Isnin, 29 Disember 2014

กิจกรรมของศูนย์นูซันตาราศึกษา (Nusantara Studies Center) ในรอบปี 2014

โดย นิอับดุลรากิ๊บ  บินนิฮัสซัน

ชุมชนชาวปาตานีในเกาะสุลาเวซี ประเทศอินโดเนเซีย

โดย นิอับดุลรากิ๊บ บินนิฮัสซัน

การเดินทางโดยเครื่องบินจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย ไปยังเมืองอุยุงปันดัง หรือในอีกชื่อหนึ่งว่าเมืองมากัสซาร์ ซึ่งเป็นเมืองเอกของจังหวัดสุลาเวซีใต้ บนเกาะสุลาเวซี ประเทศอินโดเนเซีย ต้องใช้เวลาถึง 4 ชั่วโมง นับว่าเป็นการเดินทางที่มีระยะทางค่อนข้างไกลพอสมควร  เป้าหมายในการเดินทางไปยังเกาะสุลาเวซีนอกจากเข้าร่วมการสัมมนาแล้ว ยังมีเป้าหมายเพื่อเยี่ยมชุมชนชาวปาตานี ที่ในอดีตเดินทางโดยเรือจากดินแดนปาตานีไปยังเกาะสุลาเวซี ซึ่งในการเดินทางในอดีตนั้น คงจะต้องใช้เวลานานพอควร ขนาดเดินทางโดยเครื่องบินจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ยังต้องใช้เวลา 4 ชั่วโมง ถ้านับจากปาตานี หรือจังหวัดชายแดนภาคใต้ในปัจจุบัน ก็ยิ่งต้องใช้เวลามากกว่านั้นอีก

สำหรับเรื่องราวการเดินทางของชาวปาตานีไปยังเกาะสุลาเวซีนั้น ครั้งแรกผู้เขียนได้รับรู้จากบทความที่เขียนขึ้นโดย คุณอับดุลลอฮ  ลออแมน นักประวัติศาสตร์ท้องถิ่นชาวจังหวัดชายแดนภาคใต้ และหลังจากนั้นได้พบปะผู้คนที่มีเชื้อสายปาตานีจากเกาะสุลาเวซี เช่น นายซัฟรุลลอฮ ซันเร นักเขียนชาวอินโดเนเซีย ที่มักเดินทางไปมาระหว่างเมืองอุยุงปันดังกับกรุงกัวลาลัมเปอร์ เขาได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการตั้งถิ่นฐานของชาวปาตานีในเกาะสุลาเวซี  รวมทั้งนักเขียนรางวัลศิลปินแห่งชาติของมาเลเซีย คือคุณ อาเรนา วาตี ที่เกิดบนเกาะสุลาเวซี แต่มาใช้ชีวิตในประเทศมาเลเซีย ก็ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับการมีอยู่ของชาวปาตานีบนเกาะสุลาเวซี และที่สำคัญที่สุด คือการได้พบดร. มุคลิส ฮัดราวี นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยฮาซานุดดิน เมืองอุยุงปันดัง เกาะสุลาเวซี ซึ่งเป็นผู้ที่สนใจเกี่ยวกับการตั้งถิ่นฐานของชาวปาตานีบนเกาะสุลาเวซี

จากหลักฐานถึงการอพยพของชาวปาตานีไปยังเกาะสุลาเวซี โดยในอดีตไปตั้งถิ่นฐานในอาณาจักรโกวา (Gowa) นั้นกล่าวกันว่า ในอดีตการค้าขายระหว่างปาตานีกับเมืองต่างๆที่ตั้งอยู่ในภูมิภาคมลายู หรือ นูซันตารา (Nusantara) มีมาเป็นเวลายาวนาน และยิ่งปาตานีเองในอดีตเคยเป็นเมืองท่าที่สำคัญในภูมิภาคนี้ มีหลักฐานว่า เรือสินค้าจากปาตานีไปทำการค้าระหว่างปาตานีกับเกาะสุลาเวซีมาเป็นเวลานานแล้ว  หลักฐานจากทางเกาะสุลาเวซีได้บรรยายถึงการอพยพของชาวปาตานีว่า ในปี 1602-1632 ในช่วงที่มีสงครามระหว่างสยามกับปาตานีนั้น ชาวปาตานีภายใต้การนำของดาโต๊ะมหาราชาเลลา พร้อมเรือนับหลายสิบลำไปอพยพไปตั้งถิ่นฐานในเกาะสุลาเวซี  ในการอพยพของดาโต๊ะมหาราชาเลลาในครั้งนั้น คณะชาวปาตนีได้นำธงปาตานีที่ชื่อว่าธง Buluh Perindu ไปด้วย   

ที่เมืองโกวา(Gowa) ทางดาโต๊ะมหาราชาเลลาและชาวปาตานีได้ขออนุญาตตั้งถิ่นฐานในเมืองดังกล่าว ทางกษัตริย์เมืองโกวาที่ชื่อว่า กษัตริอีมางารางี ดาเอง มารับเบีย ก็ยินดีให้ชาวปาตานีดังกล่าวตั้งถิ่นฐานในเมืองโกวา พร้อมแต่งตั้ง  ดาโต๊ะมหาราชาเลลา หัวหน้าชาวปาตานีให้เป็นผู้นำของชุมชนชาวมลายูดังกล่าว  นี้เป็นข้อมูลแรกที่ได้กล่าวถึงการอพยพของชาวปาตานีไปยังเมืองโกวา (Gowa) ซึ่งปัจจุบันตั้งอยู่ในจังหวัดสุลาเวซีใต้
หลายต่อหลายครั้งที่ได้พบกับนักวิชาการชาวเมืองอุยุงปันดัง ก็มักกล่าวถึงการเข้ามาตั้งถิ่นฐานของชาวปาตานีในเมืองอุยุงปันดัง แต่ที่น่าสนใจที่สุดคือ ดร. มุคลิส ฮัดราวี นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยฮาซานุดดิน เมืองอุยุงปันดัง ซึ่งเป็นผู้ที่สนใจถึงการตั้งของชาวปาตานีบนเกาะสุลาเวซี

ดร. มุคลิส  ฮัดราวี ได้กล่าวถึงการอพยพมาตั้งถิ่นฐานของปาตานี ในอีกมุมมองหนึ่ง เขากล่าวว่าจากเอกสารหลักฐานของชาวบูกิส-มากัสซาร์ ได้บันทึกถึงการอพยพเข้ามาของชาวปาตานีบนเกาะสุลาเวซี โดยเขากล่าวว่า มีหลักฐานว่า ชาวปาตานีอพยะไปยังเกาะสุลาเวซี 2 ระลอกด้วยกัน ส่วนที่มีการกล่าวถึงการอพยพไปยังเกาะสุลาเวซีของดาโต๊ะมหาราชาเลลาและคณะชาวปาตานีนั้น เขากล่าวว่านั้นคือเป็นการอพยพในระลอกที่ 2 

เขาได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าการอพยพครั้งแรกของชาวปาตานีไปยังเกาะสุลาเวซีนั้น เกิดขึ้นเมื่อปี 1512  นั้นคือการอพยพของชาวปาตานีภายใต้การนำของดาโต๊ะเลียง อับดุลกาเดร์ (Datuk Liang bdul Kadir )และภรรยาของดาโต๊ะเลียงที่มีชื่อว่าตวนฟาตีมะห์(Tuan Fatimah)  ในเอกสารหลักฐานกล่าวว่าดาโต๊ะเลียง เดินทางมาจากจัมบู (อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานีในปัจจุบัน) โดยมาตั้งถิ่นฐานเป็นชุมชนใช้ชื่อว่าชุมชนปาตานี ปัจจุบันยังมีหลักฐานสุสานของดาโต๊ะเลียงแสดงถึงการมีส่วนตนของดาโต๊ะเลียง ส่วนการอพยพของดาโต๊ะมหาราชาเลลาพร้อมชาวปาตานีนั้นเป็นการอพยพในระลอกที่ 2  แต่ก็ได้ไปตั้งถิ่นฐานในชุมชนชาวปาตานีที่เดินทางมาในระลอกแรกเช่นกัน ในข้อมูลที่ ดร. มุคลิส ฮัดราวี ค้นพบยังได้กล่าวถึงการอพยพของดาโต๊ะมหาราชาเลลาว่า เขาได้เดินทางไปยังเกาะสุลาเวซีพร้อมกับภรรยาที่ชื่อว่า ปุตรีนิลามเกอสุมะห์  

นอกจากนั้นในกลุ่มของดาโต๊ะมหาราชาเลลายังมีขุนนางปาตานีที่ชื่อว่า ดาโต๊ะปาดุการาชา (Datuk Paduka Raja) พร้อมภรรยาที่ชื่อว่า ปุตรีเสนาปาตี (Putri Senapati)  การอพยพระลอกที่ 2 นี้แหละ เมื่อมาตั้งถิ่นฐานในชุมชนที่ชาวปาตานีระลอกที่ 1 มาอยู่ ซึ่งขณะนั้นใช้ชื่อชุมชนว่า ชุมชนซาลาโย (Salajo) จึงได้มีการเปลี่ยนชื่อชุมชนจากเดิมที่ชื่อว่า ชุมชนซาลาโย มาเป็นชุมชนปาตานี จนถึงปัจจุบัน  

ด้วยชุมชนชาวมลายูที่อพยพมาตั้งถิ่นฐานในเกาะสุลาเวซี มีทั้งที่เป็นชาวปาตานี ชาวมลายูอื่นๆ รวมทั้งที่เป็นชาวมีนังกาเบา  จึงเกิดการแต่งงานระหว่างชาวมลายูปาตานีกับชาวมีนังกาเบา  โดยเกิดขึ้นในรุ่นที่ 2 ของกลุ่มดาโต๊ะมหาราชาเลลา นั้นคือ ตวนอามีนะห์ (Tuan Aminah) บุตรสาวของดาโต๊ะมหาราชาเลลา  กับตวนราชาปุตรา ดาโต๊ะมะห์โกตา  (Tuan Rajja Putra Datuk Makotta) จากชุมชนชาวมีนังกาเบา สำหรับชาวมลายูในรุ่นที่ 3 จะใช้คำว่า เจ๊ะ/อึนเจ๊ะ (Enchek) นำหน้าชื่อ  และชาวมลายูรุ่นที่ 3 ของชุมชนมลายูนี้เมื่อได้แต่งงานกับชาวบาโย (Bajo) เมื่อได้ลูกหลานจะใช้คำว่า กาเร (Kare)นำหน้าชื่อ

