dan Nooryana Narjawa. Tengku Puteri Zainah Tengku Eskandar merupakan isteri pertamanya dan mendapat 3 anak.

Pendidikan
Dilahirkan di Kuala Lipis, Pahang, Dato' Sri Najib merupakan anak sulung kepada Tun Abdul Razak Hussein dan Toh Puan Rahah Mohamad Noah. Beliau juga sepupu kepada Datuk Hishamuddin Tun Hussein.Dato' Sri Najib mendapat pendidikan rendah dan menengah di Institusi St. John, Kuala Lumpur, dan kemudian belajar di Kolej Lelaki Malvern di Worchestershire, England. Beliau mendapat Ijazah Sarjana Muda dengan Kepujian dalam bidang Ekonomi Industri daripada Universiti Nottingham, England pada tahun 1974.

Kerjaya politik

Dato' Sri Najib mula menceburkan diri dalam arena politik setelah kematian mengejut bapanya, Tun Abdul Razak Hussein di London pada 14 Januari 1976. Beliau menang tanpa bertanding merebut kerusi Parlimen Pekan yang kosong, akibat kematian bapanya, ketika berumur 23 tahun, dan merupakan ahli parlimen termuda yang pernah dipilih ketika itu. Dato' Sri Najib menjadi timbalan menteri paling muda apabila dilantik sebagai Timbalan Menteri Tenaga, Telekom dan Pos pada tahun 1978 ketika usia 25 tahun. Kemudian, pada tahun 1982 hingga 1986, beliau menjadi Menteri Besar paling muda dalam sejarah negara apabila dilantik sebagai Menteri Besar Pahang ketika berumur 29 tahun.

Antara jawatan yang pernah disandang dalam kabinet ialah:
• 1978-1980 - Timbalan Menteri Tenaga, Telekom dan Pos
• 1980-1981 - Timbalan Menteri Pendidikan
• 1981-1982 - Timbalan Menteri Kewangan
• 1982-1986 - Menteri Besar Pahang
• 1986-1987 - Menteri Kebudayaan, Belia & Sukan
• 1990-1995, 1999-2008 - Menteri Pertahanan
• 1995-1999 - Menteri Pendidikan

Dato' Sri Najib juga pernah dilantik sebagai Pengerusi Lembaga Kemajuan Penternakan (Majuternak) pada tahun 1977-1979. Kepimpinan beliau teruji dan terus diberi tanggungjawab oleh pucuk pimpinan negara. Dalam UMNO, beliau dipilih sebagai Ketua Pemuda UMNO Bahagian Pekan dan ahli EXCO Pemuda UMNO pada 1976. Kemudian beliau dipilih sebagai ahli Majlis Tertinggi UMNO mulai tahun 1981.

Pada tahun 1982, Dato' Sri Najib memenangi kerusi Naib Ketua Pemuda UMNO tanpa bertanding setelah Datuk Mokhtar Hashim mengosongkan jawatan itu.
Pada 1987, beliau diumumkan sebagai Pemangku Ketua Pergerakan Pemuda UMNO oleh Dato' Sri Anwar Ibrahim setelah Dato' Sri Anwar didesak bertanding Naib Presiden UMNO. Beliau menjadi ketua pada 25 Mei 1988 setelah UMNO ditubuhkan semula. Pada tahun 1993 pula, beliau bertanding jawatan Naib Presiden UMNO, ekoran langkah Dato' Sri Anwar untuk bertanding jawatan Timbalan Presiden UMNO. Beliau terus mempertahankan jawatan Naib Presiden dalam pemilihan parti pada tahun 1993, 1996 dan 2000.
Pada 7 Januari 2004, Dato' Sri Najib dilantik sebagai Timbalan Perdana Menteri Malaysia.

Selasa, 18 Mac 2008

คณะรัฐมนตรีมาเลเซีย ปี 2008

หลังจากการเลือกตั้งครั้งที่ 12 ของประเทศมาเลเซีย โดยพรรคแนวร่วมแห่งชาติได้จัดตั้งรัฐบาล แม้ว่าจำนวน ส.ส. จะลดลง และมี 5 รัฐที่ถูกฝ่ายค้านยึดได้ เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2008 นายอับดุลลอฮ อาหมัด บาดาวี ได้ประกาศคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ดังต่อไปนี้

นายกรัฐมนตรี : Datuk Seri Abdullah Ahmad Badawi
รองนายกรัฐมนตรี : Datuk Seri Najib Razak

สำนักนายกรัฐมนตรี
รัฐมนตรี : Tan Sri Bernard Dompok
รัฐมนตรี : Datuk Seri Mohamed Nazri Abdul Aziz
รัฐมนตรี : Datuk Ahmad Zahid Hamidi
รัฐมนตรี : Datuk Zaid Ibrahim (senator)
รัฐมนตรี : Datuk Amirsham A Aziz (senator)
รัฐมนตรีช่วย : Datuk Johari Baharum
รัฐมนตรีช่วย : Datuk Dr Mashitah Ibrahim (senator)
รัฐมนตรีช่วย : S K Devamany


รัฐมนตรีช่วย
: Datuk Hasan Malek

กระทรวงมหาดไทย
รัฐมนตรีว่าการ: Datuk Seri Syed Hamid Albar
รัฐมนตรีช่วยว่าการ : Datuk Chor Chee Heung
รัฐมนตรีช่วยว่าการ : Datuk Wan Ahmad Farid Wan Salleh (วุฒิสมาชิก)

กระทรวงการคลัง
รัฐมนตรีว่าการ: Datuk Seri Abdullah Ahmad Badawi
รัฐมนตรีว่าการคนที่ II : Tan Sri Nor Mohamed Yakcop
รัฐมนตรีช่วยว่าการ : Datuk Ahmad Husni Mohamad Hanadzlah
รัฐมนตรีช่วยว่าการ : Datuk Kong Cho Ha

กระทรวงการคมนาคม
รัฐมนตรีว่าการ : Datuk Ong Tee Keat
รัฐมนตรีช่วยว่าการ : Datuk Anifah Aman

กระทรวงโยธาธิการ
รัฐมนตรีว่าการ : Datuk Ir. Mohd Zin Mohamed
รัฐมนตรีช่วยว่าการ : Datuk Yong Khoon Seng

กระทรวงอุตสาหกรรมการเกษตรและการค้าล่วงหน้า
รัฐมนตรีว่าการ : Datuk Peter Chin Fah Kui
รัฐมนตรีช่วยว่าการ : A Kohilan Pillay (senator)

กระทรวงแรงงาน น้ำ และการสื่อสาร
รัฐมนตรีว่าการ : Datuk Shaziman Abu Mansor
รัฐมนตรีช่วยว่าการ : Datuk Joseph Salang Gandum

กระทรวงการค้าระหว่างประเทศและอุตสาหกรรม
รัฐมนตรีว่าการ : Tan Sri Muhyiddin Yassin
รัฐมนตรีช่วยว่าการ : Datuk Liew Vui Keong
รัฐมนตรีช่วยว่าการ : Datuk Jacob Dungau Sagan

กระทรวงการเกษตรและอุตสาหกรรมพื้นฐานการเกษตร
รัฐมนตรีว่าการ : Datuk Mustapa Mohamed
รัฐมนตรีช่วยว่าการ : Datuk Rohani Abdul Karim

กระทรวงการค้าภายในประเทศ และคุ้มครองผู้บริโภค
รัฐมนตรีว่าการ : Datuk Shahrir Abdul Samad
รัฐมนตรีช่วยว่าการ : Jelaing anak Mersat

