Isnin, 27 September 2010

ดร. มหาเธร์ โมฮัมหมัด กับองค์กรเปอร์กาซา (Pertubuhan Pribumi Perkasa Malaysia)

โดย นิอับดุลรากิ๊บ บินนิฮัสซัน

เมื่อ 25 กันยายน 2010 ทางองค์กรเปอร์กาซา ได้จัดงานที่ชื่อว่า Perhimpunan Melayu Perkasa Kelantan จัดที่อำเภอปาเซร์ มส รัฐกลันตัน โดยเชิญ ดร. มหาเธร์ โมฮัมหมัด มาปราศรัยในงานดังกล่าว มีผู้เข้าร่วมประชุมประมาณ 2 หมื่นคน ดร.มหาเธร์ โมฮัมหมัด ได้เรียกร้องให้ชาวมลายูมีความสามัคคีกัน เขากล่าวว่าปัจจุบันชาวมลายูได้แตกออกเป็น 3 ฝ่าย คือ ผู้สนับสนุนพรรค UMNO,ผู้สนับสนุนพรรค PAS และผู้สนับสนุนพรรค PKR ดังนั้นชาวมลายูต้องกลับมาสามัคคีอีกครั้ง

ดร. มหาเธร์ โมฮัมหมัด ขณะปราศรัยที่เขตปาเซร์ มัส รัฐกลันตัน

ดร. มหาเธร์ โมฮัมหมัด ที่เขตปาเซร์ มัส รัฐกลันตัน

ดร. มหาเธร์ โมฮัมหมัด ที่เขตปาเซร์ มัส รัฐกลันตัน

ดร. มหาเธร์ โมฮัมหมัด ที่เขตปาเซร์ มัส รัฐกลันตัน

องค์การเปอร์กาซา หรือ Pertubuhan Pribumi Perkasa (Perkasa)
เป็นองค์กรพัฒนาเอกชน หรือ NGO ของชาวมลายูที่ต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิพิเศษของชาวมลายูในประเทศมาเลเซีย องค์กร NGO นี้ได้รับการขนานนามว่าเป็น "องค์กรชาตินิยมสุดขั้วของชาวมลายู" หรือ Ultranationalist NGO และได้รับการต่อต้านจากกลุ่มชาติพันธุ์บางกลุ่ม

การจัดตั้งองค์กรเปอร์กาซา หรือ Pertubuhan Pribumi Perkasa (Perkasa)
จัดตั้งโดยดาโต๊ะอิบราฮิม อาลี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตปาเซร์มัส รัฐกลันตัน การลงสมัครรับเลือกตั้งของดาต๊ะอิบราฮิม อาลี ค่อนข้างแปลกว่าคนอื่น ด้วยดาต๊ะอิบราฮิม อาลี สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตปาเซร์มัสโดยไม่สังกัดพรรคการเมือง เป็นผู้สมัครอิสระ แต่ขอใช้ตราสัญญลักษณ์ของพรรอิสลามแห่งมาเลเซีย หรือ Parti Islam Malaysia (PAS)ปรากฎว่าเขาสามารถมีชัยเหนือผู้สมัครจากพรรคองค์การมลายูสามัคคีแห่งชาติ หรือ UMNO ในการประชุมจัดตั้งองค์กรเปอร์กาซานั้น ดาโต๊ะอิบราฮิม อาลี ได้รับความไว้วางใจให้เป็นประธานองค์กรเปอร์กาซา ส่วนรองประธานองค์กรเปอร์กาซา คือ ดาโต๊ะฟูอัด ตันศรีฮัสซัน อดีตสมาชิกสภานิติบัญญติแห่งรัฐสลังงอร์

ในช่วงทศวรรษที่ 1970 ตุน ดร. มหาเธร์ โมฮัมหมัด ถูกกล่าวหาจากนายลี กวน ยิว รัฐมนตรีอาวุโสและอดีตนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ว่าเป็น "ชาวมลายูสุดขั้ว" หรือ "Ultra Malay" แต่ในยุคปัจจุบัน ปรากฎว่า ดาโต๊ะอิบราฮิม อาลี และ องค์กรเปอร์กาซา ได้รับการขนานนามว่าเป็น "ชาวมลายูสุดขั้ว" หรือ "Ultra Malay" ยุคใหม่

ดาโต๊ะอิบราฮิม อาลี

ดร. มหาเธร์ โมฮัมหมัดกับดาโต๊ะอิบราฮิม อาลี

ดร. มหาเธร์ โมฮัมหมัดกับดาโต๊ะอิบราฮิม อาลี

วัตถุประสงค์ของการจัดตั้งองค์กร
วัตถุประสงค์ของการจัดตั้งองค์กร
องค์กรมีวัตถุประสงค์เพื่อปกป้องสิทธิพิเศษของคนมลายูจากการถูกกดดันโดยคนไม่ใช่เชื้อชาติมลายู โดยเฉพาะกลุ่มคนจีน

สมาชิกองค์กร
ดาโต๊ะอิบราฮิม อาลี ได้กล่าวว่า องค์กรมีสมาชิกมากกว่า 5 พันคน ตามหลักฐานบัตรสมาชิกและใบประกาศนียบัตรที่ได้มอบให้แก่สมาชิก ปัจจุบันยังมีใบสมัครที่อยู่ระหว่างอนุมัติการเป็นสมาชิกอีกมากกว่า 5 หมื่นใบ องค์กรเปอร์กาซาเป็นองค์กรที่เคลื่อนไหวอยู่ภายใต้การนำของ สภาองค์กรพฒนาเอกชนชาวมลายู หรือ Majlis Perundingan NGO Melayu (MPM) โดยองค์กร MPM เป็นองค์กรร่วม (Umbrella Organisation) ขององค์กร NGO ชาวมลายูประมาณ 76 องค์กร องค์กรเหล่านี้เช่น หอการค้าชาวมลายูมาเลเซีย (Dewan Perniagaan Melayu Malaysia), สมาคมผู้รับเหมาก่อสร้างชาวมลายู (Persatuan Kontraktor Melayu Malaysia ), หอการค้ามุสลิมมาเลเซีย (Dewan Perniagaan Islam Malaysia), สหพันธ์นักศึกษาชาวมลายูแห่งแหลมมลายู (Gabungan Pelajar Melayu Semenanjung)

