Jumaat, 21 September 2007

การเมืองการปกครองประเทศมาเลเซีย

โดย Nik Abdul Rakib Bin Nik Hassan

การเมืองการปกครองของประเทศมาเลเซีย
รัฐธรรมนูญสหพันธรัฐ
รัฐธรรมนูญสหพันธรัฐมีจำนวน 181 มาตรา ในจำนวนทั้งหมด14 บท รัฐธรรมนูญนี้ร่างขึ้นมาใช้ เมื่อ 1 กันยายน 1963 โดยใช้พื้นฐานเดิมของรัฐธรรมนูญมาลายาปี 1957

สาระสำคัญของรัฐธรรมนูญสหพันฐรัฐ คือ
1. การปกครองด้วยระบบกษัตริย์
พระราชาธิบดีเป็นพระมหากษัตริย์ของสหพันธรัฐมาเลเซีย การปฏิบัติงานของพระราชาธิบดีต้องปฏิบัติตามคำชี้แนะของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี ส่วนสุลต่านหรือเจ้าผู้ครองรัฐต้องปฏิบัติตามคำชี้แนะของมุขมนตรีและสภาบริหารรัฐบาลท้องถิ่นแห่งรัฐ(Majlis Mesyuarat Kerajaan Negeri)

2. ศาสนาอิสลาม
ในรัฐธรรมนูญสหพันธรัฐมาตรา 160 ได้บัญญัติถึงความหมายของคำว่า “มลายู “ หมายถึง “ ผู้ที่นับถือศาสนาอิสลาม พูดภาษามลายูและยอมรับขนบธรรมเนียมประเพณีของมลายู” ในรัฐธรรมนูญสหพันธรัฐมาตรา 3(1) ได้บัญญัติถึงศาสนาอิสลามว่า “ ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาประจำชาติของสหพันธรัฐ”
3. ภาษามลายู
รัฐธรรมนูญสหพันธรัฐมาตรา 152 (1) ได้บัญญัติถึงภาษามลายูว่า “เป็นภาษาแห่ง
ชาติของสหพันธรัฐ”
4. สิทธิพิเศษของคนมลายู
รัฐธรรมนูญสหพันธรัฐมาตรา 153 ได้บัญญัติถึงสิทธิพิเศษของคนมลายูว่าพระราชาธิบดีต้องดำเนินนโยบายในการปกป้องสถานะพิเศษของคนมลายูและ Bumiputra
ในรัฐซาบะห์และซาราวัค ในด้านตำแหน่งหน้าที่การงานของข้าราชการพลเรือน ทุนการศึกษา การช่วยเหลือหรือโอกาสทางการศึกษา การออกใบอนุญาติธุรกิจการค้า

Yang Dipertuan Agong
Yang Dipertuan Agong หรือพระราชาธิบดีมีฐานะเป็นผู้นำของประเทศ พระองค์อยู่ในฐานะสูงสุดโดยมี 3 ส่วน อยู่ใต้พระองค์คือ ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายศาลฎีกา
ตำแหน่ง Yang Dipertuan Agong เกิดขึ้นเมื่อ 31สิงหาคม 1957 ตามรัฐธรรมนูญสหพันธรัฐมาลายาปี 1957 ตำแหน่งนี้คือตำแหน่งเดียวในโลกที่พระราชาธิบดีได้รับเลือกตามวาระ โดยไม่มีการสืบทอดราชบังลังก์จากบิดาสู่บุตรดังเช่นตำแหน่งพระราชาธิบดีของประเทศอื่นๆ
พระราชาธิบดีได้รับเลือกโดยสภาผู้ครองรัฐหรือ Majlis Raja-Raja ซึ่งประกอบด้วยสุลต่านหรือผู้ครองรัฐจำนวน 9 รัฐ การเลือกพระราชาธิบดีนั้นยึดถือผู้ที่ครองตำแหน่งสุลต่านหรือเจ้าผู้ครองรัฐที่อาวุโสที่สุด การเลือกโดยวิธีดังกล่าวเปิดโอกาสให้สุลต่านหรือเจ้าผู้ครองรัฐ ทุกคนมีสิทธิเป็นพระราชาธิบดี ยกเว้นสุลต่านหรือเจ้าผู้ครองรัฐคนนั้นมีอายุไม่ครบเกณฑ์ ไม่ต้องการที่จะเป็นหรือสภาเจ้าผู้ครองรัฐลงมติด้วยวิธีลับว่าบุคคลนั้นไม่เหมาะสมที่จะเป็นพระราชาธิบดี
การเลือกพระราชาธิบดีจะใช้วิธีหมุนเปลี่ยนกันเป็นบุคคลที่เคยเป็นแล้วไม่อาจเป็นอีก พระราชาธิบดีมีวาระ 5 ปี พระราชาธิบดีสามารถลาออกก่อนกำหนด หรือถูกปลดโดยสภาเจ้าผู้ครองรัฐ เมื่อสุลต่านหรือเจ้าผู้ครองรัฐจากรัฐใดได้เป็นพระราชาธิบดี พระองค์จะไม่สามารถทำหน้าที่เป็นสุลต่านหรือเจ้าผู้ครองรัฐนั้นๆจะต้องแต่งตั้งราชทายาทเป็นรักษาการสุลต่านหรือเจ้าผู้ครองรัฐแทน พระราชาธิบดีจะเป็นผู้นำสูงสุดของกองทัพมาเลเซีย และเป็นผู้นำของศาสนาอิสลามของรัฐปีนัง, มะละกา, ซาบะห์, ซาราวัคและดินแดนสหพันธรัฐ ( กัวลาลัมเปอร์- ปุตราจายา- เกาะลาบวน ) รวมทั้งของรัฐที่พระองค์เป็นสุลต่านหรือเจ้าผู้ครองรัฐด้วย พระราชาธิบดีมีอำนาจในการอภัยโทษต่อศาลทหารของดินแดนสหพันธรัฐ( กัวลาลัมเปอร์ และเกาะลาบวน ) ส่วนการอภัยโทษที่เกิดขึ้นในรัฐต่างๆนั้นเป็นอำนาจขอสุลต่านหรือเจ้าผู้ครองรัฐและผู้ว่าการรัฐ (Governor) ของรัฐที่ไม่มีสุลต่านหรือเจ้าผู้ครองรัฐ พระราชาธิบดีองค์แรกของมาเลเซียคือ Tuanku Abdul Rahman ibni Al –Marhum Tuanku Muhammad

รองพระราชาธิบดี (Timbalan Yang dipertuan Agong)
ตามรัฐธรรมนูญของมาเลเซียได้กำหนดให้มีการเลือกสุลต่านหรือเจ้าผู้ครองรัฐเพื่อดำรงตำแหน่งรองพระราชาธิบดีอีกด้วย โดยมีวาระ 5 ปี เมื่อพระราชาธิบดีเดินทางไปต่างประเทศเกิน 15 วัน หรือประชวรให้รองพระราชาธิบดีทำหน้าที่รักษาการพระราชาธิบดี ถ้าผู้เป็นรองพระราชาธิบดีได้รับเลือกในเวลาพร้อมกับพระราชาธิบดี เมื่อพระราชาธิบดีหมดวาระ ทางรองพระราชาธิบดีก็หมดวาระด้วย รองพระราชาธิบดีสามารถลาออกจากตำแหน่งโดเยการเขียนเป็นลายลักษณ์ถึงสภาเจ้าผู้ครองรัฐ

สภาเจ้าผู้ครองรัฐ ( Majlis Raja-Raja)
สภานี้ประกอบด้วยบรรดาสุลต่านและผู้ว่าการรัฐ (Yang Dipertua Negeri ) ของบรรดารัฐที่ไม่มีสุลต่านหรือเจ้าผู้ครองรัฐการจัดตั้งสภานั้นมีขึ้นเพื่อสกัดความสามัคคีระหว่างรัฐต่างๆที่อยู่ในสหพันธรัฐ สภาเจ้าผู้ครองรัฐมีการจัดตั้งขึ้นเมื่อปี 1897 และยั่งยืนจนถึงปัจจุบัน
หน้าที่หลักของสภาเจ้าผู้ครองรัฐคือการคัดเลือก Yang Dipertuan Agong และ Timbalan Yang Dipertuan Agong โดยผู้ว่าการรัฐ Yang Dipertua negeri หรือ Governor ทั้งสี่รัฐ คือ รัฐปีนัง , มะละกา, ซาบะห์ และซาราวัค ไม่มีส่วนในการคัดเลือกตำแหน่งทั้งสองแต่อย่างใด สภาเจ้าผู้ครองรัฐยังมีหน้าที่เกี่ยวกับขนบธรรมเนียมประเพณีของคนมลายูและกิจการศาสนาอิสลามทั่วสหพันธรัฐ ยกเว้นในรัฐซาบะห์และซาราวัค สภาเจ้าผู้ครองรัฐต้องได้รับการรับรู้เกี่ยวกับการแต่งตั้งผู้พิพากษา สมาชิกคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน( กพ.) สภาเจ้าผู้ครองรัฐต้องมีส่วนร่วมในการเจรจาและยอมรับในการแบ่งเขตดินแดนระหว่างรัฐ การขยายเขตสหพันธรัฐ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ สภาเจ้าผู้ครองรัฐต้องมีส่วนร่วมเมื่อมีกรณีพาดผิงถึงสิทธิพิเศษของคนมลายู และคนพื้นเมือง (Anak- Negeri) ของรัฐซาบะห์และซาราวัค

ฝ่ายนิติบัญญัติ
องค์กรฝ่ายนิติบัญญัติในมาเลเซียประกอบด้วย 3 ส่วน คือ1. พระราชาธิบดี และสภา อีก 2 สภาคือ วุฒิสมาชิก (Dewan Negara) และสภาผู้แทนราษฎร (Dewan Rakyat)

วุฒิสภา (Dewan Negara)
วุฒิสภาถือเป็นสภาสูงสุดของระบบการปกครองในประเทศมาเลเซีย วัตถุประสงค์ในการจัดตั้งวุฒิสภาเพื่อพิจารณาการร่างกฎหมายที่ละเอียดยิ่งขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกของวุฒิสภาประกอบด้วยบุคคลหลากหลายอาชีพไม่เพียงเป็นนักการเมืองเท่านั้น
วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิก 69 คน
และสมาชิกของวุฒิสภาแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มคือ
1. สมาชิกที่ได้รับเลือกโดยสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ โดยรัฐละจำนวน 2 คน รวมเป็นจำนวน 26 คน
2. สมาชิกที่ได้รับการแต่งตั้งจากพระราชาธิบดีจากกัวลาลัมเปอร์ จำนวน 2 คน และจากเกาะลาบวน จำนวน 1 คน
3. สมาชิกที่ได้รับการแต่งตั้งจากพระราชาธิบดี จากบุคคลทั่วไปจำนวน 40 คน
ในจำนวนสมาชิกเหล่านี้ ส่วนหนึ่งมาจากชนกลุ่มน้อยในประเทศมาเลเซีย เช่น กลุ่มชนพื้นเมือง(Orang Asli) ชุมชนคนไทยพุทธ( 2005 -นางศรีชุม เอี่ยม ) จากรัฐเปอร์ลิสได้รับการเลือกเป็นวุฒิสภาสมาชิกตัวแทนชุมชนคนไทยพุทธ
สมาชิกวุฒิสภาจะเรียกว่า “ Senator “ วุฒิสภาจะมีประธานวุฒิสภาและรองประธานวุฒิสภา ถ้าสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ(ADUN-Ahli Dewan Undangan Negeri) ได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา บุคคลนั้นต้องลาออกจากสภานิติบัญญัติแห่งรัฐก่อนที่จะทำหน้าที่สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกวุฒิสภามีวาระ 3 ปี

สภาผู้แทนราษฎร (Dewan Rakyat)
สภาผู้แทนราษฎรถือว่าเป็นสภาที่สำคัญเพราะสมาชิกสภาได้รับการเลือกตั้งโดยประชาชน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีสมาชิกจำนวน 219 คน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนหนึ่งเป็นตัวแทนของเขตเลือกตั้งหนึ่ง
และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบางคนเป็นตัวแทน 2 เขต คือบุคคลหนึ่งสามารถสมัครรับเลือกตั้งเป็นทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(Parliament) และสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ ( Ahli Dewan Undangan negeri) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีวาระ 5 ปี เมื่อเกิดตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรว่างลงจะต้องมีการเลือกตั้งภายใน 60 วัน นับจากวันที่ตำแหน่งว่างลง ส่วนรัฐซาบะห์และซาราวัค ต้องมีการเลือกตั้งภายใน 90 วัน นับจากวันที่ตำแหน่งว่างลง
ประธานสภาผู้แทนราษฎรไม่เพียงจะมาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น แต่ยังสามารถเลือกบุคคลภายนอกที่ไม่ได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยถือว่าบุคคลนั้นเป็นสมาชิกสมทบของสภาผู้แทนราษฎรแต่บุคลผู้นั้นไม่สามารถได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีช่วยและSetiausaha Parlimen (Parliament Secretary to ministry)
( ในมาเลเซียนี้ถือเป็นอันดับ 3 ของกระทรวงนั้นๆ รองจากรัฐมนตรีและรัฐมนตรีช่วย )
พ.ร.บ. งบประมาณที่ผ่านการเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรแล้ว เมื่อไม่ได้รับการเห็นชอบจากวุฒิสภา นับจากวันที่ส่ง พ.ร.บ. ฉบับนั้นไปให้วุฒิสภาพิจารณาเป็นเวลาหนึ่งเดือน สามารถทำ พ.ร.บ.งบประมาณไปใช้ได้เลย

ฝ่ายริหาร
ฝ่ายบริหารหรือรัฐบาลที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร โดยนายกรัฐมนตรีต้องมาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รัฐมนตรีได้รับการแต่งตั้งมาจากสมาชิกของวุฒิสภาหรือสภาผู้แทนราษฎร นายกรัฐมนตรีของมาเลเซียนับตั้งแต่ได้รับเอกราชมีทั้งหมด 5 คน คือ
1.Tunku Abdul rahman Putra Al- Haj ibni Al- Marhum Sultan Abdul Hamid Halim
Shah
2. Tun Abdul RaZak bin Dato’Hussein
3. Tun Hussein bin Onn
4. Tun Dr. Mahathir bin Mohamad
5. Dato’ Seri Abdullah Ahmad Badawi

เขตปกครองอิสระมุสลิมมินดาเนา Autonomous Region in Muslim Mindanao

โดย นิอับดุลรากิ๊บ บินนิฮัสซัน

เรามารู้จักเขตปกครองอิสระมุสิมมินดาเนา อย่างน้อยเราจะได้รู้สภาพความเป็นจริง สภาพพื้นที่ของภาคใต้ฟิลิปปินส์
 แผนที่ประเทศฟิลิปปินส์
แนะนำเขตปกครองอิสระมุสลิมมินดาเนา Autonomous Region in Muslim Mindanao