กระทรวงศึกษาธิการ
รัฐมนตรีว่าการ : Datuk Hishammuddin Hussein
รัฐมนตรีช่วยว่าการ : Datuk Dr Wee Ka Siong
รัฐมนตรีช่วยว่าการ : Datuk Razali Ismail

กระทรวงประชาสัมพันธ์
รัฐมนตรีว่าการ : Datuk Ahmad Shabery Cheek
รัฐมนตรีช่วยว่าการ : Datuk Tan Lian Hoe

กระทรวงความเป็นเอกภาพ วัฒนธรรม ศิลปะ และมรดก
รัฐมนตรีว่าการ : Datuk Mohd Shafie Apdal
รัฐมนตรีช่วยว่าการ : Teng Boon Soon

กระทรวงทรัพยากรมนุษย์
รัฐมนตรีว่าการ: Datuk Dr S Subramaniam
รัฐมนตรีช่วยว่าการ : Datuk Noraini Ahmad

กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี่ และนวัตธรรม
รัฐมนตรีว่าการ : Datuk Dr Maximus Ongkili
รัฐมนตรีช่วยว่าการ : Fadillah Yusof

กระทรวงการเคหะและการปกครองส่วนท้องถิ่น
รัฐมนตรีว่าการ : Datuk Ong Ka Chuan
รัฐมนตรีช่วยว่าการ : Datuk Robert Lau Hoi Chew
รัฐมนตรีช่วยว่าการ : Datuk Hamzah Zainudin

กระทรวงกลาโหม
รัฐมนตรีว่าการ : Datuk Seri Najib Razak
รัฐมนตรีช่วยว่าการ: Datuk Wira Abu Seman Yusop

กระทรวงพัฒนาชนบทและดินแดนสหพันธรัฐ
รัฐมนตรีว่าการ : Tan Sri Muhammad Muhd Taib
รัฐมนตรีช่วยว่าการ : Tan Sri Joseph Kurup
รัฐมนตรีช่วยว่าการ : Joseph Entulu Belaun

กระทรวงต่างประเทศ
รัฐมนตรีว่าการ : Datuk Seri Dr Rais Yatim
รัฐมนตรีช่วยว่าการ : Datuk Seri Tengku Azlan Abu Bakar

กระทรวงเยาวชนและการกีฬา
รัฐมนตรีว่าการ : Datuk Ismail Sabri Yaakob
รัฐมนตรีช่วยว่าการ : Wee Jeck Seng

กระทรวงสาธารณสุข
รัฐมนตรีว่าการ : Datuk Liow Tiong Lai
รัฐมนตรีช่วยว่าการ : Datuk Dr. Abdul Latiff Ahmad

กระทรวงการพัฒนาผู้ประกอบการและสหกรณ์
รัฐมนตรีว่าการ : Datuk Noh Omar
รัฐมนตรีช่วยว่าการ : Datuk Saifuddin Abdullah

กระทรวงพัฒนาสตรี ครอบครัว และสังคม
รัฐมนตรีว่าการ : Datuk Dr Ng Yen Yen
รัฐมนตรีช่วยว่าการ : Noriah Kasnon

กระทรวงการท่องเที่ยว
รัฐมนตรีว่าการ : Datuk Seri Azalina Othman Said
รัฐมนตรีช่วยว่าการ : Datuk Seri Sulaiman Abdul Rahman Abdul Taib

กระทรวงกิจการดินแดนสหพันธรัฐ
รัฐมนตรีว่าการ : Datuk Zulhasnan Rafique
รัฐมนตรีช่วยว่าการ : Datuk M Saravanan

กระทรวงการอุดมศึกษา
รัฐมนตรีว่าการ : Datuk Seri Khaled Nordin
รัฐมนตรีช่วยว่าการ : Datuk Dr Hou Kok Chung
รัฐมนตรีช่วยว่าการ : Datuk Idris Haron

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
รัฐมนตรีว่าการ : Datuk Douglas Uggah Embas
รัฐมนตรีช่วยว่าการ : Datuk Seri Abdul Ghapur Salleh

Isnin, 18 Februari 2008

โครงสร้างของศาลอินโดเนเซีย

โดย นิอับดุลรากิ๊บ บินนิฮัสซัน
โครงสร้างของศาลอินโดเนเซีย
ศาลยุติธรรมประเทศอินโดเนเซียแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

1. ศาลยุติธรรมทั่วไป

กฎหมายทั่วไปของประเทศอินโดเนเซียมีพื้นฐานมาจากกฎหมายของประเทศตะวันตก นั้นคือประเทศฮอลันดา หรือ เนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นประเทศที่เคยปกครองอินโดเนเซียมาก่อน

ศาลยุติธรรมของประเทศอินโดเนเซียประกอบด้วยศาลดังต่อไปนี้

1. State Court หรือ ในภาษาอินโดเนเซียเรียกว่า Pengadilan Negeri ศาลนี้ในประเทศอินโดเนเซียตั้งอยู่ในตัวเมืองของเขตการปกครองระดับ kabupaten หรือเมืองต่างๆ ศาลนี้ตั้งกระจายทั่วประเทศ มีทั้งหมด 250 แห่ง เป็นศาลที่ดำเนินการทางคดีแพ่งและคดีอาญา ในสมัยที่อินโดเนเซียยังอยู่ภายใต้การปกครองของฮอลันดานั้น ศาลประเภทนี้เรียกว่า landraad เมื่อศาลนี้ตัดสินคดีความแล้ว คู่ความไม่พอใจในคำตัดสิน ก็สามารถอุทธรณ์คดีไปยังศาลที่เรียกว่า Pengadilan Tinggi


2. The High Court หรือ ในภาษาอินโดเนเซียเรียกว่า Pengadilan Tinggi ศาลนี้ในประเทศอินโดเนเซียตั้งอยู่กระจายทั่วประเทศ มีทั้งหมด 20 แห่ง ศาลนี้ตั้งอยู่ในเมืองเอกของจังหวัด

3. The Supreme Court หรือ ในภาษาอินโดเนเซียเรียกว่า Pengadilan Agung ศาลนี้ถือว่าเป็นศาลสูงสุดของประเทศอินโดเนเซีย ตั้งอยู่ในกรุงจาการ์ตา โดยในปี 1985 ศาลสูงสุดนี้ได้มีการเพิ่มอำนาจ สามารถตัดสินว่าคำประกาศ หรือ กฎข้อบังคับของรัฐมนตรีกระทรวงต่างๆนั้น ถูกหรือขัดกับรัฐธรรมนูญของประเทศอินโดเนเซีย (UUD 45 : Undang-Undang Indonesia 1945)หรือไม่ อย่างไร

ในปี 1998 ประเทศอินโดเนเซียได้มีการจัดตั้งศาลขึ้นมาอีกหนึ่งศาล นั้นคือศาลพาณิชย์ โดยมีชื่อเรียกว่า The Commercial Court หรือ ชื่อในภาษาอินโดเนเซียว่า Pengadilan Niaga เมื่อศาลนี้ตัดสินคดีความแล้ว ในกรณีคู่ความยังไม่พอใจก็จะอุทธรณ์ยังศาลสูงสุด หรือ The Supreme Court

ในปี 2001 มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญอินโดเนเซีย 1945 โดยมีการจัดตั้งศาลรัฐธรรมนูญ ศาลนี้มีชื่อว่า The Constitutional Court หรือเรียกเป็นภาษาอินโดเนเซียว่า Mahkamah Konstitusi

