Isnin, 29 Disember 2014

กิจกรรมของศูนย์นูซันตาราศึกษา (Nusantara Studies Center) ในรอบปี 2014

โดย นิอับดุลรากิ๊บ  บินนิฮัสซัน

ชุมชนชาวปาตานีในเกาะสุลาเวซี ประเทศอินโดเนเซีย

โดย นิอับดุลรากิ๊บ บินนิฮัสซัน

การเดินทางโดยเครื่องบินจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย ไปยังเมืองอุยุงปันดัง หรือในอีกชื่อหนึ่งว่าเมืองมากัสซาร์ ซึ่งเป็นเมืองเอกของจังหวัดสุลาเวซีใต้ บนเกาะสุลาเวซี ประเทศอินโดเนเซีย ต้องใช้เวลาถึง 4 ชั่วโมง นับว่าเป็นการเดินทางที่มีระยะทางค่อนข้างไกลพอสมควร  เป้าหมายในการเดินทางไปยังเกาะสุลาเวซีนอกจากเข้าร่วมการสัมมนาแล้ว ยังมีเป้าหมายเพื่อเยี่ยมชุมชนชาวปาตานี ที่ในอดีตเดินทางโดยเรือจากดินแดนปาตานีไปยังเกาะสุลาเวซี ซึ่งในการเดินทางในอดีตนั้น คงจะต้องใช้เวลานานพอควร ขนาดเดินทางโดยเครื่องบินจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ยังต้องใช้เวลา 4 ชั่วโมง ถ้านับจากปาตานี หรือจังหวัดชายแดนภาคใต้ในปัจจุบัน ก็ยิ่งต้องใช้เวลามากกว่านั้นอีก

สำหรับเรื่องราวการเดินทางของชาวปาตานีไปยังเกาะสุลาเวซีนั้น ครั้งแรกผู้เขียนได้รับรู้จากบทความที่เขียนขึ้นโดย คุณอับดุลลอฮ  ลออแมน นักประวัติศาสตร์ท้องถิ่นชาวจังหวัดชายแดนภาคใต้ และหลังจากนั้นได้พบปะผู้คนที่มีเชื้อสายปาตานีจากเกาะสุลาเวซี เช่น นายซัฟรุลลอฮ ซันเร นักเขียนชาวอินโดเนเซีย ที่มักเดินทางไปมาระหว่างเมืองอุยุงปันดังกับกรุงกัวลาลัมเปอร์ เขาได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการตั้งถิ่นฐานของชาวปาตานีในเกาะสุลาเวซี  รวมทั้งนักเขียนรางวัลศิลปินแห่งชาติของมาเลเซีย คือคุณ อาเรนา วาตี ที่เกิดบนเกาะสุลาเวซี แต่มาใช้ชีวิตในประเทศมาเลเซีย ก็ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับการมีอยู่ของชาวปาตานีบนเกาะสุลาเวซี และที่สำคัญที่สุด คือการได้พบดร. มุคลิส ฮัดราวี นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยฮาซานุดดิน เมืองอุยุงปันดัง เกาะสุลาเวซี ซึ่งเป็นผู้ที่สนใจเกี่ยวกับการตั้งถิ่นฐานของชาวปาตานีบนเกาะสุลาเวซี

จากหลักฐานถึงการอพยพของชาวปาตานีไปยังเกาะสุลาเวซี โดยในอดีตไปตั้งถิ่นฐานในอาณาจักรโกวา (Gowa) นั้นกล่าวกันว่า ในอดีตการค้าขายระหว่างปาตานีกับเมืองต่างๆที่ตั้งอยู่ในภูมิภาคมลายู หรือ นูซันตารา (Nusantara) มีมาเป็นเวลายาวนาน และยิ่งปาตานีเองในอดีตเคยเป็นเมืองท่าที่สำคัญในภูมิภาคนี้ มีหลักฐานว่า เรือสินค้าจากปาตานีไปทำการค้าระหว่างปาตานีกับเกาะสุลาเวซีมาเป็นเวลานานแล้ว  หลักฐานจากทางเกาะสุลาเวซีได้บรรยายถึงการอพยพของชาวปาตานีว่า ในปี 1602-1632 ในช่วงที่มีสงครามระหว่างสยามกับปาตานีนั้น ชาวปาตานีภายใต้การนำของดาโต๊ะมหาราชาเลลา พร้อมเรือนับหลายสิบลำไปอพยพไปตั้งถิ่นฐานในเกาะสุลาเวซี  ในการอพยพของดาโต๊ะมหาราชาเลลาในครั้งนั้น คณะชาวปาตนีได้นำธงปาตานีที่ชื่อว่าธง Buluh Perindu ไปด้วย   

