Selasa, 30 Jun 2015

สัมผัสสหกรณ์ผู้ประกอบการชาวมลายูแห่งเมืองเซอเรีย ประเทศบรูไน

โดย นิอับดุลรากิ๊บ  บินนิฮัสซัน
         เมื่อวันที่ 27-30 พฤษภาคม 2015 ผู้เขียนได้มีโอกาสร่วมงานสัมมนานักวรรณกรรมโลกมลายู ครั้งที่ 18  หรือ Pertemuan Sastrawan Nusantara XVIII ที่กรุงบันดาร์สรีเบอกาวัน ประเทศบรูไนดารุสสาลาม หลังจากเสร็จงานสัมมนา ผู้เขียนจึงอยู่ที่ประเทศบรูไนต่ออีก 2 วัน โดยในวันที่ 31 พฤษภาคม- 1 มิถุนายน 2015 เพื่อนชาวบรูไน คือ คุณฮัจญีบูยัง บินฮัจมูฮัมหมัดนอร์ (Hj. Bujang bin Hj. Matnor) เลขาธิการ สหกรณ์ผู้ประกอบการชาวมลายูแห่งเมืองเซอเรีย (Koperasi Perniagaan dan Perusahaan Melayu Seria Berhad) ได้เชิญให้ผู้เขียนได้ไปสัมผัสเมืองเซอเรีย (Seria) ซึ่งผู้เขียนก็ได้รับคำเชิญ ด้วยผู้เขียนไม่เคยสัมผัสเมืองเซอเรีย  และเห็นว่าการได้ไปเมืองเซอเรียยังสามารถไปสัมผัสการประกอบทางธุรกิจของชาวมลายูบรูไนอีกด้วย หลังจากที่ได้สัมผัสด้านวรรณกรรมมาหลายต่อหลายครั้ง

         เมืองเซอเรียนับว่าเป็นเมืองเล็กๆของประเทศบรูไน คือมีประชากรเพียงราว 27,000 คน มีสถานะเป็นตำบลหนึ่งของอำเภอเบอไลต์ (Belait) อำเภอหนึ่งในเพียงสี่อำเภอของประเทศบรูไน แต่เมืองเซอเรีย หรือ ตำบลเซอเรียค่อนข้างมีความสำคัญยิ่งต่อประเทศบรูไน เพราะเซอเรียเป็นแหล่งผลิตน้ำมันของประเทศบรูไน นับตั้งแต่เจอน้ำมันที่เมืองนี้ในปี 1929  ชื่อเมืองเซอเรียนั้นเดิมชื่อว่า ปาดังเบอราวา (Padang Berawa) บางข้อมูลกล่าวว่าคำว่า เซอเรีย (Seria) มาจากคำย่อของ South East Reserved Industrial Area ที่เมืองเซอเรียนี้มีอนุสาวรีย์การณ์ผลิตน้ำมันครบหนึ่งพันล้านบาร์เรล ที่ชื่อว่า  Billionth Barrel Monument แต่สิ่งที่ผู้เขียนสนใจที่สุดคือ การต่อสู้ของชาวมลายูกลุ่มหนึ่งในเมืองเซอเรีย ที่รวมตัวกันเป็นสหกรณ์ ต่อสู้กับปัญหาต่างๆ จนสามารถฟันฝ่าอุปสรรคมาได้   