ศูนย์บริหาร : เมืองโกตาบาโต (Cotabato City)

ผู้ว่าการเขตปกครองอิสระมุสลิมมินดาเนา (Regional Governor) : Zaldy Ampatuan (มาจากพรรค Lakas-CMD)

ประชากร 2,803,805 คน ขนาดพื้นที่ : 12,695.0 ตารางกิโลเมตร
จำนวนจังหวัด 6 จังหวัด เมือง 1 แห่ง เทศบาล 106 แห่ง หมู่บ้าน 2,469 แห่ง

ภาษาที่ใช้ : Banguingui, Maguindanao, Maranao, Tausug, Yakanและ Sama
Autonomous Region in Muslim Mindanao หรือคำย่อว่า ARMM 
เป็นเขตการปกครองของจังหวัดที่มีชาวมุสลิมเป็นชนกลุ่มใหญ่ ประกอบด้วยจังหวัดต่างๆ คือ 
Basilan, 
Lanao del Sur, 
Maguindanao, 
Shariff Kabunsuan, 
Sulu และ Tawi-Tawi และ
อีก 1 เมื่องคือ เมืองมาราวี(the Islamic City of Marawi) เป็นพื้นที่ที่มีองค์กรบริหารเป็นของตนเอง
สภาพภูมิศาสตร์
เขตปกครองอิสระนี้แบ่งสภาพทางภูมิศาสตร์ออกเป็น 2 ส่วน คือ แผ่นดินใหญ่เกาะมินดาเนา และ หมู่เกาะซูลู (the Sulu Archipelago) โดยจังหวัด Lanao del Sur, Maguindanao และ Shariff Kabunsuan ตั้งอยู่บนแผ่นดินใหญ่ ส่วนจังหวัด Basilan, Sulu และ Tawi-Tawi ตั้งอยู่ในบริเวณหมู่เกาะซูลู

สภาพการปกครองของ the Autonomous Region in Muslim Mindanao

จังหวัด เมืองเอก ประชากร (ปี2000) ขนาดพื้นที่ตารางกม. ความหนาแน่น
Basilan Isabela City 259,796 1,234.2 210.5
Lanao del Sur Marawi City 800,162 3,872.9 206.6
Maguindanao Shariff Aguak 435,254 4,900.1 163.5
Shariff Kabunsuan** Datu Odin Sinsuat 365,848
Sulu Jolo 619,668 1,600.4 387.2
Tawi-Tawi Bongao 322,317 1,087.4 296.4

** เป็นจังหวัดที่เพิ่งแยกออกจากจังหวัด Maguindanao เมื่อ 28 ตุลาคม 2006

ประวัติศาสตร์
มินดาเนามีการปกครองโดยระบบสุลต่านชาวมุสลิมตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 นักเผยแพร่ศาสนาอิสลามชาวอาหรับเดินทางมายังเกาะ Tawi-Tawi ในปี 1380 และในปี 1450 มีการจัดตั้งรัฐสุลต่านซูลู หลังจากนั้นไม่นานรัฐสุลต่านแห่ง Maguindanao และ Buayan ก็ได้จัดตั้งขึ้น ในขณะที่สเปนได้ครอบครองดินแดนฟลิปปินส์นั้น บรรดารัฐมุสลิมในมินดาเนามีการต่อต้านสปนและดำรงสถานะเป็นรัฐอิสระ
ตราสัญญลักษณ์เขตปกครองอิสระมุสลิมมินเนา
ธงเขตปกครองอิสระมุสลิมมินเนา
การจัดตั้งเขตปกครองอิสระมุสลิมมินเนา (the ARMM)
เขตปกครองอิสระมุสลิมมินเนานี้มีการจัดตั้งขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อ 1 สิงหาคม 1989 โดยผ่านพ.ร.บ.แห่งสาธารณรัฐ ฉบับ หมายเลขที่ 6734 (Republic Act No. 6734) 

มีการลงประชามติในจังหวัด Basilan, Cotabato, Davao del Sur, Lanao del Norte, Lanao del Sur, Maguindanao, Palawan, South Cotabato, Sultan Kudarat, Sulu, Tawi-Tawi, Zamboanga del Norte และ Zamboanga del Sur รวมทั้งเมือง Cotabato, Dapitan, Dipolog, General Santos, Iligan, Marawi, Pagadian, Puerto Princesa และ Zamboanga 

เพื่อแสดงความต้องการว่าจะเข้าเป็นส่วนหนึ่งใน ARMM หรือไม่ ปรากฏว่าในการลงประชามติครั้งนั้น มีพื้นที่ที่จะเข้ารวมในเขตปกครองอิสระนี้คือ Lanao del Sur, Maguindanao, Sulu และ Tawi-Tawi 

ต่อมาเขตปกครองอิสระเริ่มจัดตั้งเป็นทางการเมื่อ 6พฤศจิกายน 1990 โดยมีเมือง Cotabato City เป็นศูนย์กลางอำนาจการบริหาร

และต่อมาในปี 2001 มีการผ่านกฎหมายเพื่อลงประชามติขยายเขตปกครองอิสระ โดยมีการลงประชามติในพื้นที่ที่เคยปฏิเสธการเข้าร่วมในครั้งแรก ปรากฏว่าจังหวัด Basilan และเมืองMarawi City ลงประชามติเข้าร่วมใน ARMM

การบริหาร
ผู้ที่เป็นหัวหน้าของเขตปกครองอิสระนี้เรียกว่า ผู้ว่าการเขตปกครองอิสระ หรือ Regional Governor โดยผู้ว่าการเขตและรองผู้ว่าการเขตได้รับเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน มีการจัดตั้งสภานิติบัญญัติเขต หรือ the Regional Legislative Assembly โดยสมาชิกของสภาได้รับการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน มีวาระ 3 ปี 

ผู้ที่เป็นผู้ว่าการเขตและรองผู้ว่าการเขตมีดังนี้
ช่วงเวลา ผู้ว่าการเขต รองผู้ว่าการเขต พรรคที่สังกัด
1990–1993 Zacaria Candao Benjamin Loong Lakas-NUCD
1993–1996 Lininding Pangandaman Nabil Tan Lakas-NUCD-UMDP
1996–2002 Nurallaj Misuari Guimid P. Matalam Lakas-NUCD-UMDP
2001 Alvarez Isnaji******* Lakas-NUCD-UMDP
2001–2005 Parouk S. Hussin Mahid M. Mutilan Lakas-NUCD-UMDP
2005–ปัจจุบัน Zaldy Ampatuan Ansaruddin-Abdulmalik A. Adiong Lakas-CMD
******* เป็นรักษาการผู้ว่าการเขต จากกรณีนายนูร์ มิซัวรี (Nurallaj Misuari) ผู้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการเขตถูกจับกุม จากกองกำลังแนวร่วมแห่งชาติเพื่อปลดแอกโมโร หรือ Moro National Liberation Front (MNLF) ที่เขาเป็นผู้นำด้วยได้ขัดขืนต่อกองกำลังของฝ่ายรัฐบาลฟิลิปปินส์

ฝ่ายนิติบัญญัติ (Legislative)
เขตปกครองอิสระมุสลิมมินดาเนา มีสภานิติบัญญัติเขต หรือ the Regional Legislative Assembly มีประธานสภา หรือ เป็นผู้นำ โดยแต่ละเขตเลือกตั้งมีสมาชิกได้ 3 คน สภานิติบัญญัติของ ARMM มีสมาชิกทั้งหมด 24 คน ประกอบด้วยจังหวัด Lanao del Sur รวมทั้งเมือง Marawi City จำนวน 6 คน, Maguindanaoจำนวน 6 คน, Suluจำนวน 6 คน, Basilan จำนวน 3 คน และจังหวัด Tawi-Tawi จำนวน 3 คน


สังคมมุสลิมมินดาเนา
ชาวมุสลิมจะเรียกดินแดนของเขาว่า Bangsamoro หมายถึงชาติโมโร เป็นคำสองคำคือ Bangsa ในภาษามลายู แปลาว่า ชาติ และ Moro เป็นคำเรียกของชาวสเปนต่อชาวมุสลิมมินดาเนาว่า โมโร มาจากคำว่า มัวร์ ซึงเป็นชาวมุสลิมในดินแดนอันดาลุส

เมื่อกล่าวถึง Bangsamoro จะครอบคลุมพื้นที่ต่างๆดังนี้
Basilan, Cotabato, Davao del Sur, Lanao del Norte, Lanao del Sur, Maguindanao, Palawan, Saranai, South Cotabato, Sultan Kudarat, Sulu, Tawi-Tawi, Zamboanga del Sur, Zamboanga del Norte, and Zamboanga Sibugay.รวมทั้งเมือง Cotabato, Dapitan, Dipolog, General Santos, Iligan, Marawi, Pagadian, Puerto Princesa และ Zamboanga.

การเมืองการปกครอง
ในอดีตของรัฐมุสลิมมินดาเนานั้น ชาวมุสลิมในดินแดนดังกล่าวจะปกครองด้วยระบบสุลต่าน หรือ ดาตู (datu)

สุลต่านยามาลุลกีรามแห่งรัฐซูลูในอดีต
บรรดาดาตูแห่งรัฐซูลูในอดีต
รัฐสุลต่านแห่งซูลู
ในระหว่างปี 1450 ทาง Shari'ful Hashem Syed Abu Bakr เป็นชาวอาหรับจากรัฐโยโฮร์ได้เดินทางมาถึงเกาะซูลู โดยเดินทางมาจากมะละกา และในปี 1457 เขาดจัดตั้งรัฐซูลูขึ้น และเขาได้รับการขนานนามว่า Paduka Maulana Mahasari Sharif Sultan Hashem Abu Bakr ในปี 1703 (บางกระแสว่า 1658) รัฐซูลูมีอำนาจเหนือดินแดนบอร์เนียวเหนือ โดยได้รับดินแดนดังกล่าวจากรัฐบรูไน จากที่ได้ช่วยเหลือรัฐบรูไนปราบกบฏในบรูไน ในปีเดียวกัน รัฐซูลูมอบเกาะ Palawan แก่สุลต่าน Qudarat ผู้เป็นสุลต่านแห่งมากินดาเนา ซึ่งได้แต่งงานกับเจ้าหญิงแห่งซูลู ต่อมาสุลต่าน Qudarat ได้สละเกาะ Palawan ให้แก่สเปนในปี 1705 แม้ว่าระบบสุลต่านแห่งเกาะซูลูจะสิ้นสุดแล้ว แต่บรรดาลูกหลานผู้สืบเชื้อสายสุลต่านแห่งซูลูยังคงมีอยู่จนถึงปัจจุบัน

สุลต่านมากินดาเนาในอดีต
รัฐสุลต่านแห่งมากินดาเนา
Shariff Mohammed Kabungsuwan ผู้มาจากรัฐโยโฮร์ได้เดินทางไปเผยแพร่ศาสนาอิสลามในดินแดนมากินดาเนาในศตวรรษที่ 12 หลังจากนั้นเขาได้แต่งงานกับเจ้าหญิงพื้นเมืองและได้จัดตั้งรัฐสุลต่านแห่งมากินดาเนาขึ้นราวปี 1203หรือ1205 โดยมีศูนย์อำนาจอยู่บริเวณ Cotabato

Muhammad Dipatuan Qudratullah Nasiruddin เป็นสุลต่านที่รู้จักกันในนามของ สุลต่าน Qudarat เป็นสุลต่านที่มีอำนาจครอบคลุมเกาะมินดาเนา ส่วนหลานของเขาที่ชื่อว่า Abd al-Rahman ได้เป็นผู้ขยายอำนาจของรัฐมากินดาเนาให้มีอำนาจมากขึ้น รัฐมากินดาเนาสิ้นสุดลงเมื่อได้เข้าเป็นสวนหนึ่งของประเทศฟิลิปปินส์
ธงของ The Moro National Liberation Front
กลุ่มการเมืองที่ต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธ
The Moro National Liberation Front (MNLF) 
เป็นองค์กนทางการเมืองที่ต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธในภาคใต้ของฟิลิปปินส์ เป็นองค์กรที่ได้รับการยอมรับจากองค์การโลกมุสลิม หรือOrganization of the Islamic Conference ให้มีฐานะเป็นผู้สังเกตการณ์ในองค์การดังกล่าว องค์การนี้จัดตั้งขึ้นในปีทศวรรษที่ 1970 โดยมี Nur Misuari อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยแห่งฟิลิปปินส์เป็นประธานองค์การ ในปี 1981 เกิดความขัดแย้งภายในองค์การ จนอีกฝ่ายหนึ่งออกไปจัดตั้งองค์การใหม่ขึ้นมา ในปี 1996 มีการทำสัญญาสันติภาพระหว่างรัฐบาลฟิลิปปินส์กับ The Moro National Liberation Front จนต่อมาทำให้เกิดการจัดตั้งเขตปกครองอิสระมุสลิมมินดาเนา
ธงของ The Moro Islamic Liberation Front
The Moro Islamic Liberation Front(MILF) 
เป็นองค์การที่แตกออกจากองค์การเดิมที่ชื่อว่า The Moro National Liberation Front จัดตั้งขึ้นมาในปี 1981 โดยนาย Salamat Hashim และผู้สนับสนุนเขา ด้วยต่อต้านการทำสัญญาสันติภาพระหว่างรัฐบาลฟิลิปปินส์กับ The Moro National Liberation Front ในเดือนมกราคม ปี 1987 MILF ยอมรับการมอบอำนาจกึ่งปกครองอิสระที่รัฐบาลฟิลิปปินส์เสนอให้ ต่อมาองค์การนี้ได้กลายเป็นองค์การใหญ่ที่สุดที่ต่อต้านรัฐบาลฟิลิปปินส์ ในเดือนกรกฎาคม ปี 1997 ได้ลงนามสัญญาสันติภาพกับรัฐบาลฟิลิปปินส์ ต่อมาในปี 2000 สัญญาดังกล่าวก็ยกเลิกไปในสมัยประธานาธิบดี Joseph Estrada ในเดือนมกราคม 2005 ก็มีการทำสัญญาสันติภาพอีกครั้งกับรัฐบาลฟิลิปปินส์ภายใต้การนำของประธานาธิบดี Gloria Macapagal Arroyo
ระหว่าง 28 มิถุนายน ถึง 6กรกฎาคม 2006 มีการต่อสูใหม่อีกครั้งระหว่างกองกำลังของ MILF กับกองกำลังอาสาสมัครภายใต้การนำของผู้ว่าราชการจังหวัดมากินดาเนาที่ชื่อว่า Andal Ampatuan ต่อมาระหว่างวันที่ 10-11 กรกฎาคม ปีเดียวกันก็ได้ยุติการต่อสู้ระหว่างกัน