ที่เมืองโกวา(Gowa) ทางดาโต๊ะมหาราชาเลลาและชาวปาตานีได้ขออนุญาตตั้งถิ่นฐานในเมืองดังกล่าว ทางกษัตริย์เมืองโกวาที่ชื่อว่า กษัตริอีมางารางี ดาเอง มารับเบีย ก็ยินดีให้ชาวปาตานีดังกล่าวตั้งถิ่นฐานในเมืองโกวา พร้อมแต่งตั้ง  ดาโต๊ะมหาราชาเลลา หัวหน้าชาวปาตานีให้เป็นผู้นำของชุมชนชาวมลายูดังกล่าว  นี้เป็นข้อมูลแรกที่ได้กล่าวถึงการอพยพของชาวปาตานีไปยังเมืองโกวา (Gowa) ซึ่งปัจจุบันตั้งอยู่ในจังหวัดสุลาเวซีใต้
หลายต่อหลายครั้งที่ได้พบกับนักวิชาการชาวเมืองอุยุงปันดัง ก็มักกล่าวถึงการเข้ามาตั้งถิ่นฐานของชาวปาตานีในเมืองอุยุงปันดัง แต่ที่น่าสนใจที่สุดคือ ดร. มุคลิส ฮัดราวี นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยฮาซานุดดิน เมืองอุยุงปันดัง ซึ่งเป็นผู้ที่สนใจถึงการตั้งของชาวปาตานีบนเกาะสุลาเวซี

ดร. มุคลิส  ฮัดราวี ได้กล่าวถึงการอพยพมาตั้งถิ่นฐานของปาตานี ในอีกมุมมองหนึ่ง เขากล่าวว่าจากเอกสารหลักฐานของชาวบูกิส-มากัสซาร์ ได้บันทึกถึงการอพยพเข้ามาของชาวปาตานีบนเกาะสุลาเวซี โดยเขากล่าวว่า มีหลักฐานว่า ชาวปาตานีอพยะไปยังเกาะสุลาเวซี 2 ระลอกด้วยกัน ส่วนที่มีการกล่าวถึงการอพยพไปยังเกาะสุลาเวซีของดาโต๊ะมหาราชาเลลาและคณะชาวปาตานีนั้น เขากล่าวว่านั้นคือเป็นการอพยพในระลอกที่ 2 

เขาได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าการอพยพครั้งแรกของชาวปาตานีไปยังเกาะสุลาเวซีนั้น เกิดขึ้นเมื่อปี 1512  นั้นคือการอพยพของชาวปาตานีภายใต้การนำของดาโต๊ะเลียง อับดุลกาเดร์ (Datuk Liang bdul Kadir )และภรรยาของดาโต๊ะเลียงที่มีชื่อว่าตวนฟาตีมะห์(Tuan Fatimah)  ในเอกสารหลักฐานกล่าวว่าดาโต๊ะเลียง เดินทางมาจากจัมบู (อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานีในปัจจุบัน) โดยมาตั้งถิ่นฐานเป็นชุมชนใช้ชื่อว่าชุมชนปาตานี ปัจจุบันยังมีหลักฐานสุสานของดาโต๊ะเลียงแสดงถึงการมีส่วนตนของดาโต๊ะเลียง ส่วนการอพยพของดาโต๊ะมหาราชาเลลาพร้อมชาวปาตานีนั้นเป็นการอพยพในระลอกที่ 2  แต่ก็ได้ไปตั้งถิ่นฐานในชุมชนชาวปาตานีที่เดินทางมาในระลอกแรกเช่นกัน ในข้อมูลที่ ดร. มุคลิส ฮัดราวี ค้นพบยังได้กล่าวถึงการอพยพของดาโต๊ะมหาราชาเลลาว่า เขาได้เดินทางไปยังเกาะสุลาเวซีพร้อมกับภรรยาที่ชื่อว่า ปุตรีนิลามเกอสุมะห์  

นอกจากนั้นในกลุ่มของดาโต๊ะมหาราชาเลลายังมีขุนนางปาตานีที่ชื่อว่า ดาโต๊ะปาดุการาชา (Datuk Paduka Raja) พร้อมภรรยาที่ชื่อว่า ปุตรีเสนาปาตี (Putri Senapati)  การอพยพระลอกที่ 2 นี้แหละ เมื่อมาตั้งถิ่นฐานในชุมชนที่ชาวปาตานีระลอกที่ 1 มาอยู่ ซึ่งขณะนั้นใช้ชื่อชุมชนว่า ชุมชนซาลาโย (Salajo) จึงได้มีการเปลี่ยนชื่อชุมชนจากเดิมที่ชื่อว่า ชุมชนซาลาโย มาเป็นชุมชนปาตานี จนถึงปัจจุบัน  

ด้วยชุมชนชาวมลายูที่อพยพมาตั้งถิ่นฐานในเกาะสุลาเวซี มีทั้งที่เป็นชาวปาตานี ชาวมลายูอื่นๆ รวมทั้งที่เป็นชาวมีนังกาเบา  จึงเกิดการแต่งงานระหว่างชาวมลายูปาตานีกับชาวมีนังกาเบา  โดยเกิดขึ้นในรุ่นที่ 2 ของกลุ่มดาโต๊ะมหาราชาเลลา นั้นคือ ตวนอามีนะห์ (Tuan Aminah) บุตรสาวของดาโต๊ะมหาราชาเลลา  กับตวนราชาปุตรา ดาโต๊ะมะห์โกตา  (Tuan Rajja Putra Datuk Makotta) จากชุมชนชาวมีนังกาเบา สำหรับชาวมลายูในรุ่นที่ 3 จะใช้คำว่า เจ๊ะ/อึนเจ๊ะ (Enchek) นำหน้าชื่อ  และชาวมลายูรุ่นที่ 3 ของชุมชนมลายูนี้เมื่อได้แต่งงานกับชาวบาโย (Bajo) เมื่อได้ลูกหลานจะใช้คำว่า กาเร (Kare)นำหน้าชื่อ