    ปัจจุบันชุมชนปาตานีนับว่าเป็นชุมชนที่ค่อนข้างจะใหญ่ ตั้งอยู่ในตำบลมัปปากาซุงฆู (Mappakasunggu) อำเภอตากาลาร์  ในปี 2009 ชุมชนปาตานี ถูกแยกออกเป็น 3 ชุมชน  ชุมชนในที่นี้หมายถึง หน่วยการปกครองของอินโดเนเซียที่ใช้ชื่อว่า Desa ซึ่งมีสถานะเล็กกว่าระดับตำบล แต่ใหญ่กว่าระดับหมู่บ้าน นั้นคือหลายๆหมู่บ้านรวมกันเรียกว่า Desa  ชุมชนปาตานีประกอบด้วย 4 หมู่บ้าน คือหมู่บ้านบนโตมาไน ( Bontomanai) หมู่บ้านมางูลับเบ (Mangulabbe) หมู่บ้านปาตานี และหมู่บ้านปัตเตเกรัง(Pattekerang) 
           คิดว่าน่าจะถึงเวลาแล้วที่ชาวจังหวัดชายแดนภาคใต้จะฟื้นความสัมพันธ์ขึ้นมากับลูกหลานชาวปาตานี ซึ่งการสานความสัมพันธ์นี้ก็อาจเป็นอีกวิธีหนึ่งของการเปิดประตูสินค้าจากจังหวัดชายแดนภาคใต้ไปยังเกาะสุลาเวซี โดยเฉพาะจังหวัดสุลาเวซีใต้ที่มีประชากรถึง 8 ล้านคน
  

Ahad, 28 Disember 2014

ร่วมงานครบรอบ 185 ปีของเมืองบาตัม อินโดเนเซีย

โดย นิอับดุลรากิ๊บ บินนิฮัสซัน
เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2014 เป็นครบรอบการจัดตั้งการปกครองเมืองบาตัม จังหวัดหมู่เกาะเรียว ประเทศอินโดเนเซีย จากการที่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัวกับผู้บริหารเมืองบาตัม ครั้งในการพบปะกันกับผู้บริหารเมืองบาตัมในประเทศมาเลเซีย ทางเขาได้แจ้งว่าทางเมืองบาตัมจะมีงานครบรอบ 185 ปีในเดือนธันวาคม และขอให้ผู้เขียนประสานไปทางผู้อำนวยการฝ่ายวัฒนธรรมของเมืองบาตัม ซึ่งก็เป็นเพื่อนผู้เขียนอีกคน ดังนั้นจึงได้ประสานไป และได้รับหนังสือเชิญให้ไปแสดงศิลปวัฒนธรรมจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่นั่น  เมื่อได้รับหนังสือเชิญแล้ว  ทางทีมการแสดงของศูนย์นูซันตาราศึกษา (Nusantara Studies Center) หรืออีกแง่หนึ่งก็คือหน่วยงานคู่ขนานที่ทำหน้าที่ในการประสานงานภายนอกของแผนกวิชามลายูศึกษา ภาควิชาภาษาตะวันออก คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ก็ได้รวมตัวกันอีกครั้งในนามของ“คณะการแสดงศรีปาตานี มอ.” หรือ “Kumpulan Seri Patani PSU” ซึ่งกลุ่มการแสดงที่ใช้ชื่อนี้ได้เคยฝากชื่อเสียงมาแล้วครั้งหนึ่งที่ประเทศสิงคโปร์ ในงานศิลปะการแสดงภูมิภาคมลายูครั้งที่ 4 หรือ Tarian Serumpun ke IV เมื่อสองสามปีที่ผ่านมา

การจัดงานครบรอบของเมืองบาตัม จะมีการจัดขึ้นทุกปีที่เมืองบาตัม โดยงานจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คืองานมอบรางวัลบุคคลดีเด่นที่สร้างผลงานให้กับเมืองบาตัมในหลากหลายสาขา เช่น รางวัลสาขานักธุรกิจดีเด่น รางวัลสาขานักพัฒนาดีเด่น รางวัลสาขานักการศึกษาดีเด่น รางวัลอีกหลากหลายสาขา โดยงานการมอบรางวัลดีเด่นนี้ จะใช้ชื่องานว่า Anugerah Batam Madani  ส่วนใหญ่จะจัดขึ้นที่โรงแรมมีระดับในเมืองบาตัม เป็นการจัดงานพร้อมๆกับงานศิลปะการแสดงของชาวมลายูที่ใช้ชื่อว่า งานศิลปะการแสดงมลายู หรือ Kenduri Seni Melayu ซึ่งจะเป็นการรวมศิลปะการแสดงของชาวมลายูจากหลากหลายประเทศ เช่น จังหวัดต่างๆของประเทศอินโดเนเซีย รัฐต่างๆของมาเลเซีย สิงคโปร์ บรูไน และรวมทั้งจากจังหวัดชายแดนภาคใต้ 

สำหรับปีก่อนๆทางศูนย์นูซันตาราศึกษา (Nusantara Studies Center)ไม่อาจส่งคณะการแสดงได้  ด้วยมีปัญหาในหนังสือเดินทางของคณะการแสดง หรือรวมทั้งอยู่ในช่วงของการสอบปลายภาค แต่สำหรับปีนี้อาจารย์เชาวน์เลิศน์  ล้อมลิ้ม  รองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษาและศิษย์เก่าสัมพันธ์ ได้แนะนำให้คณะนักศึกษาสาขาวิชาเอกมลายูศึกษาทำหนังสือขอผ่อนผันการสอบปลายภาคจากคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ และได้รับการอนุมัติจากคณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ จนทำให้คณะการแสดงของนักศึกษาสาขาวิชาเอกมลายูศึกษาชุดนี้สามารถเดินทางไปแสดงศิลปะการแสดงของจังหวัดชายแดนภาคใต้ในเมืองบาตัม จังหวัดหมู่เกาะเรียว ประเทศอินโดเนเซีย  

ในการแสดงของคณะนักศึกษาสาขาวิชาเอกมลายูศึกษาในครั้งนี้ที่ใช้ชื่อว่า “คณะการแสดงศรีปาตานี มอ.” หรือ “Kumpulan Seri Patani PSU” จากการปรึกษากันกับนักศึกษา ถ้าเราใช้ศิลปะการแสดงที่มีการเล่นประจำอยู่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เช่น การรำซาปิน การรำพัด หรือ ตารีกีปัส ย่อมไม่อาจที่จะสู้กับชาวมลายูที่อยู่ประเทศมาเลเซีย สิงคโปร์ หรือบรูไนได้ ครั้งหนึ่งผู้เขียนได้เห็นการแสดงของคณะนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมาราในกรุงกัวลาลัมเปอร์ จึ่งนำความคิดดังกล่าวมาประยุกต์ใช้กับการแสดงของคณะนักศึกษาสาขาวิชาเอกมลายูศึกษาในครั้งนี้ นั้นคือให้มีการรวมทำนองดนตรีทุกส่วนของจังหวัดชายแดนภาคใต้เข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นเสียงดนตรีซีละ (ซีลัต) เสียงดนตรีมะโหย่ง  เสียงดนตรีดีเกร์บารัต (ดีเกร์ฮูลู) เสียงดนตรีการละเล่นปุตรี เข้าด้วยเป็นเพลงเดียวกัน แล้วให้นักศึกษาคิดท่ารำกันเองให้เข้ากับเสียงดนตรีดังกล่าว และคิดท่ารำประกอบเพลง “ภาคใต้บ้านเรา” ของวงดนตรีแฮมเมอร์ ซึ่งมีเนื้อเพลงเป็นภาษาไทยและภาษามลายูถิ่นปาตานี

การแสดงของคณะนักศึกษาสาขาวิชาเอกมลายูศึกษาได้รับความสนใจจากผู้ชมเป็นอันมาก โดยเฉพาะตอนที่มีการรำประกอบเพลง “ภาคใต้บ้านเรา” ปรากฏว่าได้รับเสียงเรียกร้องจากข้างๆเวทีว่าให้ร้องอีกครั้ง ก่อนเริ่มงานการแสดงตัวแทนของแต่ละประเทศจะได้รับหนังสือเรื่อง Sejarah Melayu (ประวัติศาสตร์มลายู) ซึ่งดร. อาหมัด ดะห์ลัน ( Dr.  Ahmad Dahlan) ผู้บริหารเมืองบาตัมเป็นผู้เขียนเอง และสามารถนำไปใช้ในการเรียนการสอนสำหรับแผนกวิชามลายูศึกษาต่อไป และภายหลังจากเสร็จงานการแสดง ในวันถัดมาทางผู้รับผิดชอบงานครั้งนี้ คือคุณแซมซัน รำบะห์ ปาเซร์ (Samson Rambah Pasir) ผู้อำนวยการฝ่ายวัฒนธรรมของเมืองบาตัม ซึ่งก็เป็นเพื่อนผู้เขียน ได้จัด City Tour ให้กับคณะการแสดงของนักศึกษาสาขาเอกวิชามลายูศึกษาได้รู้จักเมืองบาตัมมากขึ้น ทางคณะการแสดงจากบางรัฐของมาเลเซียรู้สึกงงว่า ทำไมพวกเขาจึงไม่มี City Tour เหมือนกับคณะการแสดงจากประเทศไทย ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าการจัด City Tour ในครั้งนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับคณะนักศึกษาสาขาเอกวิชามลายูศึกษา การเดินทางไปเมืองบาตัมครั้งนี้ ยังได้สัมผัสประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์ ดังนั้นจึงขอกล่าวถึงเมืองบาตัม ซึ่งจะเป็นเกร็ดความรู้ต่อไป

เมืองบาตัมนี้อาจเรียกได้ว่าเป็นสิงคโปร์แห่งที่สองก็ว่าได้ เพราะโรงงานอุตสาหกรรม ธุรกิจการค้า ของชาวสิงคโปร์เข้ามาลงทุนยังเมืองบาตัมจำนวนมาก จนเมืองบาตัมกลายเป็นเมืองที่มีความเจริญก้าวหน้า มีความสำคัญแห่งหนึ่งของประเทศอินโดเนเซีย  ที่เมืองบาตัม นอกจากเงินอินโดเนเซียแล้ว เงินสิงคโปร์และเงินมาเลเซียก็สามารถใช้ได้อีกเช่นกัน ดร. อาหมัด ดะห์ลัน ( Dr.  Ahmad Dahlan) ผู้บริหารเมืองบาตัมกล่าวว่าเมืองนี้เป็นเมืองอุตสาหกรรม ด้วยเมืองนี้อยู่ใกล้กับประเทศสิงคโปร์และประเทศมาเลเซีย และเมืองนี้อยู่ในแผนการพัฒนาตามโครงการพัฒนาซีโยรี (Sijori) หรือชื่อเต็มว่า Indonesia-Malaysia-Singapore Growth Triangle (IMS-GT) โดย Si ย่อมาจาก Singapore  ส่วน Jo ย่อมาจาก Johor และ Ri ย่อมาจาก Riau 