2. ศาลชารีอะห์
กฎหมายชารีอะห์ของประเทศอินโดเนเซียมีพื้นฐานมาจากหลักการกฎหมายของศาสนาอิสลาม ซึ่งประชากรส่วนใหญ่ของประเทศอินโดเนเซียนับถือศาสนาอิสลาม ศาลชารีอะห์ในประเทศอินโดเนเซียมี 2 ระดับ คือ

1. ศาลชารีอะห์ชั้นต้น หรือ Pengadilan Agama

ศาลนี้จัดตั้งขึ้นในพื้นที่ต่างๆทั่วอินโดเนเซีย เป็นศาลที่มีอยู่เคียงข้างศาลที่ชื่อว่า State Court หรือ Pengadilan Negeri ศาลนี้มีอำหนาจหน้าที่ที่เกี่ยวกับ การแต่งงาน การหย่า พินัยกรรม ทรัพย์สินมรดก การบริจาคตามหลักการศาสนาอิสลาม รวมทั้งเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์อิสลาม

2. ศาลชารีอะห์ชั้นสูง หรือ Pengadilan Agama Tinggi

ศาลนี้จัดตั้งขึ้นในพื้นที่ต่างๆทั่วอินโดเนเซีย เป็นศาลที่ตั้งอยู่ในเมืองเอกของจังหวัดในอินโดเนเซีย ดำเนินคดีความที่มีการอุทธรณ์มาจากศาลชารีอะห์ชั้นต้น หรือ Pengadilan Agama เมื่อศาลชารีอะห์ชั้นสูง หรือ Pengadilan Agama Tinggi ตัดสินคดีแล้ว คู่กรณีนั้นยังสามารถอุทธรณ์คำตัดสินของศาลดังกล่าวไปยังศาลสูงสุด (The Supreme Court )หรือ ในภาษาอินโดเนเซียเรียกว่า Pengadilan Agung

นอกจากศาลที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ในประเทศอินโดเนเซียยังมีอีกศาลที่ดำเนินการที่เกี่ยวการเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐและศาลทหาร

Pengadilan Tata Usaha Negara
ศาลที่ตัดสินคดีความที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของรัฐ กิจการต่างๆที่เกี่ยวข้องกับรัฐ ศาลนี้เรียกว่า Pengadilan Tata Usaha Negara เป็นศาลที่ตั้งอยู่ในเมืองเอกของเขตปกครองระดับ kabupaten หรือ เมืองต่างๆ เมื่อศาลนี้ตัดสินคดีความแล้ว ยังสามารถอุทธรณ์ต่อยังศาลที่สูงขึ้น นั้นคือ Pengadilan Tinggi Tata Usaha Negara


ศาลทหาร
ศาลทหารในประเทศอินโดเนเซียมี 2 ประเภท คือ

ศาลทหารชั้นต้น หรือ Pengadilan Militer เป็นศาลที่อยู่ภายใต้อำนาจของศาลสูงสุด ศาลนี้เป็นศาลทหารที่ดำเนินการพิจารณาคดีความทางอาญาของทหารตั้งแต่ระดับนายร้อยเอกลงมา

ศาลทหารชั้นสูง หรือ Pengadilan Militer Tinggi ศาลนี้อยู่ภายใต้อำนาจของศาลสูงสุดเช่นกัน เป็นศาลทหารที่ดำเนินการพิจารณาคดีความทางอาญาของทหารตั้งแต่ระดับนายพันตรีขึ้นไป

กฎหมายในประเทศอินโดเนเซีย

โดย นิอับดุลรากิ๊บ บินนิฮัสซัน

กฎหมายอิสลามในประเทศอินโดเนเซีย

ประเทศอินโดเนเซีย เป็นประเทศที่มีประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม ดังนั้นวิถีชีวิตของชาวอินโดเนเซียจึงมีความสัมพันธ์กับศาสนาอิสลาม สำหรับกฎหมายอิสลามในประเทศอินโดเนเซียนั้น ในอดีตมีการนำกฎหมายอิสลามมาใช้ โดยในอินโดเนเซียเริ่มมีการนำกฎหมายตามหลักการศาสนาอิสลามมาใช้เมื่อปี 1882 โดยฮอลันดาซึ่งขณะนั้นปกครองอินโดเนเซียได้ประกาศ Royal Decree เพื่ออนุญาตให้มีการจัดตั้งศาลศาสนา หรือที่เรียกว่า Priest Court มาใช้ในพื้นที่เกาะชวา และมาดูรา

การแต่งงานในประเทศอินโดเนเซียตามกฎหมายการแต่งงาน หรือ Marriage Law 1974 กำหนดให้ฝ่ายชายมีอายุไม่ต่ำกว่า 19 ปี ส่วนฝ่ายหญิงมีอายุไม่ต่ำกว่า 16 ปี

การแต่งงานนั้นสำหรับผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามต้องไปจดทะเบียนที่ Department of Religious Affair หรือ กระทรวงการศาสนา ส่วนผู่ที่ไม่ได้นับถือศาสนาอิสลามต้องไปจดทะเบียนที่ Department of Internal Affair หรือ กระทรวงมหาดไทย

บทบาทของกฎหมายอิสลามในประเทศอินโดเนเซียนั้น นอกจากที่มีการจัดตั้งศาลชารีอะห์แล้ว ยังสามารถเห็นได้อย่างชัดเจนในจังหวัดนังโกรอาเจะห์ดารุสสาลาม จังหวัดนี้เดิมมีชื่อว่า จังหวัดเขตปกครองพิเศษอาเจะห์ ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นจังหวัดนังโกรอาเจะห์ดารุสสาลาม

กฎหมายในจังหวัดนังโกรอาเจะห์ดารุสสาลาม

ปี 2002 มีการประกาศกฎหมายว่าด้วยศาลชารีอะห์

ปี 2003 มีการประกาศเกี่ยวกับกฎหมายการพนัน (Perjudian)

ปี 2003 มีการประกาศเกี่ยวกับกฎหมาย Khalwat

ปี 2004 มีการประกาศเกี่ยวกับกฎหมายซากาต (Pengelolaan Zakat)

ปี 2004 มีการประกาศเกี่ยวกับกฎหมายการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจในจังหวัดนังโกรอาเจะห์ดารุสสาลาม

กฎหมายการปกครองอาเจะห์ (Undang-Undang Pemerintahan Aceh) เป็นกฎหมายใหม่ที่นำมาใช้ในจังหวัดนังโกรอาเจะห์ดารุสสาลาม แทนกฎหมายการปกครองพิเศษ (Undang-Undang Otonami Khusus) ซึ่งเป็นกฎมายการปกครองอาเจะห์นี้มีผลมาจากการเจรจายุติสงครามระหว่างรัฐบาลอินโดเนเซียกับขบวนการอาเจะห์เสรี หรือ Gerakan Aceh Merdeka (GAM) การเจรจาครั้งนั้นดำเนินการที่กรุงเฮลซินกิ ประเทศนอร์เวย์ สำหรับกฎหมาย การปกครองอาเจะห์นี้ได้ผ่านการลงมติของสภาผู้แทนราษฎร หรือ Dewan Perwakilan Rakyat (DPR) เมื่อ 11 กรกฎาคม 2006