    ปัจจุบันชุมชนปาตานีนับว่าเป็นชุมชนที่ค่อนข้างจะใหญ่ ตั้งอยู่ในตำบลมัปปากาซุงฆู (Mappakasunggu) อำเภอตากาลาร์  ในปี 2009 ชุมชนปาตานี ถูกแยกออกเป็น 3 ชุมชน  ชุมชนในที่นี้หมายถึง หน่วยการปกครองของอินโดเนเซียที่ใช้ชื่อว่า Desa ซึ่งมีสถานะเล็กกว่าระดับตำบล แต่ใหญ่กว่าระดับหมู่บ้าน นั้นคือหลายๆหมู่บ้านรวมกันเรียกว่า Desa  ชุมชนปาตานีประกอบด้วย 4 หมู่บ้าน คือหมู่บ้านบนโตมาไน ( Bontomanai) หมู่บ้านมางูลับเบ (Mangulabbe) หมู่บ้านปาตานี และหมู่บ้านปัตเตเกรัง(Pattekerang) 
           คิดว่าน่าจะถึงเวลาแล้วที่ชาวจังหวัดชายแดนภาคใต้จะฟื้นความสัมพันธ์ขึ้นมากับลูกหลานชาวปาตานี ซึ่งการสานความสัมพันธ์นี้ก็อาจเป็นอีกวิธีหนึ่งของการเปิดประตูสินค้าจากจังหวัดชายแดนภาคใต้ไปยังเกาะสุลาเวซี โดยเฉพาะจังหวัดสุลาเวซีใต้ที่มีประชากรถึง 8 ล้านคน
  

Ahad, 28 Disember 2014

ร่วมงานครบรอบ 185 ปีของเมืองบาตัม อินโดเนเซีย

โดย นิอับดุลรากิ๊บ บินนิฮัสซัน
เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2014 เป็นครบรอบการจัดตั้งการปกครองเมืองบาตัม จังหวัดหมู่เกาะเรียว ประเทศอินโดเนเซีย จากการที่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัวกับผู้บริหารเมืองบาตัม ครั้งในการพบปะกันกับผู้บริหารเมืองบาตัมในประเทศมาเลเซีย ทางเขาได้แจ้งว่าทางเมืองบาตัมจะมีงานครบรอบ 185 ปีในเดือนธันวาคม และขอให้ผู้เขียนประสานไปทางผู้อำนวยการฝ่ายวัฒนธรรมของเมืองบาตัม ซึ่งก็เป็นเพื่อนผู้เขียนอีกคน ดังนั้นจึงได้ประสานไป และได้รับหนังสือเชิญให้ไปแสดงศิลปวัฒนธรรมจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่นั่น  เมื่อได้รับหนังสือเชิญแล้ว  ทางทีมการแสดงของศูนย์นูซันตาราศึกษา (Nusantara Studies Center) หรืออีกแง่หนึ่งก็คือหน่วยงานคู่ขนานที่ทำหน้าที่ในการประสานงานภายนอกของแผนกวิชามลายูศึกษา ภาควิชาภาษาตะวันออก คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ก็ได้รวมตัวกันอีกครั้งในนามของ“คณะการแสดงศรีปาตานี มอ.” หรือ “Kumpulan Seri Patani PSU” ซึ่งกลุ่มการแสดงที่ใช้ชื่อนี้ได้เคยฝากชื่อเสียงมาแล้วครั้งหนึ่งที่ประเทศสิงคโปร์ ในงานศิลปะการแสดงภูมิภาคมลายูครั้งที่ 4 หรือ Tarian Serumpun ke IV เมื่อสองสามปีที่ผ่านมา

การจัดงานครบรอบของเมืองบาตัม จะมีการจัดขึ้นทุกปีที่เมืองบาตัม โดยงานจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คืองานมอบรางวัลบุคคลดีเด่นที่สร้างผลงานให้กับเมืองบาตัมในหลากหลายสาขา เช่น รางวัลสาขานักธุรกิจดีเด่น รางวัลสาขานักพัฒนาดีเด่น รางวัลสาขานักการศึกษาดีเด่น รางวัลอีกหลากหลายสาขา โดยงานการมอบรางวัลดีเด่นนี้ จะใช้ชื่องานว่า Anugerah Batam Madani  ส่วนใหญ่จะจัดขึ้นที่โรงแรมมีระดับในเมืองบาตัม เป็นการจัดงานพร้อมๆกับงานศิลปะการแสดงของชาวมลายูที่ใช้ชื่อว่า งานศิลปะการแสดงมลายู หรือ Kenduri Seni Melayu ซึ่งจะเป็นการรวมศิลปะการแสดงของชาวมลายูจากหลากหลายประเทศ เช่น จังหวัดต่างๆของประเทศอินโดเนเซีย รัฐต่างๆของมาเลเซีย สิงคโปร์ บรูไน และรวมทั้งจากจังหวัดชายแดนภาคใต้ 