เกาะบาตัมเป็นเกาะที่มีความเจริญที่รวดเร็วมาก ชนพื้นเมืองของเกาะบาตัมประกอบด้วยชนชาวมลายู ชาวมีนังกาเบา ชาวบาตัก ชาวชวา นอกจากนั้นยังมีชาวจีนอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก เป็นชาวจีนที่พูดภาษาจีนแตจิ๋ว และภาษาจีนฮกเกี้ยน ในช่วงต้นปีทศวรรษที่ 1970 นั้นบนเกาะบาตัมมีอยู่อาศัยอยู่เพียงประมาณ 6 พันคนเท่านั้น จนในปัจจุบันจากการสำรวจล่าสุดปรากฎว่าประชากรเกาะบาตัมมีทั้งหมด 1,238,532 คน

สำหรับเกาะบาตัมนั้นเป็นเกาะที่โชคดีเกาะหนึ่ง ด้วยมีที่ตั้งใกล้กับประเทศสิงคโปร์แประเทศมาเลเซีย ทำให้ชาวเกาะบาตัมสามารถชมโทรทัศน์ทั้งจากสถานีโทรทัศน์ของประเทศอินโดเนเซีย ประเทศสิงคโปร์ และประเทศมาเลเซีย นอกจากนั้นในเกาะบาตัมเองก็มีสถานีโทรทัศน์ท้องถิ่น สถานีวิทยุท้องถิ่น และสิ่งตีพิมพ์ท้องถิ่นที่เป็นของตนเอง

ส่วนสถาบันการศึกษาของเกาะบาตัม การศึกษาในระดับอุดมศึกษาในเกาะบาตัม มีทั้งที่เป็นสถาบันการศึกษาของรัฐและเอกชน บางสถาบันมีการจัดตั้งวิทยาเขตขึ้นในเกาะบาตัม เช่น Universitas Internasional Batam(UIB), Universitas Putera Batam (UPB), Universitas Batam(Uniba), STMIK Putera Batam, STIE Ibnu Sina, STT Bentara Persada และ Universitas Riau Kepulauan (Unrika)

สิ่งที่ประทับใจในความพยายามของเมืองบาตัมในการสร้างแรงจูงใจด้านการท่องเที่ยวคือ การที่เมืองบาตัมในอดีตเคยเป็นที่ตั้งของค่ายอพยพชาวเวียดนาม ดังนั้นแทนที่จะปล่อยอดีตค่ายอพยพแห่งนี้ให้ร้าง ว่างเปล่า แต่กลับฟื้นฟูให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว บ้านเก่าของผู้อพยพ ศาสนสถาน สุสานของผู้อพยพยังคงรักษาไว้ บางอาคารถูกจัดให้เป็นพิพิธภัณฑ์แสดงภาพต่างๆของผู้อพยพขณะเรือขึ้นฝั่งที่เกาะบาตัม มีการเก็บเครื่องใช้ต่างๆของผู้อพยพให้นักท่องเที่ยวได้ชม เมื่อกลับมามองบ้านเรา บางสถานที่ บางพื้นที่ก็สมควรที่จะเก็บรักษาไว้ เพราะในอนาคตสถานที่นั้นๆ พื้นที่นั้นๆ ก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์บ้านเรา








Isnin, 15 Disember 2014

มหาวิทยาลัยอิสลามแห่งรัฐสุลต่านตาฮาซัยฟุดดินที่ได้รู้จัก

โดย นิอับดุลรากิ๊บ บินนิฮัสซัน

Institut Agama Islam Negeri Sultan Thaha Saifuddin

Institut Agama Islam Negeri (IAIN) Sultan Thaha Saifuddin atau IAIN Sultan Thaha Saifuddin adalah Perguruan Tinggi Islam Negeri di Provinsi Jambi.

Sejarah[sunting 
Lahirnya Institut Agama Islam Negeri Sulthan Thaha Saifuddin Jambi tidak terlepas dari perkembangan agama islam, juga lembaga pendidikan islam yang ada di provinsi jambi. Didorong oleh hasrat masyarakat dan ulama pada masa itu, setelah memperhatikan banyaknya lembaga yang mengeluarkan siswa madrasah/sekolah agama tingkat atas di jambi sementara belum ada pendidikan tinggi yang dapat menampung tamatan tersebut, maka diadakan kongres ulama jambi pada tahun 1957 yang berhasil melahirkan suatu keputusan bahwa di jambi sudah saatnya didirikan perguruan tinggi, pada tanggal 29 september 1960 didirikan Fakultas Syar’ah perguruan tinggi agama islam al-hikmah dibawah naungan yayasan pendidikan islam(YPI) Jambi.

Rentang waktu tiga tahun pertama , Fakultas Syariah telah mnunjukkan kemanuggalan antara pimpinan dengan masyarakat dan pemerintah daerah serta pemerintah pusat. Dengan SK Menteri Agama Nomor: 50 tahun 1963 tanggal 12 mei 1963 dinegerikanlah Fakultas Syari’ah menjadi Fakultas Syari’ah cabang IAIN Syarif Hidayatullah Jakarta, dan kemudian berubah menjadi cabang IAIN Raden Fatah Pelembang. Penegerian ini mendorong para pejabat, ulama, serta pemuka masyarakat, terutama Gubernur KDH Tingkat I Provinsi Jambi saat itu (M.J. Singadekane) untuk memperjuangkan berdirinya IAIN yang mempunyai beberapa Fakultas. Di sisi lain, sejak tanggal 11 juli 1965 Yayasan Perguruan Tinggi Ma’arif telah memiliki Fakultas Tarbiyah dan Ushuluddin di kota jambi dan dan sementara di sungai penuh – kerinci telah berdiri pula Fakultas Syari’ah Muhammadiyah pada bulan maret 1964, atas dasar motivasi diatas maka untuk memenuhi keinginan para pejabat, masyarakat, ulama dan pemerintah Daerah tingkat I Provinsi Jambi tersebut, akhirnya Fakultas Tarbiyah dan Ushuluddin yang ada di Ma’arif dan Fakultas yang ada dilingkungan IAIN Jambi , usulan itu dilakukan karena berdasarkan ketetapan MPR RI nomor 11 tahun 1960 dan peraturan menteri agama nomor 5 tahun 1963, bahwa untuk syarat didirikannya suatu IAIN minimal harus memilki 3 (tiga) Fakultas. Pada tanggal 30 September 1965 dengan surat keputusan Gubernur Jambi nomor: 18 tahun 1965 terbentuklah panitia persiapan Pembukaan IAIN Jambi yang di setujui oleh Menteri Agama dengahn surat keputusan Nomor: 83 tahun 1965 tanggal 22 November 1965. Setelah melalui proses perjalanandan perjuangan panjang yang dilakukan panitia persiapan pembukaan IAIN jambi tersebut maka Menteri Agama RI akhirnya menyetujui berdirinya IAIN Provinsi Jambi dengan surat keputusan Nomor : 84 tahun 1967 tanggal 27 juli 1967. Berbekal Surat Keputusan Menteri Agama tersebut, pada tanggal 8 september 1967 sekaligus bertepatan dengan tanggal 3 jumadil akhir 1387 Hijriah deresmikanlah IAIN Sulthan Thaha Saifuddin Jambi oleh Menteri Agama RI, Prof. K.H. Saifuddin Zuhri, dengan komposisi personalia sebagai berikut :

H.A. Manaf (Gubernur KDH Tingkat I Jambi) (Rektor)
H. MO. Bafadhal (Dekan Fakultas Syari’ah)
Drs. H. Z Azuan (Dekan Fakultas Tarbiyah)
K.H. A. Qadir Ibrahim (Dekan Fakultas Ushuluddin)
A.R. Dayah (Dekan Fakultas Syariah kerinci)
Pimpinan[sunting | sunting sumber]
Tercatat dalam sejarah, sejak berdiri dan berkembangnya IAIN Sulthan Thaha Saifuddin Jambi telah dipimpin oleh 8 (delapan) orang tokoh-tokoh terkemuka di bidangnya, yaitu :

H.A. Manaf (1967 – 1971) (Almarhum)
Drs. H. A. Munir, SA (1971 – 1972) (Almarhum)
Drs. Ruslan Abdul Ghani (1972 – 1976) (Almarhum)
Prof. Syekh H. MO. Bafadhal (1976 – 1986) (Almarhum)
Prof. Dr. H. M. Chatib Quzwain, MA (1986 – 1994) (Almarhum)
Prof. Dr. H. Sulaiman Abdullah (1994 – 1998)
Prof. Dr. H. Asafri Jaya Bakri, MA (1998 – 2006)
Prof. Dr. H. Mukhtar Latif, M.Pd (2006 - 2010)
Prof.Dr.H.Dede Rosyada, MA (2010-2011)
Dr. H. Hadri Hasan,MA (2011-2015)
Fakultas[sunting | sunting sumber]
Fakultas Syariah
Fakultas Tarbiyah
Fakultas Ushuluddin
Fakultas Adab
Program Pascasarjana

FAKULTAS DAN PROGRAM PASCASARJANA

1. Tugas Fakultas
Fakultas mempunyai tugas melaksanakan pendidikan dna pengajaran, penelitian dan pengabdian kepada masyarakat dalam sebagian ilmu agama Islam dan Ilmu-ilmu lain yang terkait untuk program akademik dan program profesional.