พรรคการเมืองมุสลิม
พรรคการเมืองมุสลิมในเขตปกครองอิสระมุสลิมมินดาเนานั้น มีพรรคการเมืองจำนวน 5 พรรคที่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาทั้งในระดับท้องถิ่นและประเทศ โดยพรรคการเมืองเหล่านี้ คือ

1. Ompia Party มีหัวหน้าพรรคชื่อ Dr. Mahid M. Mutilan เป็นพรรคที่จดทะเบียนก่อนที่จะมีการจัดตั้ง ARMM และ Dr. Mahid
M. Mutilan เคยเป็นรองผู้ว่าการเขต ARMM ในปี 2001-2005 พรรคนี้มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมือง Marawi City

2. Ummah Party มีหัวหน้าพรรคชื่อ Ustadz Abdulmalik Laguindab สำนักงานใหญ่อยู่ที่เมือง Marawi City และเมือง
Iligan City

3. Islamic Party of the Philippines มีหัวหน้าพรรคชื่อ Ustadz Ebrahim Abdulrahman สำนักงานใหญ่อยู่ที่เมือง
Sultan Kudarat, Maguindanao

4. Muslim Reform Party มีหัวหน้าพรรคชื่อ Kamar Mindalano สำนักงานใหญ่อยู่ที่เมือง Marawi City

5. People’s Consultative Party มีหัวหน้าพรรคชื่อ Basher Calauto Edris สำนักงานใหญ่อยู่ที่เมือง Marawi City

พรรคการเมืองที่ควบคุมการบริหาร ARMM
กลุ่มนักการเมืองที่เป็นผู้ว่าการและรองผู้ว่าการเขตปกครองอิสระมุสลิมมินดาเนา รวมทั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติเขตปกครองอิสระมุสลิมมินดาเนา ส่วนใหญ่นักการเมืองเหล่านี้ที่สังกัดพรรคการเมืองระดับชาติ คือ พรรคที่ชื่อว่า Lakas-Christian Muslim Democrats

สัญลักษณ์ของพรรค Lakas-CMD
The Lakas-Christian Muslim Democrats
รู้จักกันในชื่อ Lakas หรือ Lakas-CMD เป็นพรรครัฐบาลของฟิลิปปินส์ โดยพรรค Lakas จัดตั้งขึ้นระหว่างเดือนพฤศจิกายน ปี 1991 เพื่อรณรงค์การเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 1992 แก่พลเอก Fidel V. Ramosและ Emilio Mario R. Osmeña ผู้สมัครตำแหน่งประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดี เดิมพรรคนี้มาจากการรวมของ 2 พรรค คือ พรรค Partido Lakas ng Tao หรือ People Power Party ของ Fidel V. Ramos และพรรค National Union of Christian Democrats (NUCD) ของ theof Raul Manglapus รู้จักกันในนามของพรรค Lakas ng Tao-National Union of Christian Democrats ส่วนใหญ่รู้จักกันในนามของพรรค Lakas และมีชื่อย่อว่า Lakas-NUCD

ในปี 1994 มีการจัดตั้งกลุ่มพันธมิตรกับพรรค Laban ng Demokratikong Pilipino หรือ Struggle of Democratic Filipinos เพื่อการเลือกตั้งสมาชิกสภาทั้งสองสภาในปี 1995 และกลุ่มพันธมิตรนี้(Lakas-Laban Coalition)ชนะการเลือกตั้งอย่างท่วมท้นในปี 1997 ทางพรรคมุสลิมที่ชื่อว่า พรรค Union of Muslim Democrats of the Philippines (UMDP) โดยใช้ชื่อว่า พรรค Lakas ng EDSA หรือ National Union of Christian Democrats- Union of Muslim Democrats of the Philippines (Lakas-NUCD-UMDP) และในการเลือกตั้งปี 2004 ได้มีการเปลี่ยนชื่อเป็นพรรค Lakas-Christian Muslim Democrats หรือ Lakas-CMD
ปัจจุบันพรรค Lakas-CMD ได้ร่วมกับพรรค Kabalikat ng Malayang Pilipino (KAMPI) ได้เป็นเสียงส่วนใหญ่ในสภาของประเทศฟิลิปปินส์ 

กลุ่มพันธมิตรของพรรค Lakas ประกอบด้วย
1. TEAM Unity เป็นกลุ่มที่สนับสนุนประธานาธิบดีอาร์โรโยในการเลือกตั้งกลางเทอมปี 2007
2. Koalisyon ng Katapatan at Karanasan sa Kinabukasan (K-4, Coalition of Truth and Experience for Tomorrow) กลุ่มที่สนับสนุนประธานาธิบดีอาร์โรโยในการเลือกตั้งปี 2004
3. People Power Coalition กลุ่มที่สนับสนุนประธานาธิบดีอาร์โรโยในการเลือกตั้งกลางเทอมปี 2001
4. Lakas-Laban Coalition กลุ่มที่สนับสนุนประธานาธิบดีฟีเดล รามอส ในการเลือกตั้งกลางเทอมปี 1995
ความขัดแย้งภายในพรรค Lakas
ในปี 2006 เกิดความขัดแย้งกันระหว่างผู้สนับสนุนประธานาธิบดี Gloria Macapagal-Arroyo กับผู้สนับสนุนอดีตประธานาธิบดี Fidel V. Ramos จนทำให้ต้องเปิดประชุมใหญ่ของพรรคเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว

Rabu, 19 September 2007

ประธานาธิบดีและระบบรัฐสภาสาธารณรัฐอินโดเนเซีย

โดย Nik Abdul Rakib Bin Nik Hassan
ประเทศอินโดเนเซียนั้นมีระบบการปกครองที่ประกอบด้วยประธานาธิบดี และรัฐสภาหรือ Majelis Permusyuwaratan Rakyat ซึ่งรัฐสภานั้นประกอบด้วยสภาผู้แทนราษฎร หรือ Dewan Perwakilan Rakyat และวุฒิสภาหรือ Dewan Perwakilan Daerah ในที่นี้ขออธิบายระบบการปกครองของสาธารณรัฐอินโดเนเซียดังนั้น

ประธานาธิบดีสาธารณรัฐอินโดเนเซีย
เป็นผู้นำของประเทศและผู้นำฝ่ายบริหารของประเทศ ตามรัฐธรรมนูญปี 1945 ฉบับแก้ไข ว่าด้วยมาตรา 6 A ประธานาธิบดี(Presiden)และรองประธานาธิบดี(Wakil Presiden)ได้รับการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน ซึ่งก่อนหน้านี้ประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีได้รับการเลือกตั้งจากMajelis Permusyawaratan Rakyat ดังนั้นการเลือกตั้งจึงไม่ใช่หน้าที่ของ Majelis Permusyawaratan Rakyat อีกต่อไป และประธานาธิบดีกับMajelis Permusyawaratan Rakyat มีสถานะที่เท่าเทียมกัน ประธานาธิบดีมีวาระ 5 ปี อยู่ในวาระได้เพียง 2 สมัย
อำนาจหน้าที่ของประธานาธิบดี
-เป็นผู้บริหารประเทศตามอำนาจในรัฐธรรมรัฐ
-เป็นผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ
-เป็นผู้เสนอร่างกฎหมายต่อ DPR
-เป็นผู้ออกกฎข้อบังคับในการบริหารประเทศ
-เป็นผู้แต่งตั้งและปลดคณะรัฐมนตรี
-เป็นผู้แต่งตั้งกงสุลและทูต สำหรับการแต่งตั้งทูตนั้นต้องได้รับความเห็นชอบจาก DPR
-อื่นๆ
ในฐานะที่เป็น “ผู้นำประเทศ” ประธานาธิบดีจึงมีสัญลักษณ์เป็นตัวแทนของประเทศในระดับสากล และในฐานะเป็น “ผู้นำฝ่ายบริหาร” ประธานาธิบดีจึงต้องบริหารประเทศโดยมีคณะรัฐมนตรีเป็นผู้ช่วยในการบริหารประเทศ

การเลือกตั้งประธานาธิบดี
ประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีได้รับการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน โดยผู้สมัครเป็นประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีต้องได้รับสนับสนุนจากพรรคการเมืองหรือกลุ่มพรรคการเมืองการเลือกตั้งประธานาธิบดีเกิดขึ้นโดยตรงครั้งแรกในปี 2004.
กรณีผู้สมัครเป็นประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีมีคะแนนมากกว่า 50% จากผู้ลงคะแนนไม่น้อยกว่า 20% ของทุกจังหวัดจากครึ่งหนึ่งของจำนวนจังหวัดทั้งหมด ผู้นั้นได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดี ในกรณีที่มีคะแนนเพียงไม่ถึงก็จะไม่มีผู้ใดได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดี ดังนั้นจึงต้องคัดเลือกผู้สมัครเป็นประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีที่ได้คะแนนเป็นอันดับหนึ่งและอันดับสองเข้าทำการแข่งขันเป็นประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีในรอบที่สอง เพื่อนำผู้ที่ได้คะแนนสูงสุดเป็นผู้สมัครเป็นประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดี
ระยะเวลาของประธานาธิบดีอินโดเนเซีย
Ahmad Sukarno 17 สิงหาคม 1945 ถึง 12มีนาคม 1967 จากพรรค Partai Nasionalis Indonesia
Muhammad Suharto 12 มีนาคม 1967 ถึง 21 พฤษภาคม 1998 จากพรรค Golkar
Baharuddin Jusuf Habibie 21 พฤษภาคม 1998 ถึง 20 ตุลาคม 1999 จากพรรค Golkar
Abdurrahman Wahid 20 ตุลาคม 1999 ถึง 23 กรกฎาคม 2001 จากพรรค Partai Kebangkitan Bangsa
Megawati 23 กรกฎาคม 2001 ถึง 20 ตุลาคม 2004 จากพรรค Partai Demokrasi Indonesia - Perjuangan
Susilo Bambang Yudhoyono 20 ตุลาคม 2004 ถึง 2009 จากพรรค Partai Demokrat

Majelis Permusyawaratan Rakyat (MPR)
เป็นองค์กรทางนิติบัญญัติ ที่ประกอบด้วยสมาชิกจาก Dewan Perwakilan Rakyat และ สมาชิกจาก Dewan Perwakilan Daerah. สมาชิกของ MPR ในปัจจุบันมีจำนวน 678 คน ซึ่งมาจาก DPR จำนวน 550 คน และมาจาก DPD จำนวน 128 คน สมาชิกมีวาระ 5 ปี ประธาน MPR คือ Hidayat Nur Wahid MPR มีอำนาจหน้าที่ :
-แก้ไขรัฐธรรมนูญปี 1945
-แต่งตั้งประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีตามที่ได้รับเลือกจากประชาชน
-แต่งตั้งรองประธานาธิบดีเป็นประธานาธิบดี เมื่อประธานาธิบดีเสียชีวิต ลาออก ถูกปลด หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ในขณะอยู่ในวาระ
-เลือกรองประธานาธิบดีจาก 2 รายชื่อที่ได้ถูกเสนอโดยประธานาธิบดีในกรณีรองประธานาธิบดีว่างลง
-เลือกประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีในกรณีที่ผู้ดำรงตำแหน่งทั้งสองลาออกพร้อมกัน
การประชุม MPR ต้องอย่างน้อย 1 ครั้งในวาระ 5 ปี

Dewan Perwakilan Rakyat (DPR)
เป็นองค์กรในระบบการปกครองที่มีสถานะเป็นสภาผู้แทนราษฎร มีอำนาจในการออกกฎหมาย
สมาชิกของ DPR ประกอบด้วยสมาชิกของพรรคการเมืองที่เข้าร่วมในการเลือกตั้ง ปัจจุบันมีสมาชิก 550 คน มีวาระ 5 ปี ประธานของ DPR คือ Agung Laksono DPR มีอำนาจหน้าที่ :
-ร่วมร่างกฎหมายกับประธานาธิบดีเพื่อความเห็นชอบร่วมกัน
-เห็นชอบการออกกฎระเบียบในการบริหารการปกครอง
-รับร่างกฎหมายที่เสนอโดย DPD
-เห็นชอบในการแต่งตั้งประธานศาลฎีกา
-เห็นชอบในการแต่งตั้งสมาชิกศาลรัฐธรรมนูญ
-เห็นชอบการแต่งตั้งทูต ทูตจากต่างประเทศ
-อื่นๆ
สมาชิก DPR ประกอบด้วยผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งปี 2004
กลุ่ม Partai Golongan Karya (F-PG) จำนวน 129 คน ผู้นำชื่อ Priyo Budi Santoso
กลุ่มFraksi Partai Demokrasi Indonesia Perjuangan (F-PDIP) จำนวน 109 คน ผู้นำชื่อ Tjahjo Kumolo
กลุ่มFraksi Partai Persatuan Pembangunan (F-PPP) จำนวน 58 คน ผู้นำชื่อ Endin J Soefihara
กลุ่มFraksi Partai Demokrat (F-PD) จำนวน 57คน ผู้นำชื่อ Sukartono Hadiwarsito
กลุ่มFraksi Partai Amanat Nasional (F-PAN) จำนวน 53 คน ผู้นำชื่อ Abdillah Toha
กลุ่มFraksi Partai Kebangkitan Bangsa (F-PKB)จำนวน52 คน ผู้นำชื่อ Ida Fauziyah
กลุ่มFraksi Partai Keadilan Sejahtera (F-PKS) จำนวน 45 คน ผู้นำชื่อ Mahfud Sidik
กลุ่มFraksi Partai Bintang Reformasi (F-PBR) จำนวน 14คน
กลุ่มFraksi Partai Damai Sejahtera (F-PDS) จำนวน 13 คน
กลุ่มFraksi Bintang Pelopor Demokrasi (F-BPD) จำนวน 20คน
หมายเหตุ กลุ่ม F-PD ประกอบด้วยสมาชิก 56 คนจากพรรค Partai Demokrat และสมาชิก 1 คนจาก Partai Keadilan dan Persatuan Indonesia.
กลุ่ม F-BPD ประกอบด้วยสมาชิก 11 คนจากพรรค Partai Bulan Bintang สมาชิก 4 คนจากพรรค Partai Persatuan Demokrasi Kebangsaan สมาชิก 3 คนจากพรรค Partai Pelopor สมาชิก 1 คนจากพรรค Partai Penegak Demokrasi Indonesia และสมาชิก 1 คนจากพรรค Partai Nasionalis Indonesia Marhaen

