Isnin, 31 Disember 2007

Temasek Holdings : องค์กรการลงทุนของประเทศสิงคโปร์

โดย นิอับดุลรากิ๊บ บินนิฮัสซัน
Temasek Holdings : องค์กรการลงทุนของประเทศสิงคโปร์
กองทุนการเงินเตมาซิก เป็นกองทุนการเงินชองรัฐบาลสิงคโปร์ โดยรัฐบาลสิงคโปร์มีกองทุนการเงินอยู่ 2 แห่งที่รัฐบาลสิงคโปร์ถือหุ้น 100 % คือ กองทุนการเงินเตมาซิก (Temasek Holding) และอีกแห่งหนึ่งคือ กองทุน GIC หรือ The Government of Singapore Investment Corporation สำหรับกองทุนการเงิน เตมาซิกนั้นมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ มีเจ้าหน้าที่อยู่กว่า 300 คน ทำหน้าที่บริหารการเงินมากกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยส่วนหนึ่งมการลงทุนีอยู่ในประเทศสิงคโปร์ มีการดำเนินธุรกิจต่างๆ เช่น การธนาคาร สถาบันการเงิน อสังหาริมทรัพย์ การคมนาคม การขนส่ง สาธารณุปโภค โทรคมนาคม การสื่อสาร การศึกษา วิศวกรรม เทคโนโลยี่

ประวัติความเป็นมา
ในต้นทศวรรษที่ 1960 รัฐบาลสิงคโปร์ได้เข้าถือหุ้นในหลายบริษัทท้องถิ่น เช่น การผลิต และการสร้างเรือ ในปี 1974 มีการจัดตั้งบรรษัทในนามของ เตมาซิกโฮลดิง หรือ Temasek Holdings โดยมรกระทรวงการคลังของประเทศสิงคโปร์ถือหุ้นทั้งหมด

นอกจากนั้นทางรัฐบาลสิงคปร์ก็ได้จัดตั้งองค์กรขึ้นอีกแห่งโดยมีชื่อว่า The Government of Singapore Investment Corporation หรือ GIC เพื่อการลงทุนในต่างประเทศ

นางโฮ ชิง ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการของ Temasek Holdings ในปี 2002 สำหรับนางโฮ ชิงนั้นเป็นภรรยาคนที่สองของนายลี เซียน ลุง (Lee Hsien Loong) ผู้เป็นายกรัฐมนตรีประเทศสิงคโปร์ในปี 2004

การลงทุน
ในปี 2004 มีการลงทุนในบริษัทใหญ่ๆ ของสิงคปร์ เช่น SingTel, DBS Bank, Singapore Airlines, PSA International, SMRT Corporation, Singapore Power and Neptune Orient Lines นอกจากนั้นยังมีการลงทุนในบริษัททั่วไป เช่น โรงแรมที่ชื่อว่า Raffles Hotel และสวนสัตว์ เช่น Singapore Zoo และมีการลงทุนในบริษัทการพนันแห่งเดียวของสิงคโปร์ คือ บริษัทที่ชื่อว่า Singapore Pools


สำหรับการลงทุนในต่างประเทศนั้น เช่นการเข้าร่วมลงทุนในบริษัทโทรคมนาคม เช่น Telekom Malaysia การร่วมลงทุนในสถาบันการเงิน เช่น ธนาคารที่ชื่อว่า PT Bank Danamon ในประเทศอินโดเนเซีย และธนาคาร NIB Bank ในประเทศปากีสถาน นอกจากนั้นบริษัทลูกของ Temasek Holdings เช่น SingTel เข้าไปถือหุ้นใน telco Optus ของประเทศออสเตรเลีย ส่วนสายการบิน Singapore Airlines เข้าไปถือหุ้น49% ในบริษัทสายการบิน Virgin Atlantic นอกจากนี้ Temasek Holdings ยังได้จัดตั้งสำนักงานในเมืองมุมไบ ประเทศอินเดีย โดยดำเนินธุรกิจผ่านบริษัทลูกที่ชื่อว่า First India Credit Ltd.

กิจการต่างๆที่ Temasek Holdings เข้าไปถือหุ้น
สถาบันการเงินและธนาคาร
· DBS Group Holdings (ถือหุ้น 28% ตามข้อมูลปี 2007)

· PT Bank Danamon Indonesia (ถือหุ้น 59% ตามข้อมูลปี 2007)

· PT Bank Internasional Indonesia(ถือหุ้น 34% ตามข้อมูลปี 2007)

· Hana Financial (ถือหุ้น 10% ตามข้อมูลปี 2007)

· ICICI Bank (ถือหุ้น 10% ตามข้อมูลปี 2007)

· Fullerton Fund Management

· China Minsheng Banking Corporation

· China Construction Bank (ถือหุ้น 6% ตามข้อมูลปี 2007)

· Bank of China (ถือหุ้น 5% ตามข้อมูลปี 2007)

· NIB Bank Pakistan (ถือหุ้น 72.6% ตามข้อมูลปี 2005 )

· Standard Chartered Bank (ถือหุ้น 18%)

· E.Sun Financial Holding Company (ถือหุ้น 6%)

· Barclays Bank (ถือหุ้น 2.1%)

· Merrill Lynch (ถือหุ้นมากกว่า 9.9%)

โทรคมนาคม และสื่อมวลชน
· MediaCorp (80% ตามข้อมูลปี 2007)

· Singapore Press Holdings

· Singapore Telecommunications (56% ตามข้อมูลปี 2007)

· Shin Corporation (42% ตามข้อมูลปี 2007)

· ST Telemedia (100% ตามข้อมูลปี 2007)

· Telekom Malaysia (5% ตามข้อมูลปี 2004)

· TeleSystem (2.6%)

อุตสาหกรรม
· Singapore Technologies

· Keppel Corporation

· SembCorp Industries

คมนาคมและการขนส่ง
· PSA International (100% ตามข้อมูลปี 2007)

· SIA (55% ตามข้อมูลปี 2007)

· Jetstar Asia Airways (19% ตามข้อมูลปี 2004)

· Tiger Aviation (11% ตามข้อมูลปี 2003)

· SpiceJet

· Neptune Orient Lines (66% ตามข้อมูลปี 2007)

· SMRT Corporation (55% ตามข้อมูลปี 2007)

อสังหาริมทรัพย์
· CapitaLand (ถือหุ้น 40% ตามข้อมูลปี 2007)

· Mapletree Investments (ถือหุ้น 100%)

· Keppel Land

· The Ascott Group

· Raffles Holdings

สาธารณุปโภค อุตสาหกรรม และวิศวกรรม
· Keppel Corporation (ถือหุ้น 21%)

· Singapore Technologies Engineering (ถือหุ้น 53%)

· SembCorp Industries (ถือหุ้น 49%)

พลังงานและทรัพยากร
· Singapore Power (ถือหุ้น 100%)

· PowerSeraya (ถือหุ้น 100%)

· Senoko Power (ถือหุ้น 100%)

· Tuas Power (ถือหุ้น 100%)

· City Gas

· Gas Supply

· China Power

เทคโนโลยี่
· Chartered Semiconductor Manufacturing (60%)

· STATS ChipPAC (ถือหุ้น 83% ตามข้อมูลปี 2007)

อาหารและเครื่องดืม
· Wildlife Reserves Singapore (ถือหุ้น 88%)

· Fraser and Neave (ถือหุ้น 15%)

· Singapore Food Industries (ถือหุ้น 70%)

ผลิตภัณฑ์ยา
· Quintiles (ถือหุ้น 16% ตามข้อมูลปี 2004)

· Matrix Laboratories (ถือหุ้น 14% ตามข้อมูลปี 2004)


การเข้าไปลงทุนที่เกิดวิกฤติการณ์
· ในวันที่ 23 มกราคม 2549 ทาง Temasek Holdings ได้ซื้อหุ้นของบริษัท ชินคอร์ปของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร โดยใช้บริษัท Aspen Holdings และ Cedar Holdings ในการซื้อหุ้นดังกล่าว

ในวันที่ 28 มีนาคม 2549 Temasek Holdings ได้ซื้อหุ้นจำนวน 11.55% ของธนาคาร Standard Chartered bank ซึ่งมีฐานอยู่ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ หุ้นดังกล่าวซื้อมาจากนาย Khoo Teck Puat มหาเศรษฐีนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์