เนื้อหาสำคัญของกฎมายการปกครองอาเจะห์ คือ

- มีการนำหลักการกฎหมายอิสลาม หรือ กฎหมายชารีอะห์มาใช้ในจังหวัดนังโกรอาเจะห์ดารุสสาลาม

- น้ำมันและแก๊ส ซึ่งเป็นทรัพยากรธรรมชาติของจังหวัดนังโกรอาเจะห์ดารุสสาลามนั้นรัฐบาลอินโดเนเซียต้องให้ผู้ปกครองจังหวัดนังโกรอาเจะห์ดารุสสาลามร่วมรับผิดชอบด้วย

- มีการอนุญาตให้สามารถจัดตั้งพรรคการเมืองท้องถิ่นในจังหวัดนังโกรอาเจะห์ดารุสสาลามได้ เป็นพรรคการเมืองที่ดำเนินกิจกรรมทางการเมืองเฉพาะภายในจังหวัดนังโกรอาเจะห์ดารุสสาลาม ด้วยกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งพรรคการเมืองของอินโดเนเซียนั้นมีเงื่อนไขว่าพรรคการเมืองต้องมีสาขาพรรคในท้องถิ่นต่างๆทั่วประเทศ

Isnin, 14 Januari 2008

ระบบศาลยุติธรรมของมาเลเซีย

โดย นิอับดุลรากิ๊บ บินนิฮัสซัน
ระบบศาลยุติธรรมของมาเลเซีย

ศาลสหพันธรัฐ (Mahkamah Persekutuan)
องค์ประกอบของศาลสหพันธรัฐนั้นมี[1] 1. ประธานศาลสหพันธรัฐ เรียกว่าหัวหน้าผู้พิพากษาศาลสหพันธรัฐ(Ketua Hakim Negara Mahkamah Persekutuan ) และประธานศาลอุทธรณ์ 2. หัวหน้าผู้พิพากษา(Hakim Besar)ของศาลชั้นสูงแห่งมาลายา และศาลชั้นสูงแห่งบอร์เนียว 3. ผู้พิพากษาจำนวน 7 ท่าน ในการดำเนินคดีนั้นศาลฎีกาจะประกอบด้วยผู้พิพากษาจำนวน 3 ท่านโดยได้รับการเลือกจากประธานศาลสหพันธรัฐ แต่ในกรณีที่เป็นคดีสำคัญทางศาลสหพันธรัฐจะมีผู้พิพากษาจำนวน 5 ท่าน

ศาลชั้นสูง (Mahkamah Tinggi)
ศาลชั้นสูงแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ 1. ศาลชั้นสูงมาลายา 2. ศาลชั้นสูงบอร์เนียว (รัฐซาบะห์และรัฐซาราวัค) องค์ประกอบของศาลสูงนั้นมีดังนี้[2] 1. หัวหน้าผู้พิพากษา ( Hakim Besar ) จำนวน 2 ท่าน โดย 1 ท่าน มาจากแหลมมลายู (Malaya ) และอีก 1 ท่านมาจากรัฐซาบาห์ และรัฐซาราวัค 2. ผู้พิพากษาจำนวน35 ท่านโดย 8 ท่าน มาจากรัฐซาบะห์และรัฐซาราวัคและจำนวน 27 ท่านมาจากแหลมมลายู ( Malaya ) ศาลสูงมีอำนาจที่ไม่จำกัด แต่ส่วนใหญ่แล้วคดีที่อยู่นอกเหนืออำนาจของศาลต้นเท่านั้นที่จะไปพิจารณาในศาลสูง และศาลสูงจะรับพิจารณาคดีที่มีการอุทธรณ์จากการตัดสินของศาลชั้นต้น

Mahkamah Rendah ( ศาลชั้นต้น )[3]
ศาลชั้นต้นในแหลมมลายูประกอบด้วย Mahkamah Sesyen, Mahkamah Majistret, Mahkamah Juvenile และ Mahkamah Penghulu

Mahkamah Sesyen
เป็นศาลที่สูงที่สุดในศาลชั้นต้น มีอำนาจในการตัดสินคดียกเว้นคดีที่มีการลงโทษประหารชีวิต ผู้พิพากษาสามารถลงโทษจำเลยได้ยกเว้นแต่ลงโทษประหารชีวิต ในคดีแพ่งมีอำนาจตัดสินในกรณีไม่เกิน100,000ริงกิต ยกเว้นกรณีอหังสาริมทรัพย์, มรดก, การหย่า, การล้มละลาย

Mahkamah Majistret
เป็นศาลที่ตัดสินเกี่ยวกับคดีทั่วไปและคดีอาชญากรรม ผู้พิพากษาชั้น2 สามารถตัดสินคดีในกรณีลงโทษไม่เกิน 12 เดือน ในคดีแพ่งมีอำนาจตัดสินในกรณีไม่เกิน 3,000 ริงกิต ส่วนผู้พิพากษาชั้น1 ของMahkamah Majistretมีอำนาจที่กว้างขวางโดยสามารถลงโทษในกรณีไม่เกิน 10 ปี ในกรณีคดีแพ่งมีอำนาจมีอำนาจตัดสินในกรณีไม่เกิน25,000ริงกิต Mahkamah juvenile เป็นศาลเด็กและเยาวชนที่ผู้พิพากษาชั้น 1 สามารถพิพากษาความผิดได้ทุกประเภทลงโทษได้ยกเว้นประหารชีวิต และผู้พิพากษาต้องมีนักจิตวิทยาจำนวน 2 ท่าน การพิพากษาในศาลนี้จะทำแบบปิดไม่อนุญาตให้สาธารณชนสามารถเข้าฟังการลงโทษผู้ผิดได้ หรือที่เรียกว่า In Camera การลงโทษคือจะส่งไปยังสถานฝึกอบรม หรือ ปล่อยผู้กระทำความผิด

Mahkamah Penghulu เป็นศาลที่มีผู้ใหญ่บ้านเป็นหัวหน้า Mahkamah Penghulu ถือเป็นศาลที่ต่ำที่สุดในบรรดาศาลชั้นต้น ส่วนใหญ่มักไม่ต้องพิจารณาคดี เพราะผู้ใหญ่บ้านสามารถเกลี้ยกล่อมคู่กรณีได้ ศาลชนิดนี้สามารถพิจารณาคดีที่มีความขัดแย้งในวงเงินไม่เกิน 50 ริงกิต และปรับโทษได้ไม่เกิน 25 ริงกิต ศาลชั้นต้นในรัฐซาบะห์และรัฐซาราวัคนั้น เมื่อมีการขยาย พ.ร.บ.ศาลชั้นต้นปี 1948 ไปยังรัฐซาบะห์และรัฐซาราวัคเมื่อ 1 มิถุนายน 1981 จึงทำให้มีการจัดตั้ง Mahkamah Juvenile และ Mahkamah Sesyen ขึ้นในรัฐทั้งสอง โดยมีอำนาจหน้าที่เหมือนกับในแหลมมลายู โดยทั้งสองศาลดังกล่าวในรัฐซาบาห์และรัฐซาราวัคมีผู้พิพากษาชั้น 1และ 2 เช่นกัน ส่วนศาลที่เรียกว่า Mahkamah Penghulu นั้นในรัฐซาบะห์และรัฐซาราวัคไม่มี แต่ในรัฐทั้งสองจะมีศาลชนเผ่าที่เรียกว่า Mahkamah Adat หรือ Mahkamah Anak Negeri[4]

[1] International Law Book Services.2005.Perlembagaan Persekutuan.Petaling Jaya. หน้า167-168

[2] International Law Book Services . แหล่งเดิม หน้า 169-171

[3] Fauziah Shafii & Ruslan Zainuddin.2000.Sejarah Malaysia. Selangor: Fajar Bakti หน้า 500-505.