Dewan Perwakilan Daerah (DPD)
เป็นองค์กรในระบบการปกครองที่สมาชิกประกอบด้วยตัวแทนมาจากแต่ละจังหวัด โดยได้รับการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน สมาชิกของ DPD มาจากจังหวัดละ 4 คน ในปัจจุบันสมาชิกของ DPD มีจำนวน 128คน มีวาระ 5 ปี มีอำนาจหน้าที่ :
-ควบคุมดูแลการออกกฎหมายบางฉบับ
-ร่วมในการอภิปราย พิจารณาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย
-ร่วมเสนอกฎหมายต่อ DPR เกี่ยวกับการปกครองอิสระของท้องถิ่น ความสัมพันธ์ระหว่างศูนย์กลางกับท้องถิ่น การแยกและรวมดินแดนในท้องถิ่น การใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ทรัพยากรทางเศรษฐกิจ การเงินของศูนย์กลางและท้องถิ่น
-อื่นๆ
ผู้นำของ DPD ประกอบด้วยประธาน คือ Ginandjar Kartasasmitaและรองประธานอีก 2 คน

Dewan Perwakilan Rakyat Daerah (DPRD)
เป็นองค์กรทางการนิติบัญญัตในระดับท้องถิ่น สมาชิกประกอบด้วยสมาชิกพรรคการเมืองที่เข้าลงรับเลือกตั้งจากประชาชน DPRD ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ
-DPRD ระดับจังหวัด (Provinsi) มีทุกจังหวัด สมาชิกอยู่ระหว่าง 35-100 คน
-DPRD ระดับอำเภอและเมือง (DPRD Kabupaten/Kota) สมาชิกอยู่ระหว่าง 20-45 คน
DPRD มีสถานะเป็นองค์กรทางนิติบัญญัติ เดิมผู้นำฝ่ายบริหารมาจากการเลือกของ DPRD แต่ในปัจจุบันผู้นำท้องถิ่นมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน

ศิลปะการแสดงของชนชาวมลายู

โดย Nik Abdul Rakib Bin Nik Hassan
ศิลปะการแสดงของชนชาวมลายูนั้น คนมลายูก่อนรับศาสนาอิสลาม ได้สร้างวัฒนธรรมด้านวัตถุและสิ่งที่เป็นมรดกของคนมลายู (Warisan Melayu)มากมาย รวมทั้งศิลปะการแสดง และศิลปะการป้องกันตัว โดยการใช้ศิลปะการแสดงและศิลปะป้องกันตัว ในการแสดงต่อสาธารณะ ซึ่งเป็นการแสดงถึงความมีอารยธรรมของสังคมมลายู ศิลปะการแสดงที่มีชื่อเสียงและคงอยู่จนถึงปัจจุบันคือ หนังตะลุง ส่วนศิลปะการป้องกันตัวที่คงอยู่คือ ซีละ ( Silat ) ซึ่งทั้งสองศิลปะนี้ได้รับการสืบทอดภายหลังจากที่ได้ทำให้ถูกต้องตามหลักการของศาสนาอิสลาม คงไว้เค้าโครง หรือ ลีลาการแสดง การแสดงเริ่มใด้วยการกล่าวถึงนามของพระเจ้า ขอกล่าวถึงศิลปะการแสดงของชาวมลายูบางส่วน เช่น

หนังตะลุง
หนังตะลุงเป็นการแสดงพื้นบ้านที่ต้องใช้ทั้งแสงและเงา ในอดีตหนังตะลุงนั้น เราสามารถพบได้ในหลายประเทศ เช่น มอรอคโค และ จีน ถึงอย่างไรก็ตาม ศูนย์กลางการแสดงหนังตะลุงจะอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หนังตะลุงมีอยู่ 2 ประเภท คือ ประเภทแรกมีการสร้างตัวหนังขนาดใหญ่ ในประเทศไทย หนังตะลุงที่มีขนาดตัวหนังใหญ่ เราเรียกว่า หนังใหญ่ ส่วนในกัมพูชา เราเรียกว่า หนัง ซเบก ธม ( Nang Sbek Thom ) ซึ่งเป็นที่รับรู้ว่าตัวหนังที่มีขนาดใหญ่นั้น สามารถพบได้เพียงในประเทศไทย และ กัมพูชา เท่านั้น เรื่องที่ใช้แสดงจะเป็นเรื่อง รามเกียรติ์ ตามเวอร์ชั่นของแต่ละประเทศ สำหรับประเภทที่สองนั้น เป็นหนังตะลุงที่มีตัวหนังขนาดเล็ก สร้างตามลักษณะที่ใช้ตามเรื่องที่จะนำไปแสดง หนังประเภทนี้มีในเอเชียตะวันออกฉียงใต้ โดยในประเทศไทยเรียกว่า หนังตะลุง ที่ประเทศกัมพูชา เรียกว่า หนัง ซเบก ธม (Nang Sbek Thom) ส่วนที่ประเทศมาเลเซีย อินโดเนเซีย จังหวัดชายแดนภาคใต้ จะเรียกว่า Wayang Kulit
หนังที่เรียกว่า Wayang Kulit นั้นยังสามารถแบ่งออกได้อีก 4 ชนิด คือ หนัง Wayang Siam, หนัง Wayang Melayu, หนัง Wayang Gedek และหนัง Wayang Jawa หนังตะลุงทั้ง 4 ชนิดจะมีศิลปะการแสดง ลีลา ท่วงทำนอง เรื่องราวของหนังที่แตกต่างกัน หนังWayang Jawa หรือที่รียกอีกอย่างว่า Wayang Purwa ที่การแสดงทั้งในมาเลเซียและอินโดนีเซีย จะมีรูปตัวหนังที่มีสีค่อนข้างสีสัน จะแสดงเกียวกับเรื่องราวของอินเดีย เช่น เรื่อง “มหาภารตะ” และยังมีการแสดงเรื่องราวของ Hikayat Panji
หนังWayang Jawa ยังมีแสดงในรัฐโยโฮร์ และรัฐสลังงอร์ ที่รัฐกลันตัน การแสดง Wayang Jawa ยังคงมีอยู่ แต่การเปลี่ยนแปลงภาษาที่ใช้พูดโดยใช้ภาษามลายูสำเนียงกลันตัน –ปัตตานี ดังนั้นหนังตะลุงนี้จึงรู้จักในนามของหนัง Wayang Kulit Melayu ส่วนหนัง Wayang Siam นั้นจะรู้จักในอีกชื่อหนึ่งว่า หนัง Wayang Kelantan รูปตัวหนังของ Wayang Siam จะมีตัวหนังที่มีเอกลักษณ์ของไทย หนังชนิดนี้จะมีการแสดงที่รัฐกลันตัน จังหวัดชายแดนภาคใต้, รัฐปาหัง, รัฐตรังกานู จะมีการแสดงเรื่อง Hikayat Sereri Rama หรือ Hikayat Maharaja Wana หรือเรื่องราวเวอร์ชั่นอื่นๆเกี่ยวกับเรื่องรามเกียรติ์
สำหรับหนัง Wayang Gedek นั้นเป็นหนังตะลุงชนิดหนึ่งที่มีตัวหนังแกะสลักค่อนข้างละเอียดอ่อน หนัง Wayang Gedek จะใช้เรื่องรามเกียรติ์เป็นตัวหลักของการแสดง ถึงอย่างไรก็ตามเรื่องที่เป็น “วรรณกรรมบอกเล่า” หรือ Sastera Lisan พื้นบ้านรวมทั้งเรื่องราวพื้นบ้านของคนไทยพุทธ ก็มีการใช้แสดงในหนัง Wayang Gedek หนังชนิดนี้จะใช้ภาษามลายูท้องถิ่นเคดะห์ผสมภาษาไทย

ลิเกฮูลู
ลิเกฮูลู เป็นการละเล่นพื้นบ้านแถบจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ได้รับความนิยมมากประเภทหนึ่ง คำว่า “ลิเก” หรือ “ดิเกร์” เป็นศัพท์เปอร์เซีย มีความหมาย ๒ ประการ คือ
๑. หมายถึง เพลงสวดสรรเสริญพระเจ้า ปกติการขับร้องเนื่องในเทศกาลวันกำเนิดพระนาบี ชาวมุสลิมเรียกงานเมาลิด เลยเรียกการสวดดังกล่าวนี้ว่า “ดิเกร์เมาลิด”
๒. หมายถึง กลอนเพลงโต้ตอบนิยมเล่นกันเป็นกลุ่มหรือเป็นคณะ เรียกว่า“ลิเกฮูลู”

ส่วนประกอบของคณะดีเกร์ฮูลูนั้น นอกจากประกอบด้วยเครื่องดนตรีต่างๆแล้ว ยังประกอบด้วยโต๊ะยอรอ (Tok Juara), ตูแกกาโร๊ะ (Tukang Karut) และลูกคณะของดีเกร์ฮูลู
วิธีการละเล่น ก่อนการแสดงลิเกฮูลูนั้น จะมีการร้องปันตนอีนัง ก่อน ตัวอย่างบทปันตนอินัง เช่น
กล่าวกันว่า เจ้าเมืองตานีสมัยอดีตมักเรียกคณะปันตนอินังที่มีชื่อเสียงเข้าไปแสดงในวัง โดยเฉพาะเนื่องในพิธีเข้าสุหนัดลูกชาย ต่อมาคณะปันตนอินังก็เปลี่ยนมาแสดงลิเกฮูลู ชาวบ้านมักเรียกการแสดงประเภทนี้แตกต่างกัน เช่น ที่กลันตันเรียก “ลิเกบารัต” หรือ “บาฆะ” (ลิเกตะวันตก) ส่วนจังหวัดชายแดนภาคใต้ เรียก “ลิเกฮูลู” (ลิเกเหนือ) ผู้เล่นลิเกฮูลูหลายท่านกล่าวถึงการฝึกว่า บางคนข้ามฝั่งไปเรียนที่กลันตัน โดยใช้เวลาประมาณ ๑ เดือน สมัยโบราณไม่มีการฝึกหัดผู้หญิงเล่นลิเกฮูลู แต่สมัยนี้ดาราลิเกฮูลูหลายคนเป็นหญิง เช่น คณะเจ๊ะลีเมาะ ซึ่งมีลูกคู่เป็นหญิงล้วน และบางคนเป็นดาราโทรทัศน์อันเป็นยอดนิยมของมาเลเซีย ปัจจุบันลิเกฮูลูเป็นยอดนิยมของชาวมลายูมุสลิม นอกจากจะแสดงในงานมาแกปูโละ งานสุหนัต งานเมาลิด งานฮารีรายอแล้ว แม้แต่สถานีวิทยุในท้องถิ่นก็จัดรายการเสนอลิเกฮูลูและเป็นที่ชื่นชอบของชาวบ้านทั่วไป
ดรเกร์ฮูลูนั้น แม้จะเกิดในจังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่สถานะทางสังคมนั้น กลับตรงกันข้าม เพราะในประเทศไทยดีเกร์ฮูลู มีสถานะเป็นเพียงศิลปะการแสดงท้องถิ่นเท่านั้น ส่วนในประเทศมาเลเซีย และสิงคโปร์ ศิลปะการแสดงนี้ได้กลายเป็นศิลปะการแสดงประจำชาติของเขา ยิ่งในประเทศสิงคโปร์แล้ว มีสหพันธ์ดีเกร์บารัตแห่งสิงคโปร์เป็นตัวหลัก มีการจัดทำเว็บไซต์ ประชาสัมพันธ์ศิลปะการแสดงนี้ จนเป็นที่รู้จักกันทั่วไป


มะโย่ง
มะโย่ง เป็นการแสดงเพื่อเฉลิมฉลองหรือเพื่อความรื่นเริง กำเนิดของมะโย่งมีผู้สันนิษฐานแตกต่างกันไปหลายกระแส ดังนี้
๑. มะโย่งเป็นการแสดงที่เกิดจากในวังของเมืองปัตตานี เป็นครั้งแรก เมื่อประมาณ ๔๐๐ ปี มาแล้ว จากนั้นแพร่หลายไปทางกลันตัน
๓. มะโย่งเป็นการแสดงที่ได้รับอิทธิพลมาจากชวาตั้งแต่ครั้งโบราณ แล้วเป็นที่นิยม แพร่หลายในหมู่ชาวไทยมุสลิมในบริเวณจังหวัดชายแดนภาคใต้ และได้อธิบายเพิ่มเติมโดยกล่าวถึงที่มาของคำว่ามะโย่ง คำว่า มะ หรือเมาะ แปลว่า แม่ ส่วนโย่ง หรือโยง เป็นพระนามของเจ้าหญิงพระองค์หนึ่งแห่งชวา จึงชวนให้สันนิษฐานต่อไปได้ว่า เหตุที่เรียกละครประเภทนี้ว่า มะโย่ง อาจเป็นตัวพระ จึงเรียกกันโดยใช้คำว่า มะ หรือ เมาะนำหน้าเครื่องดนตรี นิยมใช้กันอยู่ ๓ ชนิด คือ รือบะ จำนวน ๑ - ๒ คน กลองแขก ๓ หน้า จำนวน ๒ ใบ และฆ้องใหญ่เสียงทุ้มแหลมอย่างละใบ มะโย่งบางคณะยังมีเครื่องดนตรีอีก ๒ ชิ้น คือ กอเลาะ(กรับ) จำนวน ๑ คู่ และจือแระ จำนวน ๓ - ๔ อัน (จือแระ ทำด้วยไม้ไผ่ยาวประมาณ ๑๖–๑๘ นิ้วใช้ตี) ผู้แสดง มะโย่งคณะหนึ่ง ๆ มีคนประมาณ ๒๐ - ๓๐ คน เป็นลูกคู่เล่นดนตรี ๕ - ๗ คน นอกนั้นเป็นผู้แสดงและเป็นผู้ช่วยผู้แสดงบ้าง
ผู้แสดงหรือตัวละครสำคัญมี ๔ ตัว คือ
๑. ปะโย่ง หรือเปาะโย่ง แสดงเป็นพระเอก มีฐานะเป็นกษัตริย์หรือเจ้านาย ตัวปะโย่งจะใช้ผุ้หญิงร่างแบบบางหน้าตาสะสวย มีเสน่ห์ ขับกล่อมเก่ง น้ำเสียงดี เป็นผู้แสดง

๒.มะโย่งหรือเมาะโย่ง แสดงเป็นนางเอก มีฐานะเป็นเจ้าหญิงหรือสาวชาวบ้านธรรมดาตามแต่เนื้อเรื่องที่แสดง ใช้ผู้หญิงร่างแบบบาง หน้าตาดีเป็นผู้แสดง

๓. ปือรันมูดอ แสดงเป็นตัวตลกตัวที่ ๑ มีฐานะเสนาคนสนิทหรือคนใช้ใกล้ชิดของปะโย่งใช้ผู้ชายหน้าตาท่าทางน่าขบขันชวนหัว เป็นผู้แสดง ปือรันมูดอจะพูดจาตลกคะนอง สองแง่สองมุม ฉลาดทันคน กล้าหาญ แต่บางครั้งโงทึบและขลาดกลัวตาขาว