                       
            สหกรณ์ผู้ประกอบการชาวมลายูแห่งเมืองเซอเรีย (Koperasi Perniagaan dan Perusahaan Melayu Seria Berhad) เริ่มดำเนินกิจการปั้มน้ำมันครั้งแรกเมื่อ 27 กรกฎาคม 1966  การดำเนินกิจการปั้มน้ำมันครั้งนั้น ได้รับการสบประมาทจากชาวมลายูด้วยกันว่า ปั้มน้ำมันของสหกรณ์แห่งนี้ในที่สุดก็ไม่พ้นการเจ๊ง ด้วยชาวมลายูไม่ชำนาญเรื่องธุรกิจการค้า แต่ผู้บริหารสหกรณ์ก็สามารถต่อสูจนกลายเป็นแหล่งรายได้หลักของสหกรณ์ ต่อมาทางสหกรณ์ได้สร้างโรงแรมขึ้นมาในปี 2000 โดยใช้ชื่อว่า โรงแรมสหกรณ์ หรือ Hotel Koperasi ผู้เขียนได้รับการบอกเล่าจากคุณฮัจญีบูยัง บินฮัจมูฮัมหมัดนอร์ (Hj. Bujang bin Hj. Matnor) และคุณฮัจญีกัสซิม บินมาโอน (Hj. Kassim bin Maon) ว่าเมื่อครั้งทางสหกรณ์ขอทำการขอกู้เงินธนาคารเพื่อสร้างโรงแรมนั้น ปรากฏว่าทางธนาคารไม่อนุมัติ ทางสหกรณ์จึงใช้วิธีนำเงินกำไรจากปั้มน้ำมัน และระดมทุนจากสมาชิกสหกรณ์ ก็ได้รับการสบประมาทจากชาวมลายูทั่วไปว่าโครงการสร้างโรงแรมนี้ไม่อาจสำเร็จได้ แต่เมื่อสมาชิกระดมทุนและสามารถสร้างโรงแรมขึ้นมาได้ ทำให้ชาวมลายูบรูไนจำนวนหนึ่งขอสมัครเป็นสมาชิกสหกรณ์ และถึงเวลานั้นทางสหกรณ์ก็ให้วิธีที่ค่อนข้างจะแปลกกว่าสหกรณ์ทั่วไป นั้นก็คืองดรับสมาชิกเพิ่ม ดังนั้นสมาชิกสหกรณ์ที่มีอยู่ราว 200 คน ก็ไม่อาจมีสมาชิกเพิ่มขึ้นได้ คนอื่นสามารถจะเข้าเป็นสมาชิกก็ต่อเมื่อซื้อหุ้นจากสมาชิกเดิมที่มีอยู่ แต่ไม่มีใครสนใจจะขายหุ้นสหกรณ์ ส่วนสมาชิกที่เสียชีวิต หุ้นสหกรณ์ก็จะตกแก่ทายาทของผู้เสียชีวิต
                 
                สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนแปลกใจ คือที่ตั้งของโรงแรมอยู่ในเมืองเซอเรีย เมืองที่มีขนาดเล็ก ไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยว และเชื่อว่ามีนักท่องเที่ยวต่างชาติมาเที่ยวไม่มาก ส่วนคนบรูไนที่อยู่ต่างเมือง ก็คงไม่จำเป็นต้องมาพักโรงแรมแห่งนี้ เพราะประเทศบรูไนค่อนข้างเล็ก เดินทางไปมาทั่วประเทศใช้เวลาไม่มากนัก แต่ข้อมูลที่ผู้เขียนได้รับจากภรรยาของคุณฮัจญีบูยัง บินฮัจมูฮัมหมัดนอร์ (Hj. Bujang bin Hj. Matnor) เธอได้กล่าวว่า แม้เมืองเซอเรียจะมีขนาดเล็ก แต่เมืองนี้เป็นแหล่งผลิตน้ำมัน ดังนั้นส่วนหนึ่งของลูกค้าโรงแรมจะเป็นพนักงานของบริษัทเชลล์ บริษัทผู้ผลิตน้ำมันของบรูไน บางคนเป็นชาวต่างประเทศจะพักที่โรงแรมนี้ครั้งละ 3-4 เดือน บางช่วงที่พักของโรงแรมจะเต็ม ด้วยทุกห้องทางพนักงานบริษัทเชลล์จะพักเป็นเดือนๆ