[4] นิอับดุลรากิ๊บ บินนิฮัสซัน.2548b.เอกสารบรรยายวิชาระบบกฏหมายในภูมิภาคมลายู.แผนกวิชามลายูศึกษา ภาควิชาภาษา ตะวันออก คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ปัตตานี

Rabu, 2 Januari 2008

Brunei Investment Agency : องค์กรทางเศรษฐกิจของประเทศบรูไน

โดย นิอับดุลรากิ๊บ บินนิฮัสซัน

ในเดือนมิถุนายน 1983 สุลต่านบรูไนได้นำเงินลงทุนประมาณ 3 พันล้านดอลลาร์บรูไน หรือประมาณครึ่งหนึ่งของเงินลงทุนทั้งหมดของบรูไนในต่างประเทศ ที่ปกติแล้วมีการลงทุนผ่านองค์กรของอังกฤษที่เรียกว่า agents of the British crown มาลงทุนเอง โดยมีการจัดตั้งองค์กรการลงทุนของตนเองเรียกว่า The Brunei Investment Agency โดยองค์กรนี้มีชื่อย่อว่า BIA 

กองทุน Brunei Investment Agency กับการลงทุนในประเทศไทย
- ในวันที่ 27 สิงหาคม 2545 ไทยและบรูไนได้มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจได้แก่ สัญญาระหว่าง Brunei Investment Agency (BIA) กับ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข) และสัญญาระหว่าง Brunei Investment Agency (BIA) กับ the Biz Dimesion Co. Ltd.
- เมื่อ 16 มกราคม 2546 Brunei Investment Agency (BIA) และกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข) ได้ร่วมลงนามในสัญญาจัดตั้งกองทุนร่วมลงทุน (Matching Fund) ในชื่อกองทุนไทยทวีทุน (Thailand Prosperity Fund – TPF) โดยมีวงเงิน 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และสามารถเพิ่มวงเงินได้ไม่เกิน 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ กบข. ลงทุนประมาณ 66 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือร้อยละ 33 ของวงเงินทั้งหมด และ BIA ลงทุนประมาณ 134 ดอลลาร์สหรัฐ หรือร้อยละ 67 ของวงเงินทั้งหมด
- กองทุนไทยทวีทุนมีระยะเวลาลงทุน 8 ปี และต่ออายุได้อีก 2 ปี มีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินการลงทุนทั้งในและนอกตลาดหลักทรัพย์ โดยเฉพาะหลักทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และเสนอขายแบบเฉพาะเจาะจง (Private Placement) รวมทั้งหลักทรัพย์ที่มีแผนจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ทั้งบริษัทเอกชนและรัฐวิสาหกิจที่กำลังจะแปรรูป ทั้งนี้ กองทุนไทยทวีทุนได้แต่งตั้งบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม ING (ประเทศไทย) จำกัดเป็นผู้จัดการกองทุน


- นอกจากนั้น BIA และ กบข. ยังได้ร่วมลงทุน (joint venture) จัดตั้งบริษัท Thai Prosperity Advisory Company Limited (TPA) เพื่อเป็นบริษัทที่ปรึกษาทางเทคนิคให้กับกองทุนไทยทวีทุน โดย กบข. และBIA มีสัดส่วนการลงทุนร้อยละ 59 และ 41 ตามลำดับ กองทุนไทยทวีทุนได้เปิดดำเนินการอย่างเป็นทางการเมื่อ 18 มีนาคม 2546 และได้เข้าร่วมทุนกับธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยโดยถือหุ้นร้อยละ 15 คิดเป็นจำนวนเงินประมาณ 2.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (104.53 ล้านบาท) รวมทั้งร่วมทุนกับบริษัทควอลิตี้เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) คิดเป็นจำนวนเงิน ประมาณ 19 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (780 ล้านบาท) รวมมูลค่าการลงทุนของกองทุนทั้งสิ้นประมาณ 21.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (885 ล้านบาท) ทั้งนี้ กองทุนยังคงอยู่ระหว่างการจัดหาบริษัทอื่น ๆ เพื่อเข้าร่วมลงทุนเพิ่มเติม


-ระหว่าง 26 - 28 สิงหาคม 2545 ธนาคารอิสลามแห่งบรูไน (Islamic Bank of Brunei Berhad : IBB) ได้ตกลงร่วมลงทุนในธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยตามข้อเสนอของไทย โดยถือหุ้นเป็นสัดส่วนร้อยละ 15
ของจำนวนหุ้นทั้งหมด คิดเป็นเงินทั้งสิ้น 104.53 ล้านบาท นอกจากนี้ กองทุนไทยทวี ทุนถือหุ้นอีกร้อยละ 15 เช่นกัน ขณะนี้ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยได้เปิด ดำเนินการแล้วเมื่อ 12 มิถุนายน 2546
วิกฤตการณ์กองทุน The Brunei Investment Agency
เมื่อ Pengeran Jefri Bolkiah ได้รับแต่งตั้งเป็นประธานของ The Brunei Investment Agency แล้ว นอกจากการบริหารกองทุนของประเทศบรูไนแล้ว ทาง Pengeran Jefri Bolkiah ได้ดำเนินธุรกิจในกิจการของตนเอง โดย Pengeran Jefri Bolkiah ได้จัดตั้งบริษัทของตนเองขึ้นโดยใช้ชื่อว่า Amedeo Development Corporation เพื่อดำเนินการลงทุนทางธุรกิจในกิจการที่ไม่ใช่น้ำมัน 
ปี 2000 – รัฐบาลบรูไนฟ้องศาลว่า Pengeran Jefri Bolkiah ประธานกองทุน The Brunei Investment Agency มีการยักยอกทรัพย์สินเพื่อนำเงินไปซื้อทรัพย์สินภายในเวลา 10 ปี เป็นจำนวนเงินถึง 15.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
ปี 2001 – มีการประมูลขายทรัพย์สินของ Pengeran Jefri Bolkiah ในประเทศบรูไนมากกว่า 10,000 ชิ้น
ปี 2006 สุลต่านบรูไนให้คำมั่นสัญญาว่าจะยกฟ้องคำกล่าวหาต่อ Pengeran Jefri Bolkiah
ปี 2007 เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน ศาลสูงบรูไนได้ตัดสินให้ Pengeran Jefri Bolkiah อดีตรัฐมนตรีการคลังประเทศบรูไน และประธานกองทุน Brunei Investment Agency คืนทรัพย์สินที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ เครื่องประดับ และเงินสด คืนแก่รัฐบาลบรูไน โดย British Privy Council ซึ่งถือเป็นศาลอุธรณ์สุงสุดของบรูไนในฐานะอดีตอาณานิคมของอังกฤษ เป็นผู้ประกาศการตัดสินครั้งนี้ และ British Privy Council ให้ Pengeran Jefri Bolkiah ปฏิบัติตามการเจรจานอกศาลกับรัฐบาลบรไนเมื่อเดือนพฤษภาคม 2543 ทรัพย์สินที่ต้องคืนแก่รัฐบาลบรูไนประกอบด้วย Hotel New York Palace และ Hotel Bel-Air, Los Angeles ในสหรัฐ, 3-5 Place Vendome ในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส, St. John’s Lodge ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ และบ้านในประเทศสิงคโปร์ ปัจจุบัน Pengeran Jefri Bolkiah ลี้ภัยอาศัยอยู่ในประเทศอังกฤษและฝรั่งเศส