องค์กรเปอร์กาซาได้รับใบอนุญาตออกหนังสือพิมพ์
เมื่อ 3 มีนาคม 2010 องค์กรเปอร์กาซาได้รับใบอนุญาตจากกระทรวงมหาดไทยในการออกหนังสือพิมพ์ของตนเอง โดยใช้ชื่อว่า เสียงเปอร์กาซา หรือ Suara Perkasa หนังสือพิมพ์นี้จะออกเป็นรายปักษ์

การประชุมใหญ่ครั้งแรกขององค์กรเปอร์กาซา
เมื่อ 27 มีนาคม 2010 องค์กรเปอร์กาซาได้จัดประชุมใหญ่ครั้งแรกขึ้นที่ Putra World Trade Center กรุงกัวลาลัมเปอร์ แรกเริ่มสุลต่านชาราฟฟุดดิน อิดริส ชาห์ (Sultan Shrafuddin Idris Shah) สุลต่านแห่งรัฐสลังงอร์จะทำหน้าที่เป็นองค์ประธานเปิดพิธีการประชุม แต่ต่อมาได้ยกเลิก ด้วยเหตุผลไม่ต้องการจะให้กลายเป็นประเด็นทางการเมือง พร้อมได้เรียกร้องให้องค์กรเปอร์กาซาลดความเป็นองค์กรมลายูสุดขั้วลง ดังนั้นองค์กรเปอร์กาซาจึงเชิญ ดร. มหาเธร์ โมฮัมหมัด มาเป็นประธานเปิดการประชุมใหญ่แทน ในการประชุมใหญ่ครั้งนี้มีสมาชิกเข้าร่วมประชุมมากกว่า 8 พันคน และแขกรับเชิญอีกประมาณ 2 พันคน

ตราสัญญลักษณ์องค์กรเปอร์กาซา

ในการประชุมใหญ่ขององค์กรเปอร์กาซา ดาโต๊ะอิบราฮิม อาลี ได้ปราศรัยในที่ประชุมถึงปัญหาทางเศรษฐกิจของชาวมลายู เขาอ้างถึงหนังสือที่ชื่อว่า World On Fire ซึ่งแต่งโดยนักวิชาการชาวจีนชื่อว่า Prof. Amy Chua แห่งมหาวิทยาลัยเยล สหรัฐอเมริกา ในหนังสือดังกล่าวแสดงให้เห็นภัยของการที่กลุ่มชาติพันธุ์หนึ่งกลายเป็นผู้คุมเศรษฐกิจเหนือกลุ่มชนพื้นเมือง จนเกิดเหตุการณ์การเผาร้านค้าขึ้น เช่น ชาวฟิลิปปินส์เผาร้านค้าของคนจีนในประเทศฟิลิปปินส์ คนอินโดเนเซียเผาร้านค้าของคนจีนในประเทศอินโดเนเซีย หรือ การที่ชาวอฟริกาใต้เผาร้านค้าของคนอินเดียในประเทศอัฟริกาใต้ เขายังกล่าวถึงความอุดมสมบูรณ์ของประเทศมาเลเซียที่แต่ละกลุ่มชาติพันธุ์ได้รับที่ไม่เท่าเทียมกัน เศรษฐกิจมาเลเซียถูกคนมาเลเซียเชื้อสายจีนคุมอยู่ถึง 60 เปอร์เซ็นต์ ส่วนชาวภูมิบุตร ชนพื้นเมืองมาเลเซียคุมเศรษฐกิจอยู่ไม่ถึง 20 เปอร์เซ็นต์

นายอิบราฮิม ซูฟเฟียน จากสำนักโพลล์ ที่ชื่อว่า Merdeka Center กล่าวถึงการสำรวจประชามติของสำนักโพลล์ของเขา ปรากฏว่า เกือบ 70 เปอร์เซ็นต์ของผู้ที่มีสิทธิ์ลงคะแนนเลือกตั้งเห็นด้วยกับข้อเรียกร้องขององค์กรเปอร์กาซา ประมาณ 61 เปอร์เซ็นต์เห็นด้วยให้องค์กรเปอร์กาซาให้การสนับสนุนพรรครัฐบาลในการเลือกตั้งครั้งต่อไป คือ ครั้งที่ 3 และ 44 เปอร์เซ็นต์ เห็นด้วยกับประเด็นที่ว่า “ในอนาคตชาวจีนจะสามารถยึดครองประเทศมาเลเซีย”

นักการเมืองที่มีความเห็นแตกต่างจาก ดร. มหาเธร์ โมฮัมหมัด เช่น ดาโต๊ะศรีโมฮัมหมดนัซรี ตันศรีอาซีซ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ ตันศรีราฟีดะห์ อาซีซ โดยทั้งสองคนเป็นรัฐมนตรีในยุค ดร. มหาเธร์ โมฮัมหมัด กล่าวว่า องค์กรเปอร์กาซา และองค์กร Gertak ( Gerakan Kebangsaan Rakyat) จะอยู่ไม่ได้ ถ้าไม่มี ดร. มหาเธร์ โมฮัมหมัด