หลังจากที่มีการประกาศเปิดซื้อขายหุ้นของธนาคารจีนที่ชื่อว่า the Bank of China (BOC) ในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง ปรากฏว่า ในวันที่ 6 มิถุนายน 2549 ทาง Temasek Holdings ได้เข้าซื้อหุ้นธนาคารดังกล่าว โดยผ่านบริษัทลูกของตนเองที่ชื่อว่า Asia Financial Holdings Pte. Ltd. เป็นจำนวนิ 4.765% หรือจำนวนหุ้นทั้งหมด 11,785,825,118 หุ้น

เหตุการณ์วิกฤต
การที่ทาง Temasek Holdings ถือหุ้นโดยรัฐบาลสิงคโปร์ทั้งหมด เมื่อได้เข้าถือหุ้นในบริษัทของประเทศต่างๆจึงเหตุการณ์วิกฤติ เช่น เมื่อบริษัท ST Telmedia โดย Temasek Holdings ถือหุ้นทั้งหมดได้เข้าไปซื้อหุ้นของบริษัทโทรคมนาคมอินโดเนเซีย ซึ่งเป็นเจ้าของดาวเทียมที่ชื่อ Indosat ทางคนงานของประเทศอินโดเนเซียจึงมีการประท้วง จนต้องเทขายหุ้นไป ส่วนในปี 2546 บริษัท ST Telmedia ก็ได้เข้าไปซื้อหุ้นในบริษัท Global Crossing จนสามารถถือหุ้นได้สองในสามของหุ้นบริษัททั้งหมด แม้ว่ารัฐบาลสหรัฐจะอนุมัติการซื้อหุ้นดังกล่าว แต่รัฐบาลของรัฐก็ขอมีอำนาจในการควบคุมการดำเนินงานในบริษัทดังกล่าว สำหรับในประเทศำไทยนั้น การขายหุ้นลบริษัทชินคอร์ปของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร แก่ Temasek Holdings นั้นนำมาซึ่งการประท้วง ต่อต้านพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร จนต่อมาเกิดการปฏิวัติโค่นล้มรัฐบาลพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร โดย คมช. ที่มี พล.อ. สนธิ บุญยรัตกลิน

นักหนังสือพิมพ์ที่ชื่อ Eric Ellis ได้กล่าวว่า รัฐบาลสิงคโปร์ได้ให้การรัฐบาลพม่าโดยผ่าน Temasek Holdings แต่ทางเอกอัครราชทูตสิงคโปร์ประจำประพเทศพม่าได้ปฏิเสธข่าวนี้

Orang Melayu: The story of Sri Lanka's Malay folks

โดย Asiff Hussein

Renowned for their martial prowess and happy go-lucky attitude, Sri Lanka"s Malay folk have but a relatively short history in the country, albeit a very fascinating one.
This small Muslim community which comprises of about 50,000 persons are mainly descended from Javanese political exiles (nobles and chieftains), soldiers and convicts, who arrived in the island from Dutch-occupied Java during the period of Dutch colonial rule in Sri Lanka from 1658 " 1796.
Although the vast majority of Sri Lankan Malays are of Javanese ancestry, there are also considerable numbers descended from the folk of other islands in the Indonesian archipelago such as the Balinese, Tidorese, Madurese, Sundanese, Bandanese and Amboinese.
Thus the ethnic term "Malay" should not be misconstrued as indicating their origin from the Malayan peninsula. Although there do exist Sri Lankan Malays descended from the folk of the Malayan peninsula, their numbers are very few indeed.
The local Malays refer to themselves as orang Java (people of Java) and orang Melayu (Malay people) while the majority Sinhalese community call them Ja-minissu (Javanese people).
Indonesian political exiles comprised a significant portion of the early Malay population brought hither by the Dutch.
These exiles posed a serious political threat to the Dutch East India company (or "vereenigde oost indische compagnie", known as the VOC for short) which had its headquarters in Batavia (the Dutch name for Jakarta).
Sri Lanka and the Cape of Good Hope in South Africa were the principal centres of banishment for such exiles.
According to B.A. Hussainmiya (Lost cousins, the Malays of Sri Lanka. 1987) there must have been at least 200 members of this eastern nobility including the younger members of aristocratic families born in the island, in the latter part of the 18th century.
This is indeed a significant number considering the fact that during this time, the entire Malay population in the island amounted to about 2400 persons.
However, during the early British period, Governor Maitland (1805 " 1811) who believed the exiles to be "a great pecuniary burden to the colonial revenue, besides being a danger to the British interests in the island", took measures to expel them.
Although the Dutch authorities in Batavia were reluctant to take back the exiles, Maitland"s threat that he would forcibly "send them in one his Majesty"s cruises to the Eastward to be landed among these islands", sufficed to change their minds. However, a few exiles who had espoused local women stayed back and gave rise to a small community of Malays claiming aristocratic status.
However, it was the Malay soldiers brought hither by the Dutch to garrison their strongholds, who comprised the bulk of the Malay community in the island. By the turn of the 18th century, there were about 2200 Malay soldiers in the island.
Malay troops are said to have taken part in the wars of the Dutch against the Portuguese such as the storming of Galle (1640), the siege of Colombo (1656) and the capture of Jaffna (1658).
The Malays also served in the Dutch wars against the Kandyan Kingdom (17th "18th centuries). With the surrender of the Dutch to the British in 1796, the Malay soldiers were absorbed by the British military, and so served them as they had done their predecessors, the Dutch.
The British authorities who were not unaware of the martial prowess of the Malays, imported over 400 Madurese soldiers and about 228 Javanese soldiers along with their families from 1813 " 1816. This was during the brief period of British rule over Java from 1811 " 1816. Following the Dutch takeover of Java in 1816, the British had to turn elsewhere for the supply of Malay soldiers and set up recruiting offices, which were however a miserable failure.
Captain Tranchell"s mission (1856 " 1857) which travelled extensively in the East Indies including stopovers in Brunei, Lubuan, Pahang and Kelatan, managed to recruit only seven Malays, which prompted a contemporary British officer, Cowan, to remark:
"The expedition and the expenditure as compared with the proceeds of it must show these four of five (Malay recruits) to be about the most expensive in the British army." He says that everyone of them were subsequently set at liberty as they were physically unfit for fighting when they arrived at headquarters.
As for convicts, these comprised petty officials and commoners deported by the VOC. However, these were very few compared to the soldiers. It has been shown that in 1731, there were 131 of these convicts serving the VOC in Sri Lanka, besides those convicts serving in the army and those who had been set free.
Although it appears that the majority of Malays did not bring their womenfolk with them, there is evidence to show that a good many of them did.
Christopher Schwitzer, a German resident of Dutch Ceylon alludes (1680) to Amboinese soldiers in the Dutch service who had Amboinese Sinhalese, and Tamil wives, so that we may assume that some of the Malays, especially the soldiery, brought their wives with them.
However, as borne out by later Dutch records, the Malays preferred to marry local Moor women, due to their common religious background. Intermarriage with Sinhalese women has however also been considerable since the 19th century. It is for this reason that local Malays somewhat differ physically from their brethren in the Indonesian archipelago.
As for Malay culture, we know that the Malay language (known to local Malays as "bahasa Melayu") is still a living one and is spoken in Malay homes, though there is evidence to show that it is being fast replaced by Sinhala.
The local Malay language which somewhat differs from standard Indonesian (bahasa Indonesia) and standard Malaysian (bahasa Malaysia) was however a thriving one in the olden days, so much so that two Malay newspapers, Alamat Lankapuri and Wajah Selong in Arabic script (known to local Malays as the Gundul script) were published in the latter part of the 19th century.
As Hussainmiya (Lost cousins 1987) has noted, Sri Lanka"s Malays have belonged to a fairly literate society. Although a great part of their literature, which includes "Hikayats" (prose works) and "Syairs" (works in verse) have had their origins from classical Malay works popular throughout the Malay world, a considerable number of such works have had their origins amongst the local Malay community.
The Hikayats which have derived from Arabian, Persian, Indian and Javanese sources, comprise of fantastic tales including romances, legends and epics. Some of the notable Hikayats found in Sri Lanka are the Hikayat Amir Hamzah, Hikayat Isma Yatim and Hikayat Indera Kuraisy. According to Hussainmiya (1987) the Hikayat Indera Kuraisy is peculiar to Sri Lanka.
This fantastic Malay romance, which is interspersed with pantuns (traditional Malay quatrains) relate the adventures of the hero Indera Kuraisy who departs from his homeland Sarmadan in order to win the heart of the inapproachable princess, Indera Kayangan. The Syairs are Malay classic poetry that have for long captured the fancy of local Malay folk.
Two notable local syairs are the syair syaikh Fadlun, a romance-epic narrating the story of the pious Fadlun who lived in Arabia during the times of the Caliph Omar, and the syair Kisahnya Khabar Orang Wolenter Bengali which describes the armed skirmish between Malay and Bengali soldiers in Colombo on New Years Day 1819. These Hikayats and Syairs were also written in the Gundul script.
However, despite attempts at reviving the Malay language, it is fast dying out and giving way to Sinhala. The vast majority of vernacular- educated Malay youth today speak Sinhala at home.
In spite of all this, it can still be said that the local Malays have been much more conservative than their brethren domiciled in South Africa (Cape Malays) who have had similar beginnings but have ceased to speak that Malay language long ago (as far back as the 19th century, as evident from John Mason"s "Malays of Cape Town" 1861). This is despite the fact that the Cape Malays constitute a community three times as large as the Sri Lankan Malay community.
There have of course been numerous attempts at reviving the local Malay language and culture by such organizations as the Sri Lanka Malay Confederation, an umbrella organization of the local Malay community.
The second Malay world symposium held in Colombo in August 1985, and co-sponsored by the Malay Confederation and Gapena, the Malaysian Writers Federation, is a case in point.
To this day, the Malays have jealously retained certain aspects of their culture, examples being the honorific Tuan which precedes the names of Malay males, their family names, social customs and culinary habits.
Today there exist many Malay family names that have fiercely resisted the inroads made by Islamic Arab names; these include Jaya, Bongso, Tumarto, Kitchil, Kuttilan, Kuncheer and Singa Laksana.
Although Malay social customs such as those pertaining to births, circumcisions and marriages are not significantly different from those of their Moorish co-religionists, there nevertheless do exist a few practices that do differ. A practice peculiar to the Malays until fairly recent times was the singing of pantuns on such festive occasions.
The Malays have also retained some of their traditional fare such as nasi goreng (Fried rice), satay and Malay Kueh (cakes and puddings). Pittu (rice-cake) and babath (tripe) is another favourite dish that has found much favour amongst other communities as well.
Traditional Malay dress has however ceased to exist for some time. Local Malay women, like their Moorish sisters, dress in sari (Indian-style with a hood left at the back to cover the head when going outdoors) instead of the traditional Malay Baju and Kurung.
However, it is possible that the sarong which Malay men as well as those of other communities wear at home is a recent introduction from the archipelago.
It appears that in the olden days, Sinhalese, Moor and Tamil folk wore a lower garment similar to the Indian dhoti and not exactly the same garment we know as the sarong, whose name itself is of Malay origin.
The arts of batik printing and rattan weaving, both lucrative cottage industries in the country, also owe their origins to the Malay.