สำหรับปีก่อนๆทางศูนย์นูซันตาราศึกษา (Nusantara Studies Center)ไม่อาจส่งคณะการแสดงได้  ด้วยมีปัญหาในหนังสือเดินทางของคณะการแสดง หรือรวมทั้งอยู่ในช่วงของการสอบปลายภาค แต่สำหรับปีนี้อาจารย์เชาวน์เลิศน์  ล้อมลิ้ม  รองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษาและศิษย์เก่าสัมพันธ์ ได้แนะนำให้คณะนักศึกษาสาขาวิชาเอกมลายูศึกษาทำหนังสือขอผ่อนผันการสอบปลายภาคจากคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ และได้รับการอนุมัติจากคณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ จนทำให้คณะการแสดงของนักศึกษาสาขาวิชาเอกมลายูศึกษาชุดนี้สามารถเดินทางไปแสดงศิลปะการแสดงของจังหวัดชายแดนภาคใต้ในเมืองบาตัม จังหวัดหมู่เกาะเรียว ประเทศอินโดเนเซีย  

ในการแสดงของคณะนักศึกษาสาขาวิชาเอกมลายูศึกษาในครั้งนี้ที่ใช้ชื่อว่า “คณะการแสดงศรีปาตานี มอ.” หรือ “Kumpulan Seri Patani PSU” จากการปรึกษากันกับนักศึกษา ถ้าเราใช้ศิลปะการแสดงที่มีการเล่นประจำอยู่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เช่น การรำซาปิน การรำพัด หรือ ตารีกีปัส ย่อมไม่อาจที่จะสู้กับชาวมลายูที่อยู่ประเทศมาเลเซีย สิงคโปร์ หรือบรูไนได้ ครั้งหนึ่งผู้เขียนได้เห็นการแสดงของคณะนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมาราในกรุงกัวลาลัมเปอร์ จึ่งนำความคิดดังกล่าวมาประยุกต์ใช้กับการแสดงของคณะนักศึกษาสาขาวิชาเอกมลายูศึกษาในครั้งนี้ นั้นคือให้มีการรวมทำนองดนตรีทุกส่วนของจังหวัดชายแดนภาคใต้เข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นเสียงดนตรีซีละ (ซีลัต) เสียงดนตรีมะโหย่ง  เสียงดนตรีดีเกร์บารัต (ดีเกร์ฮูลู) เสียงดนตรีการละเล่นปุตรี เข้าด้วยเป็นเพลงเดียวกัน แล้วให้นักศึกษาคิดท่ารำกันเองให้เข้ากับเสียงดนตรีดังกล่าว และคิดท่ารำประกอบเพลง “ภาคใต้บ้านเรา” ของวงดนตรีแฮมเมอร์ ซึ่งมีเนื้อเพลงเป็นภาษาไทยและภาษามลายูถิ่นปาตานี

การแสดงของคณะนักศึกษาสาขาวิชาเอกมลายูศึกษาได้รับความสนใจจากผู้ชมเป็นอันมาก โดยเฉพาะตอนที่มีการรำประกอบเพลง “ภาคใต้บ้านเรา” ปรากฏว่าได้รับเสียงเรียกร้องจากข้างๆเวทีว่าให้ร้องอีกครั้ง ก่อนเริ่มงานการแสดงตัวแทนของแต่ละประเทศจะได้รับหนังสือเรื่อง Sejarah Melayu (ประวัติศาสตร์มลายู) ซึ่งดร. อาหมัด ดะห์ลัน ( Dr.  Ahmad Dahlan) ผู้บริหารเมืองบาตัมเป็นผู้เขียนเอง และสามารถนำไปใช้ในการเรียนการสอนสำหรับแผนกวิชามลายูศึกษาต่อไป และภายหลังจากเสร็จงานการแสดง ในวันถัดมาทางผู้รับผิดชอบงานครั้งนี้ คือคุณแซมซัน รำบะห์ ปาเซร์ (Samson Rambah Pasir) ผู้อำนวยการฝ่ายวัฒนธรรมของเมืองบาตัม ซึ่งก็เป็นเพื่อนผู้เขียน ได้จัด City Tour ให้กับคณะการแสดงของนักศึกษาสาขาเอกวิชามลายูศึกษาได้รู้จักเมืองบาตัมมากขึ้น ทางคณะการแสดงจากบางรัฐของมาเลเซียรู้สึกงงว่า ทำไมพวกเขาจึงไม่มี City Tour เหมือนกับคณะการแสดงจากประเทศไทย ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าการจัด City Tour ในครั้งนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับคณะนักศึกษาสาขาเอกวิชามลายูศึกษา การเดินทางไปเมืองบาตัมครั้งนี้ ยังได้สัมผัสประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์ ดังนั้นจึงขอกล่าวถึงเมืองบาตัม ซึ่งจะเป็นเกร็ดความรู้ต่อไป