การประชุมจัดตั้งองค์กรเปอร์กาซา ที่ร้านอาหารชาวมาเลเซียเชื้อสายปัตตานี

ดาโต๊ะอิบราฮิม อาลี ช่วงการจัดตั้งองค์กรเปอร์กาซา

ดาโต๊ะอิบราฮิม อาลี ช่วงการจัดตั้งองค์กรเปอร์กาซา

ดาโต๊ะอิบราฮิม อาลี ช่วงการจัดตั้งองค์กรเปอร์กาซา

องค์การเปอร์กาซา สาขาต่างๆ

Khamis, 16 September 2010

16 กันยายน 1963-2010 : วันครบรอบ 47 ปี การจัดตั้งประเทศมาเลเซีย

Pada 31 Ogos 1957, Persekutuan Tanah Melayu mencapai kemerdekaan. Selepas merdeka, Tunku Abdul Rahman telah mengemukakan cadangan kepada Kerajaan British supaya Brunei, Sabah dan Sarawak digabungkan dengan Persekutuan Tanah Melayu menjadi Malaysia. Namun, Kerajaan British menolak cadangan itu kerana Singapura diketepikan. Sementara itu, Lee Kuan Yew, Ketua Menteri Singapura pada masa itu juga menyarankan percantuman Singapura dengan Persekutuan Tanah Melayu. Cadangan Lee Kuan Yew ditolak oleh Tunku Abdul Rahman. Namun begitu, senario politik yang berlaku di Singapura mengubah sikapnya terhadap saranan Lee Kuan Yew. Pada 27 Mei 1961, Tunku Abdul Rahman dalam ucapannya di Persidangan Wartawan-wartawan Luar Negeri di Asia Tenggara di Hotel Adelphi, Singapura mencadangkan supaya Brunei, Sabah, Sarawak dan Singapura digabungkan dengan Tanah Melayu membentuk Persekutuan Malaysia. Cadangan ini menimbulkan pelbagai reaksi. Pada 23 Julai 1961, Jawatankuasa Perundingan Perpaduan Malaysia (JPPM) ditubuhkan. JPPM memberi peluang kepada pemimpin di Sabah dan Sarawak untuk mengemukakan pandangan memandangkan mereka masih menentang gagasan. Akhirnya Sabah dan Sarawak menerima gagasan ini dan menyusun satu memorandun untuk dihantar kepada Suruhanjaya Cobbold. Suruhanjaya ini kemudian menjalankan tugasnya iaitu meninjau pandangan rakyat Sabah dan Sarawak dan membuat syor perlembagaan baru. Kemudian pada Ogos 1962, Jawatankuasa Antara Kerajaan (JAK) ditubuhkan bagi merangka Perlembagaan Malaysia. JAK mengeluarkan laporannya pada 27 Februari 1963. Laporan ini diterima dan diluluskan. Berdasarkan laporan ini, Perjanjian Malaysia ditandatangani di London pada 9 Julai1963. Pada 16 September 1963, Malaysia diisytiharkan.

Sebab pembentukan Malaysia

1. Senario politik di Singapura - Sebab utama penubuhan Malaysia ialah untuk menentang kegiatan komunis yang kian bertambah di Singapura pada tahun 1950-an. Ejen-ejen komunis telah meresap masuk ke sekolah Cina dan kesatuan sekerja. Pada tahun 1954, komunis telah menganjurkan satu permogokan di sebuah syarikat bas. Mogok ini merebak menjadi rusuhan. Selain itu, komunis juga merampas pucuk pimpinan Parti Tindakan Rakyat (PETIR) yang sejak tahun 1959 menguasai Kerajaan Singapura di bawah pimpinan Lee Kuan Yew. Mereka menjadi ahli PETIR sehingga menubuhkan satu kumpulan berhaluan kiri dalam PETIR. Pada mulanya, Lee Kuan Yew berbaik-baik dengan mereka tetapi akhirnya pertelingkahan telah berlaku. Pertelingkahan ini menyebabkan PETIR kalah dalam pilihanraya kecil pada tahun 1961 iaitu Pilihanraya Hong Lim dan Pilihanraya Anson. Kekalahan PETIR menunjukkan pengaruh komunis bertambah kuat. Akibatnya, Lee Kuan Yew mengusir golongan berhaluan kiri ini dari PETIR. Pengaruh komunis turut berkembang sehingga satu parti berhaluan komunis iaitu Barisan Sosialis dibawah pimpinan Lim Chin Siong ditubuhkan. Tunku Abdul Rahman bimbang komunis meresap masuk Tanah Melayu. Diharapkan melalui gagasan Malaysia, hasrat komunis menguasai Singapura gagal yang seterusnya dapat menyekat kemaraan mereka.

2. Senario politik di Sarawak- Pada tahun 1951, Liga Belia Demokratik Cina Seberang Laut yang berhaluan komunis ditubuhkan tetapi dibubarkan semasa Darurat. Walau bagaimanapun, satu pertubuhan komunis sulit iaitu Persatuan Belia Maju Sarawak telah bergerak di kalangan kesatuan sekerja, pelajar dan petani. Mereka menghasut masyarakat Cina menentang British. Parti Bersatu Rakyat Sarawak (SUPP) telah dipengaruhi oleh komunis. Lalu, Kerajaan British melancarkan operasi pisang untuk menyekat pengaruh komunis dalam SUPP tetapi gagal. Diharap melalui gagasan ini, kestabilan politik yang diperolehi dapat menentang ancaman komunis.

3. Mengimbangi penduduk- Penubuhan Malaysia juga bertujuan mengimbangi jumlah penduduk. Tunku Abdul Rahman menjangkakan Sabah, Sarawak dan Brunei kalau digabungkan dengan Tanah Melayu akan membawa kepada faedah sosial. Penggabungan Tanah Melayu dengan Singapura menimbulkan masalah ketidakseimbangan kaum. Hal ini disebabkan ¾ daripada penduduk Singapura berbangsa Cina. Kemasukan Sabah, Sarawak dan Brunei akan mengimbangi kadar kaum-kaum kerana 70% daripada penduduk Borneo Utara ialah bumiputera.

4. Kemajuan ekonomi bersama- Pembentukan Malaysia membolehkan kelima-lima buah kawasan menikmati kemajuan ekonomi bersama. Singapura, Brunei dan Tanah Melayu telah mencapai kemajuan ekonomi yang amat memuaskan, manakala Sabah dan Sarawak ialah negeri yang masih mundur. Penubuhan Persekutuan Malaysia membolehkan Sabah dan Sarawak dimajukan. Hal ini bermaksud kekayaan dari kawasan maju akan dipindah ke kawasan mundur untuk membiayai projek pembangunan.

5. Mempercepatkan proses kemerdekaan- Penubuhan gagasan Malaysia bertujuan mempercepatkan proses kemerdekaan bagi Sabah, Sarawak, Brunei dan Singapura. British berjanji akan memberi kemerdekaan yang lebih awal sekiranya Sabah, Sarawak, Brunei dan Singapura bergabung dengan Tanah Melayu bagi membentuk Malaysia. Penggabungan ini juga akan menamatkan penjajahan British di rantau ini dan menjamin kedaulatan dan keselamatan wilayah-wilayah itu daripada ancaman kuasa luar.