องค์กรที่จัดตั้งขึ้นใหม่นี้มีเจ้าชายเจฟรีโบลเกียะห์ (Pengeran Jefri Bolkiah) ซึ่งเป็นพระอนุชาของสุลต่านฮัสซันนัลโบลเกียะห์ ขณะนั้นเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธานของ The Brunei Investment Agency สำหรับการบริหารการลงทุนของประเทศบรูไนนั้นมีการลงทุนภายในและต่างประเทศต่างประเทศ 


การลงทุนในต่างประเทศของ The Brunei Investment Agency (BIA) นั้นมีการลงทุนสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ยุโรป และกลุ่มประเทศอาเซี่ยน วัตถุประสงค์การจัดตั้งกองทุน-เพื่อบริหารเงินลงทุนของรัฐบาลในประเทศบรูไนและต่างประเทศ-เพื่อบริหารผลกำไร ผลประโยชน์ และสิ่งตอบแทนอื่นๆของรัฐบาลบรูไน


เมื่อช่วงที่ภูมิภาคอเชียประสบกับวิกฤตการเงินในปี 2540 นั้นปรากฏว่าทางบริษัท Amedeo Development Corporation ก็ได้ประสบปัญหาด้วย สำหรับการดำเนินกิจการของบริษัท Amedeo Development Corporation นั้นส่วนหนึ่งเป็นการนำเงินการลงทุนจาก The Brunei Investment Agency มีการนำเงินจากกองทุน The Brunei Investment Agency ถ่ายเทสู่ บริษัท Amedeo Development Corporation ซึ่งการกระทำดังกล่าวในเวลาต่อมาถือว่า Pengeran Jefri Bolkiah ได้ยักยอกทรัพย์สินของประเทศบรูไน 


ซึ่งบางส่วนมีความเห็นว่าในความเป็นจริงแล้ว การประสบความล้มเหลวของ บริษัท Amedeo Development Corporation เกิดจากการบริหารของ Pengeran Jefri Bolkiah มากกว่าที่จะมีสาเหตุมาจากวิกฤตทางเศรษฐกิจในช่วงดังกล่าว ด้วย Pengeran Jefri Bolkiah มีการใช้จ่ายเงินอย่างไม่เป็นระบบ

ประเทศบรูไนดารุสซาลาม

สรุปและเรียบเรียง จาก เว็บไซต์ กระทรวงต่างประเทศ

ประเทศบรูไนมีการปกครองระบอบ Constitutional Sultanate โดยมีองค์สุลตานและนายกรัฐมนตรี (Sultan and Prime Minister) เป็นทั้งองค์พระประมุขและหัวหน้าคณะรัฐบาลของประเทศ คือ Sultan Haji Hassanal Bolkiah Muizzadin Waddaulah มีนครหลวงชื่อ กรุงบันดาร์ สรี บือกาวัน (Bandar Seri Begawan) ซึ่งเป็นทั้งนครที่เป็นศูนย์กลางทางธุรกิจด้วย ได้รับเอกราชจากสหราชอาณาจักรเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2527 ระบบกฎหมายของประเทศมีพื้นฐานมาจากกฎหมายจารีตประเพณีอังกฤษ และกฎหมายอิสลาม

ประเทศบรูไนตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศไทย เวลาท้องถิ่นในประเทศบรูไนเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง จัดได้ว่าเป็นประเทศขนาดเล็กเพราะมีพื้นที่เพียง 2,226 ตารางไมล์ และมีประชากรเพียงประมาณ 300,000 คน แต่มีเศรษฐกิจที่มั่งคั่ง โดยเศรษฐกิจของประเทศขึ้นอยู่กับการผสมผสานกันระหว่างการลงทุนทั้งในประเทศและจากต่างประเทศ กฎข้อบังคับของรัฐบาล มาตรการต่างๆทางด้านสวัสดิการสังคมและขนบธรรมเนียมประเพณีท้องถิ่นในระดับหมู่บ้าน ทั้งนี้ รายได้ของประเทศนี้โดยส่วนใหญ่กว่าครึ่งหนึ่งของ GDP มาจากการส่งออกน้ำมันปิโตรเลียมดิบ และแก๊สธรรมชาติ ซึ่งเมื่อรวมกับรายได้จากเงินลงทุนทางตรงจากต่างประเทศก็ทำให้บรูไนมีอัตรารายได้ต่อหัวที่สูงกว่าอัตราเฉลี่ยในประเทศอื่นๆในกลุ่มประเทศโลกที่สามมาก ทำให้รัฐบาลสามารถจัดการให้บริการสาธารณูปโภคและสินค้า/บริการต่างๆที่จำเป็นแก่ประชาชนได้อย่างทั่วถึง เป็นต้นว่า การให้การอุดหนุนในเรื่องอาหารและที่อยู่อาศัย และการให้บริการสาธารณสุขในทุกๆด้านอย่างทั่วถึง

ภาคการผลิตของประเทศประกอบด้วย ภาคการอุตสาหกรรมที่สำคัญของประเทศได้แก่ อุตสาหกรรมขุดเจาะหาน้ำมันปิโตรเลียม อุตสาหกรรมกลั่นน้ำมัน อุตสาหกรรมผลิตแก๊สธรรมชาติ และอุตสาหกรรมการก่อสร้าง และภาคการเกษตรกรรมที่สำคัญของประเทศได้แก่ การผลิตข้าวเจ้า มันสำปะหลัง กล้วย ในปัจจุบัน รัฐบาลมีนโยบายพื้นฐานในอันที่จะเบนการพึ่งพิงทางเศรษฐกิจของประเทศออกจากทรัพยากรน้ำมันและแก๊สธรรมชาติไปสู่ภาคการผลิตอื่นๆให้มากขึ้น

ทั้งนี้ จากสถานการณ์ราคาน้ำดับดิบของโลกตกต่ำ ประกอบกับวิกฤติทางเศรษฐกิจของภูมิภาคอาเซียน ส่งผลกระทบให้ธุรกิจในประเทศหลายแห่งต้องปิดตัวลง โดยเฉพาะธุรกิจในอุตสาหกรรมการก่อสร้างหดตัวลงถึงร้อยละ 70 โดยมีการปลดคนงานต่างชาติออกเป็นจำนวนมากกว่า 80,000 คน โดยเฉพาะคนงานไทยถูกปลดออกถึงประมาณ 40,000 คน ทำให้เป็นที่คาดหมายว่าบรูไนจะมีระดับความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 1999 ไม่มากนักและจะมีอุปสงค์รวมภายในประเทศหดตัวลง โดยเฉพาะอุปสงค์สำหรับสินค้าในกลุ่มวัสดุการก่อสร้าง อุปกรณ์เครื่องใช้สำหรับติดตั้งกับอาคารสถานที่ และอาหาร เป็นต้น

สภาพเศรษฐกิจ
บรูไนมีนโยบายการค้าเสรี ส่งเสริมการลงทุนภายในประเทศ การท่องเที่ยว และส่งเสริมการพึ่งตนเองโดยการผลิตสินค้าทดแทนการนำเข้า เช่น สินค้าประเภทอาหาร เป็นต้น