๔. ปือรันดูวอ แสดงเป็นตัวตลกตัวที่ ๒ มีฐานะเป็นเสนาคนสนิทตัวรองของเปาะโย่ง เป็นเพื่อสนิทของปือรันมูดอ จะเป็นตัวที่คอยสนับสนุนให้ปือรันมูดอสามารถตลกจี้เส้นได้มากขึ้น

โรงหรือเวทีแสดง ปัจจุบันโรงมะโย่งปลูกเป็นเพิงหมาแหงน ยกพื้นสูงประมาณ ๑ เมตร กว้าง ๕-๖ เมตร ยาว ๘ - ๑๐ เมตร จากท้ายโรงประมาณ ๑ - ๒ เมตร จะกั้นฝา ๓ ด้าน คือ ด้านท้ายกับด้านข้างทั้งสอง ด้านหน้าใช้ฉากปิดกั้นให้มีช่องออกหน้าโรงได้ เนื้อที่ด้านท้ายโรงใช้เป็นที่แต่งกายเก็บของและพักผ่อนนอนหลับ ด้านหน้าโรงเป็นโล่งทั้ง ๓ ด้าน จากพื้นถึงหลังคาด้านหน้าสูงประมาณ ๓.๕ เมตร ชายหลังด้านหน้านี้จะมีระบายป้ายชื่อคณะอย่างโรงลิเกหรือโนรา ส่วนใต้ถุนโรงใช้เป็นที่พักหลับนอนไปด้วย
โอกาสที่แสดง มะโย่งจะแสดงในงานเฉลิมฉลองงานเทศกาลหรืองานรื่นเริงอื่น ๆ ตามที่เจ้างานรับไปแสดง ปกติแสดงในเวลากลางคืนโดยเริ่มแสดงราว ๑๙ นาฬิกา เลิกเวลาประมาณ ๑ นาฬิกา

ศาสนาพื้นเมืองหรือความเชื่อดั้งเดิมของชาวมลายูในภูมิภาคมลายู

โดย Nik Abdul Rakib Bin Nik Hassan
ศาสนาพื้นเมืองหรือความเชื่อดั้งเดิมของชาวมลายูในภูมิภาคมลายูมีอยู่จำนวนหนึ่ง ก่อนที่ชาวมลายูในภูมิภาคมลายูจะนับถืศาสนาอิสลาม หรือส่วนหนึ่ง(ในอินโดเนเซีย)นับถือศาสนาคริสต์นั้น ชนชาวมลายูมีการนับถือความเชื่อดั้งเดิมของตนเอง และก่อนที่ศษสนาอิสลามจะเข้ามาในภูมิภาคมลายูนั้น ชนชาวมลายูก็ได้รับศาสนาฮินดู-พุทธอยู่ก่อนแล้ว ดังนั้นชนชาวมลายู(ในอินโดเนเซีย)บางส่วนจึงมีการผสมผสานความเชื่อดั้งเดิมกับศาสนาที่เข้ามาภายหลัง ศาสนาหรือความเชื่อที่ชนชาวมลายู (ซึ่งความหมายของชนชาวมลายูในที่นี้รวมถึงชนเผ่าชวา บูกิส มีนังกาเบา บาตัก ฯลฯ) มีดังต่อไปนี้
1.Kejawen เป็นภาษาชวา เป็นความเชื่อที่ชาวชวาส่วนหนึ่งนับถือมีลักษณะเป็นการผสมผสานระหว่างศาสนาฮินดู + ความเชื่อดั้งเดิม + ความเชื่อทางศาสนาอิสลาม หรือคริสต์ก็มีอิทธิพลอยู่ด้วย นักมานุษยวิทยาชาวสหรัฐที่ชื่อว่า Clifford Geertz ในหนังสือที่ชื่อว่า The Religion of Java เขาเรียกว่า ศาสนาชวา (Agami Jawi)
คนชวาที่ยึดถือความเชื่อดั้งเดิมนั้นมักไม่แยกเรื่องราวเกี่ยวกับตำนานกับพวกเขา คนชวามีการแบ่งตามสังคมดังนี้
Wong Cilik (คนเล็ก) หมายถึงชาวนาชาวไร่ที่มีรายได้ต่ำ
Kawan Priyayi หมายถึงกลุ่มข้าราชการและปัญญาชน
Kaum Ningrat หมายถึงกลุ่มชนชั้นสูงของสังคม
นอกจากนั้นคนชวา ยังแบ่งได้ตามความเชื่อได้เป็น 2 พวก คือ
1. Jawa Kejawen ซึ่งบางครั้งมีการเรียกว่า Abangan เป็นพวกที่ดำรงอยู่ด้วยวิถีชีวิตโดยยึดถือความเชื่อดั้งเดิมก่อนอิสลาม พวก Kaum Priyayi ที่มีความดั้งเดิมส่วนใหญ่จะเป็นพวกที่ถือเป็น Jawa Kejawen แม้ว่าพวกเขาโดยทางการแล้วจะยอมรับว่าตัวเองเป็นชาวมุสลิม
2. Santri เป็นกลุ่มที่มีจิตสำนึกในความเป็นมุสลิมและดำรงชีวิตอยู่ตามวิถีทางของอิสลาม
Kejawen คือแนวความคิดที่ผสมผสานระหว่างหลักการของศาสนาอิสลามกับแนวความเชื่อดั้งเดิมของคนชวา คนชวานั้นมีการเน้นด้านจิตวิญญาณ Niels Mulder ได้กล่าวว่าเป็นร่องรอยที่ยังเหลืออยู่ของความเชื่อทางศาสนาพุทธและฮินดูของคนชวา ส่วนใหญ่ของสังคมชวาเป็นสังคม Jawa Kejawen หรือ Islan Abangan พวกเขาไม่ปฏิบัติตามหลักศาสนาอิสลามตามที่ศาสนาได้บัญญัติ เช่น ไม่ละหมาดวันละ 5 เวลา ไม่ไปมัสยิด และไม่ถือศีลอดในเดือนรอมฎอม การปฏิบัติของคนชวา Kejawen คือการถือศีลอด คนชวา Kejawen จะถือศีลอดในวันจันทร์,พฤหัส หรือถือศีลอดในวันเกิดคนชวา Kejawen ถือว่าการ bertapa เป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งในความหมายของ Bertapa ของคนชวา Kejawen นั้นมีลักษณะคล้ายกับการถือศีลอด (Berpuasa) การถือศีลอดของสังคมชวานั้นมีหลากหลายชนิดบางครั้งตรงกับหลักการของศาสนาอิสลาม แต่ก็มีอีกมากที่เป็นการถือศีลอดโดยยึดถือหลักการ
สอนของตนเอง เช่น
การ Bertapa / Berpuasaของสังคม Jawa Kejawen
Tapa Mutih (1) - กินเพียงข้าว 7 วัน ติดต่อกัน
Tapa Mutih (2) - ห้ามกินเกลือเป็นเวลา 3 วัน หรือ 7 วัน
Tapa ngrawat - กินเพียงพักเป็นเวลา 7 วัน 7 คืน
Tapa pati geni - ห้ามกินอาหารที่ทำให้สุกด้วยไฟเป็นเวลา 1 วัน 1 คืน
Tapa ngebleng - ไม่กินและไม่นอนเป็นเวลา 3 วัน 3 คืน
Tapa ngrame - พร้อมที่เสียสละและเข้าช่วยเหลือใครในเวลาทันทีทันใด
Tapa ngoli - การลอยตัวในน้ำ
Tapa mendem - การซ่อนตัวต่อสาธารณะ
Tapa Kungkum - การดำน้ำ
Tapa nggntung - การแขวนตัวบนต้นไม้

ความแตกต่างระหว่างคนชวา Kejawen กับคนชวา Santri เช่นที่ประเทศสุรีนาม คนชวา Kejawen นั้นตอนอยู่ในชวาจะละหมาดทางทิศตะวันตก เมื่อไปถึงประเทศสุรีนามก็ยังละหมาดทางทิศตะวันตก ต่อมาเมื่อมีคนชวารุ่นที่สองเดินทางไปยังประเทศสุรีนาม พวกเขาจะละหมาดทางทิศตะวันออก ดังนั้นคนชวาในประเทศสุรีนามจึงมี 2 พวก คือ พวกที่ละหมาดทางทิศตะวันออก ดังนั้นคนชวาในประเทศสุรีนามจึงมี 2 พวก คือ พวกที่ละหมาดทางทิศตะวันตกจะมีความเชื่อเกี่ยวกับ Kejawen ส่วนพวกที่ละหมาดทางทิศตะวันออกจะมีความเชื่อทางศาสนาอิสลามสูงกว่าพวกแรด มีการนำหลักการอิสลามมาใช้ในชีวิตประจำวันมากกว่ากลุ่มแรก
คนชวาจะยึดถือวันเกิดของผู้ชายและผู้หญิงว่าคนวันใดไม่เหมาะสมกับวันใดเช่น
ชาย หญิง
จันทร์ พุธ
อังคาร พฤหัสบดี
พุธ ศุกร์
พฤหัสบดี เสาร์
ศุกร์ อาทิตย์
เสาร์ จันทร์
อาทิตย์ อังคาร

2. ศาสนาอิสลามเวตูเตอลู (Agama Islam Wetu Telu)
เผ่าซาซัก (Suku Sasak)เป็นเผ่าที่อาศัยอยู่บนเกาะลอมบ๊อก (Pulau Lombok) มีประชากรประมาณ 3 ล้านคน และใช้ภาษาซาซัก ส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม และมีส่วนหนึ่งนับถือศาสนาอิสลามเวตูเตอลู (Agama Islam Wetu Telu) นอกจากนั้นมีชาวซาซักนับถือศาสนาดั้งเดิมก่อนศาสนาอิสลามเรียกว่า ศาสนาซาซักโบดา (sasak Boda) ศาสนาอิสลามเวตูเตอลู (wetu telu, waktu telu) มีหลักการคือ ละหมาด 3 เวลา คือ ซูบุห์, ซูฮูร์ และอิซาอฺ พบที่เกาะลอมบ๊อก บริเวณตำบลบายัน(Bayan) อำเภอลอมบ๊อกตะวันตก (Kabupaten Lombok Barat) จังหวัดนูซาเต็งการาบารัต (Nusa Tenggara Barat) สาเหตุ : ผู้เผยแพร่ศาสนาอิสลามสอนการละหมาดเพียง 3 เวลา ไม่ทันสอนให้ครบ 5 เวลาก็เดินทางนอกไปที่อื่นก่อน โดยสั่งให้ละหมาด 3 เวลาและไม่รับความเชื่ออื่นจนกว่าผู้เผยแพร่คนเดิมจะมาเผยแพร่สั่งสอนต่อ ปัจจุบันผู้นับถือศาสนานี้ลดน้อยลงมาก
เป็นศาสนาที่ประสมประสานระหว่าง ศาสนาอิสลาม, ความเชื่อดั้งเดิมและศาสนาฮินดูบาหลี มีหลักปฏิบัติเช่น - บูชาบรรพบุรุษ- ละหมาด 3 เวลา - ถือศีลอดในเดือนรอมฎอนเพียง 3 วัน- วันที่สำคัญที่สุดของWetu Telu คือวันเมาลิดูร์ราซูล (Maulidur Rasul)- สถานที่ประกอบศาสนกิจเรียกว่า masjid adat ใช้เพียงปีละ 3 ครั้ง คือ อัยดิลฟิตรี อัยดิลอัฎฮา และ เมาลิดูร์ราซูล-ไม่ประกอบการละหมาดที่มัสยิด เขาเชื่อการละหมาดที่มัสยิดโยผู้นำศาสนาที่เรียกว่า pemangku adat นับว่าเพียงพอแล้ว
กลุ่มความเชื่อนี้ยังมีพิธีกรรมอีกอย่างคือ ประกอบพิธี Nyiu คือครบรอบ 1000 วันการเสียชีวิตของญาติพี่น้อง มีการมอบ สิ่งของที่จำเป็นแก่ผู้ตาย เช่น เสื้อผ้า แปรงฟัน อาหาร ฟูก เพื่อให้วิญญาณอยู่ เสียชีวิตได้นำไปใช้ในสรรค์- พวกเขายังเรียกตนเองว่า เป็นชาวมุสลิม- ภูเขาไฟที่ชื่อว่า Gunung Rinjani ตั้งอยู่บนเกาะลอมบ๊อก ถือว่าเป็นที่สถิตของพระเจ้าและวิญญาณบรรพบุรุษ-โบสถ์ฮินดูที่ชื่อว่า Kuil Pura Lingsar กลางเกาะลอมบ๊อก เป็นที่ประกอบศาสนกิจของผู้นับถือ Wetu Telu - มี masjid adat ที่เก่าแก่ที่สุดที่ Bayan เป็นศูนย์กลางของผู้นับถือศาสนาอิสลามเวตูเตอลู

3. ศาสนากาฮารีงัน หรือ ฮินดูกาฮารีงัน (Kaharingan/Hindu Kaharingan)
เป็นศาสนาดั้งเดิมของเผ่าดายักในเกาะกาลีมันตัน kaharingan แปลว่า เกิดขึ้น, มีชีวิต เป็นศาสนาดั้งเดิมที่มีอยู่ในสังคมชนเผ่าดายักมานับตั้งแต่บรรพบุรุษ รัฐบาลอินโดเนเซียได้กำหนดให้ประชาชนยึดถือศาสนาที่รัฐบาลรับรองเท่านั้น ดังนั้นศาสนาของชนเผ่าดายักจึงถูกจัดอยู่ในกลุ่มศาสนาฮินดู แต่บางส่วนของพวกเขาไม่ยอมรับว่าเป็นส่วนหนึ่งของศาสนาฮินดู พวกเขามีพิธีกรรมที่เรียกว่า Yadnya พิธีกรรมเพื่อพระผู้เป็นเจ้า มีองค์กรกลางชื่อ Majelis Besar Agama Hindu Kaharingan (MBAH) ตั้งอยู่ที่ Palangkaraya จังหวัดกาลีมันตันกลาง แต่ชนเผ่าดายักในรัฐซาราวัคของประเทศมาเลเซียที่นับถือศาสนากาฮารีงันจะไม่ได้รับการยอมรับว่าเป็นส่วนหนึ่งของศาสนาฮินดู

4.ศาสนาโตลโลตัง (Tollotang)
เป็นศาสนาหรือความเชื่อดั้งเดิมของชนเผ่าบูกิส โดยการผสมผสานระหว่างความเชื่อดั้งเดิมกับบางส่วนของศาสนาฮินดู ก็ถูกจัดเป็นส่วนหนึ่งของศาสนาฮินดูด้วย