2. Fungsi Fakultas
Dalam melaksanakan tugas, fakultas menyelenggarakan fungsi:

Penyusunan dan perumusan konsep kebijaksanaan dan perencanaan program fakultas untuk mencapai tujuan dan mewujudkan visi fakultas
Pelaksanaan kegiatan pendidikan dan pengajaran ilmu pengetahuan agama Islam dan ilmu-ilmu lain yang terkait
Pelaksanaan penelitian dalam rangka pengembangan ilmu pengetahuan agama Islam dan ilmu-ilmu lain yang terkait
Pelaksanaan pengabdian kepada masyarakat
Pelaksanaan pembinaan kemahasiswaan
Pelaksanaan pembinaan civitas akademika dan hubungan dengan lingkungannya
Pelaksanaan kerjasama dengan perguruan tinggi dan/atau lembaga lain
Pelaksanaan pengendalian dan pengawasan kegiatan fakultas
Penyelenggaraan administrasi fakultas
Pelaksanaan penilaian prestasi dan proses penyelenggaraan kegiata serta penyusunan laporan
3. Organisasi Fakultas
Fakultas terdiri dari:

Dekan dan Pembantu Dekan
Senat Fakultas
Bagian Tata Usaha
Jurusan dan/atau Program Studi
Laboratorium/Studio
Dosen
Jurusan

Jurusan merupakan pelaksana akademik pada fakultas yang melaksanakan pendidikan akademik dan/atau profesional dalam sebagian atau satu cabang ilmu pengetahuan agama Islam, dan ilmu-ilmu yang terkait.
Jurusan dipimpin oleh seorang ketua jurusan yang dipilih diantara dosen minimal berpangkat lektor kepada atau dipandang memiliki keahlian yang setara dengan lektor kepala dna bertanggungjawab kepada Dekan Fakultas yang membawahinya.
Jurusan mempunyai tugas melaksanakan pendidikan dan pengajaran pada program pendidikan akademik dan/atau professional dalam satu bagian atau satu cabang ilmu agama Islam dan ilmu lain yang terkait.
Dalam melaksanakan tugas tersebut poin 3, jurusan menyelenggarakan fungsi:
Penyusun rencana dan program kerja jurusan Pelaksanaan pendidikan dan pengajaran
Pelaksanaan administrasi
Pelaksanaan penilaian prestasi dan proses penyelenggaraan kegiatan serta penyusun laporan
Fakultas Syariah
Jurusan dan/atau program pada Fakultas Syariah:

Ahwal Syakhsiah (AS), dengan gelar alumni: SHI
Jinayah Siyasah (SY), dengan gelar alumni: SHI
Perbandingan Mashab dan Hukum (PMH), dengan gelar alumni: SHI
Ekonomi Islam (EI), dengan gelar alumni: SEI
Program Akta IV
Fakultas Tarbiyah
Jurusan dan/atau program pada Fakultas Tarbiyah:

Pendidikan Agama Islam (PAI), dengan gelar alumni: S.Pd.I
Kependidikan Islam (KI), dengan gelar alumni: S.Pd.I
Pendidikan Bahasa Arab (PBA), dengan gelar alumni: S.Pd.I
Tadris, Prodi Matematika, dengan gelar alumni: S.Pd.I
Tadris, Prodi Fisika, dengan gelar alumni: S.Pd.I
Tadris, Prodi Bahasa Inggris, dengan gelar alumni: S.Pd.I
Program Diploma 2 (Dua), dengan gelar alumni: A.Ma
Program Akta IV
Program Ekstensi
Program Kompetensi
Fakultas Ushuluddin
Jurusan dan/atau program pada Fakultas Ushuluddin:

Aqidah Filsafat (AF) dengan gelar alumni:S.Fil.I;
Tafsir Hadist (TH), dengan gelar alumni: S.Pd.I
Dakwah (DW), dengan gelar alumni: S.Sos.I
Ilmu Jurnalistik (IJ), dengan gelar alumni: S.Sos.I
Bimbingan dan Penyuluhan Masyarakat Islam (BPMI), dengan gelar alumni: S.Sos.I
Program Akta IV
Fakultas Adab (Sastra dan Kebudayaan Islam)
Jurusan dan/atau program pada Fakultas Adab (Sastra dan Kebudayaan Islam)

Sejarah dan peradaban Islam (SPI), dengan gelar alumni: S.Hum
Bahasa dan Sastra Arab (BSA), dengan gelar alumni: S.S
Bahasa dan Sastra Inggris (BSI), dengan gelar alumni: S.S
Ilmu Pemerintahan dan Politik Islam (IPPI), dengan gelar alumni: S.Hum
Program Akta IV
Program Pascasarjana (PPs)
Konsentrasi pada Program Pascasarjana terdiri dari:

Manajemen Pendidikan Islam (MPI), dengan gelar alumni: M.Pd.I
Metodologi Pemikiran Hukum Islam (MPHI), dengan gelar alumni: M.H.I
Pemikiran Agama dan Filsafat Islam (PAFI), dengan gelar alumni: M.Fil.I
Pemikiran Ekonomi dan Bisnis Islam (PEBI), dengan gelar alumni: M.E.I

Jumaat, 5 Disember 2014

การเมืองการปกครองของบรูไน

โดย นิอับดุลรากิ๊บ ฐินนิฮัสซัน

ประเทศบรูไนดารุสสาลามเป็นประเทศที่มีการปกครองแบบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ (Consfitutional Mornachy ) โดยองค์สุลต่านเป็นผู้นำของประเทศและเป็นผู้นำรัฐบาล  ด้วยการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี  และรัฐมนตรีว่าการกลาโหม  ได้รับการช่วยเหลือให้คำปรึกษาจากสภาที่ปรึกษา  และคณะรัฐมนตรีประเทศบรูไนไม่มีสภานิติบัญญัติหรือสภาผู้แทนราษฎร  ในปี 2000  ทางองค์สุลต่านได้มีการประชุมเพื่อกำหนดรัฐสภา (Paliament)  ซึ่งไม่เคยมีการจัดตั้งมานับตั้งแต่ปี 1984 ซึ่งเป็นปีที่ได้รับเอกราชจากอังกฤษ  ด้านการป้องกันประเทศนั้น  ทางบรูไนได้มีการทำสนธิสัญญากับอังกฤษ  โดยทางอังกฤษได้ส่งกลุ่มทหารเผ่ากรุข่า (Gurkha ) ซึ่งเป็นชนเผ่าของประเทศเนปาลได้ตั้งฐานอยู่ในประเทศบรูไน ตั้งอยู่ที่ Seria  การป้องกันประเทศของบรูไนนับว่ามีน้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับความร่ำรวยของประเทศ  ประเทศบรูไนเองก็มีส่วนในการอ้างสิทธิเหนือหมู่เกาะ Spratly  ซึ่งมีประเทศมาเลเซีย ,จีน ,ไต้หวัน ,เวียดนาม ,ฟิลิปปินส์ร่วมอ้างสิทธิเหนือหมู่เกาะดังกล่าวด้วย

บรูไนแบ่งการปกครองออกเป็น 4 อำเภอ คือ
1. Belait
    เป็นอำเภอที่ใหญ่ที่สุดของบรูไน  เป็นอำเภอที่อยู่ทางทิศตะวันตกของประเทศบรูไน  มีเมืองเอกชื่อว่า Kuala Belait  เมืองอื่นๆที่มีชื่อเช่น Badas , Kerangan ,Nyatan ,Labi,Lumut , Seria, Sukang และ Talingan  อำเภอนี้มีดินแดนทางทิศเหนือติดทะเลจีนใต้  ทางทิศตะวันออกติดกับอำเภอ Tutang และทางทิศใต้และทิศตะวันตกติดกับประเทศมาเลเซีย

2. Brunei และ Muara  
    เป็นอำเภอที่เล็กที่สุดของประเทศบรูไน  ตั้งอยู่ทางเหนือสุดของประเทศ  มีเมืองเอกชื่อว่า Bandar Seri Begawan ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศบรูไนด้วย  เมืองที่สำคัญมีเมือง  Muara อำเภอนี้มีดินแดนทางทิศเหนือติดกับทะเลจีนไต้  ทางทิศตะวันออกติดกับแหลมหรือ อ่าวบรูไน  ทางทิศไต้ติดกับประเทศมาเลเซีย  และทิศตะวันตกติดกับ Tutang และที่อ่าวบรูไนมีเกาะอีกหลายเกาะตั้งอยู่

3. Temburong
    เป็นอำเภอที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกสุดของประเทศบรูไน  อำเภอ Temburong  เป็นอำเภอที่ค่อนข้างแปลก  เพราะอำเภอนี้ถูกตัดขาดจากดินแดนของประเทศบรูไนมีเพียงอ่าวบรูไนเท่านั้นเป็นตัวเชื่อมระหว่างอำเภอ Temburong  กับประเทศบรูไน  ส่วนอื่นๆ  ดังนั้นเมื่อประเทศบรูไนจากอำเภอ Temburong  จะเดินทางไปยังอำเภออื่นๆของประเทศบรูไน จึงมีทางเดียวเท่านั้นที่เป็นดินแดนเดียวกัน  นั้นคือการเดินทางทางทะเล โดยผ่านอ่าวบรูไน  ส่วนการเดินทางทางบกนั้นจำเป็นต้องผ่านดินแดนของประเทศมาเลเซียส่วนที่เรียกว่า Limbang  
4. Tutong
     เป็นอำเภอหนึ่งของประเทศบรูไน  มีเมืองเอกชื่อว่า Tutong  ส่วนเมืองที่สำคัญอื่นๆเช่น  Kuala Abang , Lamunin, Melit, Penanjong และTelisai  อำเภอนี้มีเพื้นที่ทางทิศเหนือติดกับทะเลจีนใต้  ทางทิศตะวันออกกับอำเภอBrunei และMuara รวมทั้งประเทศมาเลเซีย  ส่วนทางทิศตะวันตกติดกับอำเภอ Belait

Selasa, 4 November 2014

Tan Sri Ismail Hussein : Bapa Pengajian Melayu

Oleh : Nik Abdul Rakib Bin Nik Hassan
Tan Sri Ismail Hussein adalah seorang pendidik yang penulis menganggap sebagai Bapa Pengajian Melayu. Kerana Tan Sri Ismail Hussein adalah guru kepada para guru dan pensyarah bidang Pengajian Melayu. Anak didik Tan Sri Ismail Hussein bertaburan di Alam Melayu. Penulis agak kagum dengan konsep Melayunya yang luas dan sasarannya untuk mencari Melayu dan menjaringkan Melayu di seluruh dunia. Walaupun pertubuhan SMA atau Sekretariat Melayu Antarabangsa yang ditubuhkan oleh Tan Sri Ismail Hussein agaknya gagal dalam menjalankan gerakan untuk menyatukan Melayu tetapi GAPENA yang pernah dipimpinnya boleh dikatakan berjaya untuk mencari Melayu di seluruh dunia.

Pada 20 Oktober 2014 setelah 15 minit Tan Sri Ismail Hussein meninggal dunia. Penulis telah menerima mesej dari penggerak GAPENA, Sdri Norazimah Abu Bakar, mesejnya berbunyi : 

"MINTA HEBAHKAN...“ INNA LILLAHI WA INNA ILAIHI RAJI’UN “ “Sesungguhnya kita ini semuanya adalah milik Allah dan kepadanya nanti kita akan kembali “.

TAN SRI PROFESOR EMERITUS DATO’ PENDITA (DR) HAJI ISMAIL HUSSEIN DILAHIRKAN DI SUNGAI LIMAU DALAM, YAN, KEDAH PADA 30 JANUARI 1932

TELAH MENGHEMBUSKAN NAFASNYA YANG TERAKHIR SEBENTAR TADI PUKUL 9.36 MALAM 20 OKT 2014 DI UNIVERSITI MALAYA HOSPITAL.