นโยบายการนำเข้า
แม้ว่าจะมีนโยบายการค้าเสรี แต่การนำเข้าภายใต้หลักเกณฑ์การควบคุมการนำเข้าสินค้าบางประเภทเช่น ข้าว น้ำตาล ปูนชิเมนต์ อาหาร เนื้อสัตว์ เช่น เนื้อไก่ เนื้อวัว ผู้นำเข้าสินค้าจะต้องขออนุญาตก่อน หรือนำเข้าได้ตามโควต้าที่กำหนด

ห้ามนำเข้าเครื่องดื่มที่ผสมแอลกอฮอล์

คู่แข่งขันทางการค้า
คู่ค้าที่สำคัญ
ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเชีย สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ญี่ปุ่น ไทย ฮ่องกง ออสเตรเลีย

อินโดนีเชีย เยอรมัน อิตาลี จีน เกาหลีใต้ และไต้หวัน ในปี 2541 บรูไนนำเข้าสินค้าจากทั่วโลกเป็นมูลค่า 726.1 ล้านเหรียญสหรัฐ สินค้าเข้าสำคัญ ได้แก่ ชิ้นส่วนเครื่องบินและเรือบรรทุกสินค้าขนาดเบา เหล็ก/เหล็กกล้าใช้ในการก่อสร้าง เครื่องมือในการเจาะ แยง ตอกและทำสลักเกลียว ข้าวหอม วัสดุสิ่งทอ รถยนต์ขนาด 1500 – 2000 ซีซี ผ้าฝ้าย สายไฟฟ้า สายไฟชนิด optical fibre โดยมีแหล่งนำเข้าสำคัญคือ สหรัฐอเมริกา มาเลเซีย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น ฮ่องกง สิงคโปร์ สาธารณรัฐเกาหลี ออสเตรเลีย

คู่แข่งจากอาเซียน
ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ซึ่งมีข้อได้เปรียบไทยดังนี้

- สิงคโปร์จะได้เปรียบไทยในด้านความสะดวก รวดเร็วในการนำเข้าสินค้า และสามารถจะเสนอขายสินค้าที่มีหลากหลายรายการกว่า ในปริมาณการสั่งซื้อสินค้าแต่ละรายการที่น้อยกว่า และในราคาที่สามารถแข่งขันกับไทยได้ รวมทั้งระยะทางขนส่งสินค้าที่ใกล้กว่าและการมีเที่ยวบินและเรือบรรทุกสินค้าติดต่อขนส่งสินค้ากับบรูไนโดยมีระวางบรรทุกสินค้าที่มากและถี่กว่า

- มาเลเซียจะได้เปรียบไทยกรณีสินค้าอาหาร ในด้านความเชื่อถือสินค้าอาหารฮาลาลที่นำเข้าจากมาเลเซีย ซึ่งเป็นประเทศมุสลิมและการที่บรูไนไปร่วมลงทุนในอุตสาหกรรมอาหารในประเทศมาเลเซียไว้มาก นอกจากนี้ ในกรณีของสินค้าอื่นๆโดยทั่วไป การที่บรูไนมีพรมแดนติดกับรัฐซาราวัคและซาบาร์ของมาเลเซีย และมีประชากรที่มีเชื้อสายเดียวกันใช้ภาษามาเลย์เหมือนกัน ยังทำให้มาเลเซียมีความได้เปรียบในด้าน การค้าชายแดน ความสะดวกในการติดต่อธุรกิจ ความสะดวกในการนำเข้าสินค้าและระยะทางขนส่งสินค้าที่ใกล้กว่า รวมทั้ง ความได้เปรียบในด้านรูปแบบสินค้าที่ผลิตเพื่อตอบสนองรสนิยมของผู้บริโภคที่คล้ายคลึงกัน

- อินโดนีเซียมีความได้เปรียบในแง่ราคาสินค้า ระยะทางการขนส่ง ตลอดจน ภาษา ขนบธรรมเนียม ประเพณี และรสนิยมผู้บริโภคที่คล้ายคลึงกัน

- สำหรับประเทศไทยมีความได้เปรียบประเทศคู่แข่งขันเหล่านี้ในแง่คุณภาพของสินค้า เช่น สินค้าข้าว น้ำตาล วัสดุก่อสร้าง เครื่องปรับอากาศและชิ้นส่วน อาหาร ผัก ผลไม้ และได้เปรียบในแง่รูปแบบของสินค้าที่ได้รับความนิยมจากตลาดมากกว่า เช่น เครื่องสุขภัณฑ์เซรามิค ผลิตภัณฑ์พลาสติก และได้เปรียบในความเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของบริษัทแม่ในต่างประเทศ เช่น สินค้ารถยนต์บางยี่ห้อบางรุ่น เป็นต้น นอกจากนี้ ไทยยังมีความได้เปรียบในด้านทักษะและค่าจ้าง/ค่าบริการของแรงงานไทยในประเทศบรูไน โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมการก่อสร้าง แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าอุตสาหกรรมการก่อสร้างในประเทศบรูไนได้หดตัวลงอย่างมาก

สินค้าส่งออก/นำเข้าสำคัญ
- การส่งออก ในปี 1996 บรูไนมีมูลค่าการส่งออกทั้งสิ้น 2.62 พันล้านเหรียญสหรัฐ สินค้าออกสำคัญได้แก่ น้ำมันดิบ แก๊สธรรมชาติ และผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ประเทศปลายทางการส่งออกที่สำคัญได้แก่ กลุ่มอาเซียน (ร้อยละ 31) ญี่ปุ่น (ร้อยละ 27) สาธารณรัฐเกาหลี (ร้อยละ 26) สหราชอาณาจักร และไต้หวัน

- การนำเข้า ในปี 1996 บรูไนนำเข้าสินค้าเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 2.65 พันล้านเหรียญสหรัฐ สินค้าเข้าที่สำคัญได้แก่ อุปกรณ์สำหรับเครื่องจักรและการขนส่ง สินค้าอุตสาหกรรม อาหาร และเคมีภัณฑ์ ประเทศแหล่งนำเข้าสำคัญได้แก่ (สถิติตัวเลขประมาณการปี 1994) สิงคโปร์ (ร้อยละ 29) สหราชอาณาจักร (ร้อยละ 19) สหรัฐอเมริกา (ร้อยละ 13) มาเลเซีย (ร้อยละ 9) และญี่ปุ่น (ร้อยละ 5)

การค้ากับประเทศไทย
ในปี 2541 บรูไนและไทยมีปริมาตรการค้ารวมกันทั้งสิ้น 73.2 ล้านเหรียญสหรัฐ บรูไนนำเข้าสินค้าจากไทยเป็นมูลค่า 51.3 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่งออกสินค้ามาประเทศไทยเป็นมูลค่า 22 ล้านเหรียญสหรัฐ ไทยเป็นฝ่ายเกินดุลการค้าเป็นมูลค่า 29.3 ล้านเหรียญสหรัฐ