5.ศาสนาปาร์มาลิม (Parmalim) เป็นศาสนาหรือความเชื่อที่มีผู้นับถือในจังหวัดสุมาตราเหนือ เป็นความเชื่อดั้งเดิมของชนเผ่าบาตัก มีความเชื่อในพระผู้เป็นเจ้า โดยเชื่อว่าผู้สร้างมนุษย์ ฟ้า ดิน และทุกสิ่งที่อยู่บนโลกนี้ คือ Tuhan Debata Mulajadi Nabolon ผู้นับถือศาสนานี้เรียกว่า Ummat Ugamo Malim หรือParmalim
Parmalim เป็นคำภาษาบาตัก โดย Par ในภาษาบาตักแปลว่า ผู้คนที่นับถือความเชื่อใดความเชื่อหนึ่ง ส่วนคำว่า Malim เป็นภาษาชายฝั่งทะเลเกาะสุมาตรา แปลว่า ผู้นับถือศาสนาอิสลาม เดิมเป็นความเชื่อทางจิต ในการต่อต้านการเผยแพร่ศาสนาคริสต์ที่มีผลกระทบต่อความเชื่อดั้งเดิมของชนเผ่าบาตัก กลุ่มนี้ต่อมากลายเป็นขบวนการทางการเมือง เกิดขึ้นในปี 1883 เกิดขึ้นราว 7 ปีก่อนการสิ้นชีวิตของ Sisingamangaraja XII โดยการเผยแพร่ของ Guru Somalaing

6. ศาสนาชวา-ซุนดา (Agama Djawa Sunda) เป็นคำที่นักมานุษยวิทยาชาวฮอลันดาตั้งให้ มีผู้นับถือบริเวณตำบล Cigugur อำเภอ Kuningan จังหวัดชวาตะวันตก ศาสนานี้รู้จักอีกในนามของ Cara Karuhun Urang (tradisi nenek moyang) หรือ agama Sunda Wiwitan หรือ ajaran Madrais หรือ agama Cigugur. Abdul Rozak นักวิจัยเรื่องความเชื่อนี้กล่าวว่า Agama Djawa Sunda เป็นส่วนหนึ่งของศาสนา Buhun เชื่อในพระผู้เป็นเจ้า ผู้เผยแพร่คือ Pangeran Madrais และรู้จักในอีกชื่อหนึ่งว่า Pangeran Sadewa Alibasa ส่วนใหญ่รู้จักในชื่อ Kiai Madrais เขาเรียนศษสนาอิสลาม ต่อมาเปิดปอเนาะ ภายหลังศึกษาความเชื่อั้งเดิมของชนเผ่าซุนดาก่อนที่มีการนับถือศาสนาอิสลาม มีการเชิดชูวิถีชีวิตแบบสังคมเกษตร วิถีชนเผ่าชวา-ซุนดา
อนาคตของความเชื่อนี้ ในยุคสมัยการปกครอง Orde Baru (ยุคซูฮาร์โต) ความเชื่อนี้ถูกกด มีการพยายามจะให้พวกเขานับถือศาสนาที่มีการยอมรับในรัฐธรรมนูญ ดังนั้นส่วนหนึ่งของผู้นับถือจึงเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลามบ้าง คริสต์บ้าง Kiai Madrais สิ้นชีวิตในปี 1939 ต่อมาผู้นำคนถัดมาคือบุตรของเขาที่ชื่อ Pangeran Tedjabuana ผู้นำถัดมาเป็นหลานของผู้ก่อตั้งคือ Pangeran Djatikusuma ปัจจุบันเขามีการแต่งตั้งผู้ที่จะสืบทอดตำแหน่งผู้นำคือ Gumirat Barna Alam มีการสร้าง Paguyuban Adat Cara Karuhun Urang (PACKU)

7. ศาสนาซุนดาวีวีตัน Sunda Wiwitan เป็นความเชื่อดั้งเดิมของคนซุนดา ปัจจุบันมีการนับถือโดยเผ่าบาดุย (suku Baduy) ใน Banten มีการดำเนินวิถีชีวิตที่สมดุลระหว่างธรรมชาติกับพระผู้เป็นเจ้าที่เรียกว่า Gusti

8. ศาสนาบูฮุน (Agama Buhun) เป็นความเชื่อที่มาจากajaran-ajaran Mei Kartawinata มีผู้นับถือในจังหวัดชวาตะวันตก ในอินโดเนเซียมีผู้นับถือศาสนานี้ประมาณ 1 แสนคน มีประมาณ 25 เปอร์เซ็นต์ของผู้นับถือความเชื่อดั้งเดิม จากทั้งหมดแนวความเชื่อที่มีการจดทะเบียนกับทางรัฐบาอินโดเนเซีย ผู้มีความเชื่อดั้งเดิมในประเทศอินโดเนเซียมีมากกว่า 4 แสนคน

Nagarakertagama เอกสารที่นักวิชาการมักอ้าง แต่ไม่เคยรู้จัก

โดย Nik Abdul Rakib Bin Nik Hassan

ชาวจังหวัดชายแดนภาคใต้ มักรู้จักประวัติศาสตร์ปาตานี ซึ่งหมายถึงประวัติศาสตร์สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ อันประกอบด้วยจังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส โดยการโยงถึงอาณาจักรลังกาสุกะ หลักฐานถึงการคงอยู่ของอาณาจักรลังกาสุกะ สามารถพบได้บริเวณเมืองเก่ายะรัง อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี
  นักวิชาการหรือนักประวัติศาสตร์ทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติชาติ เมื่อเขียนถึงประวัติศาสตร์ของจังหวัดชายแดนภาคใต้ มักอ้างกล่าวถึงเอกสาร หรือหนังสือเล่มหนึ่ง ซึ่งเขียนมาเกือบ 700 ปีแล้ว หนังสือเล่มนั้นมีชื่อว่า Nagarakertagama ผู้แต่งหนังสือบทกวีเล่มนี้มีชื่อว่า mpu Prapañca ขณะที่แต่งนั้นเขายังไม่ได้มีคำนำหน้าว่า mpu พ่อของเขามีชื่อว่า mpu Nadendra มีตำแหน่งเป็น Dharmâdhyaksa ring Kasogatan, หรือผู้นำด้านกิจการศาสนาพุทธ

ต้นฉบับของหนังสือเล่มนี้ นาย J.L.A. Brandes นักวรรณกรรชวาชาวฮอลันดา ได้เก็บไว้ ภายหลังจากติดตามกองทัพเจ้าอาณานิคมฮอลันดา KNIL บุกโจมตีราชวังของกษัตริย์แห่งเกาะลอมบ๊อก เมื่อปี 1894 โดยนาย J.L.A. Brandes สามารถเก็บเอกสารได้ก่อนที่กองทัพฮอลันดาจะทำการเผาราชวังและเอกสารต่างๆที่อยู่ในห้องสมุดของราชวัง ต่อมาหนังสือเล่มนี้เก็บไว้ในหมวด ลอมบ๊อก รหัสเลขที่ L Or 5.023 ที่หอสมุดมหาวิทยาลัยไลเด็น ประเทศเนเธอร์แลนด์ ต่อมาเมื่อพระราชินีจูเลียน่า กษัตริย์ของประเทศเนเธอร์แลนด์ เดินทางมาเยี่ยมประเทศอินโดเนเซียในปี 1973 จึงได้มีการมอบแก่ประเทศอินโดเนเซีย ปัจจุบันเก็บไว้ที่ หอสมุดแห่งชาติ สาธารณรัฐอินโดเนเซีย มีเลขรหัสที่ NB 9
เขียนหนังสือที่แต่งขึ้นเกี่ยวกับการปกครองรัฐ โดยเฉพาะบรรยายถึงความรุ่งเรื่องของอาณาจักรมาชาปาหิต โดยหนังสือ Nagarakertagama ได้บรรยายถึงอาณาเขตของอาณาจักรปาชาปาหิตที่มีอาณาบริเวณกินเนื้อที่ถึงแหลมมลายู โดยปรากฏความบันทึกใน Nagarakertagana ดังนี้

Ikang Sakahawan Pahang Pramuka tang Hujung Medini
ri Langkasuka len ri Saimwang, i Kalaten I terengganu, Nacor,
Pakamuar, Dungun Sri Tumasik ri Sanghyang, Klang,
Keda, Jere, Niran Sanusa Pupul.

แปลเป็นภาษามลายูปัจจุบันได้ดังนี้

Walau bagaimanapun Pahang, Hujung Medini (Johor),
Langkasuka(patani), Saimwang, kelantan, Terengganu, Nacor,
Paka, Muar, Dungun, Tumasik, Sanghyang, Klang, Kedah, Jerai,
Niran Semuanya berkumpul dalam satu Nusantara
(Slametmuljana , 1953 : 16)

ตามที่นักวิชาการต่างๆทั้งในประเทศไทย รวมทั้งมาเลเซียมักกล่าวว่าอาณาจักรลังกาสุกะกินอาณาเขตตั้งแต่เคดะห์ จนถึงปาตานี โดยเฉพาะนักวิชาการที่มาจากรัฐเคดะห์ก็จะเป็นการสร้างความชอบธรรมในการอ้างลังกาสุกะของรัฐเคดะห์ สังเกตุจากหนังสือ Nagarakertagama จะแยกออกจากกันระหว่างลังกาสุกะกับเคดะห์ ซึ่งหลักฐานจากเอกสารโบราณนี้สามารถแสดงให้เห็นว่าลังกาสุกะกับเคดะห์เป็นคนละส่วนกัน ไม่ใช่ดินแดนเดียวกัน

H.M. Yamin ได้กล่าวถึง Nagarakertagama ว่าหนังสือเล่มนี้เขียนขึ้นโดย Prapanca เสร็จสมบูรณ์เมื่อปี 1365 นับว่าเป็นสิ่งที่มีค่าอย่างยิ่งเป็นหลักฐานอ้างอิงเกี่ยวกับการเมืองการปกครองของอาณาจักรมาชาปาหิต

หนังสือ Nagarakertagama เล่มนี้รู้จักในนาม Kekawin Nagarakertagama คำว่า kekawin นั้นหมายถึงรูปแบบของบทกวี หนังสือเล่มนี้มีทั้งหมด 98 บาท ซึ่งมีดังต่อไปนี้

· ตอน 1 (มี 1 บท)
เริ่มด้วยเกี่ยวกับปรัชญาของ Prapanca และวัตถุประสงค์ของการเขียนหนังสือ Nagarakertagama
· ตอน 2 (มี 11 บท)
ว่าด้วยโครงสร้างศูนย์อำนาจการปกครองของอาณาจักรมาชาปาหิต
· ตอน 3(มี 3 บท)
ว่าด้วยดินแดน Nusantara และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ซึ่งอาณาจักรมาชาปาหิตมีอำนาจในดินแดนนั้น
· ตอน 4 (มี 11 บท)
ว่าด้วยการเผยแพร่และพิทักษ์ศาสนาศิวะ (ฮินดู) และพุทธในดินแดน Nusantara
· ตอน 5 (มี 3 บท)
ว่าด้วยโครงสร้างการปกครองภายในอาณาจักรมาชาปาหิต
· ตอน 6 (มี 28 บท)
ว่าด้วยการเดินทางของกษัตริย์ Hayam Wuruk ไปยังดินแดนขาวตะวันออกและชาวกลาง
· ตอน 7 (มี 21 บท)
ว่าด้วยประวัติศาสตร์ของรัฐสิงหาสารี (Singasari) – มาชาปาหิต นับตั้งแต่เกน อาระ (Ken Arok) จนถึงฆายะห์มาดา (Gajah Mada) และมีการกล่าวถึงเกี่ยวกับกษัตริย์ Hayam Wuruk
· ตอน 8 (มี 14 บท)
ว่าด้วยการเฉลิมฉลองผู้ทำรัฐ และเฉลิมฉลองพิธีกรรมในอาณาจักรมาชาปาหิต
· ตอน 9 (มี 1 บท)
ว่าด้วยเกี่ยวกับการป้องกันรัฐจากข้าศึก
· ตอน 10 (มี 5 บท)
ว่าด้วยการจบเรื่องทั้งหมด

ครับ ทั้งหมดนี้คือเนื้อหาของหนังสือเล้มนั้น เมื่อเราๆ ท่านๆ จะอ้างหนังสือเล่มนี้โยงถึงประวัติศาสตร์ของจังหวัดชายแดนภาคใต้ หวังว่าคงจะอ้างด้วยรู้ความเป็นมา และเนื้อหาที่มีอยู่ในหนังสือเล่มนั้นบ้าง

