Jumaat, 28 Februari 2014

Ketua Menteri Sarawak

Adenan Hj. Satem
Petra Jaya: Menteri Tugas Tugas Khas Sarawak, Tan Sri Adenan Satem, 70, mengangkat sumpah sebagai Ketua Menteri Ke-5 dalam istiadat penuh bersejarah di hadapan Yang di-Pertua Negeri, Tun Abang Muhammad Salahuddin Abang Barieng di Astana Negeri, tepat jam 9.40 pagi tadi.

Beliau menggantikan Ketua Menteri paling lama dalam sejarah negara, Tan Sri Abdul Taib Mahmud, 78, yang bersara bermula hari ini, seterusnya bakal dilantik sebagai Yang di-Pertua Negeri yang baharu, menggantikan Abang Muhammad Salahuddin, 92, yang tamat tempoh perkhidmatannya, juga pada hari ini.
Tan Sri Dato' Sri Hj Adenan Hj Satem merupakan muka lama dalam politik Sarawak. Dinobatkan sebagai juara dalam perdebatan mengenai Tanah Adat di Sarawak pada akhir 1980 an dan 1990 an, Datuk Adenan merupakan political figure yang cukup hebat di dalam kabinet negeri pada masa itu. Sekarang ini dilantik sebagai Menteri Tugas-tugas Khas Sarawak. Beliau merupakan bakal Ketua Menteri Sarawak yang ke 5 setelah Pehin Sri Tan Sri Hj. Abdul Taib Mahmud menghantar surat perletakan jawatan pada 28 Februari 2014.

Pemilihan pucuk pimpinan

Dalam pemilihan Parti Pesaka Bumiputra Bersatu tahun 2002, beliau bersama-sama Datuk Sri Abang Abdul Rahman Zohari bertanding untuk merebut jawatan Timbalan Presiden Parti. Walau bagaimanapun nasib tidak menyebelahi beliau apabila tewas di tangan Abang Zohari, seterusnya dilantik sebagai Naib Presiden Kanan Parti oleh Majlis Tertinggi, sesuatu yang janggal di dalam parti semenjak 30 tahun penubuhannya. Penonjolan kepimpinan beliau amat ketara di dalam parti sehingga ada desas desus yang mengatakan bahawa beliau bakal menggantikan Pehin Sri Tan Sri Hj. Abdul Taib Mahmud sebagai Ketua Menteri Sarawak yang baru. Selepas Pilihan raya Parlimen diadakan pada tahun 2004 yang lepas, dengan menggantikan Cikgu Sukinam Domo diParlimen Batang Sadong, beliau dilantik sebagai Menteri Sumber Asli dan Alam Sekitar Malaysia, suatu jawatan yang tidak asing bagi menteri yang berasal dari Sarawak.

Perubahan pucuk pimpinan
Namun begitu pada Februari 2006, rombakan kabinet Persekutuan telah diadakan dan beliau tidak disenaraikan di dalam kabinet tersebut. Alasan Perdana Menteri ialah Dato' Sri Adenan sendiri meminta supaya beliau tidak dinamakan sebagai menteri, kemudiannya diakui oleh Adenan sendiri.
Lain alasan ialah untuk memberi konsentrasi di dalam pilihan raya negeri yang bakal dilangsungkan pada Mei 2006. Episod Adenan dan kepimpinan serta politik negeri Sarawak amat sunyi sehinggalah selepas pilihan raya ke-9 2006 beliau tidak dilantik semula di dalam kabinet negeri. Untuk rekod di dalam pilihan raya ke-9 2006 tersebut beliau ditukarkan ke kerusi Tanjung Datu, dan kerusi lama beliau bertukar tangan kepada calon baru iaitu Datuk Sri Muhammad Ali bin Mahmud iaitu adik kandung Ketua Menteri sendiri. Dalam rekod pilihan raya yang lepas kawasan Dewan Undangan Negeri Sarawak bagi Kawasan Muara Tuang merupakan kubu kuat Parti Barisan Nasional dan mempunyai majoriti yang tertinggi bagi negeri Sarawak. Adenan sekali lagi di kawasan barunya mendapat majoriti undi yang juga tinggi dengan mengalahkan dua pencabarnya dari BEBAS dan calon Keadilan Rakyat dengan majoriti 4136.