                นอกจากกิจการปั้มน้ำมันและโรงแรมแล้ว ทางคุณฮัจญีบูยัง บินฮัจมูฮัมหมัดนอร์ (Hj. Bujang bin Hj. Matnor) และคุณฮัจญีกัสซิม บินมาโอน (Hj. Kassim bin Maon) ได้กล่าวว่าสหกรณ์ยังประกอบกิจการอีกหลายอย่าง เช่น ร่วมลงทุนในกิจการผลิตรังนกกับบริษัทในกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เคยร่วมกิจการซื้อขายทองสำเร็จรูปกับบริษัทในกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย แต่การซื้อขายทองสำเร็จรูปได้หยุดกิจการชั่วคราวด้วยมีผลกำไรไม่มากนัก สหกรณ์ซื้อรถบัสสำหรับรับส่งนักเรียน สร้างบ้านสำหรับให้ข้าราชการ หรือพนักงานบริษัทน้ำมันเช่า สหกรณ์ซื้อที่ดินมาทำเป็นสวนไม้กฤษณา        นอกจากนั้นยังร่วมลงทุนในกิจการผลิตน้ำดื่มยี่ห้อ “Sehat” จัดจำหน่ายในประเทศบรูไน


                ผู้เขียนกล่าวว่า ในจังหวัดนราธิวาสมีสินค้าที่ผลิตโดยชาวมลายูท้องถิ่น แล้วมีการนำสินค้าเหล่านั้นไปจำหน่ายในประเทศมาเลเซีย โดยเขียนที่สินค้าว่า ผลิตในประเทศมาเลเซีย หรือ Made in Malaysia ทางผู้บริหารสหกรณ์กล่าวว่า เป็นไปได้ไหม จะผลิตสินค้าในจังหวัดชายแดนภาคใต้ แล้วติดตราว่า Distributed by KPPMS ส่งมาขายยังประเทศบรูไน โดยสหกรณ์จะเป็นผู้จัดจำหน่าย  ผู้เขียนตอบว่า สามารถจะทำได้ และสินค้าจากจังหวัดชายแดนภาคใต้มีจำนวนหนึ่งที่มีคุณภาพ และราคาไม่แพงนัก และสามารถจัดจำหน่ายในบรูไนได้ ถึงอย่างไรก็ตาม ผู้เขียนเห็นว่า แม้กำลังซื้อของชาวบรูไนค่อนข้างจะสูงมาก แต่ขนาดของตลาดประเทศบรูไน ค่อนข้างจะเล็ก สู้ขนาดตลาดของรัฐซาบะห์ หรือรัฐซาราวัคของประเทศมาเลเซียไม่ได้ เมื่อประเทศไทยกำลังจะเข้าประชาคมอาเซียน บางทีเวทีด้านวรรณกรรมที่ผู้เขียนเข้าร่วมนั้น อาจแค่เป็นเวทีเพื่อพบปะ สุดท้ายเวทีด้านวรรณกรรมก็จะแปรสภาพเป็นสะพานสู่เวทีทางธุรกิจการค้า ครับ เพื่อขานรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

Ahad, 28 Jun 2015

ภาษามลายูอักขระยาวี : จังหวัดชายแดนภาคใต้ และโลกมลาย

โดย นิอับดุลรากิ๊บ  บินนิฮัสซัน
     จากการเกิดเหตุการณ์ไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้นับตั้งแต่ปี 2547  สิ่งหนึ่งที่รัฐไทยใช้ในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว คือการคืนอัตลักษณ์มลายูกลับคืนสู่สังคมมลายูในพื้นที่ดังกล่าว  และหนึ่งในนั้นคือการส่งเสริมให้มีการเพิ่มภาษามลายูอักขระยาวีในป้ายสถานที่ราชการต่างๆ ซึ่งมีการดำเนินการทั้งในระดับศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) และในระดับจังหวัดต่างๆ โดยเฉพาะจังหวัดปัตตานี  แต่การเพิ่มภาษามลายูอักขระยาวีในป้ายสถานที่ราชการต่างๆนั้น เต็มไปด้วยอุปสรรค ด้วยภาษามลายูอักขระยาวีในจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นมีหลากหลายสำนักแนวคิด
       