ซีละ (Silat)ศิลปะการป้องกันตัวของชนชาวมลายู

โดย Nik Abdul Rakib Bin Nik Hassan
ศิลปะการป้องกันตัวของชนชาวมลายูคือ Silat โดยศิลปะการป้องกันตัวชนิดนี้มีมาเป็นเวลานานแล้ว แม้แต่ที่ Boro bodar ที่อินโดนีเซีย ก็ยังมีการแกะสลักศิลปะการป้องกันตัวของชนชาวมลายูไว้ นั้นแสดงว่า Silat ได้กำเนินขึ้นมาเป็นเวลานับร้อยพันปีมาแล้ว ลักษณะของศิลปะการป้องกันตัวที่เรียกว่า Silat นั้นมีอยู่ 3 ลักษณะ คือ
1. Silat คือการเคลื่อนไหวของร่างกายในการป้องกันตัวจากการโจมตีของศัตรูหรือคู่ต่อสู้
2. Silap คือช่วงจังหวะลีลาที่จะใช้ในศิลปะการป้องกันตัว
3. Silau คือการตอบโต้ที่ใช้จากการป้องกันตัวที่ศัตรูหรือคู่ต่อสู้โจมตีตัวเรา
ดังนั้น ศิลปะการป้องกันตัว Silat สามารถที่จะกล่าวได้ว่าเป็นการเคลื่อนไหว, ช่วงจังหวะและลีลา, การตอบโต้ที่ถูกมนุษย์สร้างขึ้นโดยเป็นระบบ เป็นระเบียบและละเอียดอ่อนในการป้องกันตัวจากการโจมตีของศัตรูและคู่ต่อสู้
ในการเรียนเกี่ยวกับศิลปะการป้องกันตัว Silat นั้น คนหนึ่งๆ มีการเรียนรู้ที่อยู่ในระดับที่แตกต่างกันตามความสามารถและประสิทธิภาพของแต่ละคน โดยปกติแล้วระดับความสามารถของศิลปะการป้องกันตัว Silat มีอยู่ 5 ระดับ คือ
1.ระดับ Mengetahvi Seni เป็นระดับที่รู้เกี่ยวกับการเคลื่อนไหว ช่วงลีลา ศิลปะการตอบโต้
2.ระดับBudaya Seni เป็นระดับการเรียนรู้วิถีชีวิตและคำสั่งการ พร้อมการเผยแพร่ศิลปะการป้องกันตัว Silat
3.ระดับ Bangsa Seni เป็นระดับการศึกษาเชิงลึกของศิลปะการป้องกันตัว และภูมิหลังของศิลปะการป้องกันตัว Silat
4.ระดับ Budi Pekerti Seni เป็นระดับการเรียนรู้ เข้าใจกฏระเบียบ และหลักเกณฑ์ของศิลปะการป้องกันตัว Silat
5.ระดับ Jiwa Seni เป็นระดับสร้างจิตสำนึกในศิลปะการป้องกันตัว Silat และศึกษาความเร้นลับของศิลปะการป้องกันตัว Silat
6.ระดับ Alam Seni เป็นระดับการเผยแพร่ศิลปะการป้องกันตัว Silat และสร้างหรือรักษากฏเกณฑ์ของศิลปะการป้องกันตัว Silat ให้อยู่ในจิตวิญญาณของนักศิลปะการป้องกันตัว Silat ทุกคน
ศิลปะการป้องกันตัว Silat มีการเคลื่อนไหว ช่วงลีลาการก้าว ลูกไม้ การหลีก การตอบโต้ การต่อย การถีบ การโจมตี ที่แตกต่างกันตามที่ครูศิลปะการป้องกันตัวต่างๆเป็นผู้คิดลูกไม้ของศิลปะการป้องกันตัว ดังนั้น ศิลปะการป้องกันตัว Silat จึงมีหลากหลายชื่อเช่น
1. Seni Silat Gayong
2. Silat Lincah เป็น 1 ใน 4 ของSilat ที่ใหญ่ที่สุดในมาเลเซีย
3. Silat Cekak เป็น 1 ใน 4 ของ Silat ที่ใหญ่ที่สุดในมาเลเซีย
4. Silat Lintau
5. Silat Kalimah
6. Silat kuntau Melayu
7. Silat Minangkabau
8. Silat Gayung Patani เกิดใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่เติบโตในมาเลเซีย เป็น 1 ใน 4 ของ Silat ที่ใหญ่ที่สุดในมาเลเซีย
9. Silat Sendeng
10. Silat Sunting
11. Silat Abjad
12. Silat Gayang Malaysia เป็น 1 ใน 4 ของ Silat ที่ใหญ่ที่สุดในมาเลเซีย

สถาบันการศึกษาอิสลามแบบดั้งเดิม ( Traditional Islamic School)ในภูมิภาคมลายู

โดย Nik Abdul Rakib Bin Nik Hassan
สถาบันการศึกษาอิสลามแบบดั้งเดิม ( Traditional Islamic School) เป็นสถาบันการศึกษาอิสลามที่เกิดขึ้นในภูมิภาคมลายูกเหมือนกับสถาบันการศึกษาอิสลามในโลกอิสลาม เช่น การเรียนที่มัสยิด อัล-ฮาราม นครมักกะห์,นครมาดินะห์, มหาวิทยาลัยอัล-อัซฮาร์ในอิยิปต์ รวมทั้งในประเทศอินเดีย และเปอร์เซีย ในโลกมลายูการศึกษาศาสนาอิสลามเกิดขึ้น ทั้งที่บ้าน, มัสยิด, สุเหร่า, , ปอเนาะ หรือ Pesantren
ในแหลมมลายูการศึกษาแบบปอเนาะ จะมีทั้งที่จังหวัดชายแดนภาคใต้, กลันตัน, ตรังกานู,, เคดะห์, เปรัค และปีนัง ในประเทศฟิลิปปินส์ เช่น ที่ ซูลู และ มินดาเนา มีการเรียนศาสนาอย่างเช่นในส่วนอื่นของโลกมลายู คือ การเรียนที่ มัสยิด, บ้าน, สุเหร่า ในช่วงแรกของการเผยแพร่ศาสนาอิสลามในฟิลิปปินส์ ผู้ที่เผยแพร่ศาสนา คือ โต๊ะครู หรือ อุลามะ ที่เรียกว่า มักดุม ( Makhdum ) ในอินโดเนเซียโดยเฉพาะเกาะชวา การศึกษาศาสนาอิสลามจะมีขึ้นที่ Pesantren ส่วนที่เกาะมาดูรา จะมีขึ้นที่ Penjentren ที่สุมาตราและอาเจะห์จะเรียนศาสนาอิสลามที่ Meunusaha หรือ Rangkang ที่สุลาเวซีใต้จะเรียนศาสนาอิสลามที่มัสยิด หรือ Langkara
ที่ Demak โดยเฉพาะที่หมู่บ้าน Desa Gelagah Sari ได้มีการจัดตั้งปอเนาะ หรือ Pesantren โดย Raden Rahmatullah ซึ่งเสียชีวิตเมื่อปี 1481 เพื่อเผยแพร่ศาสนาอิสลามสู่คนพื้นเมืองในบริเวณดังกล่าว ส่วนที่ Gerisik เมืองสุราบายา การศึกษาแบบปอเนาะ หรือ Pesantren ได้รับการจัดตั้งโดย Maulana Malik Ibrahim ต่อมามีการเผยแพร่การศึกษาแบบ Pesantren ออกไปยังชวากลาง, ชวาตะวันตก โดยนักเผยแพร่ศาสนาทั้งเก้า หรือที่รู้จักกันในนาม Wali Sembilan การเมืองของชาวมุสลิมมีความมั่นคงยิ่งขึ้นในชวาตะวันออกและชวาตะวันตก โดยเฉพาะที่ Sunda Kepala, Banten, Ceribon ด้วยการดำเนินงานของ Sunan Gunung Jati ดังนั้นการศึกษาของชาวมุสลิมจึงแพร่ขยายยิ่งขึ้น ที่ปาเล็มบัง นักเผยแพร่ศาสนาอิสลามที่เป็นสตรีผู้หนึ่ง ชื่อว่า Nyai Gede Melaka ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าเธอมาจากจามปา หรือว่ามาจากมะละกากันแน่ เธอได้เริ่มเผยแพร่ศาสนาอิสลามจากบ้านสู่บ้าน ต่อมาได้ขยายกลายเป็นปอเนาะ ซึ่งนับว่านี้เป็นการศึกษาศาสนาอิสลามแรกเริ่มในรูปแบบของปอเนาะที่สุมาตราใต้
การเผยแพร่ศาสนาอิสลามในฟิลิปปินส์ภาคใต้ มีความเกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของ Syarif Kabungsuan จากรัฐโยโฮร์ และ Raja Baguinda จากมีนังกาเบา ส่วนในจามปานั้นนักวิชาการชาวฝรั่งเศสชื่อ M. Maspero ได้กล่าวว่าอิสลามมีความมั่นคงในจามปา นับตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 10 และ 12 ในปี 950 ทาง Po Hassan หรือ Abu Hassan จากจามปาได้เดินทางโดยเป็นทูตไปยังประเทศจีน และมีการค้นพบ Nisan บนหลุมฝังศพของชาวมุสลิมชื่อ Abu Kamil เขียนด้วยอักขระอาหรับในรูปแบบคูฟี ( Kufi ) บันทึกว่าเป็นปี 1039
การศึกษาอิสลามแบบปอเนาะในรัฐกลันตัน กล่าวกันว่ามาจากปัตตานี หรือจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะส่วนใหญ่โต๊ะครูและอุลามะชาวกลันตันที่มีชีวิตอยู่ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 และต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 จะเป็นศิษย์เก่าของปอเนาะที่อยู่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ หลังจากพวกเขาได้กลับมายังรัฐกลันตัน หรือ รัฐเคดะห์, รัฐปีนัง, รัฐตรังกานูแล้ว พวกเขาจะเปิดปอเนาะในรูปแบบปอเนาะที่มีอยู่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และมีการบันทึกที่กล่าวว่า มีชาวจามปาได้เดินทางมาศึกษาศาสนาอิสลามทั้งในรัฐกลันตัน และจังหวัดชายแดนภาคใต้ในคริสต์ศตวรรษที่ 17
ในปลายศตวรรษที่ 19 หรือ ต้นศตวรรษที่ 20 ได้เกิดสถาบันการศึกษาครั้งแรกที่สิงคโปร์ในรูปแบบของ Madrasah หรือรูปแบบโรงเรียน โดยสถาบันดังกล่าวชื่อว่า Madrasah Al-Iqbal ในปี 1908 ต่อมาสถาบันการศึกษาในรูปแบบ Madrasah ได้เผยแพร่ขยายออกไปยัง รัฐปีนัง, รัฐโยโฮร์, รัฐกลันตัน, รัฐตรังกานู, รัฐเคดะห์ และอีกหลายรัฐในประเทศมาเลเซีย
ระบบการศึกษาแบบ Madrasah มีการวัดมาตรฐานของการศึกษาโดยแบ่งออกเป็นชั้น เช่น ชั้นต้น (Ibtidai), ชั้นกลาง (Thanawi) และชั้นสูง (Taghasus) ซึ่งการศึกษาในรูปแบบของ Madrasah มีความแตกต่างจากการศึกษาแบบปอเนาะ เพราะการศึกษาแบบปอเนาะ จะเน้นระบบ Halaqah นั้นคือ นักศึกษาจะนั่งเป็นวงรี พร้อมมีหนังสือ โดยโต๊ะครูเป็นผู้สอนตามเนื้อหาในหนังสือดังกล่าว พวกเขาจะไม่มีการทดสอบการเรียน สำหรับตำราศาสนาที่ใช้สอนนั้น เขียนโดยชาวมลายู แรกเริ่มมีการพิมพ์ที่อิสตันบูล ประเทศตุรกี ต่อมาพิมพ์ที่ประเทศอิยิปต์ และกรุงมักกะห์ หลังจากนั้นจึงมีการพิมพ์ในโลกมลายู

การวิวัฒนาการของภาษามลายู

โดย Nik Abdul Rakib Bin Nik Hassan
การวิวัฒนาการของภาษามลายูนั้น นักภาษาศาสตร์ได้แบ่งการวิวัฒนาการของภาษามลายูออกเป็น 3 ระดับ คือ
1. ภาษามลายูโบราณ (Bahasa Melayu Kuno)
2. ภาษามลายูคลาสสิค (Bahasa Melayu Klasik)
3. ภาษามลายูสมัยใหม่ (Bahasa Melayu Moden)

ภาษามลายูโบราณ
เป็นส่วนหนึ่งของตระกูลภาษานูซันดารา มีความรุ่งเรื่องตั้งแต่ศตวรรษที่ 7 จนถึงศตวรรษที่ 13 ในสมัยอาณาจักรศรีวิชัย เป็นภาษา lingua france (ภาษาที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารระหว่างกัน) และเป็นภาษาที่ใช้ในการปกครอง ผู้ที่พูดภาษามลายูโบราณ ส่วนใหญ่จะอยู่ในแหลมมลายู ,หมู่เกาะเรียว และสุมาตรา
ภาษามลายูโบราณกลายเป็นภาษา lingua france และภาษาที่ใช้ในการปกครองเพราะ
1. มีลักษณะเรียบง่าย และง่ายต่อการรับอิทธิพลจากภายนอก
2. ไม่มีการผูกติดกับความแตกต่างทางชนชั้นของสังคม
3. มีระบบที่ง่ายกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับภาษาชวา
ภาษาชวานั้นค่อนข้างจะยากต่อการสื่อสาร เพราะว่าถ้าผู้พูดมีสถานะทางชนชั้นที่แตกต่างกันหรือมีวิจัยที่แตกต่างกัน ความหมายหนึ่งจะใช้คำที่แตกต่างกันตามสถานะหรือวัยของผู้พูด ภาษามลายูโบราณได้รับอิทธิพลจากระบบของภาษาสันสฤตมีการใช้คำสันสฤตในการสร้างคำที่เป็นเชิงความรู้
ภาษามลายูง่ายต่อการรับอิทธิพลของภาษาสันสฤตนั้นเป็นเพราะ
1. อิทธิพลของศาสนาฮินดู
2. ภาษาสันสฤตอยู่ในสถานะของภาษาของชนชั้นขุนนางและมีสถานะทางสังคมที่ค่อนข้างสูง
3. ภาษามลายูง่ายต่อการใช้ตามสถานการณ์และตามความต้องการของผู้พูด

ภาษามลายูโบราณที่มีตามหลักศิลาจารึกในศตวรรษที่ 7 ซึ่งเขียนด้วยอักขระปัลลาวา (Pallawa)
-ศิลาจารึก Kedukan Bukit , Palembang (683)
-ศิลาจารึก Talanh Ruwo ใกล้กับ Palembang (684)
-ศิลาจารึก Kota Kampur , Pulau Bangka (686)
-ศิลาจารึก Karang Brahi , meringin.Jambi (686)
ภาษามลายูโบราณที่มีในหลักศิลาจารึกที่ Gandasuli , ชวากลาง (832) เขียนด้วยอักขระ Nagiri

ลักษณะของภาษามลายูโบราณ
-เต็มไปด้วยคำที่ยืมมาจากภาษาสันสกฤต
-การสร้างประโยคมีลักษณะของภาษามลายู
-เสี่ยง บ (B) จะเป็นเสียง ว (W) ในภาษามลายูโบราณ เช่น บูลัน - วูลัน (เดือน)
-เสี่ยง อือไม่มี เช่น Dengan (ดืองัน) เป็น Dangan (ดางัน) – กับ
-คำว่า Ber จะเป็น Mar ในภาษามลายูโบราณ เช่น berlepas – marlapas
-คำว่า di จะเป็น Ni ในภาษามลายูโบราณ เช่น diperbuat – miparwuat
-อักขระ ฮ (h) จะหายไปในภาษามลายูสมัยใหม่ เช่น Semua – samuha , Saya – Sahaya