Isnin, 26 November 2007

ประเทศมาเลเซียกับความหลากหลายทางวัฒนธรรม

ประเทศมาเลเซียกับความหลากหลายทางวัฒนธรรม
โดย นายนิอับดุลรากิ๊ บ บินนิฮัสซัน

ภูมิหลังประเทศมาเลเซีย
ประเทศมาเลเซียเกิดขึ้นจากความคิดของตุนกูอับดุลราห์มาน ปุตรา โดยต้องการรวมสหพันธรัฐมาลายา, สิงคโปร์, ซาราวัค, บอร์เนียวเหนือ (ซาบะห์) และบรูไนเข้าด้วยกัน โดยสหพันธรัฐมาลายาได้รับเอกราชจากอังกฤษเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 1957 ดังนั้นจึงถือว่าวันชาติของประเทศมาเลเซียคือ วันที่ 31 สิงหาคม 1957 สำหรับแนวคิดการจัดตั้งประเทศมาเลเซียนี้ได้มีการประกาศเมื่อ 27 พฤษภคม 1961 แต่การเสนอจัดตั้งครั้งนี้ได้รับการต่อต้านและพบอุปสรรคหลายอย่าง เช่น[1]
1. เกิดการผจญหน้า (Confrontation) จากประเทศอินโดนีเซีย
2. การเรียกร้องสิทธิของฟิลิปปินส์เหนือรัฐซาบะห์
3. ได้รับการต่อต้านจากพรรคประชาชนบรูไน (Parti Rakyat Brunei)
4. ได้รับการต่อต้านจากบางพรรคการเมืองในรัฐซาราวัค
อย่างไรก็ตามการจัดตั้งประเทศมาเลเซียประสบความสำเร็จเมื่อ 16 กันยายน 1963 บางคนอาจเข้าใจว่าชื่อของประเทศนี้มาจากการประดิษฐ์คำของชาวมาเลเซีย ความจริงแล้วคำว่า มาเลเซีย หรือ Malaysia นั้นผู้ที่ประดิษฐ์คำนี้กลับเป็นชาวฟิลิปปินส์ ผู้ที่ประดิษฐ์คำว่า Malaysia มีชื่อว่า นายเวนเซสลาว คิว. วินซันส์ (Wenceslao Q. Vinzons)[2] เขาประดิษฐ์คำนี้เมื่อ 12 กุมภาพันธ์ 1932 นายเวนเซสลาว คิว. วินซินส์ ได้บรรยายถึงความเป็นของมาในเรื่องโลกมลายู-โปลีเนเซีย เขาบรรยายที่มหาวิทยาลัยฟิลิปปินส์(University of The Philippines) ตามหัวข้อหนังสือที่เขาเขียนที่มีชื่อว่า “Malaysia Irredenta” เขาเรียกร้องให้มีการรวมตัวของชนชาติมลายูเข้าด้วยกัน ถือได้ว่าเขาเป็นผู้ประดิษฐ์คำว่า “Malaysia” ก่อนที่จะมีการนำชื่อนี้มาเป็นชื่อประเทศมาเลเซียในปัจจุบัน

การปกครองแบบสหพันธรัฐ
ประเทศมาเลเซียนับว่าเป็นประเทศที่มีการปกครองที่แตกต่างจากประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ เพราะประเทศมาเลเซียใช้ระบบการปกครองแบบสหพันธรัฐ ประเทศมาเลเซียมีทั้งหมด 13 รัฐ โดยมีรัฐจำนวน 9 รัฐที่มีเจ้าผู้ครองรัฐเป็นประมุข ในจำนวนรัฐดังกล่าวมี 7 รัฐเรียกตำแหน่งเจ้าผู้ครองรัฐว่าสุลต่าน(Sultan) คือรัฐกลันตัน, รัฐตรังกานู,รัฐปาหัง, รัฐสลังงอร์, รัฐโยโฮร์, รัฐเคดะห์, รัฐเปรัค มีจำนวน 1 รัฐเรียกตำแหน่งเจ้าผู้ครองรัฐว่าราชา (Raja) คือรัฐเปอร์ลิส และมีอีกจำนวน 1 รัฐเรียกตำแหน่งเจ้าผู้ครองรัฐว่า ยังดีเปอร์ตวนบือซาร์ (Yang Di Pertuan Besar) คือรัฐนัครีซัมบีลัน เจ้าผู้ครองรัฐทั้ง 9 รัฐนี้จะทำการเลือกพระราชาธิบดีในหมู่พวกเขากันเองโดยมีวาระ 5 ปี เรียกตำแหน่งพระราชาธิบดีว่า ยังดีเปอร์ตวนอาฆง (Yang Di Pertuan Agong) ส่วนอีกจำนวน 4 รัฐที่ไม่มีเจ้าผู้ครองรัฐ แต่มีสามัญชนที่ได้รับการแต่งตั้งจากพระราชาธิบดีเป็นผู้ว่าการรัฐ (Governor) รัฐดังกล่าวคือ รัฐปีนัง, รัฐมะละกา, รัฐซาบะห์ และรัฐซาราวัค[3]

การที่ประเทศมาเลเซียมีการปกครองแบบสหพันธรัฐนี้เองทำให้นอกจากประเทศมาเลเซียจะมีรัฐธรรมนูญของประเทศแล้ว แต่ละรัฐยังมีรัฐธรรมนูญของตนเองอีกด้วย อำนาจหน้าที่การบริหาร การปกครองในประเทศมาเลเซียจึงแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ 1. อำนาจหน้าที่ของรัฐบาลสหพันธรัฐ หรือ รัฐบาลกลางที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ 2. อำนาจหน้าที่ของรัฐบาลท้องถิ่นแต่ละรัฐ และ 3. อำนาจหน้าที่ร่วมกันของสหพันธรัฐ หรือ รัฐบาลกลางกับรัฐบาลท้องถิ่นแต่ละรัฐ

อำนาจหน้าที่ของรัฐบาลสหพันธรัฐ หรือ รัฐบาลกลาง เช่น[4]
1. ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
2. การป้องกันประเทศ
3. ความมั่นคงภายในประเทศ
4. กิจการเกี่ยวกับการมีสัญชาติสหพันธรัฐ
5. การคลัง
6. การพาณิชย์และการอุตสาหกรรม
7. การศึกษา