Melepaskan jawatan Naib Presiden
Pada bulan Februari 2007, beliau telah melepaskan jawatan Naib Presiden PBB. Akan tetapi beliau dilantik semula menjadi Ketua Penerangan PBB berkuatkuasa 4 Mac 2007 sekaligus menamatkan desas desus yang beliau akan mengndurkan diri daripada arena politik.

Keputusan pilihanraya negeri 2006
Dalam Pilihan raya DUN Sarawak 2006 ,Adenan Satem mewakili BN mendapat 4,545 undi dan menang.Calon lawan ialah Sobey bin Daud (Keadilan -409 hilang deposit ;Larry Dominic Linang (Bebas-357 HD) Majoriti 4,136 .

Keputusan pilihanraya negeri 2011
Dalam pilihan raya 2011, beliau bertanding mewakili BN dan mendapat 4218 undi dengan majoriti 3216. Lawan beliau ialah Gilbert Asson Anak Kulong dari parti Bebas mendapat 215 undi. Calon lain ialah Nani Bt Sahari-(PAS-1002) .



Selasa, 25 Februari 2014

Daerahku terpinggir : Sebuah Puisi dari Patani Selatan Thailand

โดย นิอับดุลรากิ๊บ บินนิฮัสซัน
บทกวีครั้งนี้ชื่อว่า Daerahku terpinggir ซึ่งมีความหมายว่า ดินแดนข้าที่ล้าหลัง จึงจำเป็นต้องพัฒนาไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษา เศรษฐกิจ และสังคม 


                                 Daerahku terpinggir
                                 Tidak perlu lagi diterangkan
                                 Akan bicara satu persatu
                                 Tentang daerahku
                                 Daerah yang telah terpinggir
                                 Dari manusia perkasa
                                 Berlagak dan sombong
                                 Sebagai orang cerdik dan pandai

                                 Aku tidak perlu lagi berteriak
                                 Dengan sekuat kuat suaraku
                                 Agar dapat didengar dan diketahui
                                 Bahawa daerahku tercinta
                                 Sudah dipinggirkan
                                 Sudah dihancurkan
                                 Sudah dimusnahkan

                                 Sesungguhnya
                                 Aku tidak perlu terangkan lagi
                                 Aku tidak perlu berteriak lagi
                                 Semua Bangsa Melayu sudah tahu
                                 Semua manusia Nusantara sudah tahu
                                Atas sikap orang perkasa itu

                                Daerahku terpinggir
                                Sebelumnya sangat subur dan makmur
                                Tetapi kini atas kepinggiran itu
                                Dalam menuju kedaifan
                                Dalam menuju kemunduran
                                Daerahku dipinggirkan
                                Daerahku adalah daerah terpinggir.

                                Hamra  Hassan
 
 