       ก่อนที่ชาวมลายูจะรับศาสนาอิสลามนั้น ชาวมลายูก็มีอักขระที่ใช้อยู่แล้ว เรียกว่าอักขระปัลลาวา ต่อมาเมื่อชาวมลายูเข้ารับนับถือศาสนาอิสลาม จึงมีการนำอักขระยาวีมาใช้  อักขระยาวีคือการนำอักขระอาหรับมาใช้ในการเขียนภาษามลายู พร้อมเพิ่มอักขระขึ้นมาใหม่ที่ไม่มีเสียงในภาษาอาหรับอีก 5 อักขระ คือ  چ ڠ ڤ ڽ ݢ  ปัจจุบันเพิ่มอักขระอีก 2 อักขระ คือ ۏ  ى (ไม่มี 2 จุดอยู่ใต้อักขระ สำหรับสระ เ-อ)

คำว่า อักขระยาวี (Aksara Jawi) เป็นที่เรียกกันในประเทศมาเลเซีย จังหวัดชายแดนภาคใต้ สิงคโปร์ และบรูไนดารุสสาลาม ส่วนในประเทศอินโดเนเซียนั้น จะเรียกว่า อักขระมลายูอาหรับ  เพื่อไม่ให้สับสนกับอักขระยาวีในประเทศดังกล่าว ด้วยอักขระยาวีในประเทศอินโดเนเซีย หมายถึงอักขระชวาที่ใช้ในการเขียนภาษาชวา แต่ถ้าใช้อักขระอาหรับที่มีการเพิ่มอักขระที่ไม่มีเสียงในภาษาอาหรับเหมือนอักขระยาวีในประเทศมาเลเซีย จังหวัดชายแดนภาคใต้ สิงคโปร์ และบรูไนดารุสสาลาม จะเรียกว่าอักขระเปฆอน (Aksara Pegon) ซึ่งส่วนใหญ่ใช้เขียนภาษาชวาในสถานศึกษาศาสนาอิสลามในเกาะชวา
รูปแบบการเขียนอักขระยาวีมีหลากหลายรูปแบบ แต่ที่มีชื่อเสียงคือการเขียนแบบซาอฺบา (Za’ba)  ซึ่งคิดค้นโดยนักวิชาการมาเลเซียที่ชื่อว่า Zainal Abidin Ahmad (Za’ba)  โดยเขาเขียนหนังสือชื่อ Daftar Ejaan Melayu (Jawi-Rumi) หรือ การสะกดภาษามลายู (อักขระยาวี-อักขระรูมี)ในปี 1949
.              ต่อมามีการพัฒนารูปแบบการเขียนอักขระยาวี  โดยในปี 1986 มีการเขียนหนังสืออีกเล่มชื่อว่า Pedoman Ejaan Jawi yang Disempurnakan หรือ แนวการสะกดอักขระยาวีที่สมบูรณ์แบบ เป็นหนังสือที่สรุปจากการประชุมสัมมนาการเขียนอักขระยาวีระดับชาติของมาเลเซียในปี 1984   และจากผลสรุปของการประชุมสัมมนาในปี 1984  รวมกับผลจากการประชุมการเขียนอักขระยาวีของศูนย์อิสลาม สำนักนายกรัฐมนตรีของมาเลเซีย  ในปี 1991 และการประชุมสัมมนาการเขียนอักขระยาวีระดับชาติของมาเลเซียในปี 1993 โดยทางคณะกรรมการการสะกดอักขระยาวีของศูนย์อิสลาม สำนักนายกรัฐมนตรีของมาเลเซีย  และสภาภาษาและวรรณกรรมของมาเลเซีย (Dewan Bahasa dan Pustaka) ได้ดำเนินการศึกษาในระหว่างปี  1993-1994
จนต่อมาทำให้เกิดพัฒนารูปแบบการเขียนอักขระยาวี ใช้ชื่อว่า Pedoman Umum Ejaan Jawi Bahasa Melayu หรือ แนวการสะกดอักขระยาวีในภาษามลายู ซึ่งกลายเป็นหนังสือชื่อ Daftar Kata Bahasa Melayu (Rumi-Sebutan-Jawi ( Jilid 1-2 หรือ รวมคำศัพท์ภาษามลายู (อักขระรูมีเป็นอักขระยาวี)  เล่ม 1-2 พิมพ์ในปี 2005 โดยสภาภาษาและวรรณกรรมของมาเลเซีย (Dewan Bahasa dan Pustaka) ซึ่งบางครั้งจะรู้จักในชื่อว่าการเขียนอักขระยาวีแบบเดวัน