อำนาจหน้าที่ของรัฐบาลท้องถิ่น เช่น
1. กฎหมายอิสลาม
2. ที่ดิน
3. การเกษตรและการป่าไม้
4. องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น
5. หน่วยงานรัฐบาลท้องถิ่น

อำนาจหน้าที่ร่วมกันของรัฐบาลสหพันธรัฐ หรือ รัฐบาลกลางกับรัฐบาลท้องถิ่น เช่น
1. การบริการสาธารณะ เช่น ประชาสงเคราะห์ พิทักษ์สตรี เด็กและเยาวชน
2. ทุนการศึกษา
3. ป่าสงวนแห่งชาติ และสัตว์สงวน
4. การชลประทาน

การศึกษาเพื่อความเป็นเอกภาพทางสังคม
โรงเรยนในระบบการศึกษาของประเทศมาเลเซียก่อนได้รับเอกราชนั้นแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ
1.โรงเรียนอังกฤษ (English School)
เป็นโรงเรียนที่จัดตั้งโดยรัฐบาลเจ้าอาณานิคมอังกฤษและกลุ่มเผยแพร่ศาสนาคริสต์ ส่วนใหญ่แล้วกลุ่มโรงเรียนอังกฤษจะตั้งอยู่ในเมืองใหญ่และเมืองสำคัญ ๆ เป็นโรงเรียนที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาในการเรียนการสอน โรงเรียนของรัฐบาลที่มีชื่อเสียงในส่วนนี้ เช่น Malay College, Kuala Kangsar ที่รัฐเปรัค และMalay Girls’ College ที่กัวลาลัมเปอร์ ส่วนโรงเรียนที่กลุ่มเผยแพร่ศาสนาคริสต์จัดตั้ง เช่น Anglo–Chinese School ผู้ที่จบจากโรงเรียนของอังกฤษนั้น นอกจากจะไปเข้ารับราชการในหน่วยงานของรัฐบาลแล้ว บางส่วนที่เรียนดีจะเข้าเรียนที่สถาบันการศึกษาในสิงคโปร์[5]
2. โรงเรียนภาษาพื้นเมือง ( Vernacular School)
โรงเรียนประเภทนี้แบ่งออกได้ดังนี้
1.1 โรงเรียนมลายู
เป็นโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในหมู่บ้านชนบทและในเมือง มีรัฐบาลเป็นเจ้าของและบางส่วนเป็นโรงเรียนของเอกชน มีระดับประถมศึกษาปีที่ 6-7 ส่วนใหญ่ผู้ที่จบจากโรงเรียนนี้จะออกไปเป็นประชาชนทั่วไป เช่น ทำไร่ ทำนา เป็นชาวประมง ส่วนผู้ที่มีคะแนนดีจะสามารถไปเรียนต่อยังวิทยาลัยครูสุลต่านอิดริส (Sultan Idris Teacher College) ปัจจุบันวิทยาลัยครูแห่งนี้ได้เปลี่ยนชื่อเป็นมหาวิทยาลัยการศึกษาสุลต่านอิดริส (Universiti Pendidikan Sultan Idris หรือ UPSI) และอีกสถาบันหนึ่งที่ผู้มีคะแนนดีจะเข้าเรียนคือวิทยาลัยครูสตรีแห่งมะละกา (Maktab Perguruan Perempuan Melaka) โดยทั้งสองสถาบันดังกล่าวผู้ที่จบออกมาจะไปเป็นครูและมีเช่นกันที่นักเรียนคะแนนดีจะย้ายไปเรียนที่โรงเรียนอังกฤษเพื่อไปสู่สถาบันระดับอุดมศึกษา
1.2 โรงเรียนจีน
เป็นโรงเรียนที่ใช้ภาษาจีนเป็นภาษาในการเรียนการสอนนั้นจะเป็นโรงเรียนเอกชนและบางส่วนได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากรัฐบาล มีการเรียนการสอนในระดับประถมและมัธยม ส่วนใหญ่หลักสูตร,หนังสือและบุคลากรจะนำมาจากประเทศจีน เมื่อจบการศึกษาที่โรงเรียนจีนแล้วผู้ที่ได้คะแนนจะเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยในประเทศจีนและไต้หวัน
1.3 โรงเรียนทมิฬ
เป็นโรงเรียนที่ใช้ภาษาทมิฬ (ภาษาของอินเดียใต้) เป็นภาษาในการเรียนการสอนนั้นจะเป็นโรงเรียนที่สอนในระดับประถมเท่านั้น เป็นโรงเรียนของชุมชนอินเดียในมาเลเซียสำหรับผู้ที่ได้คะแนนดีจะออกไปศึกษาต่อในโรงเรียนอังกฤษ ส่วนผู้ที่ไม่สามารถศึกษาต่อก็จะออกไปใช้แรงงานทั่วไป
และยังมีอีกโรงเรียนชนิดหนึ่งซึ่งถือว่าอยู่ในส่วนของโรงเรียนมลายูคือโรงเรียนศาสนาเป็นโรงเรียนที่สอนเกี่ยวกับศาสนาอิสลามที่เรียกว่าโรงเรียนราษฎร์สอนศาสนาอิสลามหรือ Sekolah Agama Rakyat โรงเรียนชนิดนี้อาจเรียกในอีกชื่อหนึ่งว่าโรงเรียนปอเนาะ (Sekolah Pondok) ผู้ที่เรียนในโรงเรียนชนิดนี้บางส่วนจะศึกษาต่อยังตะวันออกกลางในระดับปริญญาเช่นในประเทศซาอุดีอาระเบียและประเทศอียิปต์[6]

การศึกษาภายหลังจากได้รับเอกราช
ในปี 1956 ได้มีเอกสารรายงานที่จัดทำโดยคณะกรรมการที่ศึกษาเกี่ยวกับระบบการศึกษาของมาเลเซีย โดยมี ดาโต๊ะอับดุลราซัค บินดาโต๊ะฮุสเซ็น ( Datuk Abdul Razak Bin Dato’Hussein) ขณะนั้นเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานคณะกรรมการ เอกสารรายงานนี้เรียกว่ารายงานราซัค (Laporan Razak 1956) โดยมีข้อเสนอทั้งหมด 17 ประการ เป็นข้อเสนอเพื่อใช้ภาษามลายูเป็นภาษาแห่งชาติ ข้อเสนอที่สำคัญคือมีดังนี้[7]
1. ระบบการศึกษาต้องมีการแก้ไขโดยให้มีเพียง 2 ประเภทคือ
โรงเรียนทั่วไป ใช้ภาษามลายูเป็นภาษาในการเรียนการสอน และ
โรงเรียนทั่วไปแบบแบ่งประเภท ใช้ภาษาที่พวกเขาเลือก เช่น ภาษาอังกฤษ, ภาษาจีนและภาษาทมิฬ เป็นภาษาในการเรียนการสอน
2. ภาษามลายูและภาษาอังกฤษจะเป็นวิชาบังคับสำหรับทุกโรงเรียน
3. ระบบการศึกษาทั้ง 4 ประเภทในระดับโรงเรียนประถมศึกษาจะยังคงมีอยู่ ส่วนหลักสูตรจะแก้ไขและให้เหมาะสม โดยแทรกเนื้อหาของหลักการแห่งชาติเข้าไปในหลักสูตร
4. นักเรียนจีนและอินเดียสามารถเรียนภาษาของพวกเขาเองในโรงเรียนทั่วไปแบบแบ่งประเภท ถ้าได้รับการร้องขอจากบรรดาผู้ปกครองของพวกเขา
5.ต้องดำเนินการตามขั้นตอนในการขยายภาษาแห่งชาติ(ภาษามลายู)ในหมู่ประชาชนในสหพันธรัฐมาลายา
หลังจากนั้นได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการเกี่ยวกับการศึกษาของมาเลเซียตามข้อเสนอของรายงานราซัค โดยมีนายอับดุลระห์มาน ตาลิบ ขณะนั้นเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานและเรียกรายงานฉบับนี้ว่า รายงานราห์มาน ตาลิบ ปี 1960 (Laporan Rahman Talib 1960) โดย มีข้อเสนอที่สำคัญคือ[8]
1. การศึกษาฟรีในระดับโรงเรียนประถมศึกษาเป็นเวลา 9 ปี
2. มีการเลื่อนชั้นโดยอัตโนมัติตั้งแต่ชั้นป. 1 จนถึงระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3
3. มีการสอบประเมินความรู้ในชั้นประถมปีที่ 5
4. มีการปรับปรุงระบบการศึกษาที่เรียกว่า ระบบการเรียนการสอนด้วยภาษาพื้นเมือง หรือ Vernacular School ซึ่งเป็นการเรียนด้วยภาษาท้องถิ่นต่างๆ
5. ให้ภาษามลายูเป็นภาษาในการเรียนการสอน
6. ภาษาราชการ(ภาษามลายู)ต้องเป็นภาษาที่ใช้ในการสอบทั่วไปทั้งหมด