Jumaat, 14 Februari 2014

จังหวัดเรียว ประเทศอินโดเนเซียที่ได้สัมผัสมา

โดย นิอับดุลรากิ๊บ บินนิฮัสซัน
แผนที่จังหวัดเรียว
ประเทศอินโดเนเซียสำหรับผู้เขียนอาจไม่ใช่เป็นเรื่องอื่นไกลอีกแล้ว ด้วยหลายๆครั้งที่ได้เดินทางสัมผัสประเทศนี้ ทั้งในเกาะสุมาตรา เกาะชวา และเกาะบอร์เนียว หรือเกาะในส่วนของอินโดเนเซียที่เรียกว่าเกาะกาลีมันตัน เมื่อได้สัมผัสพื้นที่ต่างๆเหล่านั้น แม้ประเทศนี้จะมีทรัพยากรธรรมชาติจำนวนมาก การที่ประเทศนี้มีประชากรสองร้อยกว่าล้าน ดังนั้นประชากรที่มีกำลังซื้อสูง จึงอาจมีจำนวนมากกว่าประชากรทั้งประเทศของบางประเทศในกลุ่มประชาคมอาเซียน แต่ผู้เขียนเชื่อว่าด้วยประเทศนี้มีการคอร์รัปชั่นที่ค่อนข้างสูง ทำให้เห็นร่องรอยของการขาดการพัฒนา  ช่องว่างที่ห่างกันระหว่างการพัฒนาของเกาะชวา เกาะสุมาตรา และเกาะกาลีมันตัน
สภาพเมืองเปอกันบารู
สภาพเมืองเปอกันบารู
สภาพบ้านเมืองของเมืองเปอกันบารู
สภาพบ้านเมืองของเมืองเปอกันบารู เมืองเอกจังหวัดเรียว
                เมืองเปอกันบารู เป็นเมืองเอกของจังหวัดเรียว จังหวัดเรียวมีประชากรทั้งหมด 5.5 ล้านคน ประชากรส่วนใหญ่จะประกอบด้วยชนชาวมลายู ชาวชวา ชาวมีนังกาเบา ชาวบาตัก ชาวบูกิส  ภาษาท้องถิ่นของจังหวัดนี้จึงมีความหลากหลาย จังหวัดเรียวเดิมมีพื้นที่มากกว่านี้ ต่อมาพื้นที่ส่วนหนึ่งได้แยกตัวออกจากจังหวัดเรียวในปี 2004 โดยใช้ชื่อจังหวัดใหม่ว่า จังหวัดหมู่เกาะเรียว (Provinsi Kepulauan Riau) มีพื้นที่หมู่เกาะต่างๆ จังหวัดใหม่ที่แยกออกมาที่ประชากร 1.6 ล้านคน
หนึ่งในเจดีย์ที่ตั้งอยู่บริเวณพุทธเจดีย์โบราณมัวราตากุส
หนึ่งในเจดีย์ที่ตั้งอยู่บริเวณพุทธเจดีย์โบราณมัวราตากุส
หนึ่งในเจดีย์ที่ตั้งอยู่บริเวณพุทธเจดีย์โบราณมัวราตากุส
หนึ่งในเจดีย์ที่ตั้งอยู่บริเวณพุทธเจดีย์โบราณมัวราตากุส
           จังหวัดเรียวยังมีโบราณสถานที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์อีกแห่งหนึ่ง คือ พุทธเจดีย์โบราณมัวราตากุส (Candi Muara Takus) จนถึงปัจจุบันนักประวัติศาสตร์ยังไม่สามารถระบุถึงปีที่สร้างโบราณสถานแห่งนี้ มีนักวิชาการทั้งที่กล่าวว่าสร้างขึ้นในศตวรรษที่  4  บางส่วนก็ระบุว่าสร้างในศตวรรษที่  7
ฐานขุดเจาะน้ำมัน
ฐานขุดเจาะน้ำมัน
ฐานขุดเจาะน้ำมัน
ฐานขุดเจาะน้ำมัน
ฐานขุดเจาะน้ำมัน
ฐานขุดเจาะน้ำมันแห่งแรกของจังหวัดเรียว
สวนปาล์มน้ำมันในจังหวัดเรียว
สวนปาล์มน้ำมันในจังหวัดเรียว
                ผู้เขียนได้สัมผัสเมืองปาเล็มบัง เมืองปาดัง เมืองบูกิตติงฆี เมืองจัมบี ซึ่งตั้งอยู่ในเกาะสุมาตรา ก็ได้เห็นร่องรอยที่ยังต้องพัฒนาในบางด้านอีกมาก แต่เมื่อผู้เขียนเดินทางไปยังเมืองเปอกันบารู เมืองเอกของจังหวัดเรียว ซึ่งตั้งอยู่บนเกาะสุมาตราเช่นกัน ผู้เขียนต้องตกใจกับสภาพของจังหวัดนี้ ด้วยจังหวัดนี้ ด้วยได้เห็นบ้านเมืองที่แสดงถึงความเจริญ สภาพเศรษฐกิจที่ค่อนข้างจะดีกว่าเมืองอื่นๆในเกาะสุมาตราที่เคยสัมผัสมา ได้พบปะ เพื่อนฝูงชาวจังหวัดเรียว ตามคำกล่าวด้วยความภาคภูมิใจของชาวจังหวัดเรียวว่า “จังหวัดเรียวนั้นใต้ดิน มีน้ำมัน ส่วนบนดินก็มีน้ำมัน(ปาล์มน้ำมัน)”  เมื่อผู้เขียนได้สัมผัสจังหวัดเรียว ซึ่งผู้เขียนได้เดินทางไปจังหวัดนี้มาแล้วสามครั้ง ก็เป็นจริงตามคำกล่าวของชาวจังหวัดเรียว  แหล่งน้ำมันใหญ่ตั้งอยู่ในอำเภอปาลาลาวัน และอำเภออินทราคีรีฮูลู ซึ่งทั้งสองอำเภอนี้มีบ่อน้ำมันที่ขุดแล้ว 180 บ่อ
ห้องสมุดโซมาน ฮาซีบวน
ห้องสมุดโซมาน ฮาซีบวน
ห้องสมุดโซมาน ฮาซีบวน
ป้ายที่ทำการสำนักงานผู้ว่าราชการจังหวัด
สำนักงานส่วนราชการจังหวัดเรียว
สำนักงานส่วนราชการจังหวัดเรียว
สำนักงานส่วนราชการจังหวัดเรียว
สำนักงานผู้ว่าราชการจังหวัดเรียว
ห้องสมุด สำนักงานส่วนราชการ สำนักงานผู้ว่าราชการจังหวัดเรียว
  