Reaksi-reaksi negeri terlibat

1. Singapura - Lee Kuan Yew selaku Ketua Mentei Singapura menyokong gagasan ini kerana PETIR dapat meneruskan kekuasaannya di Singapura, ancaman komunis dapat dikawal, perkembangan ekonomi Singapura menjadi lebih pesat dan Singapura dapat merdeka dengan lebih awal. Namun demikian, Barisan Sosialis dan Parti Buruh menentang gagasan ini. Pada 1 September 1962, Lee Kuan Yew telah mengadakan satu pungutan suara bagi mendapatkan persetujuan rakyat Singapura mengenai penyertaan Singapura dalam Malaysia. Mengikut keputusan, 71.1% daripada rakyat Singapura menyokong penubuhan Malaysia. Melalui gagasan Malaysia, taraf pelabuhan bebasnya dikekalkan, Singapura mempunyai kuasa autonomi dalam bidang kewangan, pendidikan dan perburuhan dan Singapura akan mendapat 15 kerusi dalam Parlimen Malaysia.

2. Sabah dan Sarawak - Pemimpin di kedua-dua negeri ini amat terperanjat dengan penubuhan Malaysia. Pemimpin-pemimpin di kedua-dua negeri ini membentuk Barisan Bersatu pada 9 Julai 1961 bagi menentang gagasan Malaysia. Pemimpin-pemimpin itu termasuk Ong Kee Hui (Pengerusi SUPP), Temenggung Jugah Anak Berieng (Yang Dipertua Parti Negara Sarawak – PANAS), Dato' Mustapha bin Dato' Harun dan Donald Stephen (ahli tak rasmi Majlis Undangan Sabah). Mereka menentang gagasan kerana takut Sabah dan Sarawak akan dikuasai oleh Tanah Melayu. Mereka takut kedudukan politik mereka terjejas. Mereka juga bimbang keperibadian negeri masing-masing akan hilang. Golongan peniaga Cina pula bimbang kuasa ekonomi akan dirampas oleh Tanah Melayu dan Singapura. Selain itu, mereka juga berpendapat Sabah dan Sarawak perlu diberi kemerdekaan dahulu sebelum menyertai Malaysia. Kaum bumiputera bukan Islam turut menentang gagasan Malaysia. Bantahan mereka disuarakan melalui Parti Kebangsaan Sarawak (SNAP), Pertubuhan Kebangsaan Kadazan Bersatu (UNKO) dan sebagainya. Pemimpin di kesua-dua negeri menganggap gagasan Malaysia merupakan satu helah untuk meluaskan kuasa Tanah Melayu dan menggantikan penjajahan British. Pada bulan Jun 1961, Tunku Abdul Rahman berangkat ke Sabah dan Sarawak dan mendapati rakyat di sana telah salah faham mengenai gagasan Malaysia. Oleh itu, sebuah persidangan Persatuan Parlimen Komanwel diadakan di Singapura pada Julai 1961. Beberapa orang daripada Barisan Bersatu telah dihantar oleh British ke persidangan ini. Mereka membincangkan tentang gagasan Malaysia. Akhirnya, Jawatankuasa Perundingan Perpaduan Malaysia (JPPM) ditubuhkan untuk mengumpulkan pendapat Sabah dan Sarawak mengenai gagasan ini. Pada bulan Ogos 1961, Abang Haji Mustapha (Pengerusi PANAS) menyokong gagasan Malaysia. Kemudian, Donald Stephen dan Dato' Mustapha turut menyokong gagasan ini selepas melawat ke Tanah Melayu dan berunding dengan Tunku Abdul Rahman.

3. Brunei - Sultan Omar Ali Saifudin menyokong gagasan ini tetapi Parti Rakyat Brunei (PRB) yang dipimpin oleh A.M. Azahari menentangnya. A.M. Azahari menentang gagasan ini kerana Brunei akan menjadi jajahan Malaysia. Beliau mahukan Brunei merdeka dahulu sebelum menyertai Malaysia. Beliau juga merancang menggabungkan Brunei, Sabah dan Sarawak menjadi Persekutuan Borneo Utara di bawah pimpinan Sultan Brunei. PRB menang dalam pilihanraya Majlis Daerah dan Majlis Undangan yang diadakan pada Ogos dan September 1962. Kemenangan ini menyakinkan Azahari bahawa rakyat Brunei turut menentang gagasan Malaysia. Selain itu, Azahari juga merasa dirinya kuat kerana Filipina dan Indonesia menyokongnya. Dengan keyakinan bahawa gagasan ini akan gagal, PRB melancarkan pemberontakan bersenjata pada 7 Disember 1962. Pemberontakannya ditumpaskan oleh Kerajaan Brunei dengan bantuan tentera dari British dan Tanah Melayu. Azahari melarikan diri ke Filipina dan mengisytiharkan dirinya sebagai Perdana Menteri dan Sultan Omar Ali Saifudin sebagai Ketua Kerajaan Persekutuan Borneo Utara. Walaupun pada mulanya Sultan Brunei menyokong gagasan ini tetapi baginda telah menarik diri pada Julai 1963 kerana baginda tidak mahu membayar cukai hasil daripada pengeluaran minyaknya kepada kerajaan pusat Malaysia dalam tempoh 10 tahun. Selain itu, baginda juga tidak berpuas hati kerana diberi kedudukan yang paling rendah dalam senarai nama Sultan-sultan. Tambahan pula, rakyat Brunei juga tidak bersetuju menyertai Malaysia.

--------------------------------------------------------------------------------

eboss21-02-2009, 09:17 PM
Proses pembentukan Malaysia

1. Jawatankuasa Perundingan Perpaduan Malaysia (JPPM)
JPPM ditubuhkan pada 23 Julai 1961. Ia dipengerusikan oleh Donald Stephen (anggota Majlis Undangan Sabah). Anggotanya ialah Tunku Abdul Rahman (Tanah Melayu), Lee Kuan Yew (Singapura), Dato' Mustapha Dato' Harun (Sabah), Temenggung Jugah Anak Berieng (Sarawak) dan Dato' Setia Pangeran Ali (Brunei). Tujuan JPPM ialah:

a. Memberitahu orang ramai mengenai Malaysia.
b. Mengumpulkan sambutan mereka terhadap Malaysia.
c. Menyediakan memorandum mengenai cara pembentukan Malaysia.