JENAZAH AKAN DISEMPURNA DAN DIKEMBUMIKAN ESOK 21 OKT 2014 PADA JAM 10.00 PAGI DI TANAH PERKUBURAN ISLAM KIARA, KUALA LUMPUR.

Dan merujuk kepada Surat Khabar Sinar Harian Online pada 21 Oktober 2014 berbunyi :
KUALA LUMPUR - Bekas Ketua Satu Gabungan Persatuan Penulis Nasional (Gapena), Tan Sri Ismail Hussein meninggal dunia kira-kira jam 9.36 malam ini di Pusat Perubatan Universiti Malaya, dipercayai akibat sakit tua.

Ismail berusia 82 tahun, meninggalkan seorang isteri, Puan Sri Rugayah Abdul Rashid dan empat anak - dua lelaki dan dua perempuan.

Ketua Satu Gapena, Prof Datuk Dr Abdul Latif Abu Bakar berkata, Ismail merupakan seorang tokoh di bidang kesusasteraan Melayu di negara ini.

"Sepanjang mengenali Allahyarham, beliau merupakan seorang yang lemah lembut dan selalu menghulurkan pertolongan kepada orang lain.

"Manakala dari sudut kepimpinan, beliau adalah seorang pemimpin yang berjaya membawa Gapena sehingga terkenal dalam memperjuangkan bidang kesusasteraan dan budaya Melayu di negara ini," katanya ketika dihubungi Bernama di sini.

Allahyarham yang juga bekas Ketua Jabatan Pengajian Melayu, Universiti Malaya dilahirkan pada 30 Januari 1932 di Kampung Sungai Limau Dalam, Yan, Kedah dan menerajui Gapena bermula 1971 hingga 2013.

Jenazah Allahyarham akan dibawa ke Masjid Universiti Islam Antarabangsa Malaysia (UIAM) Seksyen 16, Petaling Jaya, 10 pagi ini dan akan dikebumikan di Tanah Perkuburan Islam Bukit Kiara kira-kira 11 pagi.

Ini adalah biodata Tan Sri Ismail Hussein yang terdapat dari laman web "MyKedah.Com" sebuah laman web negeri Kedah negeri kelahiran Tan Sri Ismail Hussein

Tan Sri Dato' Profesor Dr. Ismail b. Hussein dilahirkan di Kampung Simpang Empat, Sungai Limau Dalam, Yan, Kedah pada 30 Januari 1932. Beliau merupakan seorang cendekiawan dan tokoh besar sastera dan budaya Melayu yang tidak jemu-jemu berusaha dan berjuang ke arah mengagungkan sastera dan budaya Melayu malah beliau turut dikenali di peringkat dunia kesusasteraan antarabangsa.

Tan Sri Dato' Profesor Dr. Ismail Hussein menerima pendidikan awal di Sekolah Melayu Sungai Limau Dalam dan selepas perang Dunia Kedua, beliau telah menyambung pelajarannya di Sekolah St. Micheal sebelum berpindah ke Kolej Sultan Abdul Hamid, Alor Star. Pada tahun 1955 beliau melangkah kaki ke Universiti Malaya dalam jurusan pengajian Melayu dan dianugerahi Ijazah Sarjana Muda Sastera dengan Kepujian Kelas Pertama pada tahun 1959. Beliau merupakan anak Melayu pertama mendapat Sarjana Muda Pengajian Melayu Kelas Pertama dari Universiti Malaya. Pada tahun 1961, beliau memperolehi Sarjana Sastera dan mendapat Ijazah Doctorandus dari Universiti Leiden, Belanda.

Kerjaya :

Pensyarah Universiti Malaya (1960)
Profesor Kesusasteraan Melayu di Universiti Malaya (1971)
Timbalan Dekan Fakulti Sastera dan Sains Sosial Universiti Malaya
Ketua Jabatan Pengajian Melayu Universiti Malaya (1978 - 1984)
Pengarah Institut Bahasa, Kesusasteraan dan Kebudayaan Melayu, Universiti Kebangsaan Malaysia (1987)
Ketua Satu Gabungan Persatuan Penulis Nasional (GAPENA)
Timbalan Pengerusi Lembaga Pengelola Dewan Bahasa dan Pustaka (1965)
Pengarah Eksekutif Yayasan Sekretariat Melayu Antarabangsa (1996)
Penglibatan Pertubuhan Sosial dan Profesional :

Panel Anugerah Sastera Negara
Ahli Lembaga Majlis Penasihat Kebangsaan berkenaan kebudayaan
Jawatankuasa Penyelarasan Perlaksanaan Bahasa Kebangsaan
Jawatankuasa Penasihat Pusat Manuskrip Melayu Perpustakaan Negara Malaysia dan Yayasan Karyawan.

Hasil tulisan beliau antaranya ialah Kepimpinan dan Kebudayaan (1984), Cita-cita dan Perjuangan (1987), Segugus Pandangan dan Harapan (1988), Inti Perutusan (1988), Antara Dunia Melayu dengan Dunia Indonesia (1988), Antara politik dan Sastera (1989), Indeks Akhbar (1989), 'Statements on Malay Language and Literature' (1989), Tamadun Melayu (1989), Jejak Langkah Ismail Hussein (1993), Pengajian Melayu di Dunia Melayu (1994), Dunia Melayu dan Dunia Indochina (1995) dan Bahasa Melayu di Dunia Melayu (1995). Beliau terus menjadi tempat rujukan di dalam bidang ilmiah dan berjuang menjadi pendeta, pembela dan penggerak bagi golongan penulis tanah air.

  
Walaupun telah lama bersara daripada tugas akademik, beliau masih bergiat cergas di dalam GAPENA. Kejayaan yang ditempa oleh GAPENA di dalam mendaulatkan bahasa, sastera, budaya dan bangsa Melayu memaparkan kejayaan perjuangan dan impian beliau secara peribadi dan kelompoknya hingga ke peringkat antarabangsa. Semangat cintakan seni, sastera dan budaya Melayu yang wujud di dalam diri beliau sejak kecil lagi menyatakan kedudukan beliau dalam pemikiran dan perasaan manusia Melayu begitu istimewa sebagai Bapa Sastera Melayu.

Tan Sri Dato' Profesor Dr. Ismail Hussein telah dianugerahkan Dato' Setia Diraja Kedah (D.S.D.K.) oleh KDYMM Sultan Kedah pada tahun 1980 yang membawa gelaran Dato'. Pada tahun 1984, beliau menerima Ijazah Kehormat Doktor Honoris Causa dari Universitas Indonesia dan gelaran Pendeta pada Simposium Dunia Melayu di Sri Langka pada tahun 1985. Pada tahun 1993, beliau telah dianugerah Darjah Panglima Setia Mahkota (P.S.M) yang membawa gelaran Tan Sri oleh DYMM Seri Paduka Baginda Yang di Pertuan Agong. Pada tahun 1997, beliau telah dianugerahkan Profesor Emeritus daripada Universiti Malaya. 

Jumaat, 31 Oktober 2014

ปัญหาภายในของประเทศอินโดนีเซียในอดีต

โดย นิอับดุลรากิ๊บ บินนิฮัสซัน
ครั้งนี้เรามาพูดถึงปัญหาภายในของประเทศอินโดนีเซียในอดีต เพราะแม้ว่าบางปัญหา ทางประเทศอินโดเนเซียจะสามารถแก้ปัญหาได้แล้ว แต่การเรียนรู้ประวัติศาสตร์ ก็เป็นสิ่งที่เราควรที่จะเรียนรู้ เพื่อนำอดีตมาแก้ไขปัญหาในปัจจุบัน

ประเทศอินโดนีเซียมีปัญหาเกี่ยวกับความแตกต่างทางเผ่าพันธุ์ วัฒนธรรม ศาสนา ภาษา ทำให้พื้นที่บางส่วนของอินโดเนเซียต่อสู้เพื่อแยกตัวออกจากประเทศอินโดเนเซีย  ปัญหาบางอย่างก็สามารถแก้ไขให้ลดระดับความรุนแรงลง  เช่นปัญหาอาเจะห์ สุมาตรา  ส่วนปัญหาที่ยังไม่อาจแก้ไขได้ด้วยสันติก็ยังมีอยู่  ปัญหาต่างๆในอินโดเนเซียนั้นที่สำคัญๆมีดังนี้

ปัญหาอาเจะห์ สุมาตรา (GAM)
ด้วยอาเจะห์นั้นเดิมเป็นดินแดนที่มีการปกครองที่เป็นอิสระของตนเอง เมื่อฮอลันดาสามารถควบคุมอาเจะห์ได้แล้ว  ดินแดนอาเจะห์จึงเป็นอาณานิคมของฮอลันดา  เช่นเดียวกับดินแดนส่วนอื่นๆของอินโดนีเซีย  ดังนั้นเมื่ออินโดเนเซียเป็นเอกราช  ชาวอาเจะห์จึงเรียกร้องการปกครองตนเอง  จนในที่สุดรัฐบาลกลางได้จัดตั้งเป็นเขตการปกครงอพิเศษอาเจะห์  แต่ชาวอาเจะห์ก็ยังมีความรู้สึกว่าทรัพยากรธรรมชาติที่มีมากมายในดินแดนอาเจะห์นั้น  ถูกนำไปพัฒนาส่วนกลาง  จึงเกิดขบวนการต่อสู้เพื่ออิสระของอาเจะห์  จัดตั้งโดย Hassan Ditriro และพรรคพวกโดยใช้ชื่อว่า National Liberation Front of Aceh Sumatra  จัดตั้งเมื่อ 4 ธันวาคม 1976 แต่ขบวนการนี้จะรู้จักกันในนาม ของGAM-Gerakan Aceh Merdeka หรือ The Free Aceh Movement มากกว่า 

การต่อสู้ของ Gerakan Aceh Merdeka  ต่อสู้มาเป็นเวลานับสิบปี  และเกิดความแตกแยกระหว่างกันโดยฝ่ายหนึ่งนำโดย Hassan Di Tiro  ที่มีฐานอยู่ที่ สวีเดน  ภายใต้ชื่อ Gerakan Aceh Merdeka  และอีกฝ่ายนำโดย Teungku Don Zulfahri ที่ลี้ภัยการเมืองอยู่ในมาเลเซีย  กลุ่มนี้ ใช้ชื่อว่า MP-GAM-Majlis Pemerintahan Gerakan Aceh Merdeka 
ความรุนแรงในอาเจะห์ สุมาตรา  ได้รับการแก้ไขด้วยการเจรจา  ตามแนวทางสันติวิธี จนทำให้ทั้งสองฝ่ายได้ทำสัญญายุติสงคราม เมื่อ 15 สิงหาคม 2005