ในปี1974 มีการจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อศึกษานโยบายการศึกษาแห่งชาติและรายงานของคณะกรรมการดังกล่าวได้ออกมาเมื่อปี 1979 ดังนั้นจึงมีนโยบายให้สอดคล้องกับรายงานดังกล่าวซึ่งมีเนื้อหาเช่น [9]
1. ต้องใช้ภาษามลายูเป็นภาษาหลักในการสอน
2. ต้องมีหลักสูตรที่เหมือนกันในทุกประเภทของโรงเรียน
3. ต้องมีระบบการสอบที่เหมือนกันทุกในโรงเรียน
4.มีการแนะนำการศึกษาชั้นประถมตามหลักสูตรใหม่ของโรงเรียนประถมหรือที่เรียกว่าหลักสูตรใหม่สำหรับโรงเรียนประถมศึกษา หรือ Kurikulum Baru Sekolah Rendah (KBSR) โดยมีฐาน 3 M คือ Menulis (การเขียน) Membaca (การอ่าน) และMengira(การคิด)
5. ขยายการศึกษาด้านเทคนิคและอาชีวศึกษา
ภายหลังจากรายงานราห์มาน ตาลิบ ปี 1960 และรายงานเกี่ยวกับการศึกษาปี 1979 แล้ว ทำให้รัฐบาลได้จัดระบบการศึกษาของมาเลเซียใหม่ โดยมีโรงเรียนต่างๆได้ใช้หลักสูตรที่เรียกว่าสายแห่งชาติ หรือ Aliran Kebangsaan ซึ่งแบ่งโรงเรียนออกเป็น 2 ชนิด
1.โรงเรียนแห่งชาติ (Sekolah Kebangsaan) เป็นโรงเรียนที่สอนระดับประถมและมัธยม ใช้ภาษามลายูในการเรียนการสอน
2.โรงเรียนประเภทแห่งชาติ (Sekolah Jenis Kebangsaan) เป็นโรงเรียนที่สอนในระดับประถม โรงเรียนประเภทนี้ในบางวิชาจะใช้ภาษาของชนเชื้อชาติต่าง ๆ ในการเรียนการสอน เช่น โรงเรียนประเภท(จีน)แห่งชาติ หรือ Sekolah Jenis (Cina) Kebangsaan จะใช้ภาษาจีนในการเรียนการสอนหรือ โรงเรียนประเภท(ทมิฬ)แห่งชาติ หรือ Sekolah Jenis (Tamil) Kebangsaan จะใช้ภาษาทมิฬในการการเรียนการสอน
การพัฒนาการทางการศึกษาของประเทศมาเลเซียนั้น จนถึงปี 1964 การจัดการสอบของนักเรียนเพื่อเลื่อนชั้นเข้าเรียนในโรงเรียนมัธยมไม่มีอีกต่อไป โดยในปี 1964 มีนักเรียนเป็นจำนวนถึง 30-40 % จากโรงเรียนประถมสามารถเข้าเรียนต่อในโรงเรียนมัธยม แต่หลังจากปี 1964 มีนักเรียนประมาณ 85-90 % ของนักเรียนโรงเรียนประถมสามารถเข้าเรียนต่อในโรงเรียนมัธยมโดยอัตโนมัติ
ในประเทศมาเลเซียนั้น นักเรียนจะต้องมีการสอบอย่างน้อยทั้งหมด 4 ประเภทด้วยกัน ก่อนที่พวกเขาเหล่านั้นจะเข้าเรียนต่อในสถาบันการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย การสอบดังกล่าวคือ[10]
1.การสอบประเมินความรู้ระดับโรงเรียนประถม หรือ Ujian Penilaian Sekolah Pelajaran (UPSR)
2.การสอบประเมินความรู้ในระดับประกาศนียบัตรการศึกษามาเลเซียการศึกษาชั้นต้น หรือ Sijil Rendah Pelajaran Malaysia (SRP) ซึ่งเป็นการสอบในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น
3.การสอบประเมินความรู้ในระดับประกาศนียบัตรการศึกษามาเลเซียหรือ Sijil Pelajaran Malaysia (SPM) ซึ่งเป็นการสอบในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
4.การสอบประเมินความรู้ในระดับประกาศนียบัตรการศึกษาชั้นสูงหรือ Sijil Tinggi Persekolahan Malaysia (STPM) ซึ่งเป็นการสอบในระดับเตรียมอุดมศึกษา
การจัดการสอบ UPSR ที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้ เริ่มมีขึ้นในปี 1989 เป็นการทดสอบคุณภาพของการศึกษาในโรงเรียนประถม จากระบบการเลื่อนชั้นโดยอัตโนมัติ การสอบ UPSR นี้เป็นพื้นฐานและเกณฑ์เพื่อวัดความรู้การพัฒนาของนักเรียน ซึ่งสามารถทำการคัดเลือกแบ่งกลุ่มนักเรียนสำหรับปีถัดไป คือเมื่อนักเรียนขึ้นชั้นประถมศึกปีที่ 6 ปัจจุบันการสอบนี้เป็นการสอบเพื่อคัดเลือกนักเรียนสำหรับการเข้าเรียนยังโรงเรียนประจำ[11] และโรงเรียนเป็นเลิศ (Elite School) นักเรียนในระดับโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นจะสอบ SRP ในช่วงสุดท้ายตอนอยู่ชั้นมัธยมปีที่ 3 เพื่อคัดเลือกนักเรียนเข้าเรียนยังชั้นมัธยมปีที่ 4 เกณฑ์การสอบ SRP นั้นจะใช้เกณฑ์ A, B, C สำหรับนักเรียนที่ได้เกรดระดับ A นั้น สามารถเข้าเรียนยังโรงเรียนทั่วไปหรือเข้าโรงเรียนประจำ,โรงเรียนมัธยมเทคนิคและโรงเรียนมัธยมอาชีวะศึกษา ส่วนการเรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จะจบการศึกษาด้วยผ่านการสอบ SPM การสอบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายนี้ สามารถทำงานได้ทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน ผลการสอบ SPM จะสามารถกำหนดนักเรียนผู้นั้นเข้าเรียนในระดับเตรียมอุดมศึกษา หรือPre-University เพื่อสอบ STPM