เมืองบาตัมนี้อาจเรียกได้ว่าเป็นสิงคโปร์แห่งที่สองก็ว่าได้ เพราะโรงงานอุตสาหกรรม ธุรกิจการค้า ของชาวสิงคโปร์เข้ามาลงทุนยังเมืองบาตัมจำนวนมาก จนเมืองบาตัมกลายเป็นเมืองที่มีความเจริญก้าวหน้า มีความสำคัญแห่งหนึ่งของประเทศอินโดเนเซีย  ที่เมืองบาตัม นอกจากเงินอินโดเนเซียแล้ว เงินสิงคโปร์และเงินมาเลเซียก็สามารถใช้ได้อีกเช่นกัน ดร. อาหมัด ดะห์ลัน ( Dr.  Ahmad Dahlan) ผู้บริหารเมืองบาตัมกล่าวว่าเมืองนี้เป็นเมืองอุตสาหกรรม ด้วยเมืองนี้อยู่ใกล้กับประเทศสิงคโปร์และประเทศมาเลเซีย และเมืองนี้อยู่ในแผนการพัฒนาตามโครงการพัฒนาซีโยรี (Sijori) หรือชื่อเต็มว่า Indonesia-Malaysia-Singapore Growth Triangle (IMS-GT) โดย Si ย่อมาจาก Singapore  ส่วน Jo ย่อมาจาก Johor และ Ri ย่อมาจาก Riau 

เกาะบาตัมเป็นเกาะที่มีความเจริญที่รวดเร็วมาก ชนพื้นเมืองของเกาะบาตัมประกอบด้วยชนชาวมลายู ชาวมีนังกาเบา ชาวบาตัก ชาวชวา นอกจากนั้นยังมีชาวจีนอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก เป็นชาวจีนที่พูดภาษาจีนแตจิ๋ว และภาษาจีนฮกเกี้ยน ในช่วงต้นปีทศวรรษที่ 1970 นั้นบนเกาะบาตัมมีอยู่อาศัยอยู่เพียงประมาณ 6 พันคนเท่านั้น จนในปัจจุบันจากการสำรวจล่าสุดปรากฎว่าประชากรเกาะบาตัมมีทั้งหมด 1,238,532 คน

สำหรับเกาะบาตัมนั้นเป็นเกาะที่โชคดีเกาะหนึ่ง ด้วยมีที่ตั้งใกล้กับประเทศสิงคโปร์แประเทศมาเลเซีย ทำให้ชาวเกาะบาตัมสามารถชมโทรทัศน์ทั้งจากสถานีโทรทัศน์ของประเทศอินโดเนเซีย ประเทศสิงคโปร์ และประเทศมาเลเซีย นอกจากนั้นในเกาะบาตัมเองก็มีสถานีโทรทัศน์ท้องถิ่น สถานีวิทยุท้องถิ่น และสิ่งตีพิมพ์ท้องถิ่นที่เป็นของตนเอง

ส่วนสถาบันการศึกษาของเกาะบาตัม การศึกษาในระดับอุดมศึกษาในเกาะบาตัม มีทั้งที่เป็นสถาบันการศึกษาของรัฐและเอกชน บางสถาบันมีการจัดตั้งวิทยาเขตขึ้นในเกาะบาตัม เช่น Universitas Internasional Batam(UIB), Universitas Putera Batam (UPB), Universitas Batam(Uniba), STMIK Putera Batam, STIE Ibnu Sina, STT Bentara Persada และ Universitas Riau Kepulauan (Unrika)

สิ่งที่ประทับใจในความพยายามของเมืองบาตัมในการสร้างแรงจูงใจด้านการท่องเที่ยวคือ การที่เมืองบาตัมในอดีตเคยเป็นที่ตั้งของค่ายอพยพชาวเวียดนาม ดังนั้นแทนที่จะปล่อยอดีตค่ายอพยพแห่งนี้ให้ร้าง ว่างเปล่า แต่กลับฟื้นฟูให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว บ้านเก่าของผู้อพยพ ศาสนสถาน สุสานของผู้อพยพยังคงรักษาไว้ บางอาคารถูกจัดให้เป็นพิพิธภัณฑ์แสดงภาพต่างๆของผู้อพยพขณะเรือขึ้นฝั่งที่เกาะบาตัม มีการเก็บเครื่องใช้ต่างๆของผู้อพยพให้นักท่องเที่ยวได้ชม เมื่อกลับมามองบ้านเรา บางสถานที่ บางพื้นที่ก็สมควรที่จะเก็บรักษาไว้ เพราะในอนาคตสถานที่นั้นๆ พื้นที่นั้นๆ ก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์บ้านเรา








Isnin, 15 Disember 2014

มหาวิทยาลัยอิสลามแห่งรัฐสุลต่านตาฮาซัยฟุดดินที่ได้รู้จัก

โดย นิอับดุลรากิ๊บ บินนิฮัสซัน

Institut Agama Islam Negeri Sultan Thaha Saifuddin

Institut Agama Islam Negeri (IAIN) Sultan Thaha Saifuddin atau IAIN Sultan Thaha Saifuddin adalah Perguruan Tinggi Islam Negeri di Provinsi Jambi.

Sejarah[sunting 
Lahirnya Institut Agama Islam Negeri Sulthan Thaha Saifuddin Jambi tidak terlepas dari perkembangan agama islam, juga lembaga pendidikan islam yang ada di provinsi jambi. Didorong oleh hasrat masyarakat dan ulama pada masa itu, setelah memperhatikan banyaknya lembaga yang mengeluarkan siswa madrasah/sekolah agama tingkat atas di jambi sementara belum ada pendidikan tinggi yang dapat menampung tamatan tersebut, maka diadakan kongres ulama jambi pada tahun 1957 yang berhasil melahirkan suatu keputusan bahwa di jambi sudah saatnya didirikan perguruan tinggi, pada tanggal 29 september 1960 didirikan Fakultas Syar’ah perguruan tinggi agama islam al-hikmah dibawah naungan yayasan pendidikan islam(YPI) Jambi.

Rentang waktu tiga tahun pertama , Fakultas Syariah telah mnunjukkan kemanuggalan antara pimpinan dengan masyarakat dan pemerintah daerah serta pemerintah pusat. Dengan SK Menteri Agama Nomor: 50 tahun 1963 tanggal 12 mei 1963 dinegerikanlah Fakultas Syari’ah menjadi Fakultas Syari’ah cabang IAIN Syarif Hidayatullah Jakarta, dan kemudian berubah menjadi cabang IAIN Raden Fatah Pelembang. Penegerian ini mendorong para pejabat, ulama, serta pemuka masyarakat, terutama Gubernur KDH Tingkat I Provinsi Jambi saat itu (M.J. Singadekane) untuk memperjuangkan berdirinya IAIN yang mempunyai beberapa Fakultas. Di sisi lain, sejak tanggal 11 juli 1965 Yayasan Perguruan Tinggi Ma’arif telah memiliki Fakultas Tarbiyah dan Ushuluddin di kota jambi dan dan sementara di sungai penuh – kerinci telah berdiri pula Fakultas Syari’ah Muhammadiyah pada bulan maret 1964, atas dasar motivasi diatas maka untuk memenuhi keinginan para pejabat, masyarakat, ulama dan pemerintah Daerah tingkat I Provinsi Jambi tersebut, akhirnya Fakultas Tarbiyah dan Ushuluddin yang ada di Ma’arif dan Fakultas yang ada dilingkungan IAIN Jambi , usulan itu dilakukan karena berdasarkan ketetapan MPR RI nomor 11 tahun 1960 dan peraturan menteri agama nomor 5 tahun 1963, bahwa untuk syarat didirikannya suatu IAIN minimal harus memilki 3 (tiga) Fakultas. Pada tanggal 30 September 1965 dengan surat keputusan Gubernur Jambi nomor: 18 tahun 1965 terbentuklah panitia persiapan Pembukaan IAIN Jambi yang di setujui oleh Menteri Agama dengahn surat keputusan Nomor: 83 tahun 1965 tanggal 22 November 1965. Setelah melalui proses perjalanandan perjuangan panjang yang dilakukan panitia persiapan pembukaan IAIN jambi tersebut maka Menteri Agama RI akhirnya menyetujui berdirinya IAIN Provinsi Jambi dengan surat keputusan Nomor : 84 tahun 1967 tanggal 27 juli 1967. Berbekal Surat Keputusan Menteri Agama tersebut, pada tanggal 8 september 1967 sekaligus bertepatan dengan tanggal 3 jumadil akhir 1387 Hijriah deresmikanlah IAIN Sulthan Thaha Saifuddin Jambi oleh Menteri Agama RI, Prof. K.H. Saifuddin Zuhri, dengan komposisi personalia sebagai berikut :

H.A. Manaf (Gubernur KDH Tingkat I Jambi) (Rektor)
H. MO. Bafadhal (Dekan Fakultas Syari’ah)
Drs. H. Z Azuan (Dekan Fakultas Tarbiyah)
K.H. A. Qadir Ibrahim (Dekan Fakultas Ushuluddin)
A.R. Dayah (Dekan Fakultas Syariah kerinci)
Pimpinan[sunting | sunting sumber]
Tercatat dalam sejarah, sejak berdiri dan berkembangnya IAIN Sulthan Thaha Saifuddin Jambi telah dipimpin oleh 8 (delapan) orang tokoh-tokoh terkemuka di bidangnya, yaitu :

H.A. Manaf (1967 – 1971) (Almarhum)
Drs. H. A. Munir, SA (1971 – 1972) (Almarhum)
Drs. Ruslan Abdul Ghani (1972 – 1976) (Almarhum)
Prof. Syekh H. MO. Bafadhal (1976 – 1986) (Almarhum)
Prof. Dr. H. M. Chatib Quzwain, MA (1986 – 1994) (Almarhum)
Prof. Dr. H. Sulaiman Abdullah (1994 – 1998)
Prof. Dr. H. Asafri Jaya Bakri, MA (1998 – 2006)
Prof. Dr. H. Mukhtar Latif, M.Pd (2006 - 2010)
Prof.Dr.H.Dede Rosyada, MA (2010-2011)
Dr. H. Hadri Hasan,MA (2011-2015)
Fakultas[sunting | sunting sumber]
Fakultas Syariah
Fakultas Tarbiyah
Fakultas Ushuluddin
Fakultas Adab
Program Pascasarjana

FAKULTAS DAN PROGRAM PASCASARJANA

1. Tugas Fakultas
Fakultas mempunyai tugas melaksanakan pendidikan dna pengajaran, penelitian dan pengabdian kepada masyarakat dalam sebagian ilmu agama Islam dan Ilmu-ilmu lain yang terkait untuk program akademik dan program profesional.