ปัญหาปาปัวตะวันตก (  West  Papua)
ประชาชนชาวปาปัวตะวันตกมีภาษา วัฒนธรรม ศาสนาคริสต์ที่คล้ายกับประชาชนในส่วนที่เป็นประเทศปาปัวนิวกีนี  ดินแดนปาปัวตะวันตกได้กลายเป็นเมืองขึ้นของฮอลันดา  เช่นเดียวกันกับดินแดนส่วนอื่นของอินโดเนเซีย  ดังนั้นเมื่ออินโดเนเซียได้ประกาศเอกราช  และฮอลันดาถอนตัวออกจากปาปัวตะวันตก  ทางอินโดนีเซียจึงทำการผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอินโดเนเซีย  และปาปัวตะวันตกจึงถูกเปลี่ยนชื่อมาเป็น อิเรียนจายา ( Irian jaya )  แต่ปัจจุบันสภาท้องถิ่นของปาปัวตะวันตกได้ลงมติเปลี่ยนชื่อดินแดนดังกล่าวโดยใช้ชื่อเดิมนั้นคือ  ปาปัวตะวันตก 

สำหรับขบวนการต่อสู้เพื่ออิสรภาพของชาวปาปัวตะวันตกนั้นก่อตั้งตั้งแต่ปี 1964  โดยมีการจัดตั้งองค์การใช้ชื่อว่า องค์การต่อสู้เพื่อเอกราชของปาปัว (Organisasi dan Perjuuangan Menuju Kemerdekaan Papua) มีนาย Terianus Aronggear  เป็นผู้นำ  องค์การนี้แม้จะมีชื่อที่เป็นทางการ  แต่ชื่อนี้ได้รับการยอมรับจากทุกฝ่ายรวมทั้งสมาชิกขบวนการเอง คือ Organisasi Papua Merdeka (องค์การปาปัวเอกราช) เป็นชื่อที่ทางการอินโดเนเซียตั้งให้  ปรากฏว่าชื่อนี้จำง่ายกว่า  ชื่อจริงขององค์การดังนั้น OPM  จึงได้รับการยอมรับ  ขบวนการนี้ได้ประกาศเอกราชปาปัวตะวันตก เมื่อ 1 กรกฏาคม 1971 และการต่อสู้ด้วยอาวุธก็ดำเนินการตลอดมา  นอกจากขบวนการ OPM   แล้วชาวปาปัวตะวันตกยังมีอีกขบนการหนึ่งคือ The West Papua People’s Front เป็นองค์การที่มีฐานอยู่ในฮอลันดา  จนถึงปัจจุบันปัญหาปาปัวตะวันตกก็ยังเป็นปัญหาหนึ่งที่บั่นทอนความมั่นคงภายในของอินโดนีเซีย


ปัญหาโมลุกะใต้  (Repblik Maluku  Selatan)
ปัญหาของโมลุกะใต้หรือ มาลุกุใต้เป็นปัญหาตกค้างจากสมัยอาณานิคมฮอลันดาด้วยตอนที่ฮอลันดายังครองดินแดนอินโดเนเซียนั้น  ทางฮอลันดาได้จัดตั้งกองกำลังของชาวอาณานิคมใช้ชื่อว่า KNIL และส่วนหนึ่งของสมาชิกกองกำลังKNIL จะเป็นชาวมาลุกุใต้ เมื่อฮอลันดาได้ยอมรับการเกิดของประเทศอินโดเนเซีย ขณะนั้นมีชื่อว่า สหพันธสาธารณรัฐอินโดนีเซีย (Republik Indonesia Serikat) และทางสหพันธสาธารณรัฐอินโดนีเซีย  ได้จัดตั้งกองทัพสหพันธสาธารณรัฐอินโดนีเซีย (APRIS - Angkatan  Perang  Republik  Indonesia  Serikat) แต่ทางสมาชิกกองกำลัง KNIL ที่เป็นชาวมาลุกุใต้ไม่พร้อมจะเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ APRIS 

และเมื่อ 25 เมษายน 1950 ได้ประกาศจัดตั้งขบวนการต่อสู้เพื่อเอกราชของมาลุกุใต้ ซึ่งชาวมาลุกุใต้เป็นผู้ที่นับถือศาสนาคริสต์ ขบวนการที่จัดตั้งนี้มีชื่อว่า สาธารณรัฐมาลุกุใต้ Repblik Maluk Selatan  โดยมีผู้นำชื่อ Dr.Chr.R.S. Soumokil ขบวนการ RMS มีฐานอยู่ที่เมือง Amban เกาะมาลุกุ  และที่เกาะ  Seram  ต่อมากองทัพอินโดเนเซียได้ควบคุมเมือง Ambon ได้เมื่อ 18 พฤศจิกายน 1950 และเกาะ Seram  เมื่อ 18 ธันวาคม 1950  คณะรัฐมนตรีฮอลันดาได้ประชุมเมื่อ กุมภาพันธ์ 1951  มีมติอพยพเหล่าอดีตกองกำลัง KNIL  ชาวมาลุกุใต้ให้ไปตั้งฐินฐานในประเทศฮอลันดา  โดยเดินทางไปยังฮอลันดากลุ่มแรกเมื่อ 21 มีนาคม 1951 จำนวน 12,000 คน (ปัจจุบันประชากรเหล่านี้ได้ขยายจนมีจำนวน 45,000 คน) การเคลื่อนไหวเพื่อแยกดินแดนมาลุกุใต้ออกจากอินโดเนเซียยังคงมีอยู่จนถึงปัจจุบัน  ภายในพื้นที่มาลุกุนั้น  พวกเขาได้จัดตั้งองค์การบังหน้าใช้ชื่อว่า Forum Kedaulatan  Maluku  โดยมี Dr. Alex Manuputty เป็นผู้นำขบวนการ  ปัญหาเกี่ยวกับดินแดนมาลุกุใต้ก็ยังคงเป็นปัญหาที่บั่นทอนความมั่นคงของประเทศอินโดนีเซีย  เช่นเดียวกันกับปัญหาปาปัวตะวันตกและปัญหาอาเจะห์

Selasa, 21 Oktober 2014

ความเป็นมาของชื่อประเทศอินโดเนเซีย

โดย นิอับดุลรากิ๊บ  บินนิฮัสซัน             
   ในครั้งนี้เรามารู้จักถึงความเป็นมาของชื่อประเทศเพื่อนบ้านของเราประเทศหนึ่ง ซึ่งถือเป็นพี่ใหญ่ของกลุ่มประเทศอาเซียน นั้นคือประเทศอินโดเนเซีย

   ในปีทศวรรษที่ 1920  นาย Ernest Francois Eugene Douwes Dekker (1879-1950)   ซึ่งรู้จักกันในนามของ Dr. Danudirja Setiabudi   ได้เสนอชื่อของประเทศอินโดเนเซียโดยชื่อนั้นไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคำว่า “อินเดีย”  ชื่อที่เขาเสนอนั้นคือ นูซันตารา หรือ Nusantara  เป็นที่ถูกลืมมานับร้อยปี    Dr. Danudirja Setiabudi   นำชื่อนี้มาจากหนังสือโบราณที่ชื่อว่า Pararaton    เป็นหนังสือที่มีการค้นพบที่เกาะบาหลีในศตวรรษที่ 9 หนังสือนี้เขียนขึ้นในสมัยมาชาปาฮิต  
Dr Danudirja Setiabudi
    หนังสือเล่มนี้ได้รับการแปลโดย J.L.A. Brandes
และจัดพิมพ์ในปี 1920 โดยNicholaas Johannes Krom ความหมายของ Nusantara ที่ Dr. Danudirja Setiabudi  ให้ความหมายนั้นแตกต่างจากความหมายในสมัยมาชาปาฮิต ซึ่งในสมัยมาชาปาฮิตนั้นคำว่า Nusantara หมายถึงบรรดาเกาะที่อยู่นอกเกาะชวา คำว่า antara ในภาษาสันสกฤตหมายถึง ภายนอก, ฝั่งตรงข้าม อันมีความหมายที่ตรงกันข้ามกับคำว่า Jawadwipa (เกาะชวา)  ใน Sumpah Palapa ของ Gajah Madaได้กล่าวว่า

    "Lamun huwus kalah nusantara, isun amukti palapa" (ถ้าสามารถเอาชนะบรรดาเกาะฝั่งตรงข้ามได้แล้ว  ข้าจึงจะพักผ่อน) คำว่า palapa นี้บางคนก็แปลว่าเป็นอาหารชนิดหนึ่ง 

    Dr. Danudirja Setiabudi   กล่าวว่าความหมายในสมัยมาชาปาฮิต เป็นการให้ความหมายที่เน้นชาตินิยม การให้ความหมายของ Dr. Danudirja Setiabudi นั้น  เขากล่าวว่าคำว่า antara  มีความหมายในภาษามลายูว่า ระหว่าง  ทำให้คำว่า นูซันตารา หรือ nusantara มีความหมายว่า ดินแดนที่อยู่ระหว่างสองทวีป  สองมหาสมุทร  ซึ่งจะทำให้เกาะชวาก็เป็นส่วนหนึ่งของดินแดนดังกล่าว  การเสนอชื่อ  nusantara ของ Dr. Danudirja Setiabudi ทำให้ชื่อนี้ได้รับความนิยมของประชาชนนอกเหนือจากชื่อเรียกดินแดนอินโดเนเซียในสมัยนั้นว่า Hindia Belanda จนถึงปัจจุบันคำว่า nusantara ในประเทศอินโดเนเซียมีความหมายถึงประเทศอินโดเนเซีย  

    อย่างไรก็ตาม คำว่า  Nusantara นั้นในวงวิชาการทั่วไปยังมีความหมายถึง ดินแดนภูมิภาคมลายู  ซึ่งประกอบด้วยประเทศมาเลเซีย  อินโดเนเซีย  บรูไน  สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์  และภาคใต้ของประเทศไทย
George Samuel Windsor Earl
    ในปี  1847 ที่สิงคโปร์ ได้มีการออกวารสารวิชาการรายปี มีชื่อว่า Journal of the Indian Archipelago and Eastern Asia (JIAEA) โดยมีบรรณาธิการชื่อ James Richardson Logan (1819-1869) เป็นนักวิชาการชาวสกอตแลนด์ที่จบการศึกษาด้านกฎหมายจากมหาวิทยาลัยเอดินเบิร์ก (Universitas Edinburgh)   ต่อมาในปี 1849 มีนักมานุษยวิทยาชาวอังกฤษชื่อว่า George Samuel Windsor Earl (1813-1865) ได้เข้าร่วมเป็นบรรณาธิการของวารสาร JIAEA ด้วย

    ในวารสาร  JIAEA ฉบับที่ IV ปี  ปี 1850 หน้า 66-74 George Samuel Windsor Earl ได้เขียนบทความชื่อ  On the Leading Characteristics of the Papuan, Australian and Malay-Polynesian Nations  ในบทความดังกล่าวเขาได้เขียนว่า ถึงเวลาแล้วที่ประชาชนชาวหมู่เกาะอินเดียหรือหมู่เกาะมลายูจะมีชื่อเรียกดินแดนของตนเองเป็นการเฉพาะ (a distinctive name) เพราะชื่อฮินเดียนั้นไม่ถูกต้อง และมักสับสนกับชื่ออินเดียอีกแห่งหนึ่ง  และ เขาเสนอชื่อเฉพาะสำหรับดินแดนอินโดเนเซียในปัจจุบัน 2 ชื่อให้เลือก ชื่อดังกล่าวคือ Indunesia หรือ Malayunesia  โดยคำว่า nesosในภาษากรีกมีความหมายว่า เกาะ   โดยเขาได้เขียนในหน้า 71 ของบทความดังกล่าวว่า 

     "... the inhabitants of the Indian Archipelago or Malayan Archipelago would become respectively Indunesians or Malayunesians". 