ในประเทศมาเลเซีย การศึกษาเป็นเครื่องมือในการสร้างความเป็นเอกภาพของประเทศ มีการดำเนินการกระบวนการทางการเมือง ในการพัฒนาการศึกษา เช่น การปรับปรุงหลักสูตรที่มีความแตกต่างกัน โดยการสร้างภาษามลายูหรือในขณะนั้นเรียกว่า ภาษามาเลเซียเป็นภาษาแห่งชาติ
ในฐานะที่เป็นประเทศมีกลุ่มชนหลายเชื้อชาติ จึงจำเป็นต้องสร้างความเป็นเอกภาพภายในกลุ่มทั้ง 3 เชื้อชาติ แนวทางที่ได้ผลในการให้บรรลุถึงเป้าหมายนี้คือ การใช้ภาษาร่วมกัน การเลือกภาษามลายูเพราะเป็นภาที่ใช้ในการสื่อสารกันระหว่างทั้ง 3 กลุ่มเชื้อชาติ นับตั้งแต่มาเลเซียก่อนจะรับเอกราชอีก เช่น การใช้ภาษามลายูในกลุ่มคนจีนบ๋าบ๋าในรัฐมะละกา
การดำเนินงานนโยบายภาษาแห่งชาติภายหลังจากปี 1967 นั่นคือการให้เวลา 10 ปี เพื่อให้เวลาแก่กลุ่มเชื้อชาติที่ไม่ใช่ชาวมลายูในการเรียนรู้และฝึกการใช้ใช้ภาษามลายู ขั้นตอนการดำเนินการเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ในการสร้างภาษามลายูเป็นภาษาแห่งชาตินั้นมีดังนี้[12]
ปี 1957 วิชาภาษาแห่งชาติ (ภาษามลายู) เป็นวิชาบังคับสำหรับโรงเรียนประถมและมัธยมที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณรัฐบาล
ปี 1958 มีการจัดตั้งชั้นเรียนระดับมัธยมศึกษาโดยใช้ภาษามลายูในการสอน จนในที่สุดได้กลายเป็นโรงเรียนมัธยมแห่งชาติ
ปี 1968 1.บันฑิตกลุ่มแรกที่มาจากสายภาษามลายูได้รับปริญญาจากมหาวิทยาลัยมาลายา
2. จัดตั้งชั้นเรียนใช้ภาษามลายูในโรงเรียนมัธยม
3. เปิดสอน 5 วิชาด้วยภาษามลายูในชั้นประถมปีที่ 1 ในโรงเรียนประถมศึกษาอังกฤษแห่งชาติ (National English Type School)
ในปี 1968 ได้มีความพยายามหลายอย่างในการใช้ภาษามลายูด้วยการออกกฎหมายภาษาแห่งชาติปี 1967 ได้ผ่านรัฐสภา ดังนั้นประการแรกภาษามลายูจะเป็นภาษาแห่งชาติ
อย่างไรก็ตาม เกิดความไม่พอใจหลายอย่างระหว่างกลุ่มเชื้อชาติทั้งสาม อันเนื่องจากการออกกฎหมายว่าด้วยภาษาแห่งชาติ กลุ่มคนมลายูมองว่ากฎหมายนี้ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้สามารถปฏิบัติอย่างเต็มที่ในการสร้างภาษามลายูเป็นภาษาแห่งชาติ ส่วนกลุ่มคนที่ไม่ใช่เชื้อชาติมลายูเห็นว่าสิ่งเหล่านี้เป็นการกดขี่และกดดันต่อภาษาของพวกเขา
กล่าวได้ว่ามีชาวอินเดียเป็นจำนวนมากที่ไม่แสดงความคิดเห็นในเรื่องการใช้ภาษามลายู แต่โดยภาพรวมแล้วพวกเขาเห็นด้วยกับนโยบายใหม่นี้ ส่วนสังคมเชื้อชาติจีนจะไม่แสดงปฏิกิริยา จะเงียบเฉย ส่วนหนึ่งของพวกเขายังคงคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่ส่วนใหญ่ของพวกเขาเห็นว่าไม่มีความหมายอะไร ถ้าพวกเขาต่อต้านนโยบายดังกล่าว กลุ่มเชื้อชาติจีนและอินเดียต้องยอมรับนโยบายนี้ด้วยความยืดหยุ่นของรัฐบาลโดยการคงไว้ซึ่งโรงเรียนประถมศึกษาในส่วนที่ยังสอนด้วยภาษาจีนและภาษาทมิฬ[13]
จะอย่างไรก็ตาม กระบวนการปรับปรุงการศึกษาเพื่อทำให้ภาษามลายูเป็นภาษาในการเรียนการสอนก็ยังคงดำเนินการต่อไป ดังนี้[14]
ปี 1969 เปิดการสอนด้วยภาษามลายูในระดับประถมศึกษาปีที่ 4 ในโรงเรียนประถมศึกษาอังกฤษแห่งชาติ
ปี 1970 1. วิชาทุกวิชาในชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีการสอนด้วยภาษามลายูในโรงเรียนประถมศึกษาอังกฤษ; วิชาภูมิศาสตร์และวิชาประวัติศาสตร์ สอนด้วยภาษามลายูในชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ในโรงเรียนประเภทเดียวกัน
2.มีการสอนภาษามลายูในโรงเรียนมัธยมเทคนิค
ปี 1973 ทุกวิชาสายศิลป์ ในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จะสอนด้วยภาษามลายูในโรงเรียนมัธยมอังกฤษแห่งชาติ
ปี 1976 ทุกวิชาสายศิลป์ ในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จะสอนด้วยภาษามลายูในโรงเรียนมัธยมอังกฤษแห่งชาติ
ปี 1978 สายศิลป์ในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 สอนด้วยภาษามลายูในโรงเรียนมัธยมอังกฤษแห่งชาติ
ปี 1981 สายศิลป์, วิทยาศาสตร์, เทคนิคในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 สอนด้วยภาษามลายูในโรงเรียนมัธยมอังกฤษแห่งชาติ
ปี 1983 ทุกสถาบันการศึกษาจะทำการสอนด้วยภาษามลายูเป็นภาษาเดียว ยกเว้นโรงเรียนประถมศึกษาประเภทที่ใช้ภาษาจีนและอินเดียเป็นภาษาในการเรียนการสอน
ถึงอย่างไรก็ตาม ปรากฏว่าความรู้เกี่ยวกับภาษาอังกฤษของนักเรียนในประเทศมาเลเซียลดลง หลังจากที่มีการเรียนการสอนด้วยภาษามลายู ทำให้รัฐบาลมาเลเซียในสมัย ดร.มหาเดร์ โมฮัมหมัดเป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีนโยบายทางการศึกษา โดยการบังคับให้มีการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์และวิชาวิทยาศาสตร์เป็นภาษาอังกฤษ นโยบายการศึกษานี้ได้รับการคัดค้านจากนักวิชาการ นักการศึกษาสายภาษามลายู แต่ในอนาคตการบังคับให้มีการเรียนการสอนทั้สองวิชาดังกล่าวเป็นภาษาอังกฤษจะส่งผลดีในระยะยาว [15] ในการดำเนินการปรับปรุงการศึกษานี้ ในการสอบทุกประเภทจะใช้ภาษามลายู และกระดาษข้อสอบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 สูงจะย้ายมาจัดทำภายในประเทศแทน ระบบการศึกษาในประเทศมาเลเซียนั้นแบ่งระยะเวลาของการศึกษาดังกล่าว ดังนี้ ชั้นประถมศึกษาใช้เวลา 6 ปี คือชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 ,ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ใช้เวลา 3 ปี คือ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3, มัธยมศึกษาตอนปลายใช้เวลา 2 ปี คือ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-5 เทียบเท่าชั้น O Lavel ของอังกฤษ ระดับเตรียมอุดมศึกษาใช้เวลา 2 ปี คือ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ต้น และ 6 สูง เทียบเท่าชั้น A Lavel ของอังกฤษ ก่อนหน้านี้จัดทำกระดาษข้อสอบที่ประเทศอังกฤษ ก็ย้ายมาจัดโดยหน่วยจัดการสอนในมาเลเซีย ดังนั้นในปี 1978 การสอบ SRP (เดิมคือ Lower Certificate of Education หรือ LCE) สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ใช้ภาษามลายูและการสอบ SPM (เดิมคือ Malaysia Certificate of Education หรือ MCE) ใช้ภาษามลายูในปี 1980 ส่วนการสอบ STPM (เดิมคือ High School Certificate หรือ HSC) ใช้ภาษามลายูในการสอบในปี 1982[16]
กระบวนการเปลี่ยนแปลงการศึกษานี้ใช้เวลาถึง 30 ปี นับจากวันประกาศเอกราช โดยรัฐบาลเห็นว่าไม่สมควรจะเร่งการเปลี่ยนแปลง เพราะจะทำลายความสงบภายในสังคมได้ การปรับปรุงครั้งนี้ เพื่อสร้างความเป็นเอกภาพของกลุ่มชนทุกเชื้อชาติโดยผ่านนโยบายทางด้านการศึกษา