2. Fungsi Fakultas
Dalam melaksanakan tugas, fakultas menyelenggarakan fungsi:

Penyusunan dan perumusan konsep kebijaksanaan dan perencanaan program fakultas untuk mencapai tujuan dan mewujudkan visi fakultas
Pelaksanaan kegiatan pendidikan dan pengajaran ilmu pengetahuan agama Islam dan ilmu-ilmu lain yang terkait
Pelaksanaan penelitian dalam rangka pengembangan ilmu pengetahuan agama Islam dan ilmu-ilmu lain yang terkait
Pelaksanaan pengabdian kepada masyarakat
Pelaksanaan pembinaan kemahasiswaan
Pelaksanaan pembinaan civitas akademika dan hubungan dengan lingkungannya
Pelaksanaan kerjasama dengan perguruan tinggi dan/atau lembaga lain
Pelaksanaan pengendalian dan pengawasan kegiatan fakultas
Penyelenggaraan administrasi fakultas
Pelaksanaan penilaian prestasi dan proses penyelenggaraan kegiata serta penyusunan laporan
3. Organisasi Fakultas
Fakultas terdiri dari:

Dekan dan Pembantu Dekan
Senat Fakultas
Bagian Tata Usaha
Jurusan dan/atau Program Studi
Laboratorium/Studio
Dosen
Jurusan

Jurusan merupakan pelaksana akademik pada fakultas yang melaksanakan pendidikan akademik dan/atau profesional dalam sebagian atau satu cabang ilmu pengetahuan agama Islam, dan ilmu-ilmu yang terkait.
Jurusan dipimpin oleh seorang ketua jurusan yang dipilih diantara dosen minimal berpangkat lektor kepada atau dipandang memiliki keahlian yang setara dengan lektor kepala dna bertanggungjawab kepada Dekan Fakultas yang membawahinya.
Jurusan mempunyai tugas melaksanakan pendidikan dan pengajaran pada program pendidikan akademik dan/atau professional dalam satu bagian atau satu cabang ilmu agama Islam dan ilmu lain yang terkait.
Dalam melaksanakan tugas tersebut poin 3, jurusan menyelenggarakan fungsi:
Penyusun rencana dan program kerja jurusan Pelaksanaan pendidikan dan pengajaran
Pelaksanaan administrasi
Pelaksanaan penilaian prestasi dan proses penyelenggaraan kegiatan serta penyusun laporan
Fakultas Syariah
Jurusan dan/atau program pada Fakultas Syariah:

Ahwal Syakhsiah (AS), dengan gelar alumni: SHI
Jinayah Siyasah (SY), dengan gelar alumni: SHI
Perbandingan Mashab dan Hukum (PMH), dengan gelar alumni: SHI
Ekonomi Islam (EI), dengan gelar alumni: SEI
Program Akta IV
Fakultas Tarbiyah
Jurusan dan/atau program pada Fakultas Tarbiyah:

Pendidikan Agama Islam (PAI), dengan gelar alumni: S.Pd.I
Kependidikan Islam (KI), dengan gelar alumni: S.Pd.I
Pendidikan Bahasa Arab (PBA), dengan gelar alumni: S.Pd.I
Tadris, Prodi Matematika, dengan gelar alumni: S.Pd.I
Tadris, Prodi Fisika, dengan gelar alumni: S.Pd.I
Tadris, Prodi Bahasa Inggris, dengan gelar alumni: S.Pd.I
Program Diploma 2 (Dua), dengan gelar alumni: A.Ma
Program Akta IV
Program Ekstensi
Program Kompetensi
Fakultas Ushuluddin
Jurusan dan/atau program pada Fakultas Ushuluddin:

Aqidah Filsafat (AF) dengan gelar alumni:S.Fil.I;
Tafsir Hadist (TH), dengan gelar alumni: S.Pd.I
Dakwah (DW), dengan gelar alumni: S.Sos.I
Ilmu Jurnalistik (IJ), dengan gelar alumni: S.Sos.I
Bimbingan dan Penyuluhan Masyarakat Islam (BPMI), dengan gelar alumni: S.Sos.I
Program Akta IV
Fakultas Adab (Sastra dan Kebudayaan Islam)
Jurusan dan/atau program pada Fakultas Adab (Sastra dan Kebudayaan Islam)

Sejarah dan peradaban Islam (SPI), dengan gelar alumni: S.Hum
Bahasa dan Sastra Arab (BSA), dengan gelar alumni: S.S
Bahasa dan Sastra Inggris (BSI), dengan gelar alumni: S.S
Ilmu Pemerintahan dan Politik Islam (IPPI), dengan gelar alumni: S.Hum
Program Akta IV
Program Pascasarjana (PPs)
Konsentrasi pada Program Pascasarjana terdiri dari:

Manajemen Pendidikan Islam (MPI), dengan gelar alumni: M.Pd.I
Metodologi Pemikiran Hukum Islam (MPHI), dengan gelar alumni: M.H.I
Pemikiran Agama dan Filsafat Islam (PAFI), dengan gelar alumni: M.Fil.I
Pemikiran Ekonomi dan Bisnis Islam (PEBI), dengan gelar alumni: M.E.I

Jumaat, 5 Disember 2014

การเมืองการปกครองของบรูไน

โดย นิอับดุลรากิ๊บ ฐินนิฮัสซัน

ประเทศบรูไนดารุสสาลามเป็นประเทศที่มีการปกครองแบบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ (Consfitutional Mornachy ) โดยองค์สุลต่านเป็นผู้นำของประเทศและเป็นผู้นำรัฐบาล  ด้วยการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี  และรัฐมนตรีว่าการกลาโหม  ได้รับการช่วยเหลือให้คำปรึกษาจากสภาที่ปรึกษา  และคณะรัฐมนตรีประเทศบรูไนไม่มีสภานิติบัญญัติหรือสภาผู้แทนราษฎร  ในปี 2000  ทางองค์สุลต่านได้มีการประชุมเพื่อกำหนดรัฐสภา (Paliament)  ซึ่งไม่เคยมีการจัดตั้งมานับตั้งแต่ปี 1984 ซึ่งเป็นปีที่ได้รับเอกราชจากอังกฤษ  ด้านการป้องกันประเทศนั้น  ทางบรูไนได้มีการทำสนธิสัญญากับอังกฤษ  โดยทางอังกฤษได้ส่งกลุ่มทหารเผ่ากรุข่า (Gurkha ) ซึ่งเป็นชนเผ่าของประเทศเนปาลได้ตั้งฐานอยู่ในประเทศบรูไน ตั้งอยู่ที่ Seria  การป้องกันประเทศของบรูไนนับว่ามีน้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับความร่ำรวยของประเทศ  ประเทศบรูไนเองก็มีส่วนในการอ้างสิทธิเหนือหมู่เกาะ Spratly  ซึ่งมีประเทศมาเลเซีย ,จีน ,ไต้หวัน ,เวียดนาม ,ฟิลิปปินส์ร่วมอ้างสิทธิเหนือหมู่เกาะดังกล่าวด้วย

บรูไนแบ่งการปกครองออกเป็น 4 อำเภอ คือ
1. Belait
    เป็นอำเภอที่ใหญ่ที่สุดของบรูไน  เป็นอำเภอที่อยู่ทางทิศตะวันตกของประเทศบรูไน  มีเมืองเอกชื่อว่า Kuala Belait  เมืองอื่นๆที่มีชื่อเช่น Badas , Kerangan ,Nyatan ,Labi,Lumut , Seria, Sukang และ Talingan  อำเภอนี้มีดินแดนทางทิศเหนือติดทะเลจีนใต้  ทางทิศตะวันออกติดกับอำเภอ Tutang และทางทิศใต้และทิศตะวันตกติดกับประเทศมาเลเซีย

2. Brunei และ Muara  
    เป็นอำเภอที่เล็กที่สุดของประเทศบรูไน  ตั้งอยู่ทางเหนือสุดของประเทศ  มีเมืองเอกชื่อว่า Bandar Seri Begawan ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศบรูไนด้วย  เมืองที่สำคัญมีเมือง  Muara อำเภอนี้มีดินแดนทางทิศเหนือติดกับทะเลจีนไต้  ทางทิศตะวันออกติดกับแหลมหรือ อ่าวบรูไน  ทางทิศไต้ติดกับประเทศมาเลเซีย  และทิศตะวันตกติดกับ Tutang และที่อ่าวบรูไนมีเกาะอีกหลายเกาะตั้งอยู่

3. Temburong
    เป็นอำเภอที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกสุดของประเทศบรูไน  อำเภอ Temburong  เป็นอำเภอที่ค่อนข้างแปลก  เพราะอำเภอนี้ถูกตัดขาดจากดินแดนของประเทศบรูไนมีเพียงอ่าวบรูไนเท่านั้นเป็นตัวเชื่อมระหว่างอำเภอ Temburong  กับประเทศบรูไน  ส่วนอื่นๆ  ดังนั้นเมื่อประเทศบรูไนจากอำเภอ Temburong  จะเดินทางไปยังอำเภออื่นๆของประเทศบรูไน จึงมีทางเดียวเท่านั้นที่เป็นดินแดนเดียวกัน  นั้นคือการเดินทางทางทะเล โดยผ่านอ่าวบรูไน  ส่วนการเดินทางทางบกนั้นจำเป็นต้องผ่านดินแดนของประเทศมาเลเซียส่วนที่เรียกว่า Limbang  
4. Tutong
     เป็นอำเภอหนึ่งของประเทศบรูไน  มีเมืองเอกชื่อว่า Tutong  ส่วนเมืองที่สำคัญอื่นๆเช่น  Kuala Abang , Lamunin, Melit, Penanjong และTelisai  อำเภอนี้มีเพื้นที่ทางทิศเหนือติดกับทะเลจีนใต้  ทางทิศตะวันออกกับอำเภอBrunei และMuara รวมทั้งประเทศมาเลเซีย  ส่วนทางทิศตะวันตกติดกับอำเภอ Belait