JPPM telah memberi peluang kepada pemimpin Sabah dan Sarawak mengemukakan pandangan mengenai gagasan Malaysia. JPPM telah mengadakan 4 mesyuarat di Kota Kinabalu (21 Ogos 1961), Kuching (18 Disember 1961), Kuala Lumpur (6 Januari 1962) dan Singapura (1 Februari 1962). Hasil daripada rundingan yang dijalankan. Sarawak mengeluarkan kertas putih mengenai Malaysia pada 4 Januari 1962 dan Sabah pada 31 Januari 1962. Kemudian, satu memorandum disusun semula dan dihantar kepada Suruhanjaya Cobbold pada 23 Februari 1962. Kandungan memorandum ini ialah:

a. Perlembagaan Tanah Melayu 1957 menjadi asas perlembagaan Malaysia.
b. Kerajaan Persekutuan berkuasa dalam hubungan luar, pertahanan dan keselamatan.
c. Islam – agama rasmi tetapi rakyat bebas beragama.
d. Bahasa Melayu – bahasa kebangsaan tetapi bahasa lain masih boleh digunakan.
e. Hak istimewa seperti orang Melayu diberi kepada rakyat pribumi Sabah dan Sarawak.
f. Sabah, Sarawak berhak mengawal imigrasennya sendiri.
g. Perwakilan Parlimen berasaskan jumlah penduduk dan jumlah luas kawasan.

Memorandum ini disokong oleh rakyat Sabah, Sarawak, Singapura dan Tanah Melayu.

2. Suruhanjaya Cobbold - Suruhanjaya Cobbold ditubuhkan pada Januari 1962. Ia dipengerusikan oleh Lord Cobbold (bekas Gabenor Bank of England). Ahli-ahlinya terdiri daripada Sir Anthony Abel dan Sir David Watherston iaitu wakil British dan Muhammad Ghazalie Shafie dan Dato' Wong Pow Nee iaitu wakil Tanah Melayu. Tugas utama suruhanjaya ini ialah:

a. Meninjau pandangan rakyat Sabah dan Sarawak mengenai Malaysia.
b. Membuat syor-syor perlembagaan.

Suruhanjaya ini menjalankan tugasnya dari 19 Februari sehingga 18 April 1962. Sebanyak 50 perjumpaan dengan 690 kumpulan orang ramai diadakan. Selain itu, 2000 atau lebih memorandum telah diterima. Pada 18 April 1962, laporan disiapkan dan diserahkan kepada Kerajaan Tanah Melayu dan British pada Jun 1962.

Pada 1 Ogos 1962, laporan ini diumumkan mengenai pandangan rakyat Sabah dan Sarawak:

a. 1/3 menyokong kuat Malaysia
b. 1/3 menyokong dengan syarat
c. 1/3 hendak merdeka dahulu sebelum menyertai Malaysia

Dengan itu, suruhanjaya ini turut menyokong gagasan Malaysia dan mengesyorkan syor-syor Perlembagaan Malaysia seperti dibawah:

a. Nama persekutuan baru – Malaysia.
b. Perlembagaan Tanah Melayu 1957 menjadi asas Perlembagaan Malaysia.
c. Kedudukan istimewa kaum pribumi Sabah dan Sarawak dijamin.
d. Sabah dan Sarawak berhak memilih Ketua Negeri sendiri.
e. Penduduk pribumi Sabah dan Sarawak dibenarkan berkhidmat dalam perkhidmatan awam secepat mungkin.
f. Dasar pendidikan, ugama, imigresen, perwakilan Parlimen, kedudukan bumiputera, kewangan, kewarganegaraan dan perlembagaan negeri di Sabah dan Sarawak ditentukan oleh Majlis Undangan Negeri masing-masing.
g. Bahasa Melayu – bahasa kebangsaan. Sabah dan Sarawak dibenarkan menggunakan Bahasa Inggeris sebagai bahasa rasmi sehingga DUN masing-masing membuat keputusan.
Hampir semua syor diterima oleh British dan diumumkan pada 1 Ogos 1962, Malaysia akan ditubuhkan pada 31 Ogos 1963. Jawatankuasa Antara Kerajaan akan ditubuhkan bagi merangka Perlembagaan Malaysia.

3. Jawatankuasa Antara Kerajaan (JAK)- JAK ditubuhkan pada Ogos 1962 untuk merangka Perlembagaan Malaysia. Pengerusinya ialah Lord Landsdowne dan Timbalan Pengerusinya ialah Tun Abdul Razak. Anggotanya terdiri daripada wakil British, Tanah Melayu, Sabah dan Sarawak. Wakil Sabah telah mengemukakan memorandum yang mengandungi 20 perkara. Antaranya ialah:

a. Agama Islam – agama rasmi persekutuan. Tiada agama rasmi di Sabah.
b. Bahasa Inggeris – bahasa rasmi Sabah; Bahasa Melayu – bahasa kebangsaan.
c. Imigresen orang asing Sabah di bawah kuasa negeri Sabah.
d. Sistem pendidikan Sabah dikekalkan.
e. Perwakilan Parlimen harus mengambil kira keluasan kawasan dan bilangan penduduk.

Pemimpin Sarawak tidak mengemukakan memorandum tetapi bersetuju dengan memorandum yang dikeluarkan oleh Sabah.

27 Februari 1963 JAK mengeluarkan laporan
8 Mac 1963 Dibentangkan di Majlis Negeri Sarawak
13 Mac 1963 Dibentangkan di Sabah.

Kedua-dua negeri menerima laporan ini dan laporan ini seterusnya diluluskan oleh Parlimen Tanah Melayu dan menjadi Akta Malaysia 1963. Kandungannya ialah:

a. Agama Islam – agama rasmi kecuali Sabah dan Sarawak.
b. Bahasa Melayu – bahasa rasmi persekutuan.