โรงละครอิดรุส ตินติน 
มัสยิดอันนูร์ มัสยิดประจำจังหวัดเรียว
                 จังหวัดเรียวมีห้องสมุดสาธารณะที่ชื่อว่าห้องสมุดโซมาน ฮาซีบวน ที่ใหญ่โต สูง 6 ชั้น มีสำนักงานผู้ว่าราชการจังหวัดที่สง่างาม มีโรงละครประจำจังหวัดที่ชื่อว่าโรงละครอิดรุส ตินติน เป็นอาคารที่มีสถาปัตยกรรมที่สวยมาก
ราชวังรัฐเซียะศรีอินทราปุรา 
ราชวังรัฐเซียะศรีอินทราปุรา 
                ที่จังหวัดเรียวในอดีตจะมีรัฐที่ปกครองด้วยสุลต่านจำนวนหลายรัฐด้วยกัน ที่น่าสนใจ รัฐเซียะศรีอินทราปุรา (Siak Indrapura) มีนักการศาสนาอิสลามจากปาตานีท่านหนึ่งชื่อ เชคอับดุลราห์มาน ฆูดัง (Sheikh Abdul Rahman Gudang) ไปเดินทางไปยังที่นั้น บุตรชายของนักการศาสนาท่านนี้ชื่อว่า ฮัจญีมูฮัมหมัดซอลและห์ อัล-ฟาตานี ได้แต่งงานกับบุตรีของขุนนางแห่งรัฐเซียะอินทราปุรา  เมื่ออินโดเนเซียได้รับเอกราช ฮัจญีมูฮัมหมัดซอลและห์ อัล-ฟาตานี ได้รับราชการเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของกระทรวงการศาสนาอิสลามของอินโดเนเซีย ท่านได้เขียนหนังสือจำนวนหนึ่ง และหนึ่งในนั้นคือ Risalah Sullamit Tarsyid Tajwid พิมพ์ครั้งแรกโดยสำนักพิมพ์ Anglo Asiatic Press ที่ประเทศสิงคโปร์ ในปี 1932
มหาวิทยาลัยเรียว
มหาวิทยาลัยอิสลามแห่งรัฐสุลต่านชารีฟกาซิม
มหาวิทยาลัยอิสลามเรียว
                ได้พบปะนักศึกษาชาวจังหวัดชายแดนภาคใต้จำนวนหนึ่งที่ศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยอิสลามเรียว (Universitas Islam Riau) นอกจากนั้นทางวิทยาลัยอิสลามศึกษา ม. สงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานีก็ได้ส่งนักศึกษาไปเรียนเป็นเวลา 1 ปีที่มหาวิทยาลัยอิสลามแห่งรัฐสุลต่านชารีฟกาซิม (Universitas Islam Negeri Sultan Syarif Kasim) สำหรับแผนกวิชามลายูศึกษา  ม. สงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี จะส่งนักศึกษาไปฝึกงานพร้อมเรียนภาษาอินโดเนเซียเป็นเวลาประมาณ 2 เดือนที่มหาวิทยาลัยเรียว (Universuitas Riau) ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยรัฐในจังหวัดเรียว   
                เชื่อว่าในอนาคตนักศึกษาเหล่านี้จะสามารถเป็นส่วนหนึ่งของภาคธุรกิจไทยในการนำสินค้าจากประเทศไทย โดยเฉพาะจากจังหวัดชายแดนภาคใต้ไปจัดจำหน่ายในจังหวัดเรียวได้       