     George Samuel Windsor Earl ให้ความสนใจชื่อ Malayunesia (หมู่เกาะมลายู)มากกว่าชื่อ Indunesia หมู่เกาะฮินเดีย หรือหมู่เกาะอินเดีย)  เพราะคำว่า Malayunesia มีความถูกต้องกับดินแดนของชนชาติมลายู ส่วน Indunesia  เขากล่าวว่าสามารถใช้กับดินแดนที่เป็นประเทศศรีลังกาหรือมัลดีฟส์ในปัจจุบัน  และด้วยดินแดนนี้มีการใช้ภาษามลายูในการสื่อสาร  ในบทความดังกล่าวเขาใช้คำว่า Malayunesia เมื่อกล่าวถึงดินแดนอินโดเนเซียปัจจุบัน 
James Richardson Logan
      ในวารสารวิชาร JIAEA เล่มเดียวกันนั้น James Richardson Logan ได้เขียนบทความชื่อ The Ethnology of the Indian Archipelago  ในหน้า 252-347  ในบทความดังกล่าวเขากล่าวว่าดินแดนอินโดเนเซียในปัจจุบันต้องมีชื่อเฉพาะของตนเอง  ด้วยชื่อเรียกดินแดนนี้มีชื่อยาวเกินไป  นั้นคือชื่อหมู่เกาะอินเดีย หรือ "Indian Archipelago" ซึ่งสร้างความสับสนแก่ผู้คนเป็นอันมาก  ดังนั้น James Richardson Logan จึงนำชื่อที่ George Samuel Windsor Earl ไม่สนใจมาปัดฝุ่นใหม่ โดยเปลี่ยนให้พูดได้ง่ายขึ้น นั้นคือ เปลี่ยนอักษร U มาเป็น O จากคำว่า Indunesia มาเป็น  Indonesia นับแต่นั้นมาชื่อดินแดนนั้นก็ได้เป็นที่ยอมรับว่าเหมาะที่จะใช้ชื่ออินโดเนเซีย (Indonesia) จนถึงปัจจุบัน

      ครั้งแรกที่คำว่า อินโดเนเซีย ได้เกิดขึ้นในโลกนี้ โดยการพิมพ์ในวารสาร JIAEA หน้า 254 มีเนื้อความว่า :
"Mr. Earl suggests the ethnographical term Indunesian, but rejects it in favour of Malayunesian. I prefer the purely geographical term Indonesia, which is merely a shorter synonym for the Indian Islands or the Indian Archipelago"

      ตอนที่ James Richardson Logan เสนอชื่อ Indonesia เขาคงไม่คิดว่าชื่อนี้จะกลายเป็นชื่อทางการของดินแดนนั้น นับแต่เสนอชื่ออินโดเนเซียแล้ว  เขามักจะใช้ชื่อนี้ในบทความวิชาการต่างๆของเขา ต่อมาชื่อนี้ได้เป็นที่ยอมรับของนักวิชาการด้านมานุษยวิทยาและนักภูมิศาสตร์
Adolf Bastian
      ในปี 1884 นาย Adolf Bastian (1826-1905) อาจารย์นักมานุษยวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยเบอร์ลิน University of  Berlin) ได้เขียนหนังสือชื่อ Indonesien oder die Inseln des Malayischen Archipel  เป็นจำนวน 5 เล่ม ซึ่งเขาได้เดินทางไปสำรวจยังดินแดนอินโดเนเซียในปัจจุบัน จากปี 1864   ถึงปี 1880  
       หนังสือชุดดังกล่าวเป็นหนังสือที่เผยแพร่คำว่า อินโดเนเซีย ในหมู่นักวิชาการชาวฮอลันดา  จนเกิดความเข้าใจผิดคิดว่า คำว่าอินโดเนเซียนั้น นาย Adolf Bastian เป็นผู้ประดิษฐ์  ความเข้าใจผิดนี้จนทำให้มีการบันทึกว่า นาย Adolf Bastian เป็นผู้ประดิษฐ์ ซึ่งปรากฏอยู่ในหนังสือชื่อ Encyclopedie van Nederlandsch-Indie ในปี 1918 ความจริงแล้วนาย Adolf Bastian เพียงนำชื่อ อินโดเนเซียมาจากงานเขียนของนาย  James Richardson Logan 

       ดังนั้นเราก็สามารถสรุปได้ว่า นาย James Richardson Logan คือผู้ประดิษฐ์ชื่อ อินโดเนเซีย ในหมู่ชนพื้นเมืองนั้นปรากฏว่า นาย Raden Mas Suwardi Suryaningrat (Ki Hajar Dewantara) เป็นคนแรกที่นำชื่ออินโดเนเซียมาใช้ ในขณะที่เขาถูกเนรเทศไปยังประเทศฮอลันดาในปี 1913 เขาได้ตั้งหน่วยเผยแพร่ข่าวสารขึ้นโดยใช้ชื่อว่า  Indonesische Pers-bureau

    หลังจากนั้นในปี 1917  ศาสตราจารย์ Cornelis van Vollenhoven ได้นำชื่อ indonesisch Indonesia) มาใช้แทนชื่อ indisch (ฮินเดีย) นอกจากนั้นชื่อชนพื้นเมืองก็ถูกเรียกว่า  indonesiër (ชาวอินโดเนเซีย) แทนคำว่า inlander (ชนพื้นเมือง) diganti dengan orang Indonesia)

    แม้ว่าประเทศอินโดเนเซียจะเรียกในหมู่ชาวอินโดเนเซียเองว่า “อินโดเนเซีย” แต่สำหรับชาวไทยแล้ว ยังใช้ทั้งที่เป็น“อินโดเนเซีย” และ “อินโดนีเซีย”  การจะคบค้าสมาคมกับประเทศเพื่อนบ้าน เราจึงควรที่จะรู้จักความเป็นมาของชื่อประเทศเพื่อนบ้านด้วย อันจะทำให้ความสัมพันธ์แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

Isnin, 13 Oktober 2014

Hubungan Etnik (Melayu-Siam) di Sempadan Thailand-Malaysia

Oleh Nik Abdul Rakib Bin Nik Hassan
            Dalam artikel ini akan menggabungankan 2 kajian yang kedua - dua kajian ini ada kaitan dengan Melayu. Dan kedua-dua kajian ini berada dalam satu projek kajian tentang masyarakat Melayu Patani. Kajian ini dijalankan selama 2 tahun. Kajian pertama dengan tajuk “Melayu Patani: Etnik, Jatidiri dan Perubahan” dijalankan selama 1 tahun di ketiga tiga wilayah di Selatan Thailand iaitu Wilayah Pattani, Wilayah Narathiwas dan Wilayah Yala.

            Metodologi kajian bagi kajian pertama dengan memilih 2 buah kampung Melayu di setiap satu wilayah yang jatidirinya berlainan iaitu jatidiri Melayu masih kuat dan satu lagi jatidiri lemah. Setiap kampong ditempatkan seorang pembantu penyelidik. Selain pembantu penyelidik ditempatkan di setiap kampung. Pihak penyelidik juga menjalankan “focus group” setiap kampung di universiti Prince of Songkla University, Kampus Pattani. 

            Setelah kajian pertama telah tamat dan pihak penyelidik merumuskan hasil kajian. Pihak penyelidik juga mulakan kajian kedua dengan tajuk “Hubungan Etnik (Melayu-Siam) di Sempadan Thailand-Malaysia. Dan hasil dari kajian pertama tentang Melayu Patani juga telah digunakan untuk kajian kedua.

            Kajian kedua dengan tajuk “Hubungan Etnik di Sempadan Thailand-Malaysia” Kajian ini fokus kepada hubungan masyarakat Melayu dengan masyarakat Siam atau masyarakat Thai. Kajian ini khusus kajian hubungan di Patani (Wilayah Narathiwas) Thailand dengan negeri Kelantan, Malaysia. 
       
           Kajian ini memilih 2 buah kampung Melayu, satunya terletak dalam Daerah Tak Bai, Wilayah Narathiwas, Thailand dan satu lagi terletak dalam Daerah Tumpat, Negeri Kelantan, Malaysia.  Kajian kedua ini juga memakan masa selama 1 tahun dengan pihak penyelidik menempatkan setiap satu kampung seorang pembantu penyelidik.


            Kedua-dua kajian ini dijalankan untuk mencari jalan penyelesaian masalah konflik di Selatan Thailand. Wilayah-wilayah di Selatan Thailand khususnya wilayah-wilayah di sempadan Malaysia-Thailand iaitu Wilayah Pattani, Wilayah Narathiwas dan Wilayah Yala. Di wilayah-wilayah tersebut penduduk majoriti adalah penduduk keturunan Melayu. 

            Setelah berlaku kekacauan di Selatan Thailand dengan berlaku konflik diantara masyarakat Melayu dengan pihak pemerintah Thailand. Kerajaan Thailand telah memberi sokongan untuk mengkaji masyarakat Melayu di Selatan Thailand. Kajian terhadap masyarakat Melayu yang dikenali dengan “Melayu Patani” itu supaya kerajaan dapat menyelesaikan masalah konflik tersebut.