ในช่วง มกราคม-กันยายน 2542 ทั้งสองประเทศมีปริมาตรการค้ารวมกันทั้งสิ้น 107.9 ล้านเหรียญสหรัฐ บรูไนนำเข้าสินค้าจากไทยเป็นมูลค่า 31.2 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 0.1 ของมูลค่าการส่งออกสินค้าทั้งหมดของไทย ลดลงจากช่วงระยะเวลาเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 19.3 ส่งออกสินค้ามาประเทศไทยเป็นมูลค่า 76.7 ล้านเหรียญสหรัฐ ไทยเป็นฝ่ายขาดดุลการค้าเป็นมูลค่า 45.5 ล้านเหรียญสหรัฐ ทั้งนี้ โครงสร้างการส่งออกสินค้าของไทยไปยังบรูไนประกอบด้วยสินค้าเกษตรกรรม ร้อยละ 32.9 สินค้าอุตสาหกรรมการเกษตร ร้อยละ 11.5 สินค้าอุตสาหกรรม ร้อยละ 37.9 สินค้าแร่และเชื้อเพลิง ร้อยละ 1.7 และสินค้าอื่นๆ ร้อยละ 16 รายการสินค้าออกที่สำคัญของไทยไปยังตลาดบรูไน ได้แก่ ข้าว มูลค่า 8.7 ล้านเหรียญสหรัฐ ปูนซีเมนต์ มูลค่า 2.8 ล้านเหรียญสหรัฐ ยานพาหนะ อุปกรณ์และส่วนประกอบ มูลค่า 2.1 ล้านเหรียญสหรัฐ น้ำตาลทราย มูลค่า 1.6 ล้านเหรียญสหรัฐ ผลไม้สดแช่เย็นและแช่แข็ง 0.9 ล้านเหรียญสหรัฐ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ มูลค่า 0.8 ล้านเหรียญสหรัฐ ผลิตภัณฑ์เซรามิค มูลค่า 0.7 ล้านเหรียญสหรัฐ เสื้อผ้าสำเร็จรูป มูลค่า 0.5 ล้านเหรียญสหรัฐ ผลิตภัณฑ์พลาสติก มูลค่า 0.5 ล้านเหรียญสหรัฐ แก้วและกระจก มูลค่า 0.4 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นต้น ส่วนสินค้ารายการสำคัญที่ไทยนำเข้าจากบรูไนได้แก่ น้ำมันดิบ ส่วนประกอบเครื่องรับ-ส่งวิทยุ โทรศัพท์ โทรเลขและโทรทัศน์ หนังดิบและหนังฟอก ไม้ซุง ไม้แปรรูปและไม้อื่นๆ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เป็นต้น

สินค้าไทยที่มีศักยภาพในตลาดสินค้านำเข้าบรูไน ได้แก่ ข้าว น้ำตาลทราย ยานพาหนะ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ผลไม้สดแช่เย็นและแช่แข็ง เสื้อผ้าสำเร็จรูป เครื่องสำอาง สบู่และผลิตภัณฑ์รักษาผิว

สินค้าที่บรูไนนำเข้าจากไทยมากแต่ในปัจจุบันกำลังประสบปัญหาที่ทำให้การนำเข้าลดลงแต่มีโอกาศที่จะนำเข้าเพิ่มขึ้นเช่นเดิมหากปัญหาที่เกิดขึ้นคลี่คลาย ได้แก่ ปูนซีเมนต์ เครื่องปรับอากาศ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ ซึ่งมีปัญหาการก่อสร้างอาคารบ้านเรือนในบรูไนหดตัวลงประมาณร้อยละ 70 ตามสภาวะวิกฤติทางเศรษฐกิจของภูมิภาค จนกระทั่งบริษัท AMEDEO ซึ่งดำเนินธุรกิจก่อสร้างรายใหญ่ที่สุดของบรูไนล้มละลายไปในที่สุด

ในกลุ่มสินค้านำเข้ารายการสำคัญ 10 รายการแรกของบรูไน ปรากฎว่าโดยส่วนใหญ่มีการนำเข้าจากไทยเพียงเล็กน้อย ยกเว้นสินค้าบางรายการ ได้แก่ รถยนต์ขนาด 1,500 – 2,000 ซีซี วัสดุสิ่งทอ และวัสดุโครงสร้างเหล็ก/เหล็กกล้า ที่พอมีศักยภาพในตลาดนำเข้าของบรูไน

สินค้ารายการสำคัญที่นำเข้าจากไทยรายการอื่นๆ นอกเหนือจากที่กล่าวข้างต้น ได้แก่ ยารักษาโรค รถยนต์ขนาด 1,000 – 1,500 ซีซี อาหารสัตว์ cement clinkers ของเล่น ผลิตภัณฑ์พลาสติก ท่อสเตนเลส สตีล ท่อเหล็กหรือโลหะอื่นๆ กระเบื้องปูพื้นเซรามิค เฟอร์นิเจอร์เหล็ก เกลือ ชิ้นส่วนเครื่องปรับอากาศ เครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร/เครื่องครัวที่ทำจากพลาสติก

ข้อจำกัดในทางการค้าที่สำคัญคือ ข้อบังคับเกี่ยวกับการกำหนดสินค้าอาหารฮาลาล ซึ่งบรูไนค่อนข้างเคร่งคัด โดยเฉพาะเนื้อโค กระบือ แพะ แกะ ไก่ ต้องเป็นสินค้าฮาลาล ซึ่งบรูไนจะต้องไปตรวจโรงงานผลิต กรรมวิธีการผลิต การเก็บรักษา ฯลฯ และเมื่อให้การรับรองแล้ว จึงจะส่งสินค้าเข้าบรูไนได้ ถ้ายังไม่รับรอง แม้องค์การทางศาสนาอิสลามในประเทศผู้ส่งออกนั้นๆจะให้การรับรองแล้วก็ตาม ก็ยังไม่อาจส่งเข้าไปจำหน่ายในบรูไนได้ ทั้งนี้ หน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบ คือ กระทรวงศาสนา และกรมเกษตร Ministry of Industry and Primary Resources


สินค้าที่ห้ามนำเข้า (Prohibition)
ได้แก่ สินค้าที่ขัดกับข้อกำหนดฮาลาล ได้แก่ เนื้อไก่สด/แช่แข็ง(ที่ไม่ได้เชือดโดยชาวมุสลิม) สินค้าที่ขัดกับประเพณี และขนบธรรมเนียมอันดีงาม ได้แก่ ภาพและสิ่งพิมพ์ลามกอนาจาร เป็นต้น สินค้าที่ขัดกับหลักข้อปฏิบัติของศาสนาอิสลาม เช่น เครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์ และสินค้าที่ขัดกับกฎหมายระหว่างประเทศต่างๆ เช่น กฎหมายที่ให้ความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา เช่น สินค้าปลอม เป็นต้น รวมทั้งสินค้าที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานด้านสุขอนามัย

การเดินทางเข้าประเทศ
โดยทั่วไปต้องทำวีซ่าก่อนเดินทาง แต่สำหรับประชาชนของประเทศในกลุ่มอาเซียนสามารถทำวีซ่าที่จุดตรวจคนเข้าเมืองในประเทศบรูไนได้ สิทธิตามข้อตกลงของกลุ่มอาเซียน มีระยะเวลาอยู่ในบรูไนได้ 2 สัปดาห์ แต่ในทางปฏิบัติเจ้าหน้าที่บรูไนบางคนจะถือหลักพิจารณาดังนี้

(1) ให้อยู่เพียงที่ระบุวันกลับในตั๋วเครื่องบิน

(2) ด้องแสดงเงินสด (เหรียญบรูไน หรือสิงคโปร์) โดยจะให้วีซ่า 1 วันต่อเงิน 100 เหรียญ


กรณีดังกล่าวจึงสร้างความยุ่งยากให้แก่ผู้ที่เดินทางเข้าประเทศบรูไนอยู่บ้างหากพบกับเจ้าหน้าที่ประเภทดังกล่าว