Jumaat, 7 Februari 2014

บทความเรื่อง Dipandang dari Seberang : Kemelayuan di Mata Orang Jerman

โดย นิอับดุลรากิ๊บ บินนิฮัสซัน       ในการเข้าร่วมงานสัมมนาที่เมืองตันหยงปีนัง เมืองเอกของจังหวัดหมู่เกาะเรียว ประเทศอินโดเนเซีย ผู้เขียนได้รับบทความวิชาการชิ้นหนึ่ง ซึ่งเป็นบทความวิชาการของอาจารย์ชาวเยอรมันที่ชื่อว่า Berthold damshäuser ซึ่งสอนภาษาอินโดเนเซียอยู่ที่มหาวิทยาลัยบอนน์ ประเทศเยอรมัน เป็นบทความในมุมมองของเขาเกี่ยวกับความเป็นมลายู
ในบทความชิ้นนี้ที่การกล่าวถึงการคิดทฤษฎีเกี่ยวกับชาติพันธุ์ของนักวิชาการเยอรมันในอดีต ความสนใจของชาวเยอรมันที่มีต่อภาษามลายู วรรณกรรมมลายู ผู้เขียนเห็นว่าบทความชิ้นนี้มีความน่าสนใจอยู่พอสมควร จึงได้แปลมาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับทฤษฎีหรือหลักการความเป็นมลายู ที่เสนอโดยนักวิชาการเยอรมันที่ชื่อว่า Johann Friedrich Blumenbach
Johann Friedrich Blumenbach

Berthold damshäuser

ดร. Berthold damshäuser ได้เขียนถึงความเป็นมาของการแบ่งชาติพันธุ์โดยชาวเยอรมัน และความสนใจของชาวเยอรมันที่มีต่อภาษาและวรรณกรรมมลายู ในการนี้ขอแปลเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับการการแบ่งชาติพันธุ์มลายูของชาวเยอรมัน
หลักการแบ่ง”เชื้อชาติมลายู” ได้ถูกค้นพบโดยนักวิชาการชาวเยอรมันคนหนึ่ง ที่มีชื่อว่า นาย Johann Friedrich Blumenbach ซึ่งเกิดเมื่อ 11 เมษายน 1752 และเสียชีวิตเมื่อ 22 มกราคม  1840 ขณะที่มีอายุ 87 ปี 

       เขาได้ตั้งทฤษฎีเกี่ยวกับชาติพันธุ์ขึ้นมาเป็นการแบ่งกลุ่มชาติพันธุ์ในโลก โดยเขาเขียนหนังสือชื่อว่า De Generis Humanis Varietate Nativa เขียนขึ้นในปี 1775  ในหนังสือเล่มนี้เขาเขียนว่ามนุษย์ทุกคนมาจากแหล่งเดียวกัน  การศึกษาของเขาเป็นการต่อยอดจากเพื่อนของเขาที่ชื่อว่า Carl Von Linne’ ที่ได้แบ่งกลุ่มเชื้อชาติออกเป็น 4 กลุ่มเชื้อชาติ โดยนาย Johann Friedrich Blumenbach ได้เพิ่มเชื้อชาติมลายู หรือ Malaiisch Rasse’ เข้าได้อีกกลุ่มหนึ่ง  การแบ่งกลุ่มเชื้อชาติของนาย Johann Friedrich Blumenbach มีดังนี้


1. เชื้อชาติคอเคเซียน (Caucasian race)หรือกลุ่มผิวขาว2. เชื้อชาติมงโกเลียน (Mongolian race) หรือกลุ่มผิวเหลือง รวมถึงชาวเอเชียตะวันออกทั้งหมดและเอเชียกลางบางส่วน3. เชื้อชาติเอธิโอเปียน (Ethiopian race) หรือกลุ่มผิวดำ รวมทั้งชาวอัฟริกาซับซาฮารา4. เชื้อชาติอินเดียแดง(American or red race) หรือกลุ่มอินเดียแดง5. เชื้อชาติมลายู (Malayan  race) รวมทั้งชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และชาวหมู่เกาะแปซิฟิก


สำหรับเชื้อชาติมลายู ถือเป็นชาวผิวสีน้ำตาล หรือสีละมุด (Warna sawa matang) ที่นาย Johann Friedrich Blumenbach เพิ่มเข้าไปนั้น ปัจจุบันอาศัยอยู่ในมาเลเซีย อินโดเนเซีย ฟิลิปปินส์ เป็นการให้คำนิยามของคำว่า “มลายู”ที่กว้างขวาง ซึ่งจะรวมถึงประชาชนที่อาศัยอยู่ในหมู่เกาะแปซิฟิกด้วย ซึ่งหลักการนี้นักวิชาการได้ใช้ในต้นศตวรรษที่ 20 ซึ่งการให้คำนิยามนี้ เป็นการรวมถึงกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีนับร้อยชนชาติที่มีความแตกต่างกัน