อักขระยาวีแบบซาอฺบา (Za’ba)กับอักขระยาวีแบบเดวัน
                การเขียนอักขระยาวีแบบเดวันก็ยังคงใช้พื้นฐานของการเขียนอักขระยาวีแบบซาอฺบา (Za’ba)  เพียงมีการพัฒนา โดยการเพิ่มอักขระตัว V จาก و เป็น ۏ   รวมทั้งอักขระ ف  ที่ใช้ได้ทั้ง ป และ ฟ  เช่น فتا อ่านว่า เปอตา หมายถึง แผ่นที่ หรือ فجر อ่านว่า ฟายาร์ หมายถึง รุ่งอรุณ แต่การเขียนอักขระยาวีแบบเดวัน จะมีการแยกชัดเจนระหว่าง ป จะใช้ ڤ และ ฟ จะใช้ ف  คือ เปอตา จากเขียน فتا  กลายเป็น ڤتا  ส่วนคำว่า ฟายาร์ คงเดิมเป็น فجر
             ส่วนหนึ่งก็มีการเพิ่มอักขระ ا ในคำศัพท์เดิมที่ไม่มี เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน เช่น คำว่า เมือง หรือ บันดาร์ จาก بندر  มาเป็น باندر   คำบางคำมีการเขียนคำเดียว แต่อ่านได้ 2 แบบ เช่น لنتيق  อ่านได้ทั้ง ลันติก (แต่งตั้ง) และเลินติก (งอน) การเพิ่มอักขระ ا ในคำต่างๆเหล่านี้ ไม่ค่อยจะเป็นที่ยอมรับของคนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ด้วยชินกับการเขียนในรูปแบบเดิม
                อักขระยาวีของจังหวัดชายแดนภาคใต้จะไปในทิศทางใด
                ถ้าเรายังยึดติดกับท้องถิ่น ยึดติดกับจารีตนิยม และต้องการให้คนในท้องถิ่นอ่าน ต้องการให้คนในท้องถิ่นนิยม ก็ต้องใช้ในรูปแบบของอักขระยาวีแบบซาอฺบา (Za’ba)  แต่ถ้าเราต้องการให้สอดคล้องกับการใช้อักขระยาวีในประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ว่าประเทศมาเลเซีย สิงคโปร์ และบรูไน เราก็ต้องใช้อักขระยาวีแบบเดวัน แม้ในระยะแรกๆอาจจะไม่ได้รับการยอมรับ และถูกต่อต้านบ้างจากผู้คนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ 
เมื่อประชาคมอาเซียนเกิดขึ้นในปี 2558 อะไรจะเกิดขึ้นกับการใช้ภาษามลายูอักขระยาวีในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ถ้าเราจะผลิตตำราศาสนาอิสลามในภาษามลายูอักขระยาวี เพื่อจัดจำหน่ายในประเทศเพื่อนบ้านเช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ และบรูไนดารุสสาลาม  เราก็ต้องปรับตัวการใช้ภาษามลายูอักขระยาวีให้เหมือนเขา จังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ใช่วิ่งอยู่กับที่  แต่ต้องเคลื่อนไปข้างหน้า เคลื่อนให้ทันการใช้ภาษามลายูอักขระยาวีในประเทศเพื่อนบ้านดังกล่าว