Bahasa Inggeris – bahasa rasmi Sabah dan Sarawak sehingga 10 tahun selepas Hari Malaysia apabila Dewan Undangan Negeri Sabah dan Sarawak membuat pindaan.

c. Imigresen Sabah dan Sarawak dibenarkan mengawal sendiri.
d. Sistem pendidikan Sabah dan Sarawak dikekalkan di bawah kerajaan negeri sehingga Dewan Undangan Negeri kedua-dua negeri ini membuat pindaan.
e. Perwakilan Parlimen – Sabah 16 kerusi, Sarawak 24 kerusi dan Singapura 15 kerusi.
Berdasarkan laporan JAK, Perjanjian Malaysia ditandatangani di London pada 9 Julai 1963. Pada masa ini Brunei menarik diri secara rasminya.
4. Pengisytiharaan Malaysia

Berkenaan dengan penubuhan Malaysia, Filipina dan Indonesia menentang kuat. Beberapa rundingan telah diadakan antara kedua-dua negara dengan Tanah Melayu. Akhirnya, MAPHILINDO ditubuhkan. Pemimpin ketiga-tiga negeri bersetuju meminta Suruhanjaya Pertubuhan Bangsa-bangsa Bersatu (PBB) untuk meninjau kembali pandangan penduduk Sabah dan Sarawak mengenai penyertaan mereka ke Malaysia. Suruhanjaya PBB yang diketuai oleh Lawrence Michaelmore menjalankan tugasnya dari 16 Ogos – 5 September 1963

Oleh itu, tarikh penubuhan yang ditetapkan terpaksa ditunda. Mengikut laporan PBB, lebih 70% rakyat Sabah dan Sarawak menyokong Malaysia. Maka pada 16 September 1963, penubuhan Malaysia diisytiharkan secara rasminya.

Penentangan gagasan Malaysia

1. Filipina - Apabila JPPM dan Suruhanjaya Cobbold menunjukkan sokongan kepada penubuhan Malaysia, Filipina telah menuntut hak ke atas Sabah bagi waris Sultan Sulu pada 22 Jun 1962. Filipina mendakwa Sabah dipajak dan bukan diserahkan kepada Baron Overbeck dan Alfred Dent pada tahun 1874. Pajakan ini telah dibatalkan pada tahun 1958. Kerajaan British enggan mengakui kedaulatan Filipina ke atas Sabah. Kerajaan Filipina juga mengemukakan tuntutan yang sama kepada Tanah Melayu tetapi ditolak. Hubungan diplomatik Filipina-Tanah Melayu menjadi genting. Walau bagaimanapun, usaha-usaha dijalankan untuk menyelesaikan persengketaan. Akhirnya, Filipina juga mengiktiraf Persekutuan Malaysia pada Jun 1966.

2. Indonesia- Pada mulanya, Indonesia mengalu-alukan pembentukan Malaysia. Namun, PKI di bawah D.N. Aidit menyifatkan ia merupakan satu penjajahan baru yang mengancam Indonesia. Setelah tercetusnya pemberontakan Brunei, Presiden Indonesia, Sukarno menerima tekanan hebat dari PKI dan mengubah sikap serta menentang gagasan Malaysia. Aidit telah melawat ke Tanah Melayu dan menghasut rakyat dan tentera memberontak. Hubungan Tanah Melayu dengan Indonesia menjadi renggang. Pada 20 Januari 1963, Dr. Subandrio mengumumkan dasar konfrontasi terhadap gagasan Malaysia. Kemudian, Indonesia bersetuju meminta Suruhanjaya PBB bagi meninjau semula pandangan penduduk Sabah dan Sarawak mengenai Malaysia. Laporan PBB menunjukkan rakyat Sabah dan Sarawak menyokong Malaysia tetapi Indonesia enggan mengakui.
16 September 1963, Malaysia diisytiharkan secara rasminya. Pada hari ini, Indonesia melancarkan konfrontasi dan memutuskan hubungan diplomatik dengan Tanah Melayu. Sebab Indonesia melancarkan konfrontasi ialah:

a. Tekanan PKI ke atas Kerajaan Indonesia.
b. Penubuhan Malaysia menghalang cita-cita Sukarno untuk menubuhkan Indonesia Raya yang termasuk Sabah, Sarawak dan Tanah Melayu.
c. Sukarno merasa tersinggung kerana tidak diajak berunding mengenai penubuhan Malaysia.

Pada bulan November 1963, serangan gerila dilancarkan. Tentera Indonesia mendarat di Pontian, Labis, Muar dan Kota Tinggi. Pengintip-pengintip juga dihantar. Akibatnya:

a. Dato' Dr. Ismail Abdul Rahman telah meminta bantuan dari PBB dan membuat bantahan mengenai serangan Indonesia.
b. Pasukan pertahanan tempatan atau askar wataniah ditubuhkan.
c. Britain memberi bantuan tentera.
d. Australia, New Zealand, Canada memberi bantuan senjata.
e. Rundingan sulit dengan pegawai Indonesia bukan komunis diadakan.
f. Dato' Abdul Razak melawat ke negara Afro-Asia dan Dunia Ketiga untuk mengikis propaganda Indonesia yang memburuk-burukkan nama Malaysia.

Pada 30 September 1965, gerakan komunis untuk merampas kuasa gagal. Konfrontasi menjadi berkurangan. Menteri Luar Indonesia, Adam Malik berusaha menamatkan konfrontasi dan mewujudkan persefahaman dengan Malaysia. Hasrat menamatkan konfrontasi wujud apabila Suharto menggantukan Sukarno. Hasilnya, perjanjian damai ditandatangani di Jakarta pada 11 Ogos 1966 selepas Tun Abdul Razak berunding dengan Adam Malik di Bangkok.

16 กันยายน 1963-2010 : วันครบรอบ 47 ปี การจัดตั้งประเทศมาเลเซีย

video

Rabu, 15 September 2010

สุลต่านมูฮัมหมดฟารีสเปตรา : สุลต่านองค์ใหม่แห่งรัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย

โดย นิอับดุลรากิ๊บ บินนิฮัสซัน

รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย ได้สุลต่านองค์ใหม่
เมื่อ 13 กันยายยยน 2010 รัฐกลันตันได้มีสุลต่านองค์ใหม่ โดยเต็งกูมูฮัมหมัดฟาริสเปตรา (Tengku Muhammad Faris Petra ) พระโอรสองค์โตของตวนกูอิสมาแอลเปตรา(Tuanku lsmail Petra) สุลต่านองค์เก่าที่ทรงประชวร ได้ขึ้นเป็นสุลต่านตามมติของสภาองคมนตรีแห่งรัฐกลันตัน (Majlis Perajaan Negeri Kelantan) โดยใช้พระนามว่า สุลต่านมูฮัมหมัดที่ 5 (Sultan Muhammad ke V) ถือเป็นสุลต่านแห่งรฐกลนตันองค์ที่ 29 สำหรับสุลต่านองค์ใหม่นี้ ครั้งหนึ่งเคยแต่งงานกับคนจังหวัดชายแดนภาคใต้จนมีข่าวโด่งดังตามหนังสือประเทศไทย

สภาพการประชวรของสุลต่านองค์เก่า

สภาพการประชวรของสุลต่านองค์เก่า

พระองค์มีพี่น้องอีก 3 องค์ คือ เต็งกูมูฮัมหมัดฟาอิซ เปตรา (Tengku Muhammad Faiz Petra ), เต็งกูมูฮัมหมัดฟัครี เปตรา (Tengku Muhammad Fakhry Petra) และ เต็งกูอามาลิน อาอีชะห์ ปุตรี (Tengku Amalin A’ishah Putri)

พระองค์ประสูติเมื่อเดือน 6 ตุลาคม 1969 ได้รับการแต่งตั้งเป็นมกุฎราชกุมาร เมื่อเดือนตุลาคม 1985 ได้รับ
การศึกษาชั้นต้นที่เมืองโกตาบารู และกรุงกัวลาลัมเปอร์ ต่อมาศึกษาต่อที่ Oakham School Rutland ประเทศอังกฤษ จนถึงปี 1989 ต่อมาเข้าศึกษาด้านการทูตที่ วิทยาลัยเซนต์ครอสส์ (St. Cross College) และศึกษาที่ Oxford Centre for Islamic Studies ประเทศอังกฤษจนถึงปี 1991 พระองค์ทรงเป็นที่ยอมรับของชาวรัฐกลันตัน

พิธีการแต่งตั้งเป็นสุลต่านแห่งรัฐกลันตัน

เต็งกูมูฮัมหมัดฟาริสเปตรา (Tengku Muhammad Faris Petra)หรืออีกพระนามหนึ่งว่า สุลต่านมูฮัมหมัดที่ 5 (Sultan Muhammad ke V)

สายราชวงศ์แห่งรัฐกลันตัน

ครอบครัวสุลต่านแห่งรัฐกลันตัน

เต็งกูมูฮัมหมัดฟาอิซ เปตรา (Tengku Muhammad Faiz Petra )

เต็งกูมูฮัมหมัดฟัครี เปตรา (Tengku Muhammad Fakhry Petra)

เต็งกูอามาลิน อาอีชะห์ ปุตรี (Tengku Amalin A’ishah Putri)

จากการที่อาจารย์แผนกวิชามลายูศึกษา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานีได้ลงภาคสนามสำรวจการยอมรับของชาวรัฐกลันตันที่มีต่อพระองค์นั้น ปรากฏว่าส่วนใหญ่ที่ได้สัมภาษณ์ ประชาชนยอมรับในสุลต่านพระองค์นี้ ด้วยเหตุผลเป็นสุลต่านที่ไม่ถือพระองค์ มีความรู้ด้านศาสนาอิสลาม สามารถเชือดวัวเพื่อการกุรบานได้ และยังสามารถเป็นอีหม่ามในการละหมาดโดยมีมุขมนตรีเป็นผู้ตาม ชาวรัฐกลันตันถือว่าการที่มุขมนตรี นายนิอับดุลอาซีซ นิมัต ( Tuan Guru Nik Abdul Aziz Nik Mat) ผู้มีความรู้ด้านศาสนาอิสลามยอมรับในการเป็นผู้นำละหมาดของสุลต่านองค์ใหม่ ถือว่าไม่ใช่เป็นเรื่องธรรมดา

ทำหน้าที่เป็นอิหม่ามในการละหมาด

ทำหน้าที่เป็นอิหม่ามในการละหมาด

มีความใกล้ชิดกับประชาชนชาวรฐกลันตัน

ทรงขับรถด้วยตนเอง

สุลต่านมูฮัมหมัดที่ 5 (Sultan Muhammad ke V)ขณะเป็นมกุฎราชกุมารทำการเชือดวัวกุรบ่านด้วยตนเอง

สุลต่านมูฮัมหมัดที่ 5 (Sultan Muhammad ke V)ขณะเป็นมกุฎราชกุมารทำการเชือดวัวกุรบ่านด้วยตนเอง

Jumaat, 10 September 2010

มารู้จัก สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งบรูไน (RTB : Radio Televisyen Brunei)กันดีกว่า

โดย นิอับดุลรากิ๊บ บินนิฮัสซัน

เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2010 ที่ผ่านมา คุณฮัสนัน ฮัจญีสุไฮลี หัวหน้าวิทยุเนชั่นนัล เอฟ.เอ็ม. ของสถานีวิทยุโทรทัศน์บรูไน(RTB)โทรศัพท์ทางไกลแจ้งว่าในวันที่ 9 กันยายน 2010 ขอสัมภาษณ์ข้าพเจ้าผ่านโทรศัพท์จากประเทศบรูไน ถึงการเตรียมตัวของชาวมลายูมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ในการต้อนรับวันรายาอัยดิลฟิตรี หรือวันรายอ และในวันดังกล่าวข้าพเจ้าก็ใช้เวลาเกือบ 16 นาทีในการพูดคุยถึงการเตรียมตัวของชาวมลายูมุสลิม ในที่นี้ข้าพเจ้าคิดว่าเรามาทำความรู้จักกับสถานีวิทยุโทรทัศน์บรูไน



ความเป็นมาของสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งบรูไน
สถานีวิทยุแห่งนี้เริ่มออกอากาศโดยการอนุญาตของสุลต่านบรูไนขณะนั้น คือ สุลต่านโอมาร์ อาลี ไซฟุดดิน ซาอาดุล คัยรี วัดดีน ผู้เป็นพระบิดาของสุลต่านฮัสซันนัลโบเกียะห์ สุลต่านองค์ปัจจุบัน เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 1957 เวลา 07.45 น. ได้ประกาศออกอากาศว่า "Inilah Radio Brunei" มีความหมายว่า "ที่นี่ วิทยุบรูไน" ขณะนั้นวิทยุบรูไนสามารถออกอากาศได้ในรัศมี 8 กิโลเมตรเท่านั้น ออกอากาศระหว่างเวลา 07.30 ถึง 09.45 น. โดยออกอากาศวันละ 2.45 ชั่วโมง เป็นภาษามลายู 1.5 ชั่วโมง ภาษาอังกฤษ 45 นาที

ปัจจุบันสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งบรูไนนอกจากมีสถานีหลักอยู่ในตัวเมืองบันดาร์ ศรีเบอกาวันแล้ว ยังมีสถานีย่อยตั้งกระจายทั่วประเทศบรูไนอีก 4 แห่ง คือ
1. สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งบรูไน ประจำสุไหงอาการ์
2. สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งบรูไน ประจำเขตตูตง
3. สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งบรูไน ประจำเขตเติมบูรง
4. สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งบรูไน ประจำเขตเบอไลต์

กิจการสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งบรูไน
สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งบรูไนแบ่งกิจการออกเป็น 2 ส่วนคือ กิจการด้านวิทยุและกิจการด้านโทรทัศน์

กิจการด้านวิทยุ
สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งบรูไนมีคลื่นวิทยุอยู่ 4 คลื่น คือ
1. คลื่นเนชั่นนัล เอฟ.เอ็ม. (Nasional FM)
เริ่มตั้งแต่ปี 1957 ออกอากาศเป็นภาษามลายู ออกอากาศตั้งแต่เวลา 04.30 น. ถึง 24.00 น.

2. คลื่นปีลีฮัน เอฟ.เอ็ม.(Pilihan FM) ปีลีฮัน มีความหมายว่า ทางเลือก
เริ่มตั้งแต่ปี 1967 ออกอากาศเป็นภาษาอังกฤษและภาษาจีน ออกอากาศตั้งแต่เวลา 06.00 น. ถึง 24.00 น.

3. คลื่นเปอลางี เอฟ.เอ็ม.(Pelangi FM) เปอลางี มีความหมายว่า สายรุ้ง
เริ่มตั้งแต่ปี 1995 ออกอากาศเป็นภาษาอังกฤษและภาษาจีน เป็นคลื่นสำหรับเด็ก เยาวชนและคนวัยเรีน ออกอากาศตั้งแต่เวลา 06.00 น. ถึง 24.00 น.

4. คลื่นฮาร์โมนี เอฟ.เอ็ม.(Harmoni FM)
เริ่มตั้งแต่ปี 1996 ออกอากาศเป็นภาษามลายู เป็นคลื่นสำหรับคนอายุ 25 ปีขึ้นไป กลุ่มแม่บ้าน ออกอากาศตั้งแต่เวลา 06.00 น. ถึง 24.00 น.

5. คลื่นนูร์อิสลาม เอฟ.เอ็ม.(Nur Islam FM)
เริ่มตั้งแต่ปี 1997 ออกอากาศเป็นภาษามลายู เป็นคลื่นสำหรับคนอายุ 25 ปีขึ้นไป เป็นคลื่นเผยแพร่ศาสนาอิสลาม ออกอากาศตั้งแต่เวลา 06.00 น.ถึง 24.00 น.

กิจการด้านโทรทัศน์
สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งบรูไนมีโทรทัศน์อยู่ 5 ช่อง คือ
1.RTB ช่อง 1 เป็นช่องข่าว กีฬา และสารคดี
2.RTB ช่อง 2 เป็นช่องบันเทิง
3.RTB ช่อง 3
4.RTB ช่อง 4 เป็นช่องนานาชาติ
5.RTB ช่อง 5 เป็นช่องที่มีรายการแนวทางศาสนาอิสลาม เริ่มต้งแต่ 1 มกราคม 2010

กลุ่มผู้ระกาศข่าว พิธีกรของสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งบรูไน

ขณะเตรียมออกอากาศ

ความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน
สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งบรูไนได้ร่วมมือกับสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งมาเลเซีย(RTM : Radio Televisyen Malaysia)และสถานีวิทยุสาธารณรัฐอินโดเนเซีย(RRI : Radio Republik Indonesia)ออกอากาศรายการวิทยุที่เรียกว่า Radio Tiga Serumpun หรือ วิทยุสาม ร่วมชาติพันธุ์(มลายู)

ข้าพเจ้าได้เข้าไปที่สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งบรูไนครั้งแรกเมื่อ 14 ธันวาคม 2009 โดยคุณฮัจญีมุสตสฟา เพื่อนชาวบรูไนได้พาไปยังสถานีวิทยุโทรทัศน์ดังกล่าว เมื่อครั้งที่วิทยุที่ชื่อว่า Pilihan FM จะสัมภาษณ์เพื่อนชาวมาเลเซีย แม้ประเทศบรูไนจะเป็นประเทศร่ำรวย แต่สถานีวิทยุแห่งนี้มีสภาพที่ไม่แตกต่างจากสถานีวิทยุต่างจังหวัดของบ้านเรา

เก็บภาพภายในห้องส่งของวิทยุ Pilihan

ถ่ายภาพหน้าสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งบรูไน

เพื่อนชาวมาเลเซียขณะกำลังสัมภาษณ์รายการวิทยุของวิทยุ Pilihan

นักจัดรายการวิทยุชาวบรูไนเชื้อสายอินเดีย

นักจัดรายการวิทยุชาวบรูไนเชื้อสายอินเดีย

ถ่ายภาพภายในสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งบรูไน

ถ่ายภาพกับเพื่อนชาวมาเลเซียและชาวบรูไนภายในสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งบรูไน

และในเดือนกรกฎาคม 2010 ข้าพเจ้าก็ได้เดินทางไปยังสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งบรูไนอีกครั้ง ครั้งนี้เป็นการเข้าร่วมงานสัมมนาด้านวรรณกรรม ที่มีชื่อว่า งานวรรณกรรมโลกมลายูครั้งที่ 4 (Pertemuan Penyair Nusantara ke IV) ซึ่งจัดสัมมนากันที่ห้องประชุมของสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งบรูไน และทางวิทยุเนชั่นนัลถือโอกาสสัมภาษณ์ผู้เข้าร่วมงานสัมมนาจากประเทศที่เข้าร่วม คือชาวบรูไน เจ้าภาพงาน ชาวมาเลเซีย ชาวอินโดเนเซีย และข้าพเจ้าจากภาคใต้ประเทศไทย

ถ่ายภาพภายในห้องส่งกับเพื่อนชาวบรูไน ชาวอินโดเนเซีย ชาวบรูไน และนักจัดรายการของวิทยุเนชั่นนัล

ขณะกำลังสัมภาษณ์วิทยุเนชั่นนัล

ถ่ายภาพหน้าสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งบรูไน

ถ่ายภาพกับอาจารย์ซาวา ปะดาอามีนหน้าสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งบรูไน