การเปลี่ยนจากภาษามลายูโบราณสู่ภาษามลายูคลาสสิค
การเปลี่ยนแปลงของภาษามลายูจากภาษามลายูโบราณสู่ภาษามลายูคลาสสิคนั้นมีความเกี่ยวข้องกับอิทธิพลของศาสนาที่เริ่มมั่นคงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตั้งแต่ศตวรรษที่ 13 หลังจากนั้นภาษามลายูได้เกิดการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าเรื่องโครงสร้างและการเขียนมีหลักศิลาจารึก 3 หลัก ที่มีความสำคัญ คือ
1. หลักศิลาจารึก Pagar Ruyung , Minangbau (1356)
- เขียนด้วยอักขระอินเดีย
- มีคำมลายูโบราณ และมีคำกลอนภาษาสันสกฤต
- มีความแตกต่างเล็กน้อยจากภาษาที่ใช้ในหลักศิลาจารึกในศตวรรษที่ 7
2. หลักศิลาจารึก Minye Tujjuh , Acheh (1380)
- ยังคงเขียนด้วยอักขระอินเดีย
- เป็นครั้งแรกที่มีการใช้คำภาษาอาหรับ เช่น คำว่า Nabi,Allah และ Rahmat
3. หลักศิลาจารึก Kuala Berang , Terengganu (1303)
- เขียนด้วยอักขระยาวี
- เป็นหลักฐานว่าอักขระยาวีมีการใช้ในภาษามลายูในศตวรรษดังกล่าว
ทั้งสามหลักศิลาจารึกนี้เป็นหลักฐานสุดท้ายถึงการพัฒนาการของภาษามลายู เพราะหลังจากศตวรรษที่ 14 แล้วเริ่มเกิดวรรณกรรมมลายูในรูปแบบของการเขียน
ความรุ่งเรืองของภาษามลายูคลาสสิค แบ่งออกเป็น 3 สมัย คือ
1. สมัยอาณาจักรมะละกา
2. สมัยอาณาจักรอาเจะห์
3. สมัยอาณาจักรโยโฮร์ – เรียว
บรรดานักเรียนที่มีชื่อเสียงคือ Hamzah Fansuri , Syansuddin A1 – Sumatrani , Syeikh Nuruddin A1 – Raniry และ Abdul Rauf Al – Singkel
ลักษณะของภาษามลายูคลาสสิค
-ประโยคจะยาว , ซ้ำ ๆ และซับซ้อน
-ใช้ภาษาวัง
-มักใช้คำว่า Sebermula, alkisah, hatta, adapun
-มักใช้คำว่า pun และ lah
ภาษามลายูสมัยใหม่
เริ่มตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 งานเขียนของ Munshi Abdullan ถือว่าเป็นงานเขียนแรกเริ่มของยุคภาษามลายูสมัยใหม่

Rabu, 5 September 2007

มัสยิดวาดิลฮุสเซ็น บ้านตะโละมาเนาะ

โดย Nik Abdul Rakib Bin Nik Hassan

มัสยิดวาดิลฮุสเซ็น ตั้งอยู่ที่บ้านตะโละมาเนาะ อยู่ในอำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส มัสยิดแห่งนี้ถือว่าเป็นมัสยิดที่เก่าแก่แห่งหนึ่งที่พบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ อันประกอบด้วยจังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา และจังหวัดนราธิวาส แม้ว่าจะไม่มีบันทึกเวลาการก่อสร้างมัสยิด แต่เชื่อว่ามัสยิดแห่งนี้เป็นมัสยิดที่เก่าแก่และมีความสวยงามอีกแห่งหนึ่งในภูมิภาคมลายู (Nusantara) อายุของมัสยิดแห่งนี้ นับว่าเป็นการยากที่จะคำนวญอายุที่แท้จริง มีทั้งที่กล่าวว่า 380 ปี ซึ่งจริงๆแล้วอายุนั้นอาจจะไม่ถึงก็ได้ เพราะมีข้อสงสัยและยังหาข้อพิสูจน์ยังไม่ได้ ผู้เขียนเองเป็นลูกหลานชั้นที่ 7 ของท่านวันฮุสเซ็น อัส-ซานาวี ผู้ก่อสร้างมัสยิด (ซึ่งจริงๆผู้ก่อสร้างต้องมีหลายคนอยู่แล้ว ทั้งชาวบ้าน นายช่าง บรรดาผู้นำ หรือผู้ที่ได้รับการนับถือมักสั่ง หรือ ชี้นิ้วอย่างเดียว แต่ไม่รู้ทำไม พอมีการบันทึกทีไร ชื่อผู้สร้างมักเป็นชื่อเดียวๆของผู้ใดคนหนึ่ง) จากที่ผู้เขียนได้วิ่งไป วิ่งมานับครั้งไม่ถ้วน พูดคุย สัมภาษณ์ บันทึก คำพูดคุยของฮัจญี อับดุลฮามิด หรือรู้จักในนามของปะดอดูกู จากบ้านดูกู แป๊ะบุญ หรืออำเภอบาเจาะ ได้กล่าวว่ามัสยิดตะโละมาเนาะสร้างโดยบรรพบุรุษของเขาที่ชื่อ วันฮุสเซ็น ซานาวี นักการศาสนาผู้ท่องจำอัล-กุรอ่านทั้งเล่มแห่งบ้านสะนอ อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี วันฮุสเซ็นเป็นพี่น้องปู่ของนักการศาสนาที่มีชื่อเสียงของปัตตานีที่มีชื่อว่า เชคดาวุด อัล-ฟาตานี วันฮุสเซ็น ถือว่าเป็นบุคคลแรกที่บุกเบิกบ้านตะโละมาเนาะ
ถ้าดูอย่างผิวเผิน ไม่ว่าดูตัวจริงหรือรูปถ่าย สถาปัตยกรรมและโครงสร้างอาคารมัสยิดเก่าแก่แห่งนี้ มีส่วนคล้ายคลึงกับสถาปัตยกรรมและโครงสร้างของมัสยิดกำปงลาอุต ซึ่งอายุของมัสยิดแห่งนั้นก็ไม่รู้แน่ชัด ไม่สามารถอธิบายได้ว่าทั้งสองมัสยิดนี้มีความเกี่ยวพันกัน หรืออย่างน้อยทั้งสองมัสยิดนี้ก่อสร้างในระยะเวลาที่ใกล้เคียงกัน จนกระทั่งรูปแบบสถาปัตยกรรมมีส่วนคล้ายกันมาก บ้านตะโละมาเนาะเป็นหมู่บ้านที่ตั้งอยู่บริเวณเทือกเขาบูโด ในจังหวัดนราธิวาสซึ่งเป็นเทือกเขาใหญ่และสำคัญ เริ่มจากบ้านต้นไทรทางด้านทิศเหนือตั้งทอดยาว จรดถึงยี่งอทางด้านทิศใต้ ส่วนทางทิศตะวันออกนั้นเป็นทุ่งนากว้างใหญ่ สำหรับทิศตะวันตกเป็นภูเขาแห่งเทือกเขาบูโด
 กลางหมู่บ้านตะโละมาเนาะมีธารน้ำสายหนึ่งไหลมาจากภูเขาลงสู่ไร่นา ที่ตั้งมัสยิดและบรรดาบ้านเรือนตั้งอยู่ด้านเหนือของธารน้ำ ส่วนด้านใต้ของธารน้ำเป็นบริเวณสุสานที่กว้างปราศจากพุ่มไม้ ชื่อมัสยิดเชื่อว่ามาจากชื่อต้นไม้ชนิดหนึ่ง จากการสอบถามชาวบ้านได้ความว่าในบริเวณสายธารนั้นมีต้นไม้ที่ชาวบ้านเรียกว่าต้นมาเนาะ ข้าพเจ้าเชื่อว่าตะโละมาเนาะน่าจะมาจากชื่อต้นไม้(ต้นมาเนาะ)มากกว่าที่จะมาจากคำว่ามาเนาะที่เป็นคำมลายูโบราณที่แปลว่านก หรือ ไก่ ปัจจุบัน คำว่ามาเนาะ (manok)ที่แปลว่า ไก่ ยังคงมีการใช้อยู่ เช่นในภาษาตากาล๊อก (ฟิลิปปินส์), ภาษาบายาว (bajau)ในรัฐซาบะห์ รวมทั้งชาวมอแกนในแถบจังหวัดอันดามันของไทยก็ใช้คำนี้
สำหรับชื่อมัสยิดนี้ไม่เป็นที่ปรากฎว่ามีการใช้ชื่อ มัสยิดวาดิลฮุสเซ็นตั้งแต่เมื่อไร ผู้เขียนเคยค้นเอกสารเก่าๆบนที่ว่าการอำเภอก็ปรากฎว่าพบคำว่ามัสยิดตะโละมาเนาะ หรือแม้ว่า Tan Sri Mubin Sheppard ในหนังสือที่ชื่อว่า Taman Indera พิมพ์ปี 1972 ซึ่งเขาเดินทางมาที่มัสยิดแห่งนี้ถึงสองครั้ง ในหนังสือดังกล่าวก็ไม่ปรากฎว่าเขียนชื่อมัสยิดวาดีฮุสเซ็น จะมีก็แต่มัสยิดตะโละมาเนาะ แถมมี footnote เขียนว่ามัสยิดแห่งนี้มีอายุประมาณ 200 ปี
ถึงแม้ว่ามัสยิดนี้จะเล็ก (เมื่อเปรียบเทียบกับบรรดามัสยิดสมัยปัจจุบัน) แต่เสาและไม้โครงที่ใหญ่และมองแล้วไม่สมดุลกับความกว้างและความยาวของมัสยิด ไม้ทั้งหมดเป็นไม้ตะเคียนที่ได้จากภูเขาบูโด ซึ่งอยู่ใกล้บริเวณนั้นไม่เหล่านี้ไม่ได้ใช้เลื่อย แต่ทำให้เรียบโดยใช้เครื่องมือชนิดหนึ่งที่เรียกว่าขวานเล็ก (Beliung) เกือบทั้งหมดของอาคารมัสยิดไมใช่ตะปู สำหรับบริเวณที่ต้องใช้ตะปู ตะปูที่ใช้เป็นตะปูที่ผลิตเองโดยช่างตีเหล็กในพื้นที่จากคำบอกเล่าของปะดอดูกู เป็นเวลา 100 ปี ที่สร้างมัสยิดนี้คงใช้หลังคามุงจากเฉกเช่นเดียวกันกับบ้านในอดีต ภายหลังเมื่อมีอิฐสงขลา หลังคามุงจากจึงถูกแทนที่ หลังคาจำเป็นต้องใช้เพราะการใช้อิฐสงขลา หลังคามุงจากจึงถูกแทนที่ หลังจากจำเป็นต้องใช้เพราะการใช้อิฐสงขลานี้ ซึ่งทำมาจากปูนผสมกับน้ำตาลมะพร้าว และยางมะตอย ก่อนที่จะเปลี่ยนมาเป็นซีเมนต์ดังเช่นปัจจุบันนี้ เมื่อปี 1997/98 กลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยี่มาเลเซียได้ทำการศึกษาสถาปัตยกรรมของมัสยิดแห่งนี้เป็นเวลา 1 เดือน โดยมีผู้เขียนเป็นพี่เลี้ยงของกลุ่มนักศึกษาดังกล่าว จากการศึกษาครั้งนั้น มีการค้นพบการสลักชื่อผู้แกะสลักดอกไม้ประดับมัสยิด

ก่อนที่มีการบุกบิกเป็นหมู่บ้าน ตะโบะมาเนาะเป็นพื้นที่ป่าสมบูรณ์ เป็นที่ล่ากวางและสัตว์อื่น ๆ ชาวบ้านในท้องถิ่นที่ได้พบมากล่าวถึงเรื่องราวที่สนุกสนานในการล่าสัตว์ของบรรพบุรุษของพวกเขา ได้เล่าว่ามีกวางจำนวนมากในป่าเทือกเขาบูโดในขณะที่ล่านั้น บรรดาสัตว์เหล่านี้บางครั้งวิ่งหนไปใต้ถุนมัสยิด จนถุงปัจจุบัน (ดูภาพ) นอกจากนั้นยังได้กล่าวถึงสิ่งของซึ่งเป็นสมบัติของมัสยิดคัมภีร์อัล-กุรอ่านเขียนด้วยมือ 7 เล่ม ตำราศาสนาเก่าซึ่งเขียนด้วยมือเช่นกัน (หนังสือต้นฉบับ), ขวานเล็ก, กระทะใหญ่ 1 ใบ สามารถหุงข้าวให้บรรดาแขกกินได้ถึง 300 คนและอื่น ๆ อีก นอกเหนือจากขวานเล็กที่สรรพสิ่งมีชีวิตไม่อาจทำลายได้สมบัติทั้งหมดของมัสยิดได้เกิดความเสียหายไปแล้ว คัมภีร์อัล-กุรอ่านและบรรดาตำราศาสนาถูกสภาพสิ่งแวดล้อมทำหายไป และบางเล่มได้หายไป ส่วนกระทะใหญ่ที่ถูกเก็บรักษาไว้ใต้ถุนมัสยิดเกิดเป็นรูรั่ว และต่อมาเกิดแตกร้าวเป็นชิ้น ๆ จนไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อีกต่อไป นับตั้งแต่กระทะใหญ่ของมัสยิดเกิดความเสียหาย เราไม่เคยเห็นกระทะใหญ่ขนาดเท่ากระทะใบนั้นอีกเลย” ชาวบ้านคนหนึ่งได้กล่าวไว้ เขาได้บอกว่ากระทะดังกล่าวสำหรับใช้ในการทำพิธีสำคัญ ๆ ทางศาสนาที่มัสยิด
พื้นที่บริเวณมัสยิดเคยเป็นที่พักอาศัยของบรรดานักศึกษาปอเนาะ ในสมัยที่ฮัจญีอับดุกาเดร์ เป็นอิหม่ามมัสยิดพร้อมทั้งเป็นโต๊ะครูปอเนาะ เขาเป็นหนึ่งในบรรดานักปราชญ์ศาสนาปัตตานี ถึงแม้ว่าไม่มีชื่อเสียงมากนัก ซึ่งเคยทำการสอนศาสนาที่นครมักกะห์เป็นเวลาถึง 20 ปีก่อนกลับมายังสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ปอเนาะแห่งนี้มีอายุได้ไม่นานนัก บทบาทของปอเนาะแห่งนี้อาจมีน้อยกว่าปอเนาะบางแห่งในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้
 ความจริงแล้ว ก่อนหน้านี้มัสยิดตะโละมาเนาะไม่เป็นที่รู้จักกันมากนัก บางคนอาจไม่เห็นความสำคัญด้วยซ้ำไป การสร้างชื่อเสียง หรือการเผยแพร่ชื่อเสียงของมัสยิดแห่งนี้ แม้ผู้เริ่มต้นคงมีความต้องการใช้กระแสทางการเมืองเพื่อสนับสนุนตนเองในการสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส.ของจังหวัดนราธิวาส แต่เราไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ถ้านายเสนีย์ มะดากะกุล อดีตอาจารย์คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ไม่ทำการเผยแพร่ชื่อเสียงมัสยิดแห่งนี้โดยการจัดงานครบรอบ 350 ปี (ผู้เขียนไม่เห็นด้วยกับอายุดังกล่าว แต่เชื่อว่าการทำให้อายุแก่กว่าความเป็นจริง ก็เป็นวิธีการหนึ่งในการสร้างความขลังให้กับมัสยิด) วันนี้ผู้คนก็อาจยังไม่รู้จักมัสยิดแห่งนี้ ปัจจุบันมีการจำลองมัสยิดตะโละมาเนาะเก็บไว้ในพิธภัณฑ์อิสลามในกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย