Isnin, 26 November 2007

ประเทศมาเลเซียกับความหลากหลายทางวัฒนธรรม

ประเทศมาเลเซียกับความหลากหลายทางวัฒนธรรม
โดย นายนิอับดุลรากิ๊ บ บินนิฮัสซัน

ภูมิหลังประเทศมาเลเซีย
ประเทศมาเลเซียเกิดขึ้นจากความคิดของตุนกูอับดุลราห์มาน ปุตรา โดยต้องการรวมสหพันธรัฐมาลายา, สิงคโปร์, ซาราวัค, บอร์เนียวเหนือ (ซาบะห์) และบรูไนเข้าด้วยกัน โดยสหพันธรัฐมาลายาได้รับเอกราชจากอังกฤษเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 1957 ดังนั้นจึงถือว่าวันชาติของประเทศมาเลเซียคือ วันที่ 31 สิงหาคม 1957 สำหรับแนวคิดการจัดตั้งประเทศมาเลเซียนี้ได้มีการประกาศเมื่อ 27 พฤษภคม 1961 แต่การเสนอจัดตั้งครั้งนี้ได้รับการต่อต้านและพบอุปสรรคหลายอย่าง เช่น[1]
1. เกิดการผจญหน้า (Confrontation) จากประเทศอินโดนีเซีย
2. การเรียกร้องสิทธิของฟิลิปปินส์เหนือรัฐซาบะห์
3. ได้รับการต่อต้านจากพรรคประชาชนบรูไน (Parti Rakyat Brunei)
4. ได้รับการต่อต้านจากบางพรรคการเมืองในรัฐซาราวัค
อย่างไรก็ตามการจัดตั้งประเทศมาเลเซียประสบความสำเร็จเมื่อ 16 กันยายน 1963 บางคนอาจเข้าใจว่าชื่อของประเทศนี้มาจากการประดิษฐ์คำของชาวมาเลเซีย ความจริงแล้วคำว่า มาเลเซีย หรือ Malaysia นั้นผู้ที่ประดิษฐ์คำนี้กลับเป็นชาวฟิลิปปินส์ ผู้ที่ประดิษฐ์คำว่า Malaysia มีชื่อว่า นายเวนเซสลาว คิว. วินซันส์ (Wenceslao Q. Vinzons)[2] เขาประดิษฐ์คำนี้เมื่อ 12 กุมภาพันธ์ 1932 นายเวนเซสลาว คิว. วินซินส์ ได้บรรยายถึงความเป็นของมาในเรื่องโลกมลายู-โปลีเนเซีย เขาบรรยายที่มหาวิทยาลัยฟิลิปปินส์(University of The Philippines) ตามหัวข้อหนังสือที่เขาเขียนที่มีชื่อว่า “Malaysia Irredenta” เขาเรียกร้องให้มีการรวมตัวของชนชาติมลายูเข้าด้วยกัน ถือได้ว่าเขาเป็นผู้ประดิษฐ์คำว่า “Malaysia” ก่อนที่จะมีการนำชื่อนี้มาเป็นชื่อประเทศมาเลเซียในปัจจุบัน

การปกครองแบบสหพันธรัฐ
ประเทศมาเลเซียนับว่าเป็นประเทศที่มีการปกครองที่แตกต่างจากประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ เพราะประเทศมาเลเซียใช้ระบบการปกครองแบบสหพันธรัฐ ประเทศมาเลเซียมีทั้งหมด 13 รัฐ โดยมีรัฐจำนวน 9 รัฐที่มีเจ้าผู้ครองรัฐเป็นประมุข ในจำนวนรัฐดังกล่าวมี 7 รัฐเรียกตำแหน่งเจ้าผู้ครองรัฐว่าสุลต่าน(Sultan) คือรัฐกลันตัน, รัฐตรังกานู,รัฐปาหัง, รัฐสลังงอร์, รัฐโยโฮร์, รัฐเคดะห์, รัฐเปรัค มีจำนวน 1 รัฐเรียกตำแหน่งเจ้าผู้ครองรัฐว่าราชา (Raja) คือรัฐเปอร์ลิส และมีอีกจำนวน 1 รัฐเรียกตำแหน่งเจ้าผู้ครองรัฐว่า ยังดีเปอร์ตวนบือซาร์ (Yang Di Pertuan Besar) คือรัฐนัครีซัมบีลัน เจ้าผู้ครองรัฐทั้ง 9 รัฐนี้จะทำการเลือกพระราชาธิบดีในหมู่พวกเขากันเองโดยมีวาระ 5 ปี เรียกตำแหน่งพระราชาธิบดีว่า ยังดีเปอร์ตวนอาฆง (Yang Di Pertuan Agong) ส่วนอีกจำนวน 4 รัฐที่ไม่มีเจ้าผู้ครองรัฐ แต่มีสามัญชนที่ได้รับการแต่งตั้งจากพระราชาธิบดีเป็นผู้ว่าการรัฐ (Governor) รัฐดังกล่าวคือ รัฐปีนัง, รัฐมะละกา, รัฐซาบะห์ และรัฐซาราวัค[3]

การที่ประเทศมาเลเซียมีการปกครองแบบสหพันธรัฐนี้เองทำให้นอกจากประเทศมาเลเซียจะมีรัฐธรรมนูญของประเทศแล้ว แต่ละรัฐยังมีรัฐธรรมนูญของตนเองอีกด้วย อำนาจหน้าที่การบริหาร การปกครองในประเทศมาเลเซียจึงแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ 1. อำนาจหน้าที่ของรัฐบาลสหพันธรัฐ หรือ รัฐบาลกลางที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ 2. อำนาจหน้าที่ของรัฐบาลท้องถิ่นแต่ละรัฐ และ 3. อำนาจหน้าที่ร่วมกันของสหพันธรัฐ หรือ รัฐบาลกลางกับรัฐบาลท้องถิ่นแต่ละรัฐ

อำนาจหน้าที่ของรัฐบาลสหพันธรัฐ หรือ รัฐบาลกลาง เช่น[4]
1. ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
2. การป้องกันประเทศ
3. ความมั่นคงภายในประเทศ
4. กิจการเกี่ยวกับการมีสัญชาติสหพันธรัฐ
5. การคลัง
6. การพาณิชย์และการอุตสาหกรรม
7. การศึกษา

อำนาจหน้าที่ของรัฐบาลท้องถิ่น เช่น
1. กฎหมายอิสลาม
2. ที่ดิน
3. การเกษตรและการป่าไม้
4. องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น
5. หน่วยงานรัฐบาลท้องถิ่น

อำนาจหน้าที่ร่วมกันของรัฐบาลสหพันธรัฐ หรือ รัฐบาลกลางกับรัฐบาลท้องถิ่น เช่น
1. การบริการสาธารณะ เช่น ประชาสงเคราะห์ พิทักษ์สตรี เด็กและเยาวชน
2. ทุนการศึกษา
3. ป่าสงวนแห่งชาติ และสัตว์สงวน
4. การชลประทาน

การศึกษาเพื่อความเป็นเอกภาพทางสังคม
โรงเรยนในระบบการศึกษาของประเทศมาเลเซียก่อนได้รับเอกราชนั้นแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ
1.โรงเรียนอังกฤษ (English School)
เป็นโรงเรียนที่จัดตั้งโดยรัฐบาลเจ้าอาณานิคมอังกฤษและกลุ่มเผยแพร่ศาสนาคริสต์ ส่วนใหญ่แล้วกลุ่มโรงเรียนอังกฤษจะตั้งอยู่ในเมืองใหญ่และเมืองสำคัญ ๆ เป็นโรงเรียนที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาในการเรียนการสอน โรงเรียนของรัฐบาลที่มีชื่อเสียงในส่วนนี้ เช่น Malay College, Kuala Kangsar ที่รัฐเปรัค และMalay Girls’ College ที่กัวลาลัมเปอร์ ส่วนโรงเรียนที่กลุ่มเผยแพร่ศาสนาคริสต์จัดตั้ง เช่น Anglo–Chinese School ผู้ที่จบจากโรงเรียนของอังกฤษนั้น นอกจากจะไปเข้ารับราชการในหน่วยงานของรัฐบาลแล้ว บางส่วนที่เรียนดีจะเข้าเรียนที่สถาบันการศึกษาในสิงคโปร์[5]
2. โรงเรียนภาษาพื้นเมือง ( Vernacular School)
โรงเรียนประเภทนี้แบ่งออกได้ดังนี้
1.1 โรงเรียนมลายู
เป็นโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในหมู่บ้านชนบทและในเมือง มีรัฐบาลเป็นเจ้าของและบางส่วนเป็นโรงเรียนของเอกชน มีระดับประถมศึกษาปีที่ 6-7 ส่วนใหญ่ผู้ที่จบจากโรงเรียนนี้จะออกไปเป็นประชาชนทั่วไป เช่น ทำไร่ ทำนา เป็นชาวประมง ส่วนผู้ที่มีคะแนนดีจะสามารถไปเรียนต่อยังวิทยาลัยครูสุลต่านอิดริส (Sultan Idris Teacher College) ปัจจุบันวิทยาลัยครูแห่งนี้ได้เปลี่ยนชื่อเป็นมหาวิทยาลัยการศึกษาสุลต่านอิดริส (Universiti Pendidikan Sultan Idris หรือ UPSI) และอีกสถาบันหนึ่งที่ผู้มีคะแนนดีจะเข้าเรียนคือวิทยาลัยครูสตรีแห่งมะละกา (Maktab Perguruan Perempuan Melaka) โดยทั้งสองสถาบันดังกล่าวผู้ที่จบออกมาจะไปเป็นครูและมีเช่นกันที่นักเรียนคะแนนดีจะย้ายไปเรียนที่โรงเรียนอังกฤษเพื่อไปสู่สถาบันระดับอุดมศึกษา
1.2 โรงเรียนจีน
เป็นโรงเรียนที่ใช้ภาษาจีนเป็นภาษาในการเรียนการสอนนั้นจะเป็นโรงเรียนเอกชนและบางส่วนได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากรัฐบาล มีการเรียนการสอนในระดับประถมและมัธยม ส่วนใหญ่หลักสูตร,หนังสือและบุคลากรจะนำมาจากประเทศจีน เมื่อจบการศึกษาที่โรงเรียนจีนแล้วผู้ที่ได้คะแนนจะเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยในประเทศจีนและไต้หวัน
1.3 โรงเรียนทมิฬ
เป็นโรงเรียนที่ใช้ภาษาทมิฬ (ภาษาของอินเดียใต้) เป็นภาษาในการเรียนการสอนนั้นจะเป็นโรงเรียนที่สอนในระดับประถมเท่านั้น เป็นโรงเรียนของชุมชนอินเดียในมาเลเซียสำหรับผู้ที่ได้คะแนนดีจะออกไปศึกษาต่อในโรงเรียนอังกฤษ ส่วนผู้ที่ไม่สามารถศึกษาต่อก็จะออกไปใช้แรงงานทั่วไป
และยังมีอีกโรงเรียนชนิดหนึ่งซึ่งถือว่าอยู่ในส่วนของโรงเรียนมลายูคือโรงเรียนศาสนาเป็นโรงเรียนที่สอนเกี่ยวกับศาสนาอิสลามที่เรียกว่าโรงเรียนราษฎร์สอนศาสนาอิสลามหรือ Sekolah Agama Rakyat โรงเรียนชนิดนี้อาจเรียกในอีกชื่อหนึ่งว่าโรงเรียนปอเนาะ (Sekolah Pondok) ผู้ที่เรียนในโรงเรียนชนิดนี้บางส่วนจะศึกษาต่อยังตะวันออกกลางในระดับปริญญาเช่นในประเทศซาอุดีอาระเบียและประเทศอียิปต์[6]

การศึกษาภายหลังจากได้รับเอกราช
ในปี 1956 ได้มีเอกสารรายงานที่จัดทำโดยคณะกรรมการที่ศึกษาเกี่ยวกับระบบการศึกษาของมาเลเซีย โดยมี ดาโต๊ะอับดุลราซัค บินดาโต๊ะฮุสเซ็น ( Datuk Abdul Razak Bin Dato’Hussein) ขณะนั้นเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานคณะกรรมการ เอกสารรายงานนี้เรียกว่ารายงานราซัค (Laporan Razak 1956) โดยมีข้อเสนอทั้งหมด 17 ประการ เป็นข้อเสนอเพื่อใช้ภาษามลายูเป็นภาษาแห่งชาติ ข้อเสนอที่สำคัญคือมีดังนี้[7]
1. ระบบการศึกษาต้องมีการแก้ไขโดยให้มีเพียง 2 ประเภทคือ
โรงเรียนทั่วไป ใช้ภาษามลายูเป็นภาษาในการเรียนการสอน และ
โรงเรียนทั่วไปแบบแบ่งประเภท ใช้ภาษาที่พวกเขาเลือก เช่น ภาษาอังกฤษ, ภาษาจีนและภาษาทมิฬ เป็นภาษาในการเรียนการสอน
2. ภาษามลายูและภาษาอังกฤษจะเป็นวิชาบังคับสำหรับทุกโรงเรียน
3. ระบบการศึกษาทั้ง 4 ประเภทในระดับโรงเรียนประถมศึกษาจะยังคงมีอยู่ ส่วนหลักสูตรจะแก้ไขและให้เหมาะสม โดยแทรกเนื้อหาของหลักการแห่งชาติเข้าไปในหลักสูตร
4. นักเรียนจีนและอินเดียสามารถเรียนภาษาของพวกเขาเองในโรงเรียนทั่วไปแบบแบ่งประเภท ถ้าได้รับการร้องขอจากบรรดาผู้ปกครองของพวกเขา
5.ต้องดำเนินการตามขั้นตอนในการขยายภาษาแห่งชาติ(ภาษามลายู)ในหมู่ประชาชนในสหพันธรัฐมาลายา
หลังจากนั้นได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการเกี่ยวกับการศึกษาของมาเลเซียตามข้อเสนอของรายงานราซัค โดยมีนายอับดุลระห์มาน ตาลิบ ขณะนั้นเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานและเรียกรายงานฉบับนี้ว่า รายงานราห์มาน ตาลิบ ปี 1960 (Laporan Rahman Talib 1960) โดย มีข้อเสนอที่สำคัญคือ[8]
1. การศึกษาฟรีในระดับโรงเรียนประถมศึกษาเป็นเวลา 9 ปี
2. มีการเลื่อนชั้นโดยอัตโนมัติตั้งแต่ชั้นป. 1 จนถึงระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3
3. มีการสอบประเมินความรู้ในชั้นประถมปีที่ 5
4. มีการปรับปรุงระบบการศึกษาที่เรียกว่า ระบบการเรียนการสอนด้วยภาษาพื้นเมือง หรือ Vernacular School ซึ่งเป็นการเรียนด้วยภาษาท้องถิ่นต่างๆ
5. ให้ภาษามลายูเป็นภาษาในการเรียนการสอน
6. ภาษาราชการ(ภาษามลายู)ต้องเป็นภาษาที่ใช้ในการสอบทั่วไปทั้งหมด

ในปี1974 มีการจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อศึกษานโยบายการศึกษาแห่งชาติและรายงานของคณะกรรมการดังกล่าวได้ออกมาเมื่อปี 1979 ดังนั้นจึงมีนโยบายให้สอดคล้องกับรายงานดังกล่าวซึ่งมีเนื้อหาเช่น [9]
1. ต้องใช้ภาษามลายูเป็นภาษาหลักในการสอน
2. ต้องมีหลักสูตรที่เหมือนกันในทุกประเภทของโรงเรียน
3. ต้องมีระบบการสอบที่เหมือนกันทุกในโรงเรียน
4.มีการแนะนำการศึกษาชั้นประถมตามหลักสูตรใหม่ของโรงเรียนประถมหรือที่เรียกว่าหลักสูตรใหม่สำหรับโรงเรียนประถมศึกษา หรือ Kurikulum Baru Sekolah Rendah (KBSR) โดยมีฐาน 3 M คือ Menulis (การเขียน) Membaca (การอ่าน) และMengira(การคิด)
5. ขยายการศึกษาด้านเทคนิคและอาชีวศึกษา
ภายหลังจากรายงานราห์มาน ตาลิบ ปี 1960 และรายงานเกี่ยวกับการศึกษาปี 1979 แล้ว ทำให้รัฐบาลได้จัดระบบการศึกษาของมาเลเซียใหม่ โดยมีโรงเรียนต่างๆได้ใช้หลักสูตรที่เรียกว่าสายแห่งชาติ หรือ Aliran Kebangsaan ซึ่งแบ่งโรงเรียนออกเป็น 2 ชนิด
1.โรงเรียนแห่งชาติ (Sekolah Kebangsaan) เป็นโรงเรียนที่สอนระดับประถมและมัธยม ใช้ภาษามลายูในการเรียนการสอน
2.โรงเรียนประเภทแห่งชาติ (Sekolah Jenis Kebangsaan) เป็นโรงเรียนที่สอนในระดับประถม โรงเรียนประเภทนี้ในบางวิชาจะใช้ภาษาของชนเชื้อชาติต่าง ๆ ในการเรียนการสอน เช่น โรงเรียนประเภท(จีน)แห่งชาติ หรือ Sekolah Jenis (Cina) Kebangsaan จะใช้ภาษาจีนในการเรียนการสอนหรือ โรงเรียนประเภท(ทมิฬ)แห่งชาติ หรือ Sekolah Jenis (Tamil) Kebangsaan จะใช้ภาษาทมิฬในการการเรียนการสอน
การพัฒนาการทางการศึกษาของประเทศมาเลเซียนั้น จนถึงปี 1964 การจัดการสอบของนักเรียนเพื่อเลื่อนชั้นเข้าเรียนในโรงเรียนมัธยมไม่มีอีกต่อไป โดยในปี 1964 มีนักเรียนเป็นจำนวนถึง 30-40 % จากโรงเรียนประถมสามารถเข้าเรียนต่อในโรงเรียนมัธยม แต่หลังจากปี 1964 มีนักเรียนประมาณ 85-90 % ของนักเรียนโรงเรียนประถมสามารถเข้าเรียนต่อในโรงเรียนมัธยมโดยอัตโนมัติ
ในประเทศมาเลเซียนั้น นักเรียนจะต้องมีการสอบอย่างน้อยทั้งหมด 4 ประเภทด้วยกัน ก่อนที่พวกเขาเหล่านั้นจะเข้าเรียนต่อในสถาบันการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย การสอบดังกล่าวคือ[10]
1.การสอบประเมินความรู้ระดับโรงเรียนประถม หรือ Ujian Penilaian Sekolah Pelajaran (UPSR)
2.การสอบประเมินความรู้ในระดับประกาศนียบัตรการศึกษามาเลเซียการศึกษาชั้นต้น หรือ Sijil Rendah Pelajaran Malaysia (SRP) ซึ่งเป็นการสอบในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น
3.การสอบประเมินความรู้ในระดับประกาศนียบัตรการศึกษามาเลเซียหรือ Sijil Pelajaran Malaysia (SPM) ซึ่งเป็นการสอบในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
4.การสอบประเมินความรู้ในระดับประกาศนียบัตรการศึกษาชั้นสูงหรือ Sijil Tinggi Persekolahan Malaysia (STPM) ซึ่งเป็นการสอบในระดับเตรียมอุดมศึกษา
การจัดการสอบ UPSR ที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้ เริ่มมีขึ้นในปี 1989 เป็นการทดสอบคุณภาพของการศึกษาในโรงเรียนประถม จากระบบการเลื่อนชั้นโดยอัตโนมัติ การสอบ UPSR นี้เป็นพื้นฐานและเกณฑ์เพื่อวัดความรู้การพัฒนาของนักเรียน ซึ่งสามารถทำการคัดเลือกแบ่งกลุ่มนักเรียนสำหรับปีถัดไป คือเมื่อนักเรียนขึ้นชั้นประถมศึกปีที่ 6 ปัจจุบันการสอบนี้เป็นการสอบเพื่อคัดเลือกนักเรียนสำหรับการเข้าเรียนยังโรงเรียนประจำ[11] และโรงเรียนเป็นเลิศ (Elite School) นักเรียนในระดับโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นจะสอบ SRP ในช่วงสุดท้ายตอนอยู่ชั้นมัธยมปีที่ 3 เพื่อคัดเลือกนักเรียนเข้าเรียนยังชั้นมัธยมปีที่ 4 เกณฑ์การสอบ SRP นั้นจะใช้เกณฑ์ A, B, C สำหรับนักเรียนที่ได้เกรดระดับ A นั้น สามารถเข้าเรียนยังโรงเรียนทั่วไปหรือเข้าโรงเรียนประจำ,โรงเรียนมัธยมเทคนิคและโรงเรียนมัธยมอาชีวะศึกษา ส่วนการเรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จะจบการศึกษาด้วยผ่านการสอบ SPM การสอบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายนี้ สามารถทำงานได้ทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน ผลการสอบ SPM จะสามารถกำหนดนักเรียนผู้นั้นเข้าเรียนในระดับเตรียมอุดมศึกษา หรือPre-University เพื่อสอบ STPM

ในประเทศมาเลเซีย การศึกษาเป็นเครื่องมือในการสร้างความเป็นเอกภาพของประเทศ มีการดำเนินการกระบวนการทางการเมือง ในการพัฒนาการศึกษา เช่น การปรับปรุงหลักสูตรที่มีความแตกต่างกัน โดยการสร้างภาษามลายูหรือในขณะนั้นเรียกว่า ภาษามาเลเซียเป็นภาษาแห่งชาติ
ในฐานะที่เป็นประเทศมีกลุ่มชนหลายเชื้อชาติ จึงจำเป็นต้องสร้างความเป็นเอกภาพภายในกลุ่มทั้ง 3 เชื้อชาติ แนวทางที่ได้ผลในการให้บรรลุถึงเป้าหมายนี้คือ การใช้ภาษาร่วมกัน การเลือกภาษามลายูเพราะเป็นภาที่ใช้ในการสื่อสารกันระหว่างทั้ง 3 กลุ่มเชื้อชาติ นับตั้งแต่มาเลเซียก่อนจะรับเอกราชอีก เช่น การใช้ภาษามลายูในกลุ่มคนจีนบ๋าบ๋าในรัฐมะละกา
การดำเนินงานนโยบายภาษาแห่งชาติภายหลังจากปี 1967 นั่นคือการให้เวลา 10 ปี เพื่อให้เวลาแก่กลุ่มเชื้อชาติที่ไม่ใช่ชาวมลายูในการเรียนรู้และฝึกการใช้ใช้ภาษามลายู ขั้นตอนการดำเนินการเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ในการสร้างภาษามลายูเป็นภาษาแห่งชาตินั้นมีดังนี้[12]
ปี 1957 วิชาภาษาแห่งชาติ (ภาษามลายู) เป็นวิชาบังคับสำหรับโรงเรียนประถมและมัธยมที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณรัฐบาล
ปี 1958 มีการจัดตั้งชั้นเรียนระดับมัธยมศึกษาโดยใช้ภาษามลายูในการสอน จนในที่สุดได้กลายเป็นโรงเรียนมัธยมแห่งชาติ
ปี 1968 1.บันฑิตกลุ่มแรกที่มาจากสายภาษามลายูได้รับปริญญาจากมหาวิทยาลัยมาลายา
2. จัดตั้งชั้นเรียนใช้ภาษามลายูในโรงเรียนมัธยม
3. เปิดสอน 5 วิชาด้วยภาษามลายูในชั้นประถมปีที่ 1 ในโรงเรียนประถมศึกษาอังกฤษแห่งชาติ (National English Type School)
ในปี 1968 ได้มีความพยายามหลายอย่างในการใช้ภาษามลายูด้วยการออกกฎหมายภาษาแห่งชาติปี 1967 ได้ผ่านรัฐสภา ดังนั้นประการแรกภาษามลายูจะเป็นภาษาแห่งชาติ
อย่างไรก็ตาม เกิดความไม่พอใจหลายอย่างระหว่างกลุ่มเชื้อชาติทั้งสาม อันเนื่องจากการออกกฎหมายว่าด้วยภาษาแห่งชาติ กลุ่มคนมลายูมองว่ากฎหมายนี้ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้สามารถปฏิบัติอย่างเต็มที่ในการสร้างภาษามลายูเป็นภาษาแห่งชาติ ส่วนกลุ่มคนที่ไม่ใช่เชื้อชาติมลายูเห็นว่าสิ่งเหล่านี้เป็นการกดขี่และกดดันต่อภาษาของพวกเขา
กล่าวได้ว่ามีชาวอินเดียเป็นจำนวนมากที่ไม่แสดงความคิดเห็นในเรื่องการใช้ภาษามลายู แต่โดยภาพรวมแล้วพวกเขาเห็นด้วยกับนโยบายใหม่นี้ ส่วนสังคมเชื้อชาติจีนจะไม่แสดงปฏิกิริยา จะเงียบเฉย ส่วนหนึ่งของพวกเขายังคงคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่ส่วนใหญ่ของพวกเขาเห็นว่าไม่มีความหมายอะไร ถ้าพวกเขาต่อต้านนโยบายดังกล่าว กลุ่มเชื้อชาติจีนและอินเดียต้องยอมรับนโยบายนี้ด้วยความยืดหยุ่นของรัฐบาลโดยการคงไว้ซึ่งโรงเรียนประถมศึกษาในส่วนที่ยังสอนด้วยภาษาจีนและภาษาทมิฬ[13]
จะอย่างไรก็ตาม กระบวนการปรับปรุงการศึกษาเพื่อทำให้ภาษามลายูเป็นภาษาในการเรียนการสอนก็ยังคงดำเนินการต่อไป ดังนี้[14]
ปี 1969 เปิดการสอนด้วยภาษามลายูในระดับประถมศึกษาปีที่ 4 ในโรงเรียนประถมศึกษาอังกฤษแห่งชาติ
ปี 1970 1. วิชาทุกวิชาในชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีการสอนด้วยภาษามลายูในโรงเรียนประถมศึกษาอังกฤษ; วิชาภูมิศาสตร์และวิชาประวัติศาสตร์ สอนด้วยภาษามลายูในชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ในโรงเรียนประเภทเดียวกัน
2.มีการสอนภาษามลายูในโรงเรียนมัธยมเทคนิค
ปี 1973 ทุกวิชาสายศิลป์ ในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จะสอนด้วยภาษามลายูในโรงเรียนมัธยมอังกฤษแห่งชาติ
ปี 1976 ทุกวิชาสายศิลป์ ในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จะสอนด้วยภาษามลายูในโรงเรียนมัธยมอังกฤษแห่งชาติ
ปี 1978 สายศิลป์ในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 สอนด้วยภาษามลายูในโรงเรียนมัธยมอังกฤษแห่งชาติ
ปี 1981 สายศิลป์, วิทยาศาสตร์, เทคนิคในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 สอนด้วยภาษามลายูในโรงเรียนมัธยมอังกฤษแห่งชาติ
ปี 1983 ทุกสถาบันการศึกษาจะทำการสอนด้วยภาษามลายูเป็นภาษาเดียว ยกเว้นโรงเรียนประถมศึกษาประเภทที่ใช้ภาษาจีนและอินเดียเป็นภาษาในการเรียนการสอน
ถึงอย่างไรก็ตาม ปรากฏว่าความรู้เกี่ยวกับภาษาอังกฤษของนักเรียนในประเทศมาเลเซียลดลง หลังจากที่มีการเรียนการสอนด้วยภาษามลายู ทำให้รัฐบาลมาเลเซียในสมัย ดร.มหาเดร์ โมฮัมหมัดเป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีนโยบายทางการศึกษา โดยการบังคับให้มีการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์และวิชาวิทยาศาสตร์เป็นภาษาอังกฤษ นโยบายการศึกษานี้ได้รับการคัดค้านจากนักวิชาการ นักการศึกษาสายภาษามลายู แต่ในอนาคตการบังคับให้มีการเรียนการสอนทั้สองวิชาดังกล่าวเป็นภาษาอังกฤษจะส่งผลดีในระยะยาว [15] ในการดำเนินการปรับปรุงการศึกษานี้ ในการสอบทุกประเภทจะใช้ภาษามลายู และกระดาษข้อสอบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 สูงจะย้ายมาจัดทำภายในประเทศแทน ระบบการศึกษาในประเทศมาเลเซียนั้นแบ่งระยะเวลาของการศึกษาดังกล่าว ดังนี้ ชั้นประถมศึกษาใช้เวลา 6 ปี คือชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 ,ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ใช้เวลา 3 ปี คือ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3, มัธยมศึกษาตอนปลายใช้เวลา 2 ปี คือ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-5 เทียบเท่าชั้น O Lavel ของอังกฤษ ระดับเตรียมอุดมศึกษาใช้เวลา 2 ปี คือ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ต้น และ 6 สูง เทียบเท่าชั้น A Lavel ของอังกฤษ ก่อนหน้านี้จัดทำกระดาษข้อสอบที่ประเทศอังกฤษ ก็ย้ายมาจัดโดยหน่วยจัดการสอนในมาเลเซีย ดังนั้นในปี 1978 การสอบ SRP (เดิมคือ Lower Certificate of Education หรือ LCE) สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ใช้ภาษามลายูและการสอบ SPM (เดิมคือ Malaysia Certificate of Education หรือ MCE) ใช้ภาษามลายูในปี 1980 ส่วนการสอบ STPM (เดิมคือ High School Certificate หรือ HSC) ใช้ภาษามลายูในการสอบในปี 1982[16]
กระบวนการเปลี่ยนแปลงการศึกษานี้ใช้เวลาถึง 30 ปี นับจากวันประกาศเอกราช โดยรัฐบาลเห็นว่าไม่สมควรจะเร่งการเปลี่ยนแปลง เพราะจะทำลายความสงบภายในสังคมได้ การปรับปรุงครั้งนี้ เพื่อสร้างความเป็นเอกภาพของกลุ่มชนทุกเชื้อชาติโดยผ่านนโยบายทางด้านการศึกษา

ศาลยุติธรรมกับความหลากหลายทางวัฒนธรรม
ระบบศาลยุติธรรมของมาเลเซีย
ศาลฎีกา ( Mahkamah Agong )
องค์ประกอบของศาลฎีกานั้นมี
1. ประธานศาลแห่งชาติ (Ketua Hakim Negara ) และประธานศาลฎีกา
2. หัวหน้าผู้พิพากษา(Hakim Besar)ของศาลสูงแห่งมาลายา และศาลสูงแห่งบอร์เนียว
3. ผู้พิพากษาจำนวน 7 ท่านของศาลฎีกา
ในการดำเนินคดีนั้นศาลฎีกาจะประกอบด้วยผู้พิพากษาจำนวน 3 ท่านโดยได้รับการเลือกจากประธานศาลแห่งชาติ ( ประธานศาลฎีกา )แต่ในกรณีที่เป็นคดีสำคัญทางศาลฎีกาจะมีผู้พิพากษาจำนวน 5 ท่าน
ศาลสูง (mahkamah tinggi)
องค์ประกอบของศาลสูงนั้นมีดังนี้[17]
1. หัวหน้าผู้พิพากษา ( Hakim besar ) จำนวน 2 ท่าน โดย 1 ท่าน มาจากแหลมมลายู (Malaya ) และอีก 1 ท่านมาจากรัฐซาบาห์ และรัฐซาราวัค
2. ผู้พิพากษาจำนวน35 ท่านโดย 8 ท่าน มาจากรัฐซาบะห์และรัฐซาราวัคและจำนวน 27 ท่านมาจากแหลมมลายู ( Malaya )
ศาลสูงมีอำนาจที่ไม่จำกัด แต่ส่วนใหญ่แล้วคดีที่อยู่นอกเหนืออำนาจของศาลต้นเท่านั้นที่จะไปพิจารณาในศาลสูง และศาลสูงจะรับพิจารณาคดีที่มีการอุทธรณ์จากการตัดสินของศาลชั้นต้น
Mahkamah rendah ( ศาลต้น )[18]
ศาลต้นในแหลมมลายูประกอบด้วย Mahkamah Sesyen, Mahkamah Majistret, Mahkamah Juvenile และ Mahkamah Penghulu
Mahkamah Sesyen
เป็นศาลที่สูงที่สุดในศาลต้น มีอำนาจในการตัดสินคดียกเว้นคดีที่มีการลงโทษประหารชีวิต ผู้พิพากษาสามารถลงโทษจำเลยได้ยกเว้นแต่ลงโทษประหารชีวิต ในคดีแพ่งมีอำนาจตัดสินในกรณีไม่เกิน100,000ริงกิต ยกเว้นกรณีอหังสาริมทรัพย์, มรดก, การหย่า, การล้มละลาย
Mahkamah Majistret
เป็นศาลที่ตัดสินเกี่ยวกับคดีทั่วไปและคดีอาชญากรรม ผู้พิพากษาชั้น2 สามารถตัดสินคดีในกรณีลงโทษไม่เกิน 12 เดือน ในคดีแพ่งมีอำนาจตัดสินในกรณีไม่เกิน 3,000 ริงกิต ส่วนผู้พิพากษาชั้น1 ของMahkamah Majistretมีอำนาจที่กว้างขวางโดยสามารถลงโทษในกรณีไม่เกิน 10 ปี ในกรณีคดีแพ่งมีอำนาจมีอำนาจตัดสินในกรณีไม่เกิน25,000ริงกิต
Mahkamah juvenile
เป็นศาลเด็กที่ผู้พิพากษาชั้น 1 สามารถพิพากษาความผิดได้ทุกประเภทลงโทษได้ยกเว้นประหารชีวิต และผู้พิพากษาต้องมี “ที่ปรึกษา (Law Adviser )” จำนวน 2 ท่าน การพิพากษาในศาลนี้จะทำแบบปิดไม่อนุญาตให้สาธารณชนเข้าฟังสามารถลงโทษผู้ผิดไปยังสถาบันดัดนิสัยที่รัฐบาลอนุญาตหรือปล่อยผู้กระทำความผิด

Mahkamah Penghulu
เป็นศาลที่มีผู้ใหญ่บ้านเป็นหัวหน้า Mahkamah Penghulu ถือเป็นศาลที่ต่ำที่สุดในบรรดาศาลต้น ส่วนใหญ่มักไม่ต้องพิจารณาคดี เพราะผู้ใหญ่บ้านสามารถเกลี้ยกล่อมคู่กรณีได้ ศาลชนิดนี้สามารถพิจารณาคดีที่มีความขัดแย้งในวงเงินไม่เกิน 50 ริงกิต และปรับโทษได้ไม่เกิน 25 ริงกิต
ศาลต้นในรัฐซาบะห์และรัฐซาราวัคนั้น เมื่อมีการขยาย พ.ร.บ.ศาลต้นปี 1948 ไปยังรัฐซาบะห์และรัฐซาราวัคเมื่อ 1 มิถุนายน 1981 จึงทำให้มีการจัดตั้ง Mahkamah Juvenile และ Mahkamah Sesyen ขึ้นในรัฐทั้งสอง โดยมีอำนาจหน้าที่เหมือนกับในแหลมมลายู โดยทั้งสองศาลดังกล่าวในรัฐซาบาห์และรัฐซาราวัคมีผู้พิพากษาชั้น 1และ 2 เช่นกัน ส่วนศาลที่เรียกว่า Mahkamah Penghulu นั้นในรัฐซาบะห์และรัฐซาราวัคไม่มี แต่ในรัฐทั้งสองจะมีศาลชนเผ่าที่เรียกว่า Mahkamah Adat หรือ Mahkamah Anak Negeri[19]

สถานภาพของกฎหมายอิสลามในรัฐธรรมนูญมาเลเซีย
สถานภาพของกฎหมายอิสลามก่อนได้รับเอกราช
กฎหมายอิสลามในช่วงแรกคือ จะเป็นกฎหมายเกี่ยวกับการแต่งงาน กฎหมายอาชญากรรม กฎหมายการซื้อขาย และคำอธิบายของการใช้กฎหมายอิสลาม มีการนำกฎหมายอิสลามมาใช้ในขนบธรรมเนียมประเพณีของคนพื้นเมืองที่เรียกว่าCustom หรือ Adat ซึ่งสังคมชาวมลายูมีการปฏิบัติตามขนบธรรมเนียมประเณีที่แตกต่างกันโดยแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ Adat Temenggung และAdat Perpatih[20] กฎหมายต่างๆที่นำมาใช้คือ
กฎหมายมะละกา (Undang-Undang Melaka)
ได้แบ่งโครงสร้างของกฎหมายมะละกาออกเป็น 6 ชนิด
คือ กฎหมายมะละกา(Undang-Undang Melaka), กฎหมายทะเล (Undang-Undang laut), ส่วนหนึ่งกฎหมายการแต่งงานของชาวมุสลิม (Undang-Undang Perkahwinan Orang Islam), กฎหมายการขายและขั้นตอนของมุสลิม (Undang-Undang Jualan dan prosedur Islam), กฎหมายของรัฐ (Undang-Undang Negeri), และกฎหมายโยโฮร์ (Undang-Undang Johor)

กฎหมายปาหัง
กฎหมายปาหังเขียนขึ้นในสมัยสุลต่านอับดุลกาฟูร์ มูฮัยยุดดิน ชาห์ (1592-1614) โดยใช้กฎหมายมะละกาเป็นแกนหลัก และปรากฏว่ากฎหมายปาหังนี้ได้รับอิทธิพลของศาสนาอิสลามมากกว่าขนบธรรมเนียมประเพณีของสังคมมลายู

กฎหมายมลายูอื่นๆ (ในแหลมมลายู)
มีกฎหมายอีกหลายฉบับในแหลมมลายู รัฐมลายูต่างๆจะมีกฎหมายอิสลามเป็นของตนเอง เช่น[21]
ในรัฐเคดะห์เรียกว่า Undang-Undang Kedah
ในรัฐกลันตันนั้น William R. Roff กล่าวว่า มีการใช้กฎหมายอิสลามในช่วงทศวรรษที่1830 หรือก่อนหน้านั้นเสียอีก
ในรัฐตรังกานู มีการใช้กฎหมายอิสลามในต้นศตวรรษที่19 ในสมัยสุลต่านอูมาร์ซึ่งขึ้นครองรัฐเมื่อปี1837 และในปี1911 รัฐธรรมนูญรัฐตรังกานูที่รู้จักกันในนาม Itqanulmuluk fi-al ta’dil al-Suluk โดยในรัฐธรรมนูญของตรังกานูฉบับนี้ในบทที่ 51 ได้กล่าวว่า “ตรังกานูเป็นรัฐอิสลามและศาสนาอิสลามเป็นศาสนาทางการของรัฐตรังกานู”
ในรัฐโยโฮร์ได้มีกฎหมายโยโฮร์โดยใช้หลักที่รู้จักกันในนาม ของ Risalah Hukum Kanun ในศตวรรษที่19ได้มีรัฐธรรมนูญรัฐโยโฮร์ โดยมาตราที่2 กล่าวว่าสุลต่านต้องมาจากชนชาติมลายูที่มีสายเลือดกษัตริย์ เป็นลูกหลานของสุลต่านแห่งราชวงศ์โยโฮร์ นับถือศาสนาอิสลาม รัฐธรรมนูญรัฐโยโฮร์ฉบับนี้มีส่วนคล้ายกับรัฐธรรมนูญรัฐตรังกานู ที่ใช้ในปี1911
กฎหมายศาลมลายูรัฐซาราวัค (Undang-Undang Mahkamah Melayu Sarawak) กฎหมายฉบับนี้ได้ร่างขึ้นเมื่อ1915 และนำมาใช้เป็นกฎหมายสำหรับชาวมลายู-อิสลาม และกฎหมายนี้เป็นเพียงกฎหมายเดียวที่ยังนำมาใช้จนถึงปัจจุบัน โดยมีการแก้ไขเมื่อปี1985 รู้จักในนามของกฎหมายศาลชารีอะห์อิสลามรัฐซาราวัคปี 1985 หรือ Undang-Undang Mahkamah Syariah Sarawak Order 1985
กฎหมายอิสลาม
สถานภาพของกฎหมายอิสลามเองนั้นเมื่อครั้งอยู่ภายใต้อำนาจของเจ้าอาณานิคมอังกฤษ ครั้งแรกที่อังกฤษออกกฎหมายเกี่ยวกับอิสลาม คือ พ.ร.บ.กฎหมายอิสลามปี1880 (Ordinan Undang-Undang Islam tahun 1880) โดยนำมาใช้ในรัฐสเตร็ทเซ็ทเติ้ลเมนท์ (รัฐปีนัง, รัฐมะละกา และ สิงคโปร์)[22]
ภายหลังจากอังกฤษได้เข้ามาในสหพันธรัฐมลายู ทางอังกฤษได้ออกกฎหมายว่าด้วยการจดทะเบียนแต่งงาน และการหย่าร้างของชาวมลายูในปี1885 ที่รัฐเปรัค และออกพ.ร.บ.การแต่งงานและการหย่าร้างปี 1900 ที่รัฐสลังงอร์ รัฐนัครีซัมบีลัน รัฐปาหัง
ต่อมามีการขยายออก กฎหมายในรัฐมลายูที่ไม่ใช่สหพันธรัฐ คือรัฐโยโฮร์ ออกพ.ร.บ.การแต่งงานของชาวมุสลิมปี1914 ออกพ.ร.บ.อาชญากรรมของชาวมุสลิมปี1919 รัฐเปอร์ลิส ออกพ.ร.บ.การแต่งงานและการหย่าร้างหมายเลข 9 ปี1913
รัฐเคดะห์ออกพ.ร.บ.กฎหมายชารีอะห์หมายเลข 109 ปี1934 รัฐตรังกานูออกพ.ร.บ.การแต่งงานและการหย่าร้างของชาวมุสลิม หมายเลข6 ปี1922 และรัฐกลันตันออกพ.ร.บ.การแต่งงานและการหย่าร้างของชาวมุสลิม หมายเลข22 ปี 1938

สถานภาพของกฎหมายอิสลามภายหลังจากได้รับเอกราช
สถานภาพของศาสนาอิสลามในรัฐธรรมนูญสหพันธรัฐ
ในรัฐธรรมนูญสหพันธรัฐมีการกล่าวถึงศาสนาอิสลามว่าเป็นศาสนาทางการของสหพันธรัฐ มีการพิทักษ์ศาสนาอิสลามจากอิทธิผลการเผยแพร่ของศาสนาอื่นต่อชาวมุสลิม ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาทางการของรัฐต่างๆ ยกเว้นรัฐปีนัง รัฐะละกา และรัฐซาราวัค
ถึงอย่างไรก็ตามรัฐธรรมนูญของรัฐปีนัง รัฐมะละกา รัฐซาบะห์และรัฐซาราวัคได้ให้อำนาจแก่พระราชาธิบดีในการเป็นผู้นำศาสนาอิสลามของรัฐดังกล่าว เช่นรัฐธรรมนูญของรัฐปีนัง ปี 1957 บทที่ 2 มาตรา 5 ได้กำหนดให้พระราชาธิบดีเป็นผู้นำของรัฐปีนัง
ส่วนรัฐซาบะห์นั้นในรัฐธรรมนูญของรัฐซาบะห์ฉบับปรับปรุงปี1973 มาตรา5A ได้กำหนดให้ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาทางการของรัฐซาบะห์ ดังนั้นผู้ว่าการรัฐซาบะห์จึงต้องเป็นชาวมุสลิม และในบรรดาชาวมุสลิมซาบะห์นั้นชนเผ่าบาจาว แม้จะเป็นชนกลุ่มน้อยในรัฐซาบะห์ แต่พวกเขาเป็นชนกลุ่มใหญ่ในหมู่ชาวมุสลิมซาบะห์ ดังนั้นผู้ว่าการรัฐจึงตกเป็นของชนเผ่าบาจาว[23]

กฎหมายรัฐและอำนาจการบริหารกฎหมายอิสลาม
แม้ว่าศาสนาอิสลามจะเป็นศาสนาทางการของสหพันธรัฐ แต่ไม่มีผู้ใดทำหน้าที่เป็นผู้นำทางศาสนาอิสลามของสหพันธรัฐทั้งหมด ถึงพระราชาธิบดีจะเป็นผู้นำศาสนาของสหพันธรัฐก็ตาม เพราะในแต่ละรัฐที่มีเจ้าผู้ครองรัฐเป็นประมุขของรัฐแล้ว เจ้าผู้ครองรัฐนั้นๆจะเป็นผู้นำทางศาสนาอิสลามอีกด้วย สำหรับพระราชาธิบดีแล้วพระองค์นอกจากเป็นผู้นำของรัฐตนเองแล้ว ยังรวมถึงการเป็นผู้นำทางศาสนาอิสลามของดินแดนสหพันธรัฐกัวลาลัมเปอร์, ดินแดนสหพันธรัฐลาบวน, ดินแดนสหพันธรัฐปุตราจายา, รัฐปีนัง, รัฐมะละกา, รัฐซาบะห์และรัฐซาราวัคอีกด้วย สถานภาพของผู้ว่าการรัฐปีนัง รัฐมะละกา รัฐซาบะห์และรัฐซาราวัคนั้นมีสถานะเป็นตัวแทนผู้นำทางศาสนาของพระราชาธิบดี[24]
รัฐสลังงอร์ถือเป็นรัฐแรกที่ได้ออก พ.ร.บ.กฎหมายอิสลามปี1952 ต่อมารัฐต่างๆได้ออกประกาศตามด้วยดังนี้[25]
รัฐสลังงอร์ ออกพ.ร.บ.การบริหารกฎหมายอิสลามปี1952 และออกกฎหมายการบริหารกฎหมายอิสลามปี1989
รัฐตรังกานู ออกพ.ร.บ.การบริหารกฎหมายอิสลามปี1955 และออกกฎหมายกิจการเกี่ยวกับศาสนาอิสลามปี1986
รัฐปาหัง ออกพ.ร.บ.การบริหารกฎหมายอิสลามปี1956 และพ.ร.บ.การบริหารกิจการศาสนาอิสลามและขนบธรรมเนียมประเพณีมลายูปี1982
รัฐมะละกา ออกพ.ร.บ.อิสลามปี 1959 แก้ไขครั้งสุดท้ายปี1984
รัฐปีนัง ออกพ.ร.บ.การบริหารกฎหมายอิสลามปี 1959 แก้ไขปี 1964
รัฐนัครีซึมบีลัน ออกพ.ร.บ.การบริหารกฎหมายอิสลามปี1960 แก้ไขปี1974
รัฐเคดะห์ ออกพ.ร.บ.การบริหารกฎหมายอิสลามปี1962 และพ.ร.บ.กฎหมายชารีอะห์ปี1983
รัฐเปอร์ลิส ออกพ.ร.บ.กฎมายชารีอะห์และอำนาจเกี่ยวกับสามีภรรยาปี1966, ออกพ.ร.บ.คณะกรรมการอิสลามและขนบธรรมเนียมประเพณีมลายูปี1966, ออกพ.ร.บ.กฎหมายครอบครัวอิสลามปี 1983 และออกกฎหมายการบริหารชารีอะห์ปี1982
รัฐโยโฮร์ ออกพ.ร.บ.การบริหารกฎหมายอิสลามปี1978
รัฐซาบะห์ ออกพ.ร.บ.การบริหารกฎหมายอิสลามปี1977
รัฐซาราวัค ออกพ.ร.บ.ศาลชาวมลายูซาราวัคปี1915 และปรับปรุงปี1985 โดยเรียกว่า พ.ร.บ.ศาลชารีอะห์ซาราวัคปี1985
รัฐเปรัค ออกพ.ร.บ.การบริหารกฎหมายอิสลามปี1965 แก้ไขปี1982
กฎหมายอิสลามของรัฐสลังงอร์ถูกนำมาใช้ในดินแดนสหพันธรัฐกัวลาลัมเปอร์ ต่อมากัวลาลัมเปอร์ได้แยกออกจากรัฐสลังงอร์เมื่อ 1974 อย่างไรก็ตามได้มีการออกกฎหมายเฉพาะสำหรับกัวลาลัมเปอร์เรียกว่าพ.ร.บ. ครอบครัวอิสลาม (ดินแดนสหพันธรัฐ) ปี1984
สรุปได้ว่ากฎหมายอิสลามในแต่ละรัฐจะมีตัวบทกฎหมายที่เป็นของตัวเอง ความแตกต่างของกฎหมายอิสลามในรัฐต่างๆนั้นย่อมมีบ้าง
แต่โดยรวมแล้วจะตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักการศาสนาอิสลาม ความแตกต่างเล็กๆที่เห็นเช่น อัตราการใช้ในการจ่ายซากาตฟิตเราะห์[26] ในแต่ละรัฐจะมีอัตราที่แตกต่างกัน หรือบทลงโทษของผู้ที่ไม่ถือศีลอดในเดือนรอมฎอน[27] ในแต่ละรัฐก็มีบทลงโทษที่แตกต่างกัน บางรัฐถูกปรับและจำคุก l สัปดาห์ แต่บางรัฐกลับเป็นถูกปรับและจำคุก 2 สัปดาห์ หรือ 1 เดือนก็มี

หนังสือหรือแหล่งอ้างอิงในการตัดสินคดีความเกี่ยวกับการใช้กฎหมายอิสลาม
ในบรรดานักการศาสนาและนักเขียนผู้เขียนกฎหมายอิสลามที่มีชื่อเสียงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยภาพรวม และโดยเฉพาะมาเลเซีย คือเชค ดาวุด บินอับดุลลอฮฺ อัล-ฟาตานี[28] ซึ่งเป็นนักการศาสนาที่มีพื้นเพมาจากจังหวัดชายแดนภาคใต้ และเสียชีวิตที่ประเทศซาอุดีอาราเบีย เขาได้รวบรวมเขียนงานเกี่ยวกับกฎหมายการแต่งงานในปี 1809 ส่วนใหญ่ของเนื้อหาหนังสือเล่มนี้เป็นการแปลจากงานเขียนของนักการศาสนาสมัยก่อน โดยเฉพาะนักการศาสนาผู้ยึดถือแนวทางสำนักอัช-ชาฟีอี

หนังสือกฎหมายอิสลามที่ใช้ในศาลกาฎี[29]
ในศาลกาฎีมีเอกสารหรือหนังสืออยู่ 3 ประเภทที่ใช้ในการประกอบการตัดสินคดีความคือ
1. เอกสารคลาสิค ประกอบด้วยหนังสือแนวทางสำนักอัช-ชาฟีอี เช่น[30]
ก. หนังสือที่ชื่อ Kitab al-Umm เขียนโดย Al-Imam Abu Abdillah Muhammad bin Al-Syafii Idris เสียชีวิตในปี ค.ศ. 820
ข. หนังสือที่ชื่อ Kitab al-Risalah เขียนโดย Abu Abdillah Muhammad bin Al-Syafii Idris เสียชีวิตในปี ค.ศ. 820
ค. หนังสือที่ชื่อ Asna ‘l-matalib เขียนโดย Abu Yahya Zakaria bin Muhammad al-Ansari เสียชีวิตในปี ค.ศ. 1520
ง. หนังสือที่ชื่อ Fathu ‘l-Wahhabเขียนโดย Abu Yahya Zakaria bin Muhammad al-Ansari เสียชีวิตในปี ค.ศ. 1520
จ. หนังสือที่ชื่อ Hasisy al-Fatawa al-Kubra เขียนโดย Syamsal-Din Muhamad bin Ahmad ar-Ramli เสียชีวิตในปี ค.ศ. 1596
ฉ. หนังสือที่ชื่อ Nihayat al-Muhtaj ila Syarh al-Minhaj เขียนโดย Syamsal-Din Muhamad bin Ahmad ar-Ramli เสียชีวิตในปี ค.ศ. 1596
ช. หนังสือที่ชื่อ Minhaj al-Talibin เขียนโดย Muhyal-Din Abu Zakariya Yahya al-Nawawi เสียชีวิตในปี ค.ศ. 1277
ซ. หนังสือที่ชื่อ Tuhfat al-Muhtaj li-Syarh al-Minhaj เขียนโดย Ahmad bin Muhammad bin Hajar al-Haythami เสียชีวิตในปี ค.ศ. 1567
2. เอกสารหรือหนังสือที่แปลภายในท้องถิ่น
หนังสือที่แปลภายในท้องถิ่นนั้นมีเป็นจำนวนหนึ่ง ด้วยนักการศาสนาทั้งจากในประเทศมาเลเซีย, อินโดเนเซีย รวมทั้งจากจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งนักการศาสนาของจังหวัดชายแดนภาคใต้มีมาก จนเคยมีคนให้คำนามแก่จังหวัดชายแดนภาคใต้ในอดีตว่า ระเบียงมักกะห์ หรือ Serambi Makkah และนักการศาสนาที่มีว่า เชคดาวุด บินอับดุลลอฮฺ อัล-ฟาตานี เป็นหนึ่งในบรรดานักการศาสนาที่แปลงานเขียนเหล่านั้น[31]
3.เอกสารคลาสสิคท้องถิ่น
ก. เอกสารมลายู-อิสลาม เช่น กฎหมายการแต่งงานของอิสลาม หรือ Undang-Undang Perkahwinan Islam (Muslim Marriage Law) โดยตัวบทกฎหมายอิสลามที่ใช้แนวทางของสำนักอัช-ชาฟีอี
ข. เอกสารยุโรป-อิสลาม เช่น กฎหมายศาลมลายูซาราวัค หรือ Undang-Undang Mahkamah Melayu Sarawak โดยมีการสรุปตัวบทกฎหมายตามแบบยุโรป
ที่รัฐซาบะห์ซึ่งประชากรที่เป็นมุสลิมมีจำนวนใกล้เคียงกับประชากรที่ไม่ใช่มุสลิม บางครั้งมุขมนตรี หรือ ผู้นำฝ่ายบริหารรัฐบาลท้องถิ่นก็เป็นบุคคลที่ไม่ใช่มุสลิม ในรัฐซาบะห์นั้นศาลชารีอะห์จัดตั้งขึ้นเป็นทางการเมื่อ 1977 ด้วยการออก พ.ร.บ. การบริหารกฎหมายอิสลาม (Enakmen Pentadbiran Undang-Undang Islam)โดยให้อำนาจในการจัดตั้งศาลชารีอะห์ ซึ่งประกอบด้วย ศาลกาฎี, ศาลกาฎีใหญ่ และศาลอุทธรณ์ชารีอะห์[32] สำหรับศาลกาฎี, ศาลกาฎีใหญ่ให้อำนาจในการจดทะเบียนการแต่งงานและการหย่า ศาลเหล่านี้ยังมีอำนาจในคดีที่เกี่ยวข้องกับค่าเลี้ยงดูแก่ภรรยา หรือว่าบุตร ซึ่งสามารถกล่าวได้ว่าศาลเหล่านี้มีอำนาจทั้งคดีความอาญาและคดีแพ่ง คดีแพ่งที่ประกอบด้วยการทะเลาะวิวาทหรือการขัดแย้งจากกรณีการแต่งงาน, ค่าเลี้ยงดูและมรดก ส่วนคดีอาญา เช่นเกี่ยวกับการผิดประเวณี ส่วนรัฐซาราวัคนั้นในปี 1978 ทางรัฐบาลท้องถิ่นรัฐซาราวัคได้ผ่านกฤษฎีกาว่าด้วยคณะกรรมการอิสลามแห่งรัฐซาราวัคฉบับแก้ไข ปี 1978 (Ordinan (Pindaan) Majlis Islam Sarawak 1978) โดยให้อำนาจในการจัดตั้งศาลกาฎีเฉกเช่นเดียวกันกับรัฐซาบะห์ แต่ว่าศาลกาฎีดังกล่าวไม่มีบทบาทแต่อย่างใด จนกระทั่งมีการใช้กฎหมายศาลชารีอะห์ ตามกฎหมายว่าด้วยศาลชารีอะห์ โดยผ่านสภานิติบัญญัติแห่งรัฐเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 1985 และเริ่มใช้เมื่อ 1 มีนาคม 1985

การเมืองมาเลเซียกับการมีส่วนร่วมของชนกลุ่มน้อย
ประเทศมาเลเซียเป็นประเทศที่มีสภาพเป็นพหุสังคม หรือ Plural Society มีประชากรที่ประกอบด้วยชนหลายเชื้อชาติ แต่ที่เป็นกลุ่มเชื้อชาติใหญ่ๆ มีชาวมลายู ชาวจีน ชาวอินเดีย ซึ่งชาวมลายูถือเป็นพลเมืองเจ้าของประเทศมาแต่อดีต ส่วนอีก 2 กลุ่มเชื้อชาติคือชาวจีน และชาวอินเดียถือเป็นกลุ่มชนที่เข้ามายังประเทศมาเลเซียเมื่อร้อยกว่าปีมานี้เอง การที่ประเทศมาเลเซียมีกลุ่มชนหลายเชื้อชาติ มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมนี้เอง บางครั้งทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างกัน ทำให้เกิดการพัฒนาการทางการเมืองในการสร้างความสามัคคีระหว่างกลุ่มเชื้อชาติดังกล่าว พรรคการเมืองจึงเป็นองค์กรที่สำคัญในการขับเคลื่อนกระบวนการสร้างความเป็นเอกภาพในประเทศมาเลเซีย สภาพพรรคการเมืองในประเทศมาเลเซียค่อนข้างมีความแตกต่างจากประเทศไทย นั้นคือส่วนใหญ่พรรคการเมืองในประเทศมาเลเซียจะเป็นพรรคที่อิงกลุ่มเชื้อชาติ พรรคการเมืองในรัฐซาราวัคจะเคลื่อนไหวทางการเมืองในรัฐซาราวัคเท่านั้น ส่วนพรรคการเมืองในรัฐซาบะห์ก็จะเคลื่อนไหวทางการเมืองในรัฐซาบะห์เท่านั้น จะมีเพียงช่วงไม่กี่ปีมานี้เองที่พรรคการเมืองในรัฐซาบะห์คือพรรค United Sabah National Organisation หรือ USNO ได้ยุบพรรค เพื่อให้พรรค UMNO ซึ่งเป็นพรรคการเมืองจากส่วนที่เป็นแหลมมลายู ขยายสาขาเข้าไปในรัฐซาบะห์[33] พรรคการเมืองต่างๆจึงมีส่วนในการขับเคลื่อนทางสังคมเพื่อเป็นปากเสียงของกลุ่มเชื้อชาติและพื่อสร้างความเป็นเอกภาพในสังคมมาเลเซียที่มีสภาพเป็นพหุสังคม พรรคการเมืองที่เป็นศูนย์รวมหรือเป็น Umbrella Party ของพรรคการเมืองต่างๆย่อมเป็นองค์กรที่มีพลังขับเคลื่อนทางสังคมได้ และพรรคแนวร่วมแห่งชาติซึ่งเป็นพรรครัฐบาลที่เป็นพรรคร่วมของบรรดาพรรคการเมืองต่างๆก็เป็นพลังในการขับเคลื่อนนี้ด้วย
แนวคิดการตั้งพรรคแนวความแห่งชาติหรือ Barisan Nasional หรือ National Front
เกิดจาก ตุนอับดุลราซัค ฮุสเซ็นนายกรัฐมนตรีมาเลเซียขณะนั้นโดยมีเหตุผลอยู่ 3 ประการ คือ[34]
ด้านการเมือง : จากการเกิดเหตุการณ์ 13 พฤษภาคม 1969 เป็นเหตุการณ์นองเลือดความขัดแย้งระหว่างชนเชื้อชาติมลายูกับชนเชื้อชาติจีน ทำให้เห็นว่ากลุ่มการเมืองสุดขั้วไม่อาจสร้างเสถียรภาพทางการเมืองต่อมาเลเซีย ดังนั้นจึงต้องมีการควบคุมสถานการณ์
ด้านเศรษฐกิจ : การที่กลุ่มชนเชื้อชาติแตกต่างกัน มีรายได้ไม่เสมอภาคกัน และสภาพเศรษฐกิจที่ได้รับการตกทอดมาตั้งแต่ยุคยังเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ จำเป็นต้องมีการแก้ไขความสมดุลระหว่างการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมในเมืองและชนบท เพื่อทำให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว จึงต้องทำให้การเมืองมีเสถียรภาพ
ด้านสังคม : ต้องทำการทำลายกำแพงของเชื้อชาตินิยม เพื่อให้ทุกกลุ่มเชื้อชาติในประเทศได้รู้จักความต้องการทางสังคมร่วมกัน และเพื่อทำให้วัตถุประสงค์ดังกล่าวเกิดขึ้นได้ จึงจำเป็นต้องมีความร่วมมือระหว่างกัน
พรรคแนวร่วมแห่งชาติจัดตั้งขึ้นเมื่อ 22 ธันวาคม 1972 เป็นการรวมตัวกันของพรรคการเมืองต่าง ๆ 9 พรรคคือ United Malays National Organisation หรือ UMNO, Malaysia Chinese Association หรือ MCA, Malaysia Indian Congress หรือ MIC, Peopele’s Progressive Party หรือ PPP, Parti Gerakan Rakyat Malaysia หรือ Gerakan, Parti Pesaka Bumiputra หรือ PPB, Parti Perikatan Sabah และพรรคอิสลามแห่งมาเลเซีย หรือ Parti Islam Se-Malaysia (PAS) ต่อมาพรรค PAS ได้ลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคแนวร่วมแห่งชาติ เมื่อ 16 ธันวาคม 1977 สำหรับสมาชิกพรรคแนวร่วมแห่งชาตินั้นจะมีการเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์ ด้วยการเข้า-ออกจากการเป็นสมาชิกพรรคแนวร่วมแห่งชาติ ค่อนข้างง่าย ทุกพรรคการเมืองสามารถเข้าร่วมเป็นสมาชิกได้ ในกรณีไมมีสมาชิกจากพรรคการเมืองใดคัดค้าน
พรรคการเมืองที่สังกัดพรรคแนวร่วมแห่งชาติที่มีบทบาทในประเทศมาเลเซียและชนกลุ่มน้อยเข้ามีส่วนร่วมทางการเมืองในพรรคการเมืองดังกล่าวเช่น

พรรคขบวนการประชาชนมาเลเซีย หรือ พรรค Gerakan
พรรคนี้มีชื่อเป็นภาษามลายูว่า Parti Gerakan Rakyat Malaysia แต่ส่วนใหญ่คนจะรู้จักในนามของพรรค Gerakan พรรคนี้จัดตั้งเมื่อ 25 มีนาคม 1968 โดยเกิดจากการรวมตัวของกลุ่มการเมืองที่มีแนวคิดแตกต่างกัน เช่น ดร.ลิม ชอง ยู (Dr. Lim Chong Eu) อดีตผู้นำพรรคสหประชาธิปไตย หรือ United Democratic Party (UDP) โดยพรรคนี้จัดตั้งเมื่อ 21 เมษายน 1962 เป็นพรรคที่ตั้งขึ้นจากอดีตแกนนำพรรค Malaysia Chinese Association หรือ MCA ที่เห็นว่าพรรค MCA มีการประนีประนอมกับพรรค United Malays National Organisation หรือ UMNO ซึ่งเป็นพรรคของคนมลายูมากเกินไป นอกจาก ดร. ลิม ลอง ยู แล้ว ยังมี ดร. ตัน ชี คูณ (Dr. Tan Chee Khoon) ผู้เป็นอดีตสมาชิกพรรคแรงงานหรือ Parti Buruh, ศาสตราจารย์ สัยยิดฮุสเซ็น อัล-อัตตัส (Prof. Syed Hussein Al-Attas) และศาสตราจารย์ วัง กุงวู (Prof. Wang Gungwu) โดยสองคนหลังเป็นกลุ่มปัญาญาชน กลุ่มบุคคลเหล่านี้ได้จัดตั้งพรรคการเมืองด้วยเกิดจากไม่พอใจการทำงานของพรรคพันธมิตร (Parti Perikatan)[35] ซึ่งเป็นกลุ่มพรรครัฐบาล พรรคนี้มีนโยบายในการพิทักษ์รักษาและคงไว้การเรียนการสอนโดยการใช้ภาษาอังกฤษ, ภาษาจีนและภาษาทมิฬ พรรคนี้พยายามจะสลัดภาพลักษณ์ของคนจีนโดยเลือกศาสตราจารย์สัยยิดฮุสเซ็น อัล-อัตตัส เป็นหัวหน้าพรรค เริ่มแรกพรรค Gerakan เป็นพรรคฝ่ายค้านที่เข้มแข็งที่สุด โดยในปี 1968 พรรค Gerakan เป็นพรรคฝ่ายค้านที่เข้มแข็งที่สุด ในปี 1968 พรรค Gerakan สามารถยึดครองรัฐปีนังไว้ได้ ต่อมาในปี 1972 ทางพรรคได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกของพรรคแนวร่วมแห่งชาติ หรือ Barisan Nasional (BN) ปัจจุบันพรรคนี้เป็นหนึ่งในสองพรรคของคนจีนที่เข้มแข็ง ปัจจุบันมี ดาโต๊ะ ซรี ลิม เค็ง เยก (Dato’ Seri Lim Kheng Yaik) เป็นผู้นำพรรค
สำหรับความสัมพันธ์กับชุมชนคนไทยนั้น ด้วยชาวมาเลเซียเชื้อสายไทยพุทธมีความสัมพันธ์จนเกือบจะเรียกได้ว่าเป็นพี่น้องกันกับชุมชนคนจีน ด้วยทั้งสองกลุ่มมีศาสนาพุทธเป็นตัวเชื่อม จากความสัมพันธ์ดังกล่าว ทำให้คนจีนส่วนหนึ่งสามารถพูดภาษาไทยได้ แต่ก่อนหน้าที่พรรค UMNO จะรับสมาชิกจากกลุ่มภูมิบุตร(Bumiputra) อื่น ๆ ที่ไม่ได้นับถือศาสนาอิสลามนั้น ชุมชนไทยส่วนหนึ่งได้เป็นสมาชิกพรรค Gerakan ซึ่งเป็นพรรคที่คนมาเลเซียเชื้อสายจีนเป็นสมาชิกจำนวนมาก ดังนั้นพรรค Gerakan จึงเป็นพรรคทางเลือกสำหรับชุมชนชาวไทยพุทธ แต่ภายหลังจากพรรคUMNOได้เปิดรับสมาชิกพรรคที่มีสถานะเป็นภูมิบุตร (Bumiputra)ที่ไม่ได้นับถือศาสนาอิสลาม ทำให้คนมาเลเซียเชื้อสายไทยพุทธมีสิทธิ์เป็นสมาชิกพรรค UMNO ปัจจุบันมีการจัดตั้งพรรค UMNO ในชุมชนคนไทยเช่นในรัฐกลันตัน ที่หมู่บ้านเตอร์เบาะ (Kg.Terbak) ในอำเภอตุมปัต รัฐกลันตัน[36] ถึงอย่างไรก็ตามพรรค Gerakan ก็ยังคงเป็นพรรคที่ได้รับการสนับสนุนจากชุมชนคนมาเลเซียเชื้อสายไทยพุทธ ผู้นำของพรรค Gerakan ในรัฐกลันตันคนหนึ่งเป็นคนมาเลเซียเชื้อสายไทยพุทธ คือ นายแดง ลูกชายนายจิตร (Eh Deng A/L Eh Chit) อดีตรองผู้อำนวยการสำนักงานศูนย์ข้อมูลวิชาการ สำนักงานศึกษาธิการของรัฐกลันตัน ซึ่งนับเป็นคนไทยคนหนึ่งในไม่กี่คนที่ได้รับโอกาสรับราชการจนถึงระดับสูงเช่นนั้น

พรรคองค์การสหมลายูแห่งชาติ หรือ United Malays National Organisation
การเกิดพรรค UMNO เกิดขึ้นจากการประชุมขององค์กรชาวมลายูทั่วประเทศจำนวน 41 องค์กร เมื่อ 1 มีนาคม 1946 จากการประชุมครั้งนั้นมีการลงมติให้จัดตั้งพรรคการเมืองของชาวมลายู ดังนั้นเมื่อ 11 พฤษภาคม 1946 จึงได้มีการจัดตั้งพรรค UMNO โดยมีชื่อเติมว่าพรรค United Malays National Organization ส่วนใหญ่จะรู้จักในชื่อย่อว่า UMNO มีนายดาโต๊ะออนน์ บินยะอาฟาร์ (Dato’Onn bin Ja’afer) เป็นหัวหน้าพรรคคนแรก ต่อมาในปี 1953 ตนกูอับดุลราห์มานปุตรา (Tunku Abdul Rahman Putra) เป็นหัวหน้าพรรคคนต่อมา หลังจากนาย ดาโต๊ะออนน์ เสนอให้พรรค UMNO เปิดกว้างรับสมาชิกจากชนหลายเชื้อชาติ และเมื่อ 4 กุมภาพันธ์ 1988 พรรค UMNO ถูกศาลสูงในกรุงกัวลาลัมเปอร์ ตัดสินให้ผิดกฎหมายจากการผิดพลาดทางเทคนิคในการประชุมสมัชชาใหญ่ประจำปีเมื่อ 1987 โดยสมาชิกบางส่วนเป็นสมาชิกที่ขาดการเสียค่าบำรุงประจำปีแก่พรรค ดังนั้นการประชุมใหญ่ครั้งนั้นถือเป็นโมฆะ จนต้องถูกยุบพรรค ต่อมา ดร.มหาเดร์ โมฮัมหมัด ได้จดทะเบียนพรรค UMNO อีกครั้ง เมื่อ 3 กุมภาพันธ์ 1988[37] ปัจจุบันมีนายดาโต๊ะซรีอับดุลเลาะห์ อาหมัด บาดาวี (Dato’ Seri Abdullah Ahmad Badawi) เป็นหัวหน้าพรรค
การที่พรรค UMNO ได้ขยายสาขาพรรคไปยังรัฐซาบะห์ทำให้พรรค UMNO ต้องแก้ไขกฎข้อบังคับพรรค รับสมาชิกจากชาวภูมิบุตร(Bumiputra)ของรัฐซาบะห์ที่ไม่ได้นับถือศาสนาอิสลาม จึงทำให้คนมาเลเซียเชื้อสายไทยพุทธเหล่านี้ซึ่งถือเป็นชาวภูมิบุตร(Bumiputra)ด้วย ดังนั้นจึงมีการจัดตั้งสาขาพรรค UMNO ในชุมชนคนไทยพุทธ แต่โดยภาพรวมแล้วคนไทยพุทธในรัฐกลันตัน ส่วนใหญ่จะสนับสนุนพรรค Gerakan ซึ่งเป็นหนึ่งในพรรคแนวร่วมแห่งชาติ ถึงแม้ว่าคนมาเลเซียเชื้อสายไทยพุทธจะสามารถจัดตั้งสาขาพรรค UMNO เช่นเดียวกันกับชาวภูมิบุตรในรัฐซาบะห์ แต่พวกเขาสามารถมีปากเสียง สามารถมีสิทธิ์ในการลงคะแนนในระดับสาขาเท่านั้น เมื่อพวกเขาส่งตัวแทนในการประชุมใหญ่ประจำปีของพรรค UMNO ในระดับเขต พวกเขาจะสามารถเข้าประชุมในฐานะผู้สังเกตุการณ์เท่านั้น ไม่มีสิทธิ์ลงคะแนนเลือกคณะกรรมการบริหารพรรคในระดับเขตเหมือนกับคนมลายูอื่นๆ[38] ชาวมาเลเซียเชื้อสายไทยพุทธนั้นกระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศ แม้แต่ในรัฐซาบะห์และรัฐซาราวัค ซึ่งอยู่บนบอร์เนียวก็ยังมีชาวมาเลเซียเชื้อสายไทยพุทธอาศัยอยู่ แต่รัฐที่มีชาวมาเลเซียเชื้อสายไทยพุทธอาศัยอยู่อย่างหนาแน่นคือ รัฐกลันตัน รัฐเคดะห์ รัฐเปอร์ลิส และรัฐเปรัค ชาวมาเลเซียเชื้อสายไทยพุทธจะมีสมาคมของตนเองเพื่อเป็นปากเสียงแทนชุมชนของเขา สมาคมของชาวมาเลเซียเชื้อสายไทยพุทธนั้นมีชื่อว่า สมาคมสยามแห่งมาเลเซีย (Persatuan Siam Malaysia) การจัดตั้งสมาคมแห่งนี้เป็นผลดีต่อชุมชนมาเลเซียเชื้อสายไทยพุทธ เพราะในรัฐธรรมนูญมาเลเซียได้บัญญัติไว้ดังนี้ :
มาตรา 45 สมาชิกวุฒิสภา
1. วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกที่ได้รับการเลือกและได้รับการแต่งตั้ง
a- สมาชิกจำนวน 2 คนต่อทุกๆรัฐได้รับการเลือกจากสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ
aa- สมาชิกจำนวน 2 คน สำหรับดินแดนสหพันธรัฐกัวลาลัมเปอรร์, สมาชิกจำนวน 1 คน สำหรับดินแดนลาบวน และสมาชิกจำนวน 1 คน สำหรับดินแดนสหพันธรัฐปุตราจายาได้รับการแต่งตั้งจาก พระราชาธิบดี (Yang Di Pertuan Agong) และ
b-สมาชิกจำนวน 40 คน ได้รับการแต่งตั้งโดยพระราชาธิบดี (Yang Di Pertuan Agong)
2. คนได้รับการแต่งตั้งจากพระราชาธิบดี (Yang Di Pertuan Agong) เป็นผู้ที่มีความสำเร็จในการปฏิบัติหน้าที่ด้านราชการพลเรือน หรือในสายอาชีพ การค้า อุตสาหกรรม การเกษตร และวัฒนธรรม หรือการช่วยเหลือสังคม หรือเป็นตัวแทนชนกลุ่มน้อย หรือมีความสามารถที่จะเป็นตัวแทนของชนพื้นเมืองดั้งเดิม(Orang Asli)[39]
จากมาตรา 45 ของรัฐธรรมนูญมาเลเซียดังกล่าว ด้วยชุมชนชาวมาเลเซียเชื้อสายไทยพุทธมีจำนวนประชากรน้อยแต่เป็นกลุ่มก้อน และมีสมาคมที่เป็นของตนเอง มีผลทำให้ทางรัฐบาลมาเลเซียแต่งตั้งชาวมาเลเซียเชื้อสายไทยพุทธเป็นวุฒิสมาชิก บุคคลแรกที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นวุฒิสมาชิกคือ นายเจริญ อินทรชาติ ชาวรัฐเคดะห์ ผู้มีตำแหน่งเป็นอดีตหัวหน้าสำนักงานศุลกากรแห่งรัฐเคดะห์ ซึ่งเป็นชาวมาเลเซียเชื้อสายไทยพุทธที่มีตำแหน่งสูงในระดับรัฐ บุคคลต่อมาคือ นางซิวชุน เอี่ยม หรือ นางซิว ชุน บุตรสาวนายเอี่ยม (Siew Chun A/L Eiam)[40] เขาเป็นนายกสมาคมสยามแห่งมาเลเซีย ก่อนหน้าที่จะได้รับแต่งตั้งเป็นวุฒิสมาชิก เขาเป็นประธานคณะกรรมการการพัฒนาและความปลอดภัยแห่งหมู่บ้านปาดังปาตานี เขตเยอยาวี รัฐเปอร์ลิส ซึ่งตำแหน่งดังกล่าวมีสถานะเหมือนผู้ใหญ่บ้านในประเทศไทย สำหรับชุมชนชาวมาเลเซียเชื้อสายไทยพุทธในรัฐกลันตันนั้น[41] ไม่มีผู้ใดที่เข้ามีส่วนร่วมมีตำแหน่งทางการเมืองในระดับชาติ เพียงมีบางคนที่เข้ามีส่วนร่วมมีตำแหน่งทางการเมืองในระดับท้องถิ่น เช่นเป็นสมาชิกเทศบาลเมืองปาเซร์มัส รัฐกลันตัน[42]
รัฐธรรมนูญมาเลเซียไม่เพียงให้ประโยชน์แก่ชุมชนชาวมาเลเซียเชื้อสายไทยพุทธเท่านั้น ชุมชนชาวพื้นเมืองดั้งเดิมในมาเลเซียหรือที่รู้จักในนามโอรังอัสลี(Orang Asli) ซึ่งมีประมาณ 18 เผ่า[43] มีประชากรทั่วแหลมมลายูอยู่ประมาณ 132,873 คน พวกเขาก็มีสมาคมเพื่อเป็นปากเสียงให้กับชุมชนตนเอง สมาคมของคนพื้นเมืองดั้งเดิมมชื่อว่า สมาคมคนพื้นเมืองดั้งเดิมแห่งแหลมมลายู หรือ Malaysia Peninsular Orang Asli Association (Persatuan Orang Asli Semenanjung Malaysia) คนพื้นเมืองดั้งเดิมคนแรกที่ได้รับแต่งตั้งเป็นวุฒิสมาชิกคือนายฮาซัน นาม (Hasan Nam) คนที่สองคือ นายอิตัม วาลี บิน นาวัน (Itam Wali bin Nawan) คนที่สามชื่อว่า นายลง ยีดิน (Long Jidin) เป็นเผ่ายากุนจากรัฐปาหัง ส่วนคนที่สี่คือคนปัจจุบันชื่อว่า นายออสมาน บองซู (Osman Bongsu) เป็นชาวพื้นเมืองดั้งเดิมชาวรัฐโยโฮร์ นอกจากนั้นรัฐบาลมาเลเซียยังได้ออกกฎหมายเกี่ยวกับชนพื้นเมืองดั้งเดิมในปี 1954 คือ the Aboriginal Peoples Act 1954 ต่อมามีการแก้ไขในปี 1974 รัฐบาลได้ตั้งกรมขึ้นมาเพื่อดูแลชนพื้นเมืองดั้งเดิม โดยมีชื่อว่ากรมกิจการชนพื้นเมืองดั้งเดิม (Jabatan Hal Ehwal Orang Asli) เป็นกรมที่เข้าไปช่วยพัฒนาทางการศึกษา เศรษฐกิจ และสังคมแก่ชนพื้นเมืองดั้งเดิม ซึ่งสิ่งนี้เราสามารถเห็นถึงสภาพความเป็นอยู่ สวัสดิการของชนพื้นเมืองดั้งเดิม ซึ่งมีความแตกต่างจากชนเผ่าเดียวกันที่อาศัยอยู่ในแถบจังหวัดชายแดนภาคใต้
แนวคิดแบ่งแยกศาสนาออกจากการเมือง
ศาสตราจารย์ ดร. สัยยิด มูฮัมหมัด อัล-นากิ๊บ อัล-อัตตัส (Prof. Dr. Syed Muhammad al-Naquib al-Attas)[44] ได้กล่าวคำว่า Secularism มาจากคำภาษาละตินว่า Saeculum ซึ่งมีความหมายว่า เป็นแนวคิดที่อ้างถึงสถานการณ์ในปัจจุบันและในเวลานั้น ๆ และอ้างเพียงสภาพแวดล้อมเพียงโลกนี้เท่านั้น ส่วนศาสนาอิสลามนั้นมีทั้งสภาพโลกนี้และโลกหน้า
แนวคิด Secularism เกิดขึ้นเมื่อสมัยปัญญาชนตะวันตกกำลังต่อต้านอำนาจฝ่ายศาสนาจักรในอดีต ดังนั้นสามารถกล่าวได้ว่า การเมืองที่แยกออกจากอิสลามเป็นทฤษฎีของฝ่ายตะวันตก การเข้ามาของแนวคิด Secularism ในมาเลเซีย ด้วยการที่มาเลเซียตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษทำให้แนวคิดดังกล่าวเผยแพร่เข้ามากับอังกฤษ จนมีคำหนึ่งในภาษามลายูว่า Politik soku, Agama Suku (การเมืองอยู่ส่วนหนึ่ง ศาสนาก็อยู่อีกส่วนหนึ่ง)เริ่มตั้งแต่สมัยยุคอาณานิคม จนถึงเป็นรูปร่างในการเลือกตั้งครั้งแรก เมื่อปี 1955 จนกระทั่งถึงปัจจุบัน[45]
แนวความคิดทางการเมืองในกลุ่มชนเชื้อชาติมลายูนั้นแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ กลุ่มชาวมลายูที่เห็นว่าจำเป็นต้องมีการประนีประนอมกับกลุ่มเชื้อชาติอื่นๆ นั้นคือเป็นกลุ่มชาวมลายูที่ส่วนใหญ่สนับสนุนพรรค UMNO ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งมีความคิดว่าสมควรใช้หลักการศาสนาอิสลามในการปกครองประเทศ คนกลุ่มนี้มีความเห็นว่าแนวความคิดของกลุ่มที่สนับสนุนพรรค UMNO เป็นแนวความคิดของกลุ่มแบ่งแยกศาสนาออกจากการเมือง หรือที่เรียกว่าลัทธิเซคคูลาริสม์ (Secularism) ดังนั้นความขัดแย้งระหว่างกลุ่มเชื้อชาติมลายูที่มีแนวคิดทางการเมืองแตกต่างกันจึงค่อนข้างรุนแรง เมื่อประมาณ 20 ปีก่อนเกิดวิกฤติความขัดแย้งทางความคิดการเมืองระหว่างกลุ่มคนทั้งสองแนวคิด จนทำให้เกิดการหย่าร้างระหว่างสามีภรรยานับร้อยคู่ในรัฐตรังกานู และ รัฐกลันตัน แม้ว่าในปัจจุบันความขัดแย้งเฉกเช่นในอดีตจะไม่มีแล้ว แต่โดยส่วนลึกแล้วยังคงมีอยู่ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องกล่าวถึงพรรคอิสลามแห่งมาเลเซียหรือ พรรค PAS

พรรคอิสลามแห่งมาเลเซียหรือพรรค Parti Islam SeMalaysia (Pas)
พรรคนี้ได้จัดตั้งขึ้นเมื่อ 24 พฤศจิกายน 1951 ส่วนหนึ่งของแกนนำพรรค PAS มาจากการแยกตัวของฝ่ายศาสนาในพรรค UMNO ภายใต้การนำของนายหะยีอับบัส อัลเลียส (Haji Abbas Alias)ปัจจุบันมีนายหะยีอับดุลฮาดี บินอาวัง (Haji Abdul Hadi Awang) อดีตมุขมนตรีรัฐตรังกานู เป็นหัวหน้าพรรค PAS ส่วนนายนิอับดุลอาซีซ นิมัต ( Nik Abdul Aziz Nik Mat) ผู้เป็นมุขมนตรีรัฐกลันตันมีตำแหน่งเป็นมูรชิดุลอาม (Murshidul Am)[46] มีสถานะคล้ายผู้นำจิตวิญญาณ ในช่วงทศวรรษที่ 1970 พรรค PAS เคยเป็นรัฐบาลท้องถิ่นในรัฐกลันตัน ต่อมาเกิดความขัดแย้งจนมีการแยกพรรคเช่น พรรค BERJASA, HAMIM จนทำให้พรรค UMNO สามารถยึดครองรัฐกลันตันมาไป ต่อมาเมื่อพรรค UMNO เกิดความแตกแยก จนส่วนหนึ่งของสมาชิกพรรค UMNO ได้จัดตั้งพรรคใหม่ โดยมีชื่อว่าพรรคสปิริต46 หรือ Parti Semangat 46 ในการเลือกตั้งปี 1990 พรรค Parti Semangat 46 BERJASA, HAMIM PAS ได้จัดตั้งเป็นพันธมิตรภายใต้ชื่อ พันธมิตรเพื่อเอกภาพของประชาชาติ หรือ Angkatan Perpaduan Ummah (APU)[47] จนสามารถยึดรัฐกลันตันในปี 1990 จนถึงปัจจุบัน พรรค PAS ค่อนข้างมีอิทธิพลในรัฐที่มีชนชาวมลายูอยู่อย่างหนาแน่น เช่น รัฐกลันตัน, รัฐตรังกานู, รัฐเคดะห์ และรัฐเปอร์ลิส การที่อิทธิพลของพรรค PAS มีค่อนข้างสูง ทำให้พรรค UMNO ต้องปรับนโยบายของตนเองให้มีความเป็นอิสลามมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นยุคที่นายอันวาร์ อิบราฮิม เป็นรองนายกรัฐมนตรีที่พยายามแทรกอุดมการณ์อิสลามเข้าไปในพรรค ส่วนในปัจจุบันนายอับดุลเลาะห์ อาหมัด บาดาวี นายกรัฐมนตรีก็ได้สร้างความเป็นอิสลาม โดยการเสนอหลัการอิสลามฮาดารี (Islam Hadhari)[48] จนได้รับการสนับสนุนจากประชาชนมากขึ้น ทำให้การเลือกตั้งในปี 2004 ทำให้พรรคเกือบสามารถยึดรัฐกลันตันคืนจากพรรค โดยได้รับเลือกในสภานิติบัญญัติแห่งรัฐจำนวน 21 45 UMNO PAS ที่นั่ง ที่นั่ง การที่พรรค PAS สามารถปกครองรัฐกลันตัน ทำให้พรรค PAS พยายามที่จะใช้หลักการอิสลามในการปกครองการบริหารรัฐ

การที่พรรค PAS เป็นพรรคที่มีอุดมการณ์แนวทางอิสลาม แต่ในการบริหารการปกครองรัฐ ปรากฎว่าประชาชนที่ไม่ใช่ผู้นับถือศาสนาอิสลามไม่ได้มีผลกระทบแต่อย่างใด เพราะส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการออกกฎหมายที่มีประโยชน์ต่อประชนโดยรวม กฎหมายบางข้อ
การดำเนินการเพื่อใช้หลักชารีอะห์อิสลามในรัฐกลันตัน
มีความพยายามที่จะดำเนินการนำหลักการชารีอะห์อิสลามมาใช้โดยพรรค PAS โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรัฐกลันตันและรัฐตรังกานู นับตั้งแต่การก่อตั้งพรรค PAS ในปี1951 พรรค PAS มีความพยายามที่จะนำหลักการศาสนาอิสลามมาใช้ แต่การนำบางส่วนของหลักการซารีอะห์อิสลาม เริ่มมีผลให้เห็นนับตั้งแต่พรรค PAS ได้สามารถยึดครองรัฐกลันตันตั้งแต่ปี 1990 โดยพรรค PAS ได้พยายามทำให้รัฐกลันตันเป็นรัฐที่ปกครองตามหลักศาสนาอิสลาม มีการประกาศให้รัฐกลันตันเป็นรัฐระเบียงแห่งนครมักกะห์ ( Negeri Kelantan Negari Serambi Makkah) และประกาศให้เมืองโกตาบารู เมืองเอกของกลันตันเป็นเมืองอิสลาม หรือ Islamic City โดยมีชื่อเป็นทางการว่า เมืองโกตาบารู เมืองแห่งอิสลาม หรือ Kota Bharu Bandar raya Islam
Nasharuduin Mat Isa : 50 tahun mempelopori Perubahan,Menyingkap Kembah PAS lima puluh tahun :2001, Pernerbitan Ahnaf : KL


ตอนที่ 1 รัฐต่างๆศาสนา และกฎหมายสหพันธรัฐ
มาตรา 3 : (1) ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาสำหรับสหพันธรัฐ แต่ศาสนาอื่นสามารถนับถือและประกอบศาสนพิธีในดินแดนต่างๆของสหพันธรัฐ

มาตรา 8 ความเสมอภาพ
(1)ทุกคนมีความเสมอภาพในด้านกฎหมายและมีสิทธิ์ได้รับการปกป้องจากกฎหมายด้วยความเสมอภาพ
(3)ไม่มีความแตกต่างในการได้รับผลประโยชน์จากบุคคลนั้นเป็นประชาชนของ Raja แห่งรัฐใดๆ

ตอนที่ 12 บททั่วไป

มาตรา152 ภาษาแห่งชาติ
(1)ภาษาแห่งชาติคือภาษามลายู และต้องเขียนด้วยอักขระที่ได้กำหนดไว้โดยรัฐธรรมนูญ โดยมีเงื่อนไขดังนี้
(a)ไม่สามารถห้ามหรือกีดกั้นผู้ใดจากการใช้(ด้วยวัตถุประสงค์ใดๆนอกจากวัตถุประสงค์ทางการ)หรือจากการสอนหรือเรียนภาษาใดๆและ
(b)ไม่มีสิ่งใดในวรรคนี้ที่สามารถกระทบสิทธิของรัฐบาลสหพันธรัฐหรือสิทธิของรัฐบาลแห่งรัฐในการรักษาและดำเนินการใช้ภาษาและการเรียนภาษาของกลุ่มชนใดๆในสหพันธรัฐ
มาตรา160 การอธิบาย
(2)ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ถ้ามีใช้เกิดความหมายที่แตกต่างจะต้องมีความหมายดังนี้
“Orang Asli” (คนพื้นเมือง) หมายถึง คนพื้นเมืองในแหลมมลายู
“มลายู” หมายถึง บุคคลใดๆที่นับถือศาสนาอิสลาม ต้องพูดภาษามลายู ดำเนินชีวิตตามขนบธรรมเนียมประเพณีมลายูและ
(a) เกิดก่อนวันเอกราชในสหพันธรัฐหรือสิงคโปร์ หรือมารดาหรือบิดาเกิดในสหพันธรัฐหรือในสิงคโปร์ หรือในวันเอกราชโดยตั้งถิ่นฐานอยู่ในสหพันธรัฐหรือสิงคโปร์หรือ
(b)เป็นลูกหลานของบุคคลดังกล่าว

มาตรา161 การใช้ภาษาอังกฤษและภาษาภูมิบุตรในรัฐซาบะห์และซาราวัค
(2)การใช้ภาษาอังกฤษได้ดังนี้
(a)การใช้ภาษาอังกฤษในสภาใดๆของรัฐสภาโดยสมาชิกจากรัฐซาบะห์และซาราวัค
(b)การใช้ภาษาอังกฤษในศาลสูงของรัฐซาบะห์และซาราวัค หรือศาลต้นในรัฐซาบะห์และซาราวัค
มาตรา161A สถานภาพพิเศษของ Bumi putra ในรัฐซาบะห์และซาราวัค
(4)รัฐธรรมนูญของรัฐซาบะห์และซาราวัค สามารถออกกฎเช่นเดียวกันกับมาตรา153
(6) ความหมายของ Bumi putra หมายถึง
(a) สำหรับรัฐซาราวัค ผู้มีสิทธิและมีการกำหนดชนเผ่าตามวรรค(7) ถือเป็นชนเมือง (Bumi putra)หรือมีเลือดผสมของชนพื้นเมืองดังกล่าว
(b) สำหรับรัฐซาบะห์ ผู้มีสัญชาติและลูกหลานของชนพื้นเมืองรัฐซาบะห์และเกิดในรัฐซาบะห์ หรือบิดาขณะที่เกิดเป็นผู้ตั้งถิ่นฐานอยู่ในรัฐซาบะห์
(7) ชนพื้นเมืองที่ถือเป็น umi Putra ตามวรรค(6)คือ Bukitan, Bisayah,Dusun, Dayak Laut,Dayak Darat,Kadayan,Kalabit,Kayan,Kehyah (รวมทั้ง Sabup และSipeng),Kajang,
(รวมทั้ง Sekapan,Kejamah,Lehanan,Punan,Tanjung,และKanowit),Lugat,lisum,Melayu,Melano,Murut,Penan,Sian,Tagal,TabunและUkit
161B การว่าความในศาลในรัฐซาบะห์และรัฐซาราวัค
การว่าความของทนายความที่ไม่ได้ตั้งถิ่นฐานอยู่ในรัฐซาบะห์และรัฐซาราวัคนั้นสามารถว่าความในรัฐซาบะห์และรัฐซาราวัคได้ตามพระราชบัญญัติของรัฐสภาจนกว่าจะได้รับความยินยอมจากรัฐดังกล่าว

รัฐกลันตันกับการปกครองโดยใช้หลักการของศาสนาอิสลาม
จากหนังสือที่ออกโดยรัฐบาลท้องถิ่นรัฐกลันตันที่ชื่อว่า Dasar-Dasar Utama Kerajaan Negeri Kelanta, Pusat Kajian Strategik : Urusaetia Peneranga Kerajaan Negeri Kelantan : Kota Bharu: 2005
1. การพัฒนาและ การบริหาร
การพัฒนาและ การบริหารเป็นหัวใจหลักของรัฐบาลหนึ่งๆ
พัฒนาพร้อมกับอิสลาม หรือ Membangun bersama Islam มีความหมายว่าการนำโดยเน้นความรับผิดชอบทั้งในโลกนี้และโลกหน้า โดยใช้หลักของคัมภีร์อัล-กุรอ่านและสุนนะห์เป็นฐาน และนักปราชญ์ศาสนาเป็นแกนของการวินิจฉัย

ยุทธศาสตร์และการดำเนินการ
โครงการสำคัญที่ทางรัฐบาลรัฐกลันตันได้ดำเนินการมี 3 โครงการคือ
1. โครงการการบริหารและการคลัง
2. โครงการพัฒนาอิสลาม
3.โครงการพัฒนาและความสงบสุขของประชาชน

1. โครงการการบริหารและการคลัง
1.1 สร้างวัฒนธรรมโดยการเปิดและปิดพิธีการต่างๆ โดยใช้หลักการอิสลาม นั้นคือ การเริ่มเปิดงานโดยการอ่านบท อัล-ฟาตีฮะห์ และปิดงานโดยการอ่านบทอัล-อัสรี
1.2 อนุมัติหนังสือเวียนการบริหารอิสลามฉบับปี1994
1.3 ปิดสถานที่การพนัน
1.4 ปฏิบัติตัวตามหลักการอิสลามด้วยการแต่งกายที่มิดชิด
1.5 ควบคุมร้านตัดผม โดยหลีกเลี่ยงให้สตรีตัดผมผู้ชาย
1.6 หามมีป้ายโฆษณาที่มีการโฆษณารูปภาพสตรีที่ท่าทางและการแต่งกายที่ขัดกับหลักการศาสนาอิสลาม
1.7 ไม่มีการอนุมัติใบอนุญาตเปิดสถานบันเทิง
1.8 ดำเนินการใหม่เกี่ยวกับใบอนุญาตขายเหล้า เริ่มตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 1993 โดยสุราทุกประเภทไม่อนุญาตให้มีการดือมในที่สาธารณะ รวมทั้งในโรงแรม, ภัตตาคาร และ ร้านอาหาร อย่างไรก็ตามบุคคลที่ไม่ใช่มุสลิมสามารถดืมที่บ้าน สถานที่พำนักของพวกเขา หรือ สถานที่ไม่ใช่สาธารณสถาน
1.9 มีการบริหารโรงแรมตามหลักศาสนาอิสลาม
1.10 มีการเปิดเคาเตอร์จ่ายเงินโดยแยกระหว่างสตรีกับผู้ชายในห้างสรรพสินค้า
1.11 มีการแยกที่นั่งกันระหว่างผู้ชายกับสตรีในงานที่เป็นทางการต่างๆ
1.12 มีการให้เงินกู้ยืมแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลโดยใช้หลักการศาสนาอิสลาม
1.13 แยกบัญชีระหว่างบัญชีฮาลาล หรือบัญชีถูกตามหลักศาสนาอิสลามกับบัญชีฮาราม หรือบัญชีผิดตามหลักศาสนาอิสลาม
1.14 ทำงานวันละ 5 วันต่อสัปดาห์ (วันหยุดคือ วันศุกร์และวันเสาร์ ขณะที่รัฐอื่นวันหยุดคือ วันเสาร์และวันอาทิตย์)
1.15 ลาคลอดมีการขยายเวลาจาก 42 วัน เป็น 60 วัน
1.16 เวลาทำงานในช่วงเดือนถือศีลอดทำให้สั้นลง โดยไม่มีเลาพักเที่ยงในเดือนรอมฏอน
1.17 มติผ่าน พ.ร.บ. การควบคุมการบันเทิงของรัฐกลันตัน ฉบับปี 1998 โดยการเน้นคุณค่าของศาสนาอิสลาม
1.18 ควบคุมเวลาการดำเนินธุรกิจในช่วงเวลามักริบ เพื่อให้พ่อค้าแม่ค้าสามารถประกอบการละหมาดได้
1.19 มีการโอนบัญชีเงินฝากของรัฐบาลท้องถิ่นจากระบบธาคารที่มีดอกเบี้ยมาเป็นระบบธนาคารปลอดดอกเบี้ย
1.20 สร้างโรงรับจำนำตามระบบอิสลาม หรือที่เรียกว่า อัล-ราฮัน (Al-Rahn)
1.21 จัดตั้งกองทุนระเบียงมักกะห์ (Tabung Serambi Mekah)

2. โครงการพัฒนาอิสลาม
2.1 โครงการที่ได้รับการอนุมัติจากทางรัฐบาลท้องถิ่นรัฐกลันตัน เช่น
2.2 จัดตั้งหน่วยเผยแพร่ศาสนาอิสลาม
2.3 เพิ่มจำนวนครูสอนคัมภีร์อัล-กุรอ่านและฟาร์ดูอิน
2.4 ดำเนินกิจกรรมต่างๆโดยร่วมมือกับองค์กรต่างๆที่เผยแพร่ศาสนา
2.5 เพิ่มกิจกรรมเผยแพร่ศาสนาอิสลามโดยผ่านหน่วยงานของรัฐ
2.6 โครงการเผยแพร่ศาสนาโดยผ่านกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์ในระดับองค์กรบริหารส่วน2.72.8ท้องถิ่น เช่น เทศบาล, อำเภอ
2.9 เพิ่มประสิทธิภาพของฝ่ายเผยแพร่ศาสนาในสำนักงานกิจการอิสลาม
2.10ส่งเสริมการเข้าร่วมของบุคคลที่ไม่ใช่มุสลิมในงานพิธีการสำคัญของทางศาสนาอิสลามและพิธี2.11ทางการของรัฐบาลท้องถิ่น 2.18
2.12รณรงค์การแต่งกายปกปิดตามหลักศษสนาอิสลาม
2.13 โครงการอิฮฺยา รอมฎอน
2.14 โครงการอิมาเราะห์มัสยิด
2.15 โครงการต้อนรับวันฮูดุด
2.16 โครงการเดือนแห่งการละหมาด
2.17 จัดท่องเที่ยวในเดือนรอมฎอน
2.18 จัดตั้งกองทุนอัล-กอร์ดูล ฮัสซันในมัสยิดต่างๆ
2.19 ขจัดการค้าประเวณี
2.20 จัดตั้งวิทยาลัยอิสลามนานาติสุลต่านอิสมาแอลปุตรา มีสถานะเทียบเท่ามหาวิทยาลัย
2.21 จัดตั้งสถาบันมาอาฮัดตะห์ฟีซอัล-กุรอ่าน
2.22 การแทรกกิจกรรมศิลปะและวัฒนธรรมอิสลามเข้าในงานวัฒนธรรมประจำปีของรัฐกลันตัน
2.23ลงมติผ่าน พ.ร.บ. กฎหมายอาชญากรรมชารีอะห์ II (ฉบับปี1983)
2.24นโยบายวัฒนธรรมแห่งรัฐโดยตั้งบนพื้นฐานของหลักการอิสลาม(ฉบับปี1998)
2.25เข้มงวดให้เป็นไปตามหลักการอิสลามของนโยบายควบคุมการบันเทิงของรัฐกลันตัน ฉบับปี 1998 และให้ความสำคัญกับจริยธรรมอิสลามในกฎขัอบังคับควบคุมการบันเทิง ฉบับปี1999
2.26ให้ปฏิบัติตาม พ.ร.บ. ครอบครัวอิสลาม ฉบับปี 1993 ฉบับแก้ไขปี1999

3.โครงการพัฒนาและความสงบสุขของประชาชน
3.1 เพิ่มประสิทธิภาพของสำนักงานพัฒนาแห่งรัฐในการดำเนินโครงการต่างๆ
3.2 เพิ่มบทบาทของสำนักที่ดินและอำเภอ (มีสถานะคล้ายที่ว่าการอำเภอในประเทศไทย)
3.3 ดำเนินโครงการสาธารณประโยชน์ เช่น สร้างถนน ยกระดับถนน สร้งสะพาน ฯลฯ
3.4 มีการเปประมูลสัมปทานป่าไม้โดยการเปิดเผย (การประมูลสัมปทานป่าไม้ อยู่ในอำนาจของรัฐบาลท้องถิ่น มีการเล่นพรรค เล่นพวก จนครั้งหนึ่งรองมุขมนตรีของรัฐกลันตันผู้รับผิดชอบเกี่ยวกับการป่าไม้ถูกโจมตี ทำให้มุขมนตรีต้องนำอำนาจหน้าที่การรับผิดชอบการป่าไม้เข้าอยู่ภายในอำนาจของตนเอง)
3.5 นโยบายประหยัดในการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดิน
3.6 นโยบายตะอาวุนในการดำเนินการโครงการต่างๆ
3.7 ให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ยากจนโดยผ่านองค์กรของรัฐบาลท้องถิ่น เช่น YAKIN, PKINK และ KPK


นโยบายเกี่ยวกับศิลปะและวัฒธรรม
มีการห้ามละเล่นศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นที่เห็นว่าขัดกับหลักการศาสนาอิสลาม
1. เล่นดีเกร์บารัต หรือที่คนในจังหวัดชายแดนภาคใต้รู้จักกันในนามของดีเกร์ฮูลู นั้นให้ปฏิบัติตาม พ.ร.. ควบคุมการบันเทิงของรัฐกลันตัน ฉบับปี 1991 โดยมีการห้ามมีนักแสดงผู้หญิงเข้าร่วมในการแสดงด้วย
2. ห้ามการละเล่นมะโหย่ง
3. ห้ามการละเล่นมโนราห์
4. ห้ามการละเล่นปุตรี

พ.ร.บ. กฎหมายอาชญากรรมชารีอะห์ II (ฉบับปี1983) ใช้หลักการศาสนาอิสลามในการตัดสินความผิด ตอนที่ 1 ความผิดตามกฎหมายฮูดุด มาตรา 4 ความผิดตามกฎหมายฮูดุดมี 1.การขโมย 2.การปล้น 3. การผิดประเวณี 4. การกล่าวหาผู้อื่นว่าผิดประเวณีโดยไม่มีพยานเป็นจำนวน 4 คน 5.การดื่มสุรา หรือสิ่งมึนเมา 6. การออกจากการนับถือศาสนาอิสลาม

ตัวอย่างการตัดสินความผิด เช่น การขโมย
ครั้งที่ 1 ตัดมือมือขวาของผู้กระทำผิด ครั้งที่ 2 ตัดมือซ้ายของผู้กระทำผิด ครั้งที่ 3 ตัดสินจำคุกเพื่อให้ผู้ทำผิดสำนึกในการกระทะดังกล่าว
[1] Mohd. Foad Sakdan.1999. Pengetahuan Asas Politik Malaysia.Dewan Bahasa dan Pustaka : Kuala Lumpur หน้า 59
[2] Warta Gapena, October 2001 หน้า 16 และWarta Gapena, October 2005 หน้า 5-6
[3] Jabatan Penerangan Malaysia.2004.Malaysia2004.Percetakan Zaiton Kassim:Ipoh หน้า 124
[4] Shaikh Mohd. Noor Alam bin Shaikh Mohd. Hussain.1988. Federalisme di Malaysia:Dewan Bahasa dan Pustaka:Kuala Lumpur หน้า
14-15

[5] สถาบันการศึกษาดังกล่าว เช่น Raffle Institute ต่อมาสถาบันนี้ได้ร่วมกับ King Edward VII Medical College ที่สิงคโปร์กลายเป็น University
of Malaya ภายหลังได้มีการจัดตั้งวิทยาเขตที่กัวลาลัมเปอร์กลายเป็น University of Malaya, Kuala Lumpur ส่วนวิทยาเขตเดิมเป็น University
of Malaya, Singapore ต่อมาเมื่อ 1965 สิงคโปร์ได้แยกตัวออกจากมาเลเซีย ดังนั้น University of Malaya ที่กัวลาลัมเปอร์ยังคงใช้ชื่อเดิมเป็น
University of Malaya ส่วน University of Malaya ทีสิงคโปร์ได้เปลี่ยนชื่อ University of Singapore ต่อมา University of Singapore กลายมา
เป็น National University of Singapore จนถึงปัจจุบัน

[6] สัมภาษณ์ นาย Ismail bin Salleh อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยแห่งชาติมาเลเซีย ปัจจุบันเป็นอาจารย์ต่างประเทศประจำภาควิชาภาษา
ตะวันออก คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2549
[7] Mohd. Foad Sakdan.1999.Pengetahuan asas Politik Malaysia.Dewan Bahasa dan Pustaka : Kuala Lumpur หน้า 136-137
[8] แหล่งเดิม หน้า 136
[9] นิอับดุลรากิ๊บ บินนิฮัสซัน.2548a.เอกสารบรรยายวิชาการเมืองการปกครองในภูมิภาคมลายู.แผนกวิชามลายูศึกษา ภาควิชาภาษาตะวันออก
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
[10] Hazil Abdul Hamid.1990.Sosiologi Pendidikan dalam perspektif pembangunan Negara.Dewan Bahasa dan Pustaka: Kuala Lumpur 19
หน้า 95-96
[11] ในประเทศมาเลเซีนค่อนข้างจะให้ความสำคัญกับโรงเรียนประจำ นักเรียนที่เรียนโรงเรียนประจำได้รับสวัสดิการจากรัฐบาล แม้แต่ที่เมืองรัน
เตาปันยัง รัฐกลันตัน ซึ่งเป็นเมืองที่อยู่ตรงข้ามอำเภอสุไหงโกลกก็มีโรงเรียนมัธยมรันเตาปันยัง (Sekolah Menengah Kebangsaan Rantau
Panjang )ซึ่งมีหอพักประจำสำหรับนักเรียน
[12] Hazil Abdul Hamid. แหล่งเดิม หน้า 150-151
[13] Kari Von Vorys : Democracy without consensus communalism and political stability in Malaysia : New Jersey: Princeton University Press
หน้า 397
[14] Hazil Abdul Hamid. แหล่งเดิม หน้า 153
[15] สัมภาษณ์ นาง Faridah Mohd. Nor อาจารย์หัวหน้าแผนกวิชาภาษามลายู โรงเรียนมัธยม Mahmud Muhyiddin , Kota Bharu Kelantan
Malaysia เมื่อ วันที่ 6 กันยายน 2549
[16] Hazil Abdul Hamid. แหล่งเดิม หน้า 154
[17] Perlembagaan Persekutuan.2005.International Law Book Services:Petaling Jaya. หน้า 165-170
[18] Siri undang-undang dan masyarakat : mengenal mahkamah Malaysia Kuala Lumpur : Dewan Bahasa dan Pustaka, 1997.
[19] นิอับดุลรากิ๊บ บินนิฮัสซัน.2548b.เอกสารบรรยายวิชาระบบกฏหมายในภูมิภาคมลายู.แผนกวิชามลายูศึกษา ภาควิชาภาษาตะวันออก
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
[20] Fauziah Shaffie & Ruslan Zainuddin.2001.Sejarah Malaysia..Selangor:Fajar Bakti หน้า 41
[21] Zaini Nasohah.2004.Pentadbiran undang-undang Islam di Malaysia : sebelum dan menjelang merdeka.Kuala Lumpur : Utusan
Publications & Distributors. หน้า 32

[22] ประเทศมาเลเซียในยุคเป็นอาณานิคมของอังกฤษ แบ่งการปกครองออกเป็น 3 ส่วน คือ สหพันธรัฐมลายู หรือ Federated Malays States
ประกอบด้วยรัฐปาหัง รัฐนัครีซัมบีลัน รัฐเปรัค รัฐสลังอร์, รัฐมลายูที่ไมใช่สหพันธรัฐมลายู หรือ Unfederated Malays State ประกอบด้วย
รัฐกลันตัน รัฐตรังกานู รัฐโยโฮร์ รัฐเคดะห์ รัฐเปอร์ลิส และ รัฐสเตร็ทเซ็ตเติ้ลเมนท์ หรือ Straight Settlement States ประกอบด้วยรัฐปีนัง, รัฐ
มะละกา และ สิงคโปร์
[23] สัมภาษณ์นาย Mohd. Said Hinayat ผู้อำนวยการสำนักงานกิจการชนพื้นเมืองแห่งรัฐซาบะห์ รัฐบาลท้องถิ่นรัฐซาบะห์ เมื่อ 6 พฤศจิกายน
2549
[24] Perlembagaan Persekutuan อ้างแล้ว หน้า 2
[25] Abdul Halim El-Muhammady 2005.Undang-undang jenayah dalam Islam dan Enakmen Negeri-Negeri .Bangi, Selangor : Wadah Niaga
หน้า 21 .
[26] ซากาตเป็นเงินทำทานตามที่ศาสนาได้กำหนดไว้ ซึ่งชาวมุสลิมทุกคนต้องจ่ายแก่ผู้ที่อยู่ในเกณฑ์ศาสนาอิสลามได้บัญญัติไว้
[27] เดือนรอมฎอน เป็นเดือนที่ 9 ของปฏิทินอิสลามตามจันทรคติ
[28] Abdullah Alwi Hassan .2000.Pertumbuhan Pentadbiran Undang-Undang Islam di Malaysa, ใน Mohd. Taib Osman & A Aziz Deraman..
Tamadun Islam di Malaysia.Kuala Lumpur:Dewan Bahasa Pustaka หน้า 125-126
[29] กาฎี เป็นตำแหน่งผู้พิพากษาที่ใช้กฎหมายอิสลามในการตัดสินคดีความ และในกลุ่มชาวมุสลิมที่ยึดถือแนวทางสุนหนี่ หรือ สุนนะห์ มีสำนัก
แนวคิดอยู่ 4 สำนัก คือ สำนักอัช-ชาฟีอี สำนักฮัมบาลี สำนักมาลีกี และสำนักฮานาฟี
[30] Abdullah Alwi Hassan. อ้างแล้ว หน้า 156-158
[31] สามารถดูรายละเอียดใน Mohd. Nor bin Ngah, Kitab Jawi : Islamic Thought of The Malay Muslim Scholars: Singapore: Institute of
Southeast Asian Studies : 1982) และ Virginia Matheson & M.B. Hooker, “Jawi Literature in Patani : The Maintenance of An Islamic
Tradition, ใน Journal of The Malaysia Branch of The Royal Asiatic Society, Vol. 61 Part. 1, 1988.
[32] Ismail Mat.Kepentingan Pendidikan Perundangan Islam dalam konteks Pentadbiran Mahkamah Syariah di Sabah dan Sarawak,
ใน Ismail Ab. Rahman (Editor).Pendidikan Islam Malaysia, Universiti Kebangsaan Malaysia: Bangi: Selangor: 1993หน้า 70-79

[33] นิอับดุลรากิ๊บ บินนิฮัสซัน.2548a. อ้างแล้ว
[34] Mohd. Foad Sakdan. อ้างแล้ว หน้า 17
[35] ก่อนที่จะมีการจัดตั้งพรรคแนวร่วมแห่งชาตินั้น พรรคการเมืองของกลุ่มเชื้อชาติได้ร่วมตัวกันจัดตั้งพรรคพันธมิตร เป็นการรวมตัวของพรรค
United Malays National Organisation (UMNO), พรรคMalaysia Chinese Association (MCA) และพรรค Malaysia Indian Congress (MIC)
[36] สัมภาษณ์Mr. Nik Rusli Bin Nik Mustapha ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิชาการ สำนักงานศึกษาธิการแห่งรัฐกลันตัน ซึ่งอีกตำแหน่งหนึ่ง
เป็นกรรมการบริหารพรรค UMNO เขตตุมปัต รัฐกลันตัน เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2549
[37] Mohd. Foad Sakdan. อ้างแล้ว หน้า 172-173
[38] Mr. Nik Rusli Bin Nik Mustapha. อ้างแล้ว
[39] Perlembagaan. อ้างแล้ว หน้า 57-58
[40] นักศึกษาภาควิชาภูมิศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ได้ไปสัมภาษณ์เขา ปรากฏว่า
สามารถพูดภาษาไทยได้ แต่ไม่สามารถเขียนภาษาไทยได้ เพราะได้รับการศึกษาตามระบบการศึกษาของมาเลเซีย
[41] Mr. Siri Nengbuah (นายสิริ สุกใส) ผู้อำนวยการสำนักงานศิลปะและวัฒนธรรมแห่งรัฐนัครีซัมบีลัน มาเลเซีย เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2549
[42] ผู้เขียนเคยพบกับสมาชิกเทศบาลผู้นี้ที่ตลาดรันเตาปันยังเมื่อ 2 ปี โดยการแนะนำของนาย Rusli Fadhil สมาชิกสภาเทศบาลเมืองปาเซร์มัส ซึ่งเป็น
เพื่อนกับผู้เขียน
[43] Amran Kasimin.1995.Agama dan perubahan social di kalangan penduduk asli di Semenanjung Tanah .Kuala Lumpur:Dewan Bahasa Pustaka
Melayu. หน้า 3-8
[44] Syed Muhammad Naguib Al-Attas1993.Islam and secularism..Kuala Lumpur: ISTAC หน้า 36-47
[45] Nasharuddin Mat Isa.Hubungan Politik dan Agama: Trauma Hidup Umat Melayu Islam ใน Himpunan Kertas Kerja : Isu dan proses
Pembukaan Minda Umat Melayu Islam.Kuala Lumpur : Dewan Bahasa dan Pustaka. 2002 หน้า 72-73
[46] Murshidul Am แปลตามตัวว่า ที่ปรึกษาทั่วไป แต่ตำแหน่งนี้มีเพียงคนเดียวภายในพรรค

ระบบศาลยุติธรรมของประเทศมาเลเซีย

โดย นิอับดุลรากิ๊บ บินนิฮัสซัน

ระบบศาลยุติธรรมของมาเลเซีย

ศาลฎีกา ( Mahkamah Agong )
องค์ประกอบของศาลฎีกานั้นมี
1. ประธานศาลแห่งชาติ (Ketua Hakim Negara ) และประธานศาลฎีกา
2. หัวหน้าผู้พิพากษา(Hakim Besar)ของศาลสูงแห่งมาลายา และศาลสูงแห่งบอร์เนียว
3. ผู้พิพากษาจำนวน 7 ท่านของศาลฎีกา
ในการดำเนินคดีนั้นศาลฎีกาจะประกอบด้วยผู้พิพากษาจำนวน 3 ท่านโดยได้รับกาเลือกการเลือกจากประธานศาลแห่งชาติ ( ประธานศาลฎีกา )แต่ในกรณีที่เป็นคดีสำคัญทางศาลฎีกาจะมีผู้พิพากษาจำนวน 5 ท่าน

ศาลสูง (Mahkamah Tinggi)
องค์ประกอบของศาลสูงนั้นมีดังนี้
1. หัวหน้าผู้พิพากษา ( Hakim Besar ) จำนวน 2 ท่าน โดย 1ท่าน มาจากแหลมมลายู (Malaya ) และอีก 1ท่านมาจากรัฐซาบาห์ และรัฐซาราวัค
2. ผู้พิพากษาจำนวน35 ท่านโดย 8 ท่าน มาจากรัฐซาบาห์และรัฐซาราวัคและจำนวน 27 ท่านมาจากแหลมมลายู ( Malaya )
ศาลสูงมีอำนาจที่ไม่จำกัด แต่ส่วนใหญ่แล้วคดีที่อยู่นอกเหนืออำนาจของศาลต้นเท่านั้นที่จะไปพิจารณาในศาลสูง และศาลสูงจะรับพิจารณาคดีที่มีการอุทธรณ์จากการตัดสินของศาลชั้นต้น

Mahkamah Rayuan ( ศาลอุธรณ์)
ประกอบด้วยประธานศาล และผู้พิพากษาที่ได้รับการแต่งตั้งอีก 10 ท่าน

Mahkamah Rendah ( ศาลต้น )
ศาลต้นในแหลมมลายูประกอบด้วย Mahkamah Sesyen, Mahkamah Majistret, Mahkamah Juvenile และ Mahkamah Penghulu

Mahkamah Sesyen
เป็นศาลที่สูงที่สุดในศาลต้น มีอำนาจในการตัดสินคดียกเว้นคดีที่มีการลงโทษประหารชีวิต ผู้พิพากษาสามารถลงโทษจำเลยได้ยกเว้นแต่ลงโทษประหารชีวิต ในคดีแพ่งมีอำนาจตัดสินในกรณีไม่เกิน100,000ริงกิต ยกเว้นกรณีอหังสาริมทรัพย์,มรดก,การหย่า,การล้มละลาย

Mahkamah Majistret
เป็นศาลที่ตัดสินเกี่ยวกับคดีทั่วไปและคดีอาชญากรรม ผู้พิพากษาชั้น2 สามารถตัดสินคดีในกรณีลงโทษไม่เกิน 12 เดือน ในคดีแพ่งมีอำนาจตัดสินในกรณีไม่เกิน 3,000 ริงกิต ส่วนผู้พิพากษาชั้น1 ของMahkamah Majistretมีอำนาจที่กว้างขวางโดยสามารถลงโทษในกรณีไม่เกิน 10 ปี ในกรณีคดีแพ่งมีอำนาจมีอำนาจตัดสินในกรณีไม่เกิน25,000ริงกิต

Mahkamah Juvenil
เป็นศาลเด็กที่ผู้พิพากษาชั้น 1 สามารถพิพากษาความผิดได้ทุกประเภทลงโทษได้ยกเว้นประหารชีวิต และผู้พิพากษาต้องมี “ที่ปรึกษา (Law Adviser )” จำนวน 2 ท่าน การพิพากษาในศาลนี้จะทำแบบปิดไม่อนุญาตให้สาธาณชนเข้าฟังสามารถลงโทษผู้ผิดไปยังสถาบันดัดนิสัยที่รัฐบาลอนุญาตหรือปล่อยผู้กระทำความผิด

Mahkamah Penghulu
เป็นศาลที่มีผู้ใหญ่บ้านเป็นหัวหน้า Mahkamah Penghulu ถือเป็นศาลที่ต่าที่สุดในบรรดาศาลต้น ส่วนใหญ่มักไม่ต้องพิจารณาคดี เพาระผู้ใหญ่บ้านสามารถเกลี้ยกล่อมคู่กรณีได้ ศาลชนิดนี้สามารถพิจารณาคดีที่มีความขัดแย้งในวงเงินไม่เกิน 50 ริงกิต และปรับโทษได้ไม่เกิน 25 ริงกิต

ศาลต้นในรัฐซาบาห์และรัฐซาราวัก มีการขยายพ.ร.บ.ศาลต้นปี 1948 ไปยังรัฐซาบาห์และรัฐซาราวักเมื่อ 1 มิถุนายน 1981 จึงทำให้มีการจัดตั้ง Mahkamah juvenil และ Mahkamah sesyen ขึ้นในรัฐทั้งสอง โดยมีอำนาจหน้าที่เหมือนกับในแหลมมลายู โดยทั้งสองศาลดังกล่าวในรัฐซาบาห์และรัฐซาราวักมีผู้พิพากษาชั้น1และ2 เช่นกัน ส่วนศาลที่เรียกว่า Mahkamah Penghulu นั้นในรัฐซบาห์ละรัฐซาราวัคไม่มี

รัฐธรรมนูญประเทศมาเลเซีย

โดย นิอับดุลรากิ๊บ บินนิฮัสซัน

เนื้อหาบางส่วนของรัฐธรรมนูญประเทศมาเลเซีย
รัฐธรรมนูญมาเลเซีย

มีทั้งหมด 15 ตอน
มีทั้งหมด 183 มาตรา

ตอนที่ 1 รัฐต่างๆศาสนา และกฎหมายสหพันธรัฐ
มาตรา 1 ชื่อประเทศคือ มาเลเซีย เขียนเป็นภาษามลายูและภาษาอังกฤษว่า Malaysia[1]

2 รัฐต่างๆประกอบด้วย ( 13รัฐ ) รัฐต่อไปนี้ คือ รัฐโยโฮร์, รัฐเคดะห์, รัฐกลันตัน, รัฐมะละกา, รัฐนัครีซึมบีลัน, รัฐปาหัง, รัฐเปรัค, รัฐเปอร์ลิส, รัฐปีนัง, รัฐซาบะห์, รัฐซาราวัค, รัฐสลังงอร์ และรัฐตรังกานู

3 ดินแดนของรัฐต่างๆเป็นดินแดนของรัฐนั้นๆก่อนวันมาเลเซีย (Hari Malaysia) (16 กันยายน 1963)

4 ดินแดนรัฐสลังงอร์ ไม่รวมถึงดินแดนสหพันธรัฐกัวลาลัมเปอร์ (Wilayah Persekutuan Kuala Lumpur ) ซึ่งตั้งตามการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 1973 และดินแดนสหพันธรัฐปุตราจายา (Wilayah Persekutuan Putrajaya ) ซึ่งตั้งตามการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2001 รวมทั้งดินแดนสหพันธรัฐลาบวน (Wilayah Persekutuan Labuan) ซึ่งตั้งในความการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 1984

มาตรา 2 : การเข้าร่วมของดินแดนใหม่ในสหพันธรัฐ
a รัฐสภาสามารถนำรัฐอื่นเข้าร่วมในสหพันธรัฐ
b สามารถแก้ไข เปลี่ยนแปลงดินแดนรัฐต่างๆ
แต่การเปลี่ยนแปลงดินแดนนั้นต้องได้รับการยินยอมจากรัฐดังกล่าว

มาตรา 3: ศาสนาประจำสหพันธรัฐ
(1) ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาสำหรับสหพันธรัฐ แต่ศาสนาอื่นสามารถนับถือและประกอบศาสนพิธีในดินแดนต่างๆของสหพันธรัฐ

(2) ในรัฐต่างๆยกเว้นรัฐที่ไม่มีกษัตริย์( Raja) นั้น กษัตริย์ หรือ Raja มีสถานะเป็นผู้นำทางศาสนาอิสลามภายในรัฐของพระองค์ การกระทำการ หรือ พิธีการทางศาสนาใดๆที่ได้รับเห็นชอบจากสภาเจ้าผู้ครองรัฐ ดังนั้นเจ้าผู้ครองรัฐต้องเห็นชอบให้พระราชาธิบดีเป็นตัวแทนในนามของเจ้าผู้ครองรัฐ

( 3) รัฐธรรมนูญของรัฐ (Perlembangaan Negeri) ของรัฐมะละกา ปีนัง ซาบะห์และซาราวัค ต้องให้อำนาจแก่พระราชาธิบดี ในการเป็นผู้นำศาสนาอิสลามของรัฐดังกล่าว

( 5) พระราชาธิบดี (Yang Di Pertuan Agong) ต้องเป็นผู้นำศาสนาอิสลามของดินแดนสหพันธรัฐเช่น ดินแดนสหพันธรัฐกัวลาลัมเปอร์ ดินแดนสหพันธรัฐลาบวน(Labuan) และ ดินแดนสหพันธรัฐปุตรจายา (Putrajaya)

มาตรา 4 : กฎหมายหลักของสหพันธรัฐ
(1)รัฐธรรมนูญนี้เป็นกฎหมายหลักของสหพันธรัฐ และกฎหมายต่างๆที่ออกหลังวันเอกราชและขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญนี้คือเป็นโมฆะ

ตอน 2 เสรีภาพขั้นพื้นฐาน
มาตรา 5 เสรีภาพของตนเอง (Kebebasan diri)
(1)ไม่สามารถที่จะประหารชีวิตบุคคลใด หรือยกเลิกสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลของเขาได้ นอกจากโดยอาศัยอำนาจของกฏหมาย

(2) เมื่อมีการอุทธรณ์ต่อศาลสูง (Mahkamah Tinggi)หรือผู้พิพากษาศาลสูงใดๆว่าบุคคลถูกจับโดยมีความแย้งกับกฎหมาย ทางศาลสูงจะต้องทำการพิจารณา ยกเว้นจนกว่าศาลจะพอใจว่าบุคคลนั้นถูกจับโดยชอบตามกฎมาย ศาลต้องให้บุคคลนั้นขึ้นศาลและปล่อยเขาไป

(3) ถ้าบุคคลใดถูกจับต้องแจ้งเหตุผล(ข้อหา)ของการจับและต้องอนุญาตให้เขาพบกับทนายความที่เขาเลือก

มาตรา 6 การห้ามการทำงานโดยการบังคับและการเป็นข้าทาส
(1)ไม่สามารถบังคับ(Tahan) บุคคลใดเป็นทาสได้

(2)การทำงานโดยการบังคับได้รับการห้าม ยกเว้นรัฐสภาได้ออกกฎหมายเกณฑ์บังคับประชาชนเพื่อทำงานแก่ประเทศชาติ

มาตรา 8 ความเสมอภาพ
(1)ทุกคนมีความเสมอภาพในด้านกฎหมายและมีสิทธิ์ได้รับการปกป้องจากกฎหมายด้วยความเสมอภาพ

(3)ไม่สามารถแบ่งแยกความแตกต่างในการได้รับผลประโยชน์จากบุคคลนั้นเป็นประชาชนของ Raja แห่งรัฐใดๆ

(5)สิ่งเหล่านี้ไม่อาจห้ามหรือยกเลิกได้
b ตำแหน่งที่มีการจำกัดที่เกี่ยวข้องกับศาสนาหรือมูลนิธิ (yayasan) ที่ดำเนินการโดยศาสนานิกชนนั้นๆ
c การพิทักษ์/การพัฒนาคนพื้นเมือง(Orang Asli)ในแหลมมลายู (Semenanjung Tanah Melayu) ( รวมทั้งสงวนสิทธิ์ที่ดินสำหรับคนพื้นเมืองชาวมลายู หรือ Malay Reserve Land (Rezab Tanah Melayu)หรือ การสงวนสิทธิ์ตำแหน่งต่อคนพื้นเมืองตามความเหมาะสม[2]

มาตร 9 (1) บุคคลผู้มีสัญชาติไม่สามารถเนรเทศออกนอกหรือการห้ามเข้ามายังสหพันธรัฐ
(2) บุคคลผู้มีสัญชาติสามารถเคลื่อนไหว (bergerak) โดยอิสระทั่วสหพันธรัฐและตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ใดๆของสหพันธรัฐ[3]

มาตรา10 : ความอิสระในการพูด ชุมนุม และจัดตั้งสมาคม
(1)(b) ผู้มีสัญชาติทุกคนมีสิทธิ์ที่จะชุมนุมโดยสันติและปราศจากอาวุธ
(c) ผู้มีสัญชาติทุกคนมีสิทธิ์จัดตั้งสมาคม

มาตรา 11 ความอิสระในการนับถือศาสนา
(1) ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะนับถือศาสนาและประกอบพิธีทางศาสนาของตนเอง

(2) ทุกคนไม่อาจถูกบังคับให้เสียภาษีใดๆ ถ้ารายได้จากภาษีนั้นๆไม่ว่าจะเป็นทั้งหมด หรือ บางส่วนเป็นภาษีเพื่อการเฉพาะกิจการสำหรับศาสนาใดๆที่ไม่ใช่ศาสนาที่ตนเองนับถือ

(4) กฎหมายของรัฐต่างๆ, กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับดินแดนสหพันธรัฐกัวลาลัมเปอร์ ดินแดนสหพันธรัฐลาบวน และ ดินแดนสหพันธรัฐPutrajaya สามารถควบคุม หรืสกัดกั้นการเผยแพร่ความเชื่อหรือศาสนาอื่นในหมู่ผู้ที่นับถือศาสนาอิสลาม

มาตรา 12 สิทธิในการศึกษา
(2)ทุกกลุ่มศาสนามีสิทธ์ในการจัดตั้งและดำเนินการสถาบันเพื่อการศึกษาของเยาวชนในกลุ่มศาสนาตนเอง แต่สหพันธรัฐหรือรัฐใดๆมีสิทธ์ที่จะดำเนินจัดตั้งสถาบันอิสลามหรือให้ความช่วยเหลือต่อการสอนศาสนาอิสลามด้วยงบประมาณใดๆเพื่อวัตถุประสงค์นั้น

มาตรา 13 สิทธิในทรัพย์สิน
(1) บุคคลใดๆไม่อาจยกเลิกสิทธ์ในทรัพย์สิน ยกเว้นโดยการใช้กฎหมาย

(2) ไม่มีกฎหมายใดๆที่สามารถนำมาซึ่งทรัพย์สิน หรือนำทรัพย์สินโดยการบังคับซึ่งปราศจากการให้ค่าชดเชยตามความเหมาะสม

ตอน 3 สัญชาติ
บท 1 การได้มาซึ่งสัญชาติ

มาตรา 14: บุคคลที่ได้รับสัญชาติตามกฎหมาย
(1) บุคคลต่อไปนี้ที่ได้รับสัญชาติตามอำนาจของกฎหมาย
a- บุคคลที่เกิดก่อนวันมาเลเซีย (16 Seb 1963) และเป็นบุคคลสัญชาติสหพันธรัฐ
b- บุคคลที่เกิดในหรือภายหลังวันมาเลเซีย และมีคุณสมบัติที่กำหนดไว้ใน ตอน 2 ตาราง 2
c- ยกเลิก
(2)ยกเลิก
(3)ยกเลิก

มาตรา15 : การได้สัญชาติโดยการยืนจดทะเบียน (Pendaftaran) (ภรรยาและบุตรของผู้มีสัญชาติ)
(1) สตรีต่างชาติที่มีสามีเป็นผู้ที่มีสัญชาติ ผู้มีสัญชาติตั้งแต่ ตุลาคม1962
a มีถิ่นฐานอยู่ในสหพันธรัฐเป็นเวลา 2ปี ก่อนที่จะยืนจดทะเบียน
b มีความประพฤติดี

(2) บิดามารดาหรือผู้ปกครอง (Penjaga) บุคคลที่มีอายุต่ำกว่า 21 ปี ยืนคำร้องต่อรัฐบาลสหพันธรัฐ ทางรัฐบาลสหพันธรัฐสามารถสั่งให้บุคคลผู้นั้นยืนจดทะเบียนสัญชาติ ในกรณีที่มีบิดาหรือมารดา(หรือขณะที่เสียชีวิต)มีสัญชาติ

(4) ผู้ที่ตั้งถิ่นฐานถาวรในก่อนวันจัดตั้งประเทศมาเลเซียในรัฐซาบะห์และรัฐซาราวัค ให้ถือเป็นผู้ตั้งถ่นฐานถาวรในสหพันธรัฐด้วย

15a : อำนาจพิเศษในการจดทะเบียนสำหรับเยวชน
รัฐบาลสหพันธรัฐมีอำนาจพิเศษตามที่เห็นว่าสมควรในการสั่งให้บุคคลที่มีอายุต่ำกว่า 21 ปีให้จดทะเบียนเป็นบุคคลมีสัญชาติ

16: การได้สัญชาติโดยการยื่นจดทะเบียน (สำหรับคนที่เกิดในสหพันธรัฐก่อนวันเอกราช 31สิงหาคม 1957 )[4]

16a: การได้สัญชาติโดยการยื่นจดทะเบียน ( สำหรับคนที่ตั้งถิ่นฐานในรัฐซาราวัค รัฐซาบะห์ในวันมาเลเซีย

มาตรา19 : การได้สัญชาติโดยการโอนสัญชาติ ( Cara Kemasukan)
(1)คนทีมีอายุ 21 ปี หรือเกินกว่านั้นที่ไม่ใช่สัญชาติ สามารถขอสัญชาติได้ โดยเมื่อทางรัฐบาลมีความพอใจ

a โดยมีเงื่อนไขดังนี้
1 อาศัยอยู่ในสหพันธรัฐตามเวลาที่กำหนด[5] และมีความประสงค์จะอาศัยถาวรอยู่ในสหพันธรัฐ
2 ยกเลิก
b มีความประพฤติดี
c มีความรู้(สามารถพูด) ในภาษามลายู


บท 2 การยุติ /ยกเลิกสัญชาติ
มาตรา 23 การปฏิเสธสัญชาติ
(1)บุคคลที่ต้องการได้รับสัญชาติอื่น สามรถยื่นเรื่องขอยกเลิกสัญชาติสหพันธรัฐได้

มาตรา24 การหลุดจากสัญชาติโดยได้รับสัญชาติอื่น
(1)บุคคลผู้มีสัญชาติอื่นโดยการยื่นจดทะเบียน การโอนสัญชาติ (Kemasukan) หรือวิธีใด ยกเว้นด้วยการแต่งงาน รัฐบาลสหพันธรัฐสามารถยุติการมีสัญชาติของบุคคลผู้นั้นได้

(2)บุคคลผู้ได้รับผลประโยชน์จากการมีสิทธิผลประโยชน์ตามสัญชาติอื่น ทางรัฐบาลสามารถยุติสัญชาติของบุคคลผู้นั้นได้

บท3 เพิ่มเติม

มาตรา 29 สัญชาติเครือจักรภพ (Commonwealth)
(1)ด้วยสหพันธรัฐอยู่ในเครือจักรภพ ดังนั้นผู้มีสัญชาติย่อมได้รับสถานะสัญชาติของเครือจักรภพเท่าเทียบกับสัญชาติอื่นๆที่อยู่ในเครือจักรภพ

(มาตราที่เกี่ยวกับสัญชาติ ตั้งแต่มาตรา 14 ถึง 31 โดยมาตรา 17,19a, 20, 21,30a, 30b มีการยกเลิก และมีการยกเลิกในบางวรรคของมาตราต่างๆ)

ตอน 4 สหพันธรัฐ
บท 1 : ผู้นำประเทศ

มาตรา 32 : ผู้นำประเทศของสหพันธรัฐและพระราชินี
(1)ผู้นำประเทศเรียกว่า Yang Di Pertuan Agong ผู้ไม่สามารถถูกกล่าวหาต่อศาลใดๆยกเว้นในศาลพิเศษ ( Mahkamah Khas ) ที่จัดตั้งขึ้นในตอนที่15

(2)พระราชินีเรียกว่า Raja Permaisuri Agong

(3)Yang Di pertuan Agong ได้รับเลือกโดยสภาเจ้าผู้ครองรัฐ หรือ Majlis Raja-Raja มีวาระ 5 ปี

มาตรา 33 รองผู้นำประเทศของสหพันธรัฐ
(1 )ต้องมีรองผู้นำประเทศรียกว่า Timbalan Yang Di Pertuan Agong

(2 ) รองผู้นำประเทศ หรือ Timbalan Yang Di Pertuan Agong ได้รับการเลือกตั้งจาก สภาเจ้าผู้ครองรัฐ หรือ Majlis Raja-Raja มีวาระ 5 ปี

33a พระราชาธิบดี หรือ Yang Di Pertuan Agong ต้องยุติการปฏิบัติหน้าที่ในกรณีที่ถูกตั้งข้อกล่าวหา
(1) ต้องยุติการปฏิบัติหน้าที่ในกรณีถูกตั้งข้อกล่าวหาตามกฎหมายที่กำหนดในศาลพิเศษ

(2)ระยะเวลาการยุติการปฏิบัติหน้าที่ของ Yang Di Pertuan Agong ถือเป็นระยะเวลาในตำแหน่งของ Yang Di Pertuan Agong

มาตรา 34 สิ่งที่ Yang Di Pertuan Agong ไม่สามารถกระทำได้
(1)ไม่สามารถทำหน้าที่เป็นผู้นำของรัฐตนเอง ยกเว้นผู้นำทางศาสนาอิสลามภายในรัฐตนเอง

(3)ไม่สามารถดำเนินธุรกิจ

บท 2 สภาเจ้าผู้ครองรัฐ หรือ Majlis Raja-Raja

มาตรา 36 ตรายางใหญ่หรือ Mohor Besar
พระราชาธิบดี หรือ Yang Di Pertuan Agong เป็นผู้เก็บและใช้ตรายางใหญ่ หรือ Mohor Besar[6]

มาตรา 38 สภาเจ้าผู้ครองรัฐ หรือ Majlis Raja-Raja
(2)หน้าที่ของ สภาเจ้าผู้ครองรัฐ หรือ Majlis Raja-Rajaคือ
a-เลือก Yang Di Pertuan Agong และ Timbalan Yang Di Pertuan Agong
b-เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยต่อการกระทำการใด การปฏิบัติหรือพิธีทางศาสนาครอบคลุมทั่วสหพันธรัฐ
c-เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยเกี่ยวกับกฎหมายและให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการแต่งตั้งตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้
d- แต่งตั้งสมาชิกศาลพิเศษ (Mahkamah Khas)
e- ให้การอภัยโทษและสามารถให้การพิจารณาเกี่ยวกับนโยบายของประเทศ

บท 3 ผู้ปกครอง

มาตรา41 Yang Di Pertuan Agong คือ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองทัพสหพันธรัฐ

มาตรา43 คณะรัฐมนตรี
(1)Yang Di Pertuan Agong แต่งตั้งคณะรัฐมนตรีเพื่อให้คำปรึกษาต่อ Yang Di Pertuan Agong ในการปฏิบัติหน้าที่

(2) คณะรัฐมนตรีต้องมีเงื่อนไขดังนี้
a Yang Di Pertuan Agong แต่งตั้งนายกรัฐมนตรีจากสมาชิกรัฐสภา ที่ได้รับความไว้วางใจจากส่วนใหญ่ของสมาชิกรัฐสภา
b โดยการแนะนำของนายกรัฐมนตรี ทาง Yang Di Pertuan Agong ได้แต่งตั้งคณะรัฐมนตรีจำนวนหนึ่งจากสมาชิกรัฐสภา[7]
43a –รัฐมนตรีช่วย

(1) Yang Di Pertuan Agong แต่งตั้งรัฐมนตรีช่วยจากสมาชิกรัฐสภา ตามคำแนะนำของนายกรัฐมนตรี

(2) รัฐมนตรีช่วยมีหน้าที่ให้การช่วยเหลือการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการ

43b-เลขานุการฝ่ายรัฐสภา หรือ Setiausaha Parlimen
(1) นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งเลานุการฝ่ายรัฐสภาจากสมาชิกรัฐสภา

(2) เลขานุการฝ่ายรัฐสภามีหน้าที่ให้การช่วยเหลือการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการและรัฐมนตรีช่วย

43c-เลขานุการฝ่ายการเมือง หรือ Setiausaha Politik
(1) นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งบุคคลต่างๆเป็นเลานุการฝ่ายการเมือง

(2) บุคคลต่างๆเป็นเลานุการฝ่ายการเมืองมีเงื่อนไขคือ
a ไม่จำเป็นต้องเป็นสมาชิกรัฐสภา
b สามารถลาออกได้ทุกเวลา

บท 4 องค์กรนิติบัญญัติสหพันธรัฐ

มาตรา 44 สมาชิกรัฐสภา (Parliment)
อำนาจนิติบัญญัติตั้งอยู่บนพื้นฐานของ Parliament ซึ่งประกอบด้วย Yang Di Pertuan Agong และอีก 2 สภา คือ 1. วุฒิสภา หรือ Dewan Negara 2. สภาผู้แทนราษฎร หรือ Dewan Rakyat

มาตรา 45 สมาชิกวุฒิสภา ประกอบด้วยสมาชิกที่ถูกเลือก(dipilih)และถูกแต่งตั้ง (dilantik)
a- ได้รับการถูกเลือกจำนวน 2 คนต่อทุกๆรัฐ
aa-ได้รับการแต่งตั้งจาก Yang Di Pertuan Agong เนจำนวน 2 คน สำหรับดินแดนสหพันธรัฐกัวลาลัมเปอรร์ 1 คน สำหรับดินแดน Labuan 1 คน สำหรับดินแดนสหพันธรัฐ Putrajaya
b- 40 คน ได้รับการ แต่งตั้ง (dilantik) โดยYang Di Pertuan Agong

(2)คนได้รับการแต่งตั้งจาก Yang Di Pertuan Agong เป็นผู้ที่มีความสำเร็จในการปฏิบัติหน้าที่ด้านข้าราชการพลเรือน หรือในสายอาชีพ การค้า อุตสาหกรรม การเกษตร และวัฒนธรรม[8] ตัวแทนของชนกลุ่มน้อยที่มีประชากรจำนวนน้อย(เช่นชุมชนไทย คนพื้นเมือง หรือ คนอัสรี)

(3) มีวาระ 3 ปี
(3a)ไม่สามารถเป็นได้ 2 สมัยไม่ว่าจะต่อเนื่องหรือเว้นวาระ

มาตรา46 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร Dewan Rakyat
(1 )ประกอบด้วยสมาชิก 219 คนที่ถูกเลือก (dipilih)
(2)สมาชิกดังกล่าวประกอบด้วย
a- สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 206 คนจากรัฐต่างๆในมาเลเซียคือ

1. จำนวน 20 คน จากรัฐโยโฮร์ 2. จำนวน 15 คน จากรัฐเคดะห์
3. จำนวน 14 คน จากรัฐกลันตัน 4. จำนวน 6 คน จากรัฐมะละกา
5. จำนวน 8 คน จากรัฐนัครีซึมบีลัน 6. จำนวน 14 คน จากรัฐปาหัง
7. จำนวน 13 คนจากรัฐเปีนัง 8. จำนวน24 คน จากรัฐเปรัค
9. จำนวน 3 คนจากรัฐเปอร์ลิศ 10.จำนวน 25 คน จากรัฐซาบะห์
11. จำนวน 28 คนจากรัฐซาราวัค 12.จำนวน 22 คน จากรัฐสลังงอร์
13. จำนวน 8 คนจากรัฐตรังกานู

b- 13 คนจากดินแดนสหพันธรัฐกัวลาลัมเปอร์ ลาบวน และ Putrajaya มีดังนี้

1. จำนวน11 คนจากกัวลาลัมเปอร์
2. จำนวน1 คนจาก Labuan
3. คนจำนวน1 คน จาก Putrajaya

มาตรา47 การเป็นสมาชิก Parliament
a- สมาชิก Dewan Negara มีอายุไม่ต่ำกว่า 30ปี
b- สมาชิก Dewan Rakyat มีอายุไม่ต่ำกว่า21 ปี

มาตรา 49 บุคคลหนึ่งจะเป็นสมาชิก 2 สภา (Dewan Negara- Dewan Rakyat ) พร้อมๆ กันไม่ได้ และจะต้องไม่ได้ถูกเลือกเป็นตัวแทนมากกว่า1 รัฐ และจะเป็นสมาชิกที่ถูกเลือก (dipilih) และถูกแต่งตั้ง(dilantil)ในเวลาเดียวกันไม่ได้

มาตรา56 ประธานสภาและรองประธานสภาของ Dewan Negara
(4)บุคคลที่เป็นสมาชิกของสภานิติบัญญัติแห่งรัฐที่ได้รับเลือกเป็นประธาน Dewan Negara จะต้องลาออกจากสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ

มาตรา57 ประธานสภาและรองประธานสภา Dewan Rakyat

(1) Dewan Rakyat จะต้องเลือก
a- ประธานสภา Dewan Rakyat 1 คน
b- รองประธานสภา 2คน

มาตรา 58 : เงินเกษียร (บำนาญ) สำหรับประธาน รองประธาน Dewan Negara- Dewan Rakyat

มาตรา 63 : สิทธิพิเศษของสมาชิก Parliament
(2)ไม่สามารถฟ้องร้องในช่วงปฏิบัติงานใน Parliament

มาตรา64: เงินเกษียร (บำนาญ) ของบรรดาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร


ตอน 5 รัฐต่างๆ

มาตรา70 ความสำคัญของสุลต่าน และYang Di Pertuan Negeri (ผู้ว่าการรัฐ)
Raja (สุลต่าน) และ Yang Di Pertuan Agong Negeri (ผู้ว่าการรัฐ) ย่อมมีความสำคัญในรัฐของตนเองมากกว่า Raja และ Yang Di Pertuan Agong Negeri (ผู้ว่าการของรัฐอื่นๆ)

(2) Raja มีความสำคัญกว่าผู้ว่าการรัฐ และในบรรดา Raja ผู้ที่อาวุโสคือผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นRaja ก่อนโดยคิดตามวันเวลาที่ได้รับการแต่งตั้งสำหรับบรรดาผู้ว่าการรัฐก็เช่นกัน ผู้ที่อาวุโสคือ ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งก่อน ในกรณีที่ผู้ว่าการรัฐได้รับการแต่งตั้งในวันเวลาเดียวกันให้ถือผู้มีอายุมากกว่าเป็นสำคัญ

มาตรา71 หลักประกันของสหพันธรัฐต่อรัฐธรรมนูญแห่งรัฐ
(1) สหพันธรัฐรับประกันสิทธิของRaja ในรัฐต่อการสืบราชทายาทและสืบราชบังลังก์ รับประโยชน์ และดำเนินการตามรัฐธรรมนูญของรัฐ แต่กรณีเกิดความขัดแย้งเกี่ยวกับการสืบราชบังลังก์ของ Raja จะถูกตัดสินโดยผู้มีอำนาจตามที่กำหนดในรัฐธรรมนูญแห่งรัฐเท่านั้น

(2) ถ้ามีการแก้ไข( ถ้าจำเป็นต้องแก้ไขใน(1) สำหรับผู้ปกครองของรัฐก็ใช้ตามมาตรานี้สำหรับรัฐอื่น)

มาตรา72 ความสำคัญของ Dewan Negeri

ตอน 6 ความสัมพันธ์ระหว่างสหพันธรัฐกับรัฐต่างๆ

มาตรา73 ขอบเขตของกฎหมายสหพันธรัฐและรัฐต่างๆ
(1)รัฐสภาสามารถออกกฎหมายครอบคลุมสหพันธรัฐหรือส่วนใดของสหพันธรัฐรวมทั้งกฎหมายที่ใช้ภายนอกและภายในสหพันธรัฐ

(2)สภานิติบัญญัติแห่งรัฐสามารถออกกฎหมายครอบคลุมหรือส่วนใดของรัฐดังกล่าวได้

มาตรา75 กฎหมายของรัฐที่ขัดแย้งกับกฎหมายสหพันธรัฐ
กฎหมายใดๆของรัฐที่ขัดแย้งกับกฎหมายสหพันธรัฐนั้น ต้องใช้กฎหมายสหพันธรัฐและกฎหมายรัฐต้องเป็นโมฆะ ในส่วนที่ขัดแย้งกับกฎหมายสหพันธรัฐ
หน้าที่ของรัฐที่มีต่อสหพันธรัฐ

(1) กฎหมายต่างๆของสหพันธรัฐที่ใช้ในรัฐนั้นได้รับการปฏิบัติและ
(2)ไม่ขัดขวางหรือกระทบการปฏิบัติของผู้ปกครองสหพันธรัฐ

บทที่ 3 ภาระทางด้านการเงิน

มาตรา 82 ภาระความรับผิดชอบทางด้านการเงิน
(a)โดยสหพันธรัฐ ถ้างบประมาณดัวยความยินยอมของสหพันธรัฐหรือความยินยอมของรัฐต่างๆในการปฏิบัติตามนโยบายของสหพันธรัฐ โดยความเห็นชอบของรัฐบาลสหพันธรัฐ

(b)โดยรัฐ ถ้างบประมาณดังกล่าวด้วยความยินยอมของรัฐหรือผู้ปกครองของรัฐดังกล่าว


บทที่ 4 ที่ดิน
มาตรา 85 การทำที่ดินเพื่อสหพันธรัฐ
(1)ถ้ารัฐบาลสหพันธรัฐมีความพอใจในที่ดินของส่วนใดๆในรัฐที่ไม่ใช่ที่ดินนี้ถือกรรมสิทธิ์เพื่อวัตถุประสงค์ของสหพันธรัฐ ภายหลังจากได้มีการเจรจากับรัฐนั่นแล้ว รัฐดังกล่าวต้องมอบที่ดินที่สหพันธรัฐต้องการ

มาตรา89 เกี่ยวกับที่ดิน Adat ที่ Naning และMelaka และการถือครองของคนมลายูในรัฐตรังกานู
(1)ไม่มีสิ่งใดที่รัฐธรรมนูญนี้สามารถก้าวก่าย (Menyentuh sahnya)เกี่ยวกับการดำเนินการโดยกฎหมายโอนกรรมสิทธ์ (pemindahan Milik) หรือเช่าที่ดินขนบธรรมเนียม(Pemajakan tanah Adat)ที่ Naning หรือMelaka (Naning Alor Gajah)[9]

(2)กฎหมายเกี่ยวกับที่ดินของคนมลายูในรัฐตรังกานูต้องดำเนินต่อไป


บทที่7 สภาแห่งชาติสำหรับรัฐบาลท้องถิ่น Majlis Negara bagi kerajaan Tempat

มาตรา95a สภาแห่งชาติ สำหรับรัฐบาลท้องถิ่น
(1)ต้องมีสภาฯโดยมีรัฐมนตรีเป็นประธาน ผู้แทนรัฐละ 1 คน โดยRaja หรือผู้ว่าการรัฐเป็นผู้แต่งตั้งและอีกผู้แทนรัฐบาลสหพันธรัฐอีกจำนวนหนึ่งมีรัฐบาลสหพันธรัฐเป็นผู้แต่งตั้ง แต่ไม่เกิน 10คน

(3)ประธานสภาฯเป็นผู้เรียกประชุมตามที่เห็นสมควร แต่อย่างน้อยปีละ1 ครั้ง

บทที่8 การใช้สำหรับรัฐซาบะห์และซาราวัค

มาตรา95B การปรับปรุงแก้ไขสำหรับรัฐซาบะห์และซาราวัคเกี่ยวกับการแบ่งอำนาจทางกฎหมาย

มาตรา95D รัฐซาบะห์และรัฐซาราวัคอยู่นอกอำนาจของรัฐสภาในการออกกฎหมายกับที่นั้นหรือรับบาลท้องถิ่น

มาตรา 95E รัฐซาบะห์และซาราวัคอยู่นอกโครงการแห่งชาติที่เกี่ยวกับการใช้ที่ดิน รัฐบาลท้องถิ่น การพัฒนาฯลฯ

ตอนที่ 7 งบประมาณ

มาตรา108 โดยประกอบด้วยนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีต่างๆที่ได้รับการแต่งตั้งจากนายกรัฐมนตรีและผู้แทนจากรัฐต่างๆรัฐ, 1 คนโดยได้รับการแต่งตั้งจากRaja หรือผู้ว่าการรัฐ

มาตรา111 การห้ามการกู้ยืม
(1)สหพันธรัฐไม่สามารถกู้ยืมได้นอกจากอยู่ภายใต้อำนาจของกฎหมายสหพันธรัฐ

(2)รัฐต่างๆไม่สามารถกูยืมได้นอกจากอยู่ภายใต้อำนาจของกฎหมายรัฐนั้น
และกฎหมายรัฐต่างๆไม่สามารถอนุญาตให้รัฐนั้นทำการกู้ยืมยกเว้นจากสหพันธรัฐหรือในระยะเวลาไม่เกิน 5ปี จากธนาคารหรือแหล่งเงินที่ได้รับการอนุมัติจากรัฐบาลสหพันธรัฐ

มาตรา112 ห้ามการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งภายในรัฐ
(1)รัฐใดไม่สามารถดำเนินการโดยไม่ได้รับการอนุมัติจากสหพันธรัฐในการเพิ่มตำแหน่ง หรือตำแหน่งอื่นๆในหน่วยงานหรือเปลี่ยนแปลงเงินเดือนที่ได้กำหนดไว้

บทที่2 สำหรับรัฐซาบะห์และซาราวัค

มาตรา112B อำนาจในการกู้ยืมสำหรับรัฐซาบะห์และรัฐซาราวัคไม่เป็นการห้ามสำหรับรัฐซาบะห์และรัฐซาราวัคในการกู้ยืมภายใต้อำนาจของกฎหมายรัฐซาบะห์และรัฐซาราวัค เมื่อธนาคารแห่งชาติ (Bank Negara) ได้มีการอนุมัติแล้ว

มาตรา112c การให้พิเศษและการมอบรายได้แก่รัฐซาบะห์และรัฐซาราวัค
(a) สหพันธรัฐจะต้องให้แก่รัฐซาบะห์และซาราวัคทุกๆปีตามปีงบประมาณ
(b) ทุกๆรัฐจะได้รับรายได้จากภาษี แต่ bayaran (ค่าธรรมเนียม) และdiu ดังที่ได้ทำการเก็บหรือได้กำหนดอัตราได้

ตอน 8 การเลือกตั้ง

มาตรา113การดำเนินการเลือกตั้ง

มาตรา119 คุณสมบัติ
(1)พลเมืองผู้มีสัญชาติที่มี
(a)อายุครบ 21ปี
(b)ตั้งถิ่นฐานอยู่ในเขตเลือกตั้ง หรือถ้าไม่ตั้งถิ่นฐานต้องเป็น pengundi tak hadir
(c)ลงทะเบียนตามกฎหมายเลือกตั้ง

ตอนที่ 9 ศาล

มาตรา121 อำนาจของศาลสำหรับสหพันธรัฐ
(1)มีศาลสูงอยู่ 2 ศาล คือ
(a)หนึ่ง: ตั้งอยู่ในแหลมมลายูเรียกว่า Mahkamah Tinggi Malaya มีสำนักงานตั้งอยู่ที่กัวลาลัมเปอร์ Kuala Lumpur

(b)หนึ่ง: ตั้งอยู่รัฐซาบะห์และซาราวัคเรียกว่า Makamah Tinggi di Sabah และSarawak[10] ตั้งอยู่ในพื้นที่รัฐซาบะห์และรัฐซาราวัค ตามที่ได้กำหนดไว้โดย Yang Di Pertuan Agong

(1A)ศาลที่ได้กล่าวไว้ในวรรค(1ไม่ได้มีอำนาจเกี่ยวกับศาลชารีอะห์
(1B)มีศาลอุทธรณ์(Mahkamah Rayuan ) มีสำนักงานอยู่ในKL
(2)จำต้องมีศาลที่เรียกว่า Mahkamah persekutuan มีสำนักงานอยู่ในกัวลาลัมเปอร์ Kuala Lumpur และศาลสูงสุด (Mahkamah Agong)

มาตรา122 สมาชิกศาลสหพันธรัฐ
(1)ศาลสหพันธรัฐต้องมีผู้นำศาลหรือเรียกว่า Ketua Hakim Negara Mahkamah Persekutuan ,Presiden ศาลอุทธรณ์ บรรดาผู้พิพากษาศาลสูง (Hakim Besar Mahkamah Tinggi) ผู้พิพากษาสมทบอีกจำนวนหนึ่ง

มาตรา122a สมาชิกศาลอุทธรณ์
(1)ศาลอุทธรณ์ (Mahkamah Rayuan ) ประกอบด้วย ประธานคนหนึ่งเรียกว่าPresiden Mahkamah Rayuan

(2)ผู้พิพากษาศาลสูงสามารถตัดสินความในฐานะของผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ ได้ในกรณีประธานอุทธรณ์เห็นความสำคัญของความยุติธรรม

มาตรา122aa สมาชิกศาลสูง (mahkamah Tinggi)
(1)ทุกศาลสูงประกอบด้วย Hakim Besar คนหนึ่งและไม่น้อยกว่าผู้พิพากษาอื่นๆอีก4คน แต่จำนวนผู้พิพากษาอื่นนั้นต้องไม่เกินจำนวนที่กำหนดไว้โดยพระราชาธิบดีคือ
a- 47 คนที่ศาลสูงที่ Malaya
b-10 คน ที่ศาลสูงที่รัฐซาบะห์และซาราวัค

มาตรา137 สภาทหาร
(1)ต้องมีสภาทหารขึ้น มีความรับผิดชอบภายใต้อำนาจของพระราชาธิบดีหรือผู้ปกครอง

(3)สภาทหารประกอบด้วยสมาชิก
(a) รัฐมนตรีที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการทหารเป็นประธานสภา
(b) ตัวแทนเจ้าผู้ครองรัฐๆละ1คน แต่งตั้งโดย สภาเจ้าผู้ครองรัฐ (Majlis Raja-Ra)
(c) ผู้บัญชาการทหารสูงสุดที่ได้รับการแต่งตั้งโดยพระราชาธิบดี
(d) พลเรือน1 คนผู้ทำหน้าที่เป็นเลขานุการฝ่ายทหาร ทำหน้าที่เป็นเลขานุการสภาทหาร
(e)นายทหารชั้นสูง 2 นาย ที่ได้รับการแต่งตั้งจากพระราชาธิบดี
(f)นายทหารชั้นสูง(ทหารเรือ)แห่งสหพันธรัฐ 1คน ที่ได้รับแต่งตั้งจากพระราชาธิบดี
(g)นายทหารชั้นสูง(ทหารอากาศ) แห่งสหพันธรัฐ 1 คน
ที่ได้รับแต่งตั้งจากพระราชาธิบดี
(h)สมาชิกเพิ่มเติมอีก 2คน จากนายทหารหรือพลเรือนที่ได้รับการแต่งตั้งจากพระราชาธิบดี
มาตรา150การประกาศภาวะฉุกเฉิน
(1) พระราชาธิบดีสามารถประกาศภาวะฉุกเฉิน ในกรณีที่เห็นว่าจะเกิดภาวะฉุกเฉินในด้านความปลอดภัยหรือเศรษฐกิจหรือความสงบภายในสหพันธรัฐ

ตอนที่ 12 บททั่วไป

มาตรา152 ภาษาแห่งชาติ
(1)ภาษาแห่งชาติคือภาษามลายู และต้องเขียนด้วยอักขระที่ได้กำหนดไว้โดยรัฐธรรมนูญ โดยมีเงื่อนไขดังนี้

(a)ไม่สามารถห้ามหรือกีดกั้นผู้ใดจากการใช้(ด้วยวัตถุประสงค์ใดๆนอกจากวัตถุประสงค์ทางการ)หรือจากการสอนหรือเรียนภาษาใดๆและ

(b)ไม่มีสิ่งใดในวรรคนี้ที่สามารถกระทบสิทธิของรัฐบาลสหพันธรัฐหรือสิทธิของรัฐบาลแห่งรัฐในการรักษาและดำเนินการใช้ภาษาและการเรียนภาษาของกลุ่มชนใดๆในสหพันธรัฐ

(2)ตาม(1) ภายหลังจากวันเอกราช 10 ปี และภายหลังจากนั้นที่ได้กำหนดโดยรัฐสภา ภาษาอังกฤษสามารถใช้ในรัฐสภาทั้งสอง (สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา) ในสภานิติบัญญัติแห่งรัฐของรัฐต่างๆและในที่เป็นทางการอื่นๆ

วันเอกราช
(3)ตาม(1) ภายหลังจาก 10 ปี และภายหลังจากเวลาดังกล่าวที่ได้กำหนดโดยรัฐสภาเอกราชฉบับดังนี้
a. กฎหมายที่ต้องการออกประกาศหรือแก้ไขในรัฐสภาและ
b.พระราชบัญญัติรัฐสภาและกฎหมายลูกที่ออกโดยรัฐบาลสหพันธรัฐจะต้องเขียนในภาษาอังกฤษ

(4)ตาม(1) ภายหลังจากวันเอกราช10 ปี และภายหลังจากเวลาดังกล่าวที่ได้กำหนดโดยรัฐสภาการพิจารณาคดีความในศาลสหพันธรัฐ ศาลอุทธรณ์หรือศาลสูง จะต้องดำเนินการในภาษาอังกฤษ โดยเงื่อนไขว่าทางศาลและทนายความมีความยินยอม การเบิกความของพยานไม่จำเป็นต้องบันทึกและแปลเป็นภาษาอังกฤษ

มาตรา153 ความแตกต่างของโควตาเกี่ยวกับการปฏิบัติงาน ใบอนุญาตและอื่นๆสำหรับคนมลายู
(1) เป็นภาระหน้าที่ของพระราชาธิบดีต้องพิทักษ์สถานภาพพิเศษของคนมลายูและภูมิบุตร (Bumiputra) ของรัฐซาบะห์และรัฐซาราวัค และผลประโยชน์ของชนเผ่าอื่นๆที่ได้กำหนดไว้ตามรัฐธรรมนูญ[11]
(8A)ตามที่ได้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ถ้ามหาวิทยาลัย วิทยาลัยหรือสถาบันการศึกษาที่เปิดสอน

มาตรา 154 เมืองหลวงของสหพันธรัฐ
(1)กรุงกัวลาลัมเปอร์เป็นเมืองของสหพันธรัฐ
(2)รัฐสภามีอำนาจในการออกกฎหมายเพื่อกำหนดเขตแดนของเมืองหลวงสหพันธรัฐ

มาตรา155 การแลกเปลี่ยนการปฏิบัติกับรัฐอื่นๆในเครือจักรภพ
(1) ถ้ามีกฎหมายในส่วนใดๆของเครือจักรภพที่ให้สิทธิหรือความพิเศษแก่ผู้มีสัญชาติของสหพันธรัฐจึงมีความชอบธรรมแก่รัฐสภาที่จะให้สิทธิหรือความพิเศษเหมือนกันแก่ผู้มีสัญชาติของเครือจักรภพที่ไม่ใช่ผู้มีสัญชาติสหพันธรัฐ

(2) ตาม(1) ที่กล่าวถึง สัญชาติของส่วนหนึ่งของเครือจักรภพที่เกี่ยวกับราชอาณาจักร (อังกฤษ) หรือส่วนหนึ่งอื่นส่วนใดๆของเครือจักรภพหรือไม่ใช่ดินแดนที่ปกครองโดยรัฐบาลของเครือจักรภพที่ไม่ใช่ราชอาณาจักร จะต้องหมายถึงผู้มีสัญชาติของราชอาณาจักรและดินแดนภายใต้การปกครองของราชอาณาจักร

(3)วรรคนี้ใช้สำหรับสาธารณรัฐไอร์แลนด์ ดังที่ใช้สำหรับประเทศเครือจักรภพ

มาตรา160 การอธิบาย
(2)ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ถ้ามีใช้เกิดความหมายที่แตกต่างจะต้องมีความหมายดังนี้
“Orang Asli” (คนพื้นเมือง) หมายถึง คนพื้นเมืองในแหลมมลายู
“.พระราชบัญญัติรัฐสภา” (akta Parlimen) หมายถึง กฎหมายที่ออกโดยรัฐสภา
“อัยการสูงสุด” (Peguam Negara) หมายถึง อัยการสูงสุดสำหรับสหพันธรัฐ
“มุขมนตรี” (Ketua Menteri Besar) หมายถึง ผู้นำของสภาผู้บริหารแห่งรัฐในรัฐหนึ่งๆไม่ว่าจะเรียกตำแหน่งดังกล่าวว่าอะไรก็ตาม
“ผู้มีสัญชาติ” (warga negara)หมายถึง สัญชาติสหพันธรัฐ
“รัฐเครือจักรภพ” (Negara komanwel ) หมายถึง รัฐที่ได้รับการยอมรับโดยพระราชาธิบดีว่าเป็นรัฐเครือจักรภพ และส่วนหนึ่งของเครือจักรภพ (bahagian Komanwel) หมายถึงรัฐใดๆในเครือจักรภพ ดินแดนอาณานิคม ดินแดน
“สภาผู้บริหารแห่งรัฐ ” (Majlis Mesyuaratan Kerajaan) หมายถึง คณะรัฐมนตรีหรือองค์กรใดๆไม่ว่าจะใช้ชื่ออะไรก็ตาม ในรัฐบาลท้องถิ่นของรัฐหนึ่งไม่ว่าสมาชิกจะเป็นรัฐมนตรี หรือไม่เช่นเดียวกันกับคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลของสหพันธรัฐ (รวมทั้งSupreme Council ในซาราวัค)

“กฎหมายสหพันธรัฐ” หมายถึง
1.กฎหมายที่รัฐสภาเป็นผู้ออกประกาศ
2.พระราชบัญญัติของรัฐสภา
“รัฐอื่น” (Negara Asing) หมายถึง รัฐที่ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของรัฐเครือจักรภพ หรือสาธารณรัฐไอร์แลนด์
“สภานิติบัญญัติแห่งรัฐ” (Dewan Negari) หมายถึง สภาผู้แทนราษฎร ไม่ว่าจะใช้ชื่ออะไรก็ตามภายในรัฐหนึ่งๆรวมทั้ง State Council ของรัฐซาราวัค

“มลายู” หมายถึง บุคคลใดๆที่นับถือศาสนาอิสลาม ต้องพูดภาษามลายู ดำเนินชีวิตตามขนบธรรมเนียมประเพณีมลายูและ
(a) เกิดก่อนวันเอกราชในสหพันธรัฐหรือสิงคโปร์ หรือมารดาหรือบิดาเกิดในสหพันธรัฐหรือในสิงคโปร์ หรือในวันเอกราชโดยตั้งถิ่นฐานอยู่ในสหพันธรัฐหรือสิงคโปร์หรือ
(b)เป็นลูกหลานของบุคคลดังกล่าว

“วันเอกราช” หมายถึง วันที่ 31 สิงหาคม 1957

“รัฐ” (Negeri) หมายถึงรัฐในสหพันธรัฐ

“กฎหมายของรัฐ” (Undang –Undang Negeri) หมายถึง กฎหมายใดๆที่สภานิติบัญญัติแห่งรัฐเป็นผู้ออกประกาศ

“สหพันธรัฐ” หมายถึง สหพันธรัฐที่จัดตั้งขึ้นตามสนธิสัญญา (Pasekutuan Tanah Melayu) ปี1957

มาตรา161 การใช้ภาษาอังกฤษและภาษาภูมิบุตรในรัฐซาบะห์และซาราวัค
(2)การใช้ภาษาอังกฤษได้ดังนี้
(a)การใช้ภาษาอังกฤษในสภาใดๆของรัฐสภาโดยสมาชิกจากรัฐซาบะห์และซาราวัค
(b)การใช้ภาษาอังกฤษในศาลสูงของรัฐซาบะห์และซาราวัค หรือศาลต้นในรัฐซาบะห์และซาราวัค

มาตรา161A สถานภาพพิเศษของ Bumi putra ในรัฐซาบะห์และซาราวัค
(4)รัฐธรรมนูญของรัฐซาบะห์และซาราวัค สามารถออกกฎเช่นเดียวกันกับมาตรา153
(6) ความหมายของ Bumi putra หมายถึง
(a) สำหรับรัฐซาราวัค ผู้มีสิทธิและมีการกำหนดชนเผ่าตามวรรค(7) ถือเป็นชนเมือง (Bumiputra)หรือมีเลือดผสมของชนพื้นเมืองดังกล่าว
(b) สำหรับรัฐซาบะห์ ผู้มีสัญชาติและลูกหลานของชนพื้นเมืองรัฐซาบะห์และเกิดในรัฐซาบะห์ หรือบิดาขณะที่เกิดเป็นผู้ตั้งถิ่นฐานอยู่ในรัฐซาบะห์
(7) ชนพื้นเมืองที่ถือเป็นภูมิบุตร (Bumiputra) ของรัฐซาราวัคตามวรรค(6)คือ

Bukitan,
Bisayah,
Dusun,
Dayak Laut,
Dayak Darat,
Kadayan,
Kalabit,
Kayan,
Kehyah (รวมทั้ง Sabup และSipeng),
Kajang,(รวมทั้ง Sekapan,Kejamah,Lehanan,Punan,Tanjung,และKanowit),
Lugat,
lisum,
Melayu,
Melano,
Murut,
Penan,
Sian,
Tagal,
Tabunและ
Ukit

มาตรา 161B การว่าความในศาลในรัฐซาบะห์และรัฐซาราวัค
การว่าความของทนายความที่ไม่ได้ตั้งถิ่นฐานอยู่ในรัฐซาบะห์และรัฐซาราวัคนั้นสามารถว่าความในรัฐซาบะห์และรัฐซาราวัคได้ตามพระราชบัญญัติของรัฐสภาจนกว่าจะได้รับความยินยอมจากรัฐดังกล่าว

ตอนที่14สถานภาพขอเจ้าผู้ครองรัฐ

มาตรา181 สถานภาพของเจ้าผู้ครองรัฐ
(1)รัฐธรรมนูญนี้จะไม่กระทบถึงสถานภาพ สิทธิของสถานภาพ อำนาจของบรรดาผู้เจ้าครองรัฐและสิทธิของสถานภาพ อำนาจของขุนนาง(Pembesar-2) ที่ปกครองรัฐนัครีซึมบีลันในดินแดนที่พวกเขาปกครอง
(2)ไม่สามารถฟ้องเจ้าผู้ครองรัฐของรัฐใดๆในศาลใดๆก็ตาม ยกเว้นศาลพิเศษ (Mahkamah Khas) ซึ่งจัดตั้งขึ้นภายใต้ตอนที่15


ตอนที่15
มาตรา 182 ศาลพิเศษ

(1)ศาลพิเศษประกอบด้วยหัวหน้าผู้พิพากษาศาลสหพันธรัฐ (Ketua Hakim Negara Mahkamah persekutuan) เป็นประธาน หัวหน้าผู้พิพากษาศาลสูง (Hakim besar mahkamah Tinggi) และอีก 2 คนที่เป็นหรือเคยเป็นผู้พิพากษาศาลสหพันธรัฐหรือศาลสูงที่ได้รับการแต่งตั้งจากสภาเจ้าผู้ครองรัฐ (Mahkamah Raja-Raja)
มาตรา 183 ไม่สามารถฟ้องร้องพระราชาธิบดีหรือเจ้าผู้ครองรัฐโดยปราศจากการเห็นชอบจากอัยการสูงสุด

[1] ชื่อของประเทศมาเลเซียนั้น ผู้ที่แรกเริ่มใช้คือ นาย Wenceslao Q. Vinzons ชาวฟิลิปปินส์ โดยเมื่อ 12 กุมภาพันธ์
1932 นายเวนเซสลาว คิว. วินซันส์ (Wenceslao Q. Vinzons) ได้บรรยายถึงเรื่องโลกมลายูโปลีเนเซีย เขาบรรยายที่มหาวิทยาลัฟิลิปปินส์ ตามหัวข้อหนังสือของเขาที่มีชื่อว่า “Malaysia Irredenta” เขาเรียกร้องให้มีการรวมตัวของชนชาติมลายูเข้าด้วยกัน ถือได้ว่าเขาเป็นผู้ประดิษฐ์คำว่า “Malaysia” ก่อนที่จะมีการนำชื่อนี้มาเป็นชื่อประเทศมาเลเซียในปัจจุบัน

[2] การสงวนที่ดินสำหรับคนพื้นเมือง หรือ คนอัสรีนั้น มีหน่วยงานที่เรียกว่า Jabatan Hal Ehwal Orang Asli เป็นผู้ดำเนินการ สำหรับคนมลายูเองก็มีการสงวนที่ดินเช่นกัน มีการสงวนที่ดินสำหรับคนมลายู หรือ Malay Reserve Land (Tanah RezabMelayu) ส่วนรัฐกลันตันมีความพิเศษอีกด้วย นั้นคือ แม้ที่ดินสงวนสำหรับคนมลายูก็ตาม แต่ถ้าคนมลายู คนนั้นไม่ใช่คนกลันตัน เขาผู้นั้นไม่สามารถที่จะซื้อที่ดินสงวนสำหรับคนมลายูในรัฐกลันตันได้ การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ บ้านเรือนนั้น มี 2 ชนิด คือ ที่ดินสงวนสำหรับคนมลยู หรือ Tanah Rezab Melayu และที่ดินที่บุคคลใดๆไม่จำกัดศาสนา เชื้อชาติ หรือ รัฐที่ตั้งถิ่นฐานทำการซื้อขาย หรือที่เรียกว่า Tanah Pegangan bebas หรือ Free Hold Land

[3] สำหรับประชาชนชาวมาเลเซียที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในแหลมมลายู ( 11 รัฐ) เมื่อต้องการจะเดินทางไปยังรัฐซาบะห์ และรัฐซาราวัค นั้น เดิมต้องใช้พาสปอร์ตที่เรียกว่า Pasport Terhad สามารถอาศัยอยู่ในรัฐทั้งสองเป็นเวลา 3 เดือน ตอมาเมื่อ ดร. มหาเดร์ โมฮัมหมัด เป็นนานยกรัฐมนตรี เขาได้ยกเลิกการใช้หนังสือเดินทางดังกล่าว แต่การให้อยู่ ในรัฐทั้งสองเป็นเวลา 3 เดือนก็ยังคงมีอยู่ ด้วยเมื่อครั้งจัดตั้งมาเลเซียนั้น สิทธิและอำนาจด้านตรวจคนเข้าเมืองของรัฐทั้งสองคงเป็นของรัฐทั้งสอง ส่วนข้าราชการที่มาจากรัฐในแหลมมลายูนั้นเมื่อต้องทำงานในรัฐซาบะห์และรัฐซาราวัค พวกเขาต้องขออนุญาตทำงานกับตรวจคนเข้าเมืองของรัฐทั้งสอง โดยต้องทำใบอนุญาตทำงานหรือ Permit Work เป็นเวลา 1 ปี

[4] วันเอกราชของประเทศมาเลเซีย คือ 31 สิงหาคม 1957 โดยเป็นวันเอกราชของมาลายา สำหรับวันจัดตั้งประเทศมาเลเซียคือ 16 กันยายน 1963
เป็นการรวมตัวของมาลายา, สิงคโปร์ และ รัฐซาบะห์และรัฐซาราวัค ( รู้จักในนามของบอร์เนียว)

[5] มีระยะเวลาตามมีกำหนด คือ 5 ปี

[6] ผู้เก็บและใช้ตรายางใหญ่ หรือ Mohor Besar เรียกว่า ผู้ถือตรายางใหญ่ หรือ Pemegang Mohor Besar

[7] คณะรัฐมนตรีมาเลเซียนั้นคือนายกรัฐมนตรีและบรรดารัฐมนตรีว่าการเท่านั้น ส่วนรัฐมนตรีช่วยถือว่าไม่ใช่คณะรัฐมนตรี

[8] สมาคมนักเขียนแห่งชาติมาเลเซีย หรือ Gabungan Persatuan Penulis Nasional Malaysia (Gapena) เคยขอตำแหน่งดังกล่าวแต่ไม่สำเร็จ ปัจจุบันมีนักแสดงคนหนึ่ง คือ Jins Shamsuddin เป็นอยู่ ส่วนชนกลุ่มน้อยชาวไทยนั้น คนไทยที่ชื่อว่า ดาโต๊ะ เจริญ อินทรชาติ ชาวรัฐเคดะห์ เคยได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาในนามตัวแทนชนกลุ่มน้อย ปัจจุบันนางซิว ชุน บุตรสาวนาย เอี่ยม ชาวรัฐเปอร์ลิส ได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภ ส่วนคนอัสรี ดาโต๊ะฮีตัม ยีดิน ชาวคนอัสลี เคยได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา

[9] พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่ใช้ขนบธรรมเนียมประเพณี หรือ Adat ของชนชาวมีนังกาเบา

[10] บางครั้งจะรู้จักในนาม Mahkamah Tinggi Borneo

[11] คนมลายู หมายถึง คนที่มีเชื้อชาติมลายู พูดภาษามลายู ยึดถือขนบธรรมเนียมประเพณีมลายู นับถือศาสนาอิสลาม ส่วนชาวภูมิบุตร หรือ Bumiputra หมายถึงผู้เป็นคนดั้งเดิมของประเทศมาเลเซีย นอกจากที่เป็นชาวมลายูแล้ว ยังมีที่เป็นชนเผ่าดั้งเดิมต่างๆในรัฐซาบะห์ และรัฐซาราวัค ในที่นี้ยังรวมถึงชาวมลายูดั้งเดิม หรือ คนอัสลี ชาวมาเลเซียเชื้อสายไทยพุทธในรัฐกลันตัน รัฐตรังกานู รัฐเคดะห์ รัฐเปอร์ลิส อีกด้วย สำหรับชาวภูมิบุตรนั้นไม่จำเป็นต้องนับถือศาสนาอิสลาม