หลักการของ”ความเป็นมลายู”ที่เสนอโดยนาย Johann Friedrich Blumenbach ยังคงมี่การใช้จนถึงปัจจุบัน แต่จะใช้คำว่า โลกมลายู หรือ Malay World/Dunia Melayu โดยใช้เรียกครอบคลุมสำหรับกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในภูมิภาคมลายู หรือ นูซันตารา (Nusantara) หรือ หมู่เกาะมลายู (Malay Archipelago) 

Selasa, 4 Februari 2014

Institusi Pendidikan Pondok - Peranan dalam Mempertahankan identitas Melayu di Thailand Selatan

โดย นิอับดุลรากิ๊บ บินนิฮัสซัน   

บทคัดย่อเรื่อง Institusi Pendidikan Pondok - Peranan dalam Mempertahankan identitas Melayu di Thailand Selatan นี้ เป็นบทความวิชาการที่นายซาวาวี ปะดาอามีน เป็นผู้เขียนเพื่อเสนอในงานสัมมนาทางวิชาการในประเทศอินโดเนเซีย

Kajian ini bertajuk Institusi Pendidikan Pondok: Peranan dalam Mempertahankan Identitas Melayu di Thailand Selatan. Kajian ini fokus kepada provinsi Pattani di Thailand Selatan. Pengkaji telah mengenalpasti bahawa identitas Melayu Patani terbahagi kepada identitas agama, kebudayaan, bahasa, sejarah dan pondok. Setiap identitas mempunyai hubungan antara satu sama lain, dan identitas agama berfungsi sebagai teras kepada identitas-identitas lain. 

    Penduduk Melayu di Selatan Thailand adalah di antara etnik minoritas yang menerima tindakan dasar asimilasi dan integrasi daripada kerajaan yang seterusnya telah menggugat kelangsungan identitas Melayu Patani. 

Dalam situasi tersebut, pondok merupakan institusi utama yang amat berperanan dalam mempertahankan kemandirian identitas Melayu Patani.  Kesan terhadap identitas bahasa dapat dilihat dengan ketara kerana dasar kerajaan Thailand telah mewajibkan setiap warganegaranya belajar di sekolah rendah kerajaan. Dengan itu, penduduk Melayu generasi sekarang dapat berbahasa Thai dengan baik. Media massa, terutamanya televisyen amat memberi kesan terhadap penggunaan bahasa Melayu. 

Begitu juga dengan identitas kebudayaan juga berlaku kerana proses penerimaan budaya asing. Ini adalah fenomena normal dalam masyarakat. Penduduk Melayu di Patani perlu berintraksi dengan penduduk majoritas negara, Peranan institusi pondok dalam mempertahankan identitas Melayu Patani dapat digambarkan melalui beberapa kegiatan yang dilakukan di institusi pondok dan kegiatan luar pondok yang wujud kerana berpunca daripadanya. Secara langsung institusi pondok mengajar ilmu agama yang merupakan teras identitas Melayu Patani. 

Di samping ilmu agama, ilmu bahasa Malayu juga diajarkan. Institusi ini juga melatih pelajarnya supaya dapat mengamalkan adat dan kebudayaan Melayu. Walaupun institusi pondok tidak menekankan ilmu sejarah, namun begitu sistem pendidikannya dan suasana persekitarannya, terutama kesan-kesan bersejarah telah membantu menambah kesedaran terhadap identitas sejarah.   

Seandainya tiada institusi pondok di Thailand Selatan. Mungkin identitas Melayu termasuk bahasa Melayu dan sebagainya tidak dapat dipertahankan di  Thailand Selatan. Khususnya di provinsi-provinsi yang penduduk majoritasnya keturunan Melayu.  

* Tajuk artikel ilmiah ini diadaptasi dari tajuk asal Peranan Institusi Pendidikan Pondok dalam Mempertahankan Identiti Melayu di Selatan Thailand : Satu kajian di Provinsi Pattaniyang dijalankan di provinsi-provinsi dominan Melayu selama 1 tahun.