   
        Peta Masyarakat Melayu Patani di Selatan Thailand
Kajian pertama tajuk “Melayu Patani : Etnik  Jatidiri dan Perubahan” bertujuan kajian ialah
1. mengkaji jatidiri Melayu Patani. 2. mengkaji proses asimilasi atau Siamisasi terhadap masyarakat Melayu Patani. 3. mengkaji cara mempertahankan jatidiri Melayu Patani. 4. mengaki kesan dari dasar asilimasi atau Siamisasi terhadap jatidiri Melayu Patani. 5. mengkaji kesan terhadap pertahanan  jatidiri Melayu Patani.

Setalah menjalankan kajian selama setahun. Pihak penyelidik telah menganalisis data, meninjau di setiap kampung yang diselidik. Satu pertemuan ialah kampung yang jatidiri Melayu masih kuat dan kebudayaan Melayu dihormati oleh warga Thai Buddhist. Penentangan masyarakat Melayu kepada pihak warga Thai Buddhist tidak begitu kuat. Sebaliknya kampung yang jatidiri Melayu lemah dan kebudayaan Melayu tidak dihormati oleh warga Thai Buddhist. Sebahagian dari warga kampung itu akan lebih menentang pihak warga Thai Buddhist. 

Dalam kajian terdapat beberapa aktiviti tentang kebudayaan Melayu masih dijalankan seperti pakaian Melayu di Hari Raya Aidil Fitri dan Aidil Adha, Begitu juga dengan aktiviti pengajaran Bahasa Melayu di sekolah-sekolah TADIKA, sekolah-sekolah agama.

Satu Pertemuan ialah Bahasa Melayu Diraja yang dipakai dikalangan kerabat Diraja Melayu Patani telah hilang. Kata-kata DiRaja seperti bersiram, santap, gering, berangkat tiba, berkenan, beradu tiada lagi dikalangan masyarakat kerabat Diraja Patani.

Kesimpulan kajian pertama terhadap etnik, jatidiri dan perubahan adalah seperti berikut:
  Etnik Melayu, Masyarakat Melayu Patani masih menganggap mereka sebagai bangsa Melayu beragama Islam. Tetapi mereka mengakui bahawa mereka berwarganegara Thailand. 

     Jatidiri Melayu,  terdapat 3 fakta yang menentukan Melayu Patani iaitu Agama Islam, Bahasa Melayu dan Kebudayaan Melayu dan Islam. Seperti apa pepatah Melayu menyatakan Melayu Adatnya, Melayu Bahasanya, dan  Islam agamanya. Perubahan Jatidiri Melayu, terdapat beberapa masyarakat Melayu Patani telah menerima kebudayaan warga Thai Buddhist seperti makanan ala Thai, cara hidup seperti orang Thai, berbahasa harian dalam bahasa Thai dan sebagainya.

Kajian kedua dengan tajuk “Hubungan Etnik di Sempadan Thailand-Malaysia” ini bertujuan seperti berikut:        1. mengkaji hubungan etnik diantara Thai Buddhist dengan Melayu Patani. 2. mengkaji proses asimilasi kebudayaan diantara Thai Buddhist dengan Melayu Patani. 3. mengkaji penerimaan kebudayaan bersama diantara Thai Buddhist dengan Melayu Patani. 4. mengkaji kerjasama diantara Thai Buddhist dengan Melayu Patani  didalam bidang politik dan pentadbiran. 5. mengkaji kerjasama diantara Thai Buddhist dengan Melayu Patani  didalam bidang pendidikan. 6. Mengkaji hubungan etnik di sempadan  Malaysia-Thailand terhadap impak keselamatan kedua-dua Negara.

            Dari hasil kajian pertama ini juga telah dapat fakta tentang jatidiri Melayu dan beberapa maklumat untuk menuju ke kajian kedua. Dalam kajian kedua tentang hubungan etnik di sempadan kedua-dua Negara dengan khusus kepada negeri Kelantan dan Wilayah Narathiwas. Di Wilayah Narathiwas, baik di kampong masyarakat Melayu dan masyarakat keturunan Siam pihak penyelidik tiada masalah menjalankan kajian. 

        Sebaliknya terdapat beberapa masalah kajian kedua, lebih lebih lagi di Daerah Tumpat, Negeri Kelantan. Kerana fakta politik diantara Parti UMNO dan Parti PAS juga menyebabkan pihak penyelidik agak sulit dalan menjalankan kajian.
             
            Dengan menempatkan pembantu penyelidik di semua kampong yang dijalankan kajian selama satu tahun. Di sini Penulis akan lebih fokus kepada hubungan etnik diantara Melayu Patani dengan Thai Buddhist di Wilayah Narathiwas. Hubungan etnik diantara masyarakat Melayu Patani dengan masyarakat Thai Buddhist di Daerah Tak Bai, Wilayah Narathiwas ialah :

            Hubungan Etnik melalui bahasa
       Pergaulan diantara kedua-dua etnik menyebabkan kedua-dua etnik menerima kata-kata dari satu kaum kepada satu kaum seperti penerimaan kata kata Bahasa Melayu ke dalam Bahasa Thai tempatan.
          Kata-kata Bahasa Melayu dalam Bahasa Thai tempatan. 
Bahasa Melayu Baku         Bahasa Melayu Patani           Bahasa Thai tempatan       
             Jagong                                   jagong                                  khong
             Jambu                                    jamu                                     jamu
             Sawa (buah)                         Sawo                                     Sawa
             Petai                                       Peta                                      Peta                                     
             Cermat                                   Cermak                                Cemak
             Rasa                                        Raso                                     Rasa, Sa
             Belacan                                  Belace                                  Becan
             Pandan                                  Pane                                      Kenan
             Musang                                  Muse                                    Musang
             Panggang                               Pange                                   Pangang
             Janji                                        janyi                                     canci
             Timba                                     Timo                                     Tima                                  
             Kercut                                    Kercuk                                 Kecut
            Apam                                      Ape                                       Pam
            Cucur                                      Cuco                                     Con
            Tuak (air nira)                      Tuwok                                  Tawak
            Selut                                       Seluk                                     Lut      
             Tembakau                             Tebaka                                  Bekau

kata kata Bahasa Thai tempatan dalam Bahasa Thai tempatan.
Kata kata Bahasa Thai yang diserap ke dalam Bahasa Melayu Patani ini telah diubahsuai dengan dialek Melayu Patani sehingga kata-kata tersebut kurang faham atau tidak faham oleh masyarakat Thai Buddhist
Bahasa Thai                            Bahasa Melayu Baku       Bahasa Melayu Patani
Kamkan                                   Ahli Jawatan Kuasa             Kamke
Thammada                              Biasa                                       Thamada
Rong-phak                              Balai Polis                              Lo-phak
Thoratat                                   Televisyen                             Thoratak
Charachorn                             Trafik                                      Charachorng
Khru                                         Guru                                        Khru
Tahan                                       Askar                                       Tahang
Thanakhan                              Bank                                        Thanakhang
Thesban                                   Majlis Perbandaran              Thesbang
Phan-rong                               Tukang kebun                        Pha-rong
Samian                                     Setiausaha                              Samiang
Baeb                                         Fesyen                                     Baek
Phim                                        Cetak                                        Phing
Plad Amphoer                        Penulong Pegawai Daerah  Belak Aphoe
Aiyakarn                                 Pendakwa raya                       Ayok-kae
Kaset                                       Pertanian                                 Kasek
Thorasap                                 Talipon                                    Thorasak

Hubungan Etnik melalui perkahwinan campur
Perkahwinan diantara kedua-dua etnik akan dijalankan dengan pihak bukan beragama Islam akan memeluk agama Islam. Terdapat beberapa kes perkahwinan campur diantara kedua-dua etnik.

Satu Pertemuan yang sangat menarik dalam perkahwinan yang berlaku di sesama etnik di kampung yang dikaji ialah jika perkahwinan itu berlaku di kampung masyarakat Melayu. Pihak masyarakat Thai yang hadir dalam jamuan perkahwinan itu tidak ada masalah dengan makanan yang disediakan oleh masyarakat Melayu. 

Sebaliknya jika  perkahwinan itu berlaku di kampong masyarakat Thai Buddhist, pihak masyarakat Thai Buddhist akan menyediakan makanan yang dimasakkan oleh orang Melayu dan pinggang mangkuk juga disedia dari masyarakat Melayu.

        Hubungan Etnik melalui Politik
Sistem pentadbiran Thailand, di peringkat bawah sekali ialah Badan Pentadbiran Mukim. Pentadbir terdiri dari Pengerusi dan Timbalan Badan Pentadbiran Mukim dan ahli Badan Pentadbiran Mukim sebanyak 2 orang setiap kampung. Pentadbir mukim ini melalui pemilihan raya oleh penduduk setempat. Dengan itu ahli politik baik dari kalangan Melayu ataupun Thai Buddhist Perlu bekerjasama untuk mendapat kuasa dalam pentadbiran badan tersebut.

                                 Hubungan Etnik melalui Perniagaan
Hubungan Etnik melalui Perniagaan
Masyarakat Melayu Patani yang berjiran dengan masyarakat Thai Buddhist seperti kampung yang dikaji telah mempunyai hubungan yang sangat lama. Didapati kedua-dua kampung saling bantu membantu. Mengikut kajian, kampung Melayu yang terletak ditepi pantai dan kampung Thai Buddhist jaug sedikit dari pantai. Kampung Melayu dizaman dulu menjalankan aktiviti penangkapan ikan. Sebaliknya kampung  Thai Buddhist menjalankan aktiviti pertanian. Kedua-dua kampung akan tukar menukar barangan masing-masing.

Pada saat sekarang terdapat sebuah pasar di sebuah kampung Melayu yang dikaji. Setiap hari Ahad pasar ini akan menjalankan aktiviti. Para penjual dan pembeli terdiri dari penduduk kampung Melayu dan Kampung Thai Buddhist di sekitar itu.

Dari kesimpulan kajian ini didapati penduduk Melayu dan penduduk Thai Buddhist tiada masalah hubungan etnik diantara mereka. Kerana hubungan baik ini telah berjalan semenjak dulu lagi. Tetapi kepenting politik di luar kampung-kampung yang menular masuk ke kampung-kampung, baik dari golongan tertentu dan pihak kerajaan menyebabkan situasi keruh berlaku di beberaa tempat. Dengan mengambil beberapa contoh dari kajian inilah akan dapat mengeratkan lagi hubungan diantara etnik di Wilayah Pattani, Wilayah Yala dan Wilayah Narathiwas.

       Setiausaha Sangha Daerah Tumpat, Negeri Kelantan

Hubungan etnik diantara masyarakat Melayu di Negeri Kelantan, baik di peringkat negeri dan peringkat rakyat perlu menjadi contoh untuk menjalankan beberapa aktiviti hubungan etnik di kalangan masyarakat Melayu Patani dengan masyarakat Thai Buddhist.



Terima kasih.