ศาลยุติธรรมกับความหลากหลายทางวัฒนธรรม
ระบบศาลยุติธรรมของมาเลเซีย
ศาลฎีกา ( Mahkamah Agong )
องค์ประกอบของศาลฎีกานั้นมี
1. ประธานศาลแห่งชาติ (Ketua Hakim Negara ) และประธานศาลฎีกา
2. หัวหน้าผู้พิพากษา(Hakim Besar)ของศาลสูงแห่งมาลายา และศาลสูงแห่งบอร์เนียว
3. ผู้พิพากษาจำนวน 7 ท่านของศาลฎีกา
ในการดำเนินคดีนั้นศาลฎีกาจะประกอบด้วยผู้พิพากษาจำนวน 3 ท่านโดยได้รับการเลือกจากประธานศาลแห่งชาติ ( ประธานศาลฎีกา )แต่ในกรณีที่เป็นคดีสำคัญทางศาลฎีกาจะมีผู้พิพากษาจำนวน 5 ท่าน
ศาลสูง (mahkamah tinggi)
องค์ประกอบของศาลสูงนั้นมีดังนี้[17]
1. หัวหน้าผู้พิพากษา ( Hakim besar ) จำนวน 2 ท่าน โดย 1 ท่าน มาจากแหลมมลายู (Malaya ) และอีก 1 ท่านมาจากรัฐซาบาห์ และรัฐซาราวัค
2. ผู้พิพากษาจำนวน35 ท่านโดย 8 ท่าน มาจากรัฐซาบะห์และรัฐซาราวัคและจำนวน 27 ท่านมาจากแหลมมลายู ( Malaya )
ศาลสูงมีอำนาจที่ไม่จำกัด แต่ส่วนใหญ่แล้วคดีที่อยู่นอกเหนืออำนาจของศาลต้นเท่านั้นที่จะไปพิจารณาในศาลสูง และศาลสูงจะรับพิจารณาคดีที่มีการอุทธรณ์จากการตัดสินของศาลชั้นต้น
Mahkamah rendah ( ศาลต้น )[18]
ศาลต้นในแหลมมลายูประกอบด้วย Mahkamah Sesyen, Mahkamah Majistret, Mahkamah Juvenile และ Mahkamah Penghulu
Mahkamah Sesyen
เป็นศาลที่สูงที่สุดในศาลต้น มีอำนาจในการตัดสินคดียกเว้นคดีที่มีการลงโทษประหารชีวิต ผู้พิพากษาสามารถลงโทษจำเลยได้ยกเว้นแต่ลงโทษประหารชีวิต ในคดีแพ่งมีอำนาจตัดสินในกรณีไม่เกิน100,000ริงกิต ยกเว้นกรณีอหังสาริมทรัพย์, มรดก, การหย่า, การล้มละลาย
Mahkamah Majistret
เป็นศาลที่ตัดสินเกี่ยวกับคดีทั่วไปและคดีอาชญากรรม ผู้พิพากษาชั้น2 สามารถตัดสินคดีในกรณีลงโทษไม่เกิน 12 เดือน ในคดีแพ่งมีอำนาจตัดสินในกรณีไม่เกิน 3,000 ริงกิต ส่วนผู้พิพากษาชั้น1 ของMahkamah Majistretมีอำนาจที่กว้างขวางโดยสามารถลงโทษในกรณีไม่เกิน 10 ปี ในกรณีคดีแพ่งมีอำนาจมีอำนาจตัดสินในกรณีไม่เกิน25,000ริงกิต
Mahkamah juvenile
เป็นศาลเด็กที่ผู้พิพากษาชั้น 1 สามารถพิพากษาความผิดได้ทุกประเภทลงโทษได้ยกเว้นประหารชีวิต และผู้พิพากษาต้องมี “ที่ปรึกษา (Law Adviser )” จำนวน 2 ท่าน การพิพากษาในศาลนี้จะทำแบบปิดไม่อนุญาตให้สาธารณชนเข้าฟังสามารถลงโทษผู้ผิดไปยังสถาบันดัดนิสัยที่รัฐบาลอนุญาตหรือปล่อยผู้กระทำความผิด

Mahkamah Penghulu
เป็นศาลที่มีผู้ใหญ่บ้านเป็นหัวหน้า Mahkamah Penghulu ถือเป็นศาลที่ต่ำที่สุดในบรรดาศาลต้น ส่วนใหญ่มักไม่ต้องพิจารณาคดี เพราะผู้ใหญ่บ้านสามารถเกลี้ยกล่อมคู่กรณีได้ ศาลชนิดนี้สามารถพิจารณาคดีที่มีความขัดแย้งในวงเงินไม่เกิน 50 ริงกิต และปรับโทษได้ไม่เกิน 25 ริงกิต
ศาลต้นในรัฐซาบะห์และรัฐซาราวัคนั้น เมื่อมีการขยาย พ.ร.บ.ศาลต้นปี 1948 ไปยังรัฐซาบะห์และรัฐซาราวัคเมื่อ 1 มิถุนายน 1981 จึงทำให้มีการจัดตั้ง Mahkamah Juvenile และ Mahkamah Sesyen ขึ้นในรัฐทั้งสอง โดยมีอำนาจหน้าที่เหมือนกับในแหลมมลายู โดยทั้งสองศาลดังกล่าวในรัฐซาบาห์และรัฐซาราวัคมีผู้พิพากษาชั้น 1และ 2 เช่นกัน ส่วนศาลที่เรียกว่า Mahkamah Penghulu นั้นในรัฐซาบะห์และรัฐซาราวัคไม่มี แต่ในรัฐทั้งสองจะมีศาลชนเผ่าที่เรียกว่า Mahkamah Adat หรือ Mahkamah Anak Negeri[19]

สถานภาพของกฎหมายอิสลามในรัฐธรรมนูญมาเลเซีย
สถานภาพของกฎหมายอิสลามก่อนได้รับเอกราช
กฎหมายอิสลามในช่วงแรกคือ จะเป็นกฎหมายเกี่ยวกับการแต่งงาน กฎหมายอาชญากรรม กฎหมายการซื้อขาย และคำอธิบายของการใช้กฎหมายอิสลาม มีการนำกฎหมายอิสลามมาใช้ในขนบธรรมเนียมประเพณีของคนพื้นเมืองที่เรียกว่าCustom หรือ Adat ซึ่งสังคมชาวมลายูมีการปฏิบัติตามขนบธรรมเนียมประเณีที่แตกต่างกันโดยแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ Adat Temenggung และAdat Perpatih[20] กฎหมายต่างๆที่นำมาใช้คือ
กฎหมายมะละกา (Undang-Undang Melaka)
ได้แบ่งโครงสร้างของกฎหมายมะละกาออกเป็น 6 ชนิด
คือ กฎหมายมะละกา(Undang-Undang Melaka), กฎหมายทะเล (Undang-Undang laut), ส่วนหนึ่งกฎหมายการแต่งงานของชาวมุสลิม (Undang-Undang Perkahwinan Orang Islam), กฎหมายการขายและขั้นตอนของมุสลิม (Undang-Undang Jualan dan prosedur Islam), กฎหมายของรัฐ (Undang-Undang Negeri), และกฎหมายโยโฮร์ (Undang-Undang Johor)

กฎหมายปาหัง
กฎหมายปาหังเขียนขึ้นในสมัยสุลต่านอับดุลกาฟูร์ มูฮัยยุดดิน ชาห์ (1592-1614) โดยใช้กฎหมายมะละกาเป็นแกนหลัก และปรากฏว่ากฎหมายปาหังนี้ได้รับอิทธิพลของศาสนาอิสลามมากกว่าขนบธรรมเนียมประเพณีของสังคมมลายู

กฎหมายมลายูอื่นๆ (ในแหลมมลายู)
มีกฎหมายอีกหลายฉบับในแหลมมลายู รัฐมลายูต่างๆจะมีกฎหมายอิสลามเป็นของตนเอง เช่น[21]
ในรัฐเคดะห์เรียกว่า Undang-Undang Kedah
ในรัฐกลันตันนั้น William R. Roff กล่าวว่า มีการใช้กฎหมายอิสลามในช่วงทศวรรษที่1830 หรือก่อนหน้านั้นเสียอีก
ในรัฐตรังกานู มีการใช้กฎหมายอิสลามในต้นศตวรรษที่19 ในสมัยสุลต่านอูมาร์ซึ่งขึ้นครองรัฐเมื่อปี1837 และในปี1911 รัฐธรรมนูญรัฐตรังกานูที่รู้จักกันในนาม Itqanulmuluk fi-al ta’dil al-Suluk โดยในรัฐธรรมนูญของตรังกานูฉบับนี้ในบทที่ 51 ได้กล่าวว่า “ตรังกานูเป็นรัฐอิสลามและศาสนาอิสลามเป็นศาสนาทางการของรัฐตรังกานู”
ในรัฐโยโฮร์ได้มีกฎหมายโยโฮร์โดยใช้หลักที่รู้จักกันในนาม ของ Risalah Hukum Kanun ในศตวรรษที่19ได้มีรัฐธรรมนูญรัฐโยโฮร์ โดยมาตราที่2 กล่าวว่าสุลต่านต้องมาจากชนชาติมลายูที่มีสายเลือดกษัตริย์ เป็นลูกหลานของสุลต่านแห่งราชวงศ์โยโฮร์ นับถือศาสนาอิสลาม รัฐธรรมนูญรัฐโยโฮร์ฉบับนี้มีส่วนคล้ายกับรัฐธรรมนูญรัฐตรังกานู ที่ใช้ในปี1911
กฎหมายศาลมลายูรัฐซาราวัค (Undang-Undang Mahkamah Melayu Sarawak) กฎหมายฉบับนี้ได้ร่างขึ้นเมื่อ1915 และนำมาใช้เป็นกฎหมายสำหรับชาวมลายู-อิสลาม และกฎหมายนี้เป็นเพียงกฎหมายเดียวที่ยังนำมาใช้จนถึงปัจจุบัน โดยมีการแก้ไขเมื่อปี1985 รู้จักในนามของกฎหมายศาลชารีอะห์อิสลามรัฐซาราวัคปี 1985 หรือ Undang-Undang Mahkamah Syariah Sarawak Order 1985
กฎหมายอิสลาม
สถานภาพของกฎหมายอิสลามเองนั้นเมื่อครั้งอยู่ภายใต้อำนาจของเจ้าอาณานิคมอังกฤษ ครั้งแรกที่อังกฤษออกกฎหมายเกี่ยวกับอิสลาม คือ พ.ร.บ.กฎหมายอิสลามปี1880 (Ordinan Undang-Undang Islam tahun 1880) โดยนำมาใช้ในรัฐสเตร็ทเซ็ทเติ้ลเมนท์ (รัฐปีนัง, รัฐมะละกา และ สิงคโปร์)[22]
ภายหลังจากอังกฤษได้เข้ามาในสหพันธรัฐมลายู ทางอังกฤษได้ออกกฎหมายว่าด้วยการจดทะเบียนแต่งงาน และการหย่าร้างของชาวมลายูในปี1885 ที่รัฐเปรัค และออกพ.ร.บ.การแต่งงานและการหย่าร้างปี 1900 ที่รัฐสลังงอร์ รัฐนัครีซัมบีลัน รัฐปาหัง
ต่อมามีการขยายออก กฎหมายในรัฐมลายูที่ไม่ใช่สหพันธรัฐ คือรัฐโยโฮร์ ออกพ.ร.บ.การแต่งงานของชาวมุสลิมปี1914 ออกพ.ร.บ.อาชญากรรมของชาวมุสลิมปี1919 รัฐเปอร์ลิส ออกพ.ร.บ.การแต่งงานและการหย่าร้างหมายเลข 9 ปี1913
รัฐเคดะห์ออกพ.ร.บ.กฎหมายชารีอะห์หมายเลข 109 ปี1934 รัฐตรังกานูออกพ.ร.บ.การแต่งงานและการหย่าร้างของชาวมุสลิม หมายเลข6 ปี1922 และรัฐกลันตันออกพ.ร.บ.การแต่งงานและการหย่าร้างของชาวมุสลิม หมายเลข22 ปี 1938

สถานภาพของกฎหมายอิสลามภายหลังจากได้รับเอกราช
สถานภาพของศาสนาอิสลามในรัฐธรรมนูญสหพันธรัฐ
ในรัฐธรรมนูญสหพันธรัฐมีการกล่าวถึงศาสนาอิสลามว่าเป็นศาสนาทางการของสหพันธรัฐ มีการพิทักษ์ศาสนาอิสลามจากอิทธิผลการเผยแพร่ของศาสนาอื่นต่อชาวมุสลิม ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาทางการของรัฐต่างๆ ยกเว้นรัฐปีนัง รัฐะละกา และรัฐซาราวัค
ถึงอย่างไรก็ตามรัฐธรรมนูญของรัฐปีนัง รัฐมะละกา รัฐซาบะห์และรัฐซาราวัคได้ให้อำนาจแก่พระราชาธิบดีในการเป็นผู้นำศาสนาอิสลามของรัฐดังกล่าว เช่นรัฐธรรมนูญของรัฐปีนัง ปี 1957 บทที่ 2 มาตรา 5 ได้กำหนดให้พระราชาธิบดีเป็นผู้นำของรัฐปีนัง
ส่วนรัฐซาบะห์นั้นในรัฐธรรมนูญของรัฐซาบะห์ฉบับปรับปรุงปี1973 มาตรา5A ได้กำหนดให้ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาทางการของรัฐซาบะห์ ดังนั้นผู้ว่าการรัฐซาบะห์จึงต้องเป็นชาวมุสลิม และในบรรดาชาวมุสลิมซาบะห์นั้นชนเผ่าบาจาว แม้จะเป็นชนกลุ่มน้อยในรัฐซาบะห์ แต่พวกเขาเป็นชนกลุ่มใหญ่ในหมู่ชาวมุสลิมซาบะห์ ดังนั้นผู้ว่าการรัฐจึงตกเป็นของชนเผ่าบาจาว[23]

กฎหมายรัฐและอำนาจการบริหารกฎหมายอิสลาม
แม้ว่าศาสนาอิสลามจะเป็นศาสนาทางการของสหพันธรัฐ แต่ไม่มีผู้ใดทำหน้าที่เป็นผู้นำทางศาสนาอิสลามของสหพันธรัฐทั้งหมด ถึงพระราชาธิบดีจะเป็นผู้นำศาสนาของสหพันธรัฐก็ตาม เพราะในแต่ละรัฐที่มีเจ้าผู้ครองรัฐเป็นประมุขของรัฐแล้ว เจ้าผู้ครองรัฐนั้นๆจะเป็นผู้นำทางศาสนาอิสลามอีกด้วย สำหรับพระราชาธิบดีแล้วพระองค์นอกจากเป็นผู้นำของรัฐตนเองแล้ว ยังรวมถึงการเป็นผู้นำทางศาสนาอิสลามของดินแดนสหพันธรัฐกัวลาลัมเปอร์, ดินแดนสหพันธรัฐลาบวน, ดินแดนสหพันธรัฐปุตราจายา, รัฐปีนัง, รัฐมะละกา, รัฐซาบะห์และรัฐซาราวัคอีกด้วย สถานภาพของผู้ว่าการรัฐปีนัง รัฐมะละกา รัฐซาบะห์และรัฐซาราวัคนั้นมีสถานะเป็นตัวแทนผู้นำทางศาสนาของพระราชาธิบดี[24]
รัฐสลังงอร์ถือเป็นรัฐแรกที่ได้ออก พ.ร.บ.กฎหมายอิสลามปี1952 ต่อมารัฐต่างๆได้ออกประกาศตามด้วยดังนี้[25]
รัฐสลังงอร์ ออกพ.ร.บ.การบริหารกฎหมายอิสลามปี1952 และออกกฎหมายการบริหารกฎหมายอิสลามปี1989
รัฐตรังกานู ออกพ.ร.บ.การบริหารกฎหมายอิสลามปี1955 และออกกฎหมายกิจการเกี่ยวกับศาสนาอิสลามปี1986
รัฐปาหัง ออกพ.ร.บ.การบริหารกฎหมายอิสลามปี1956 และพ.ร.บ.การบริหารกิจการศาสนาอิสลามและขนบธรรมเนียมประเพณีมลายูปี1982
รัฐมะละกา ออกพ.ร.บ.อิสลามปี 1959 แก้ไขครั้งสุดท้ายปี1984
รัฐปีนัง ออกพ.ร.บ.การบริหารกฎหมายอิสลามปี 1959 แก้ไขปี 1964
รัฐนัครีซึมบีลัน ออกพ.ร.บ.การบริหารกฎหมายอิสลามปี1960 แก้ไขปี1974
รัฐเคดะห์ ออกพ.ร.บ.การบริหารกฎหมายอิสลามปี1962 และพ.ร.บ.กฎหมายชารีอะห์ปี1983
รัฐเปอร์ลิส ออกพ.ร.บ.กฎมายชารีอะห์และอำนาจเกี่ยวกับสามีภรรยาปี1966, ออกพ.ร.บ.คณะกรรมการอิสลามและขนบธรรมเนียมประเพณีมลายูปี1966, ออกพ.ร.บ.กฎหมายครอบครัวอิสลามปี 1983 และออกกฎหมายการบริหารชารีอะห์ปี1982
รัฐโยโฮร์ ออกพ.ร.บ.การบริหารกฎหมายอิสลามปี1978
รัฐซาบะห์ ออกพ.ร.บ.การบริหารกฎหมายอิสลามปี1977
รัฐซาราวัค ออกพ.ร.บ.ศาลชาวมลายูซาราวัคปี1915 และปรับปรุงปี1985 โดยเรียกว่า พ.ร.บ.ศาลชารีอะห์ซาราวัคปี1985
รัฐเปรัค ออกพ.ร.บ.การบริหารกฎหมายอิสลามปี1965 แก้ไขปี1982
กฎหมายอิสลามของรัฐสลังงอร์ถูกนำมาใช้ในดินแดนสหพันธรัฐกัวลาลัมเปอร์ ต่อมากัวลาลัมเปอร์ได้แยกออกจากรัฐสลังงอร์เมื่อ 1974 อย่างไรก็ตามได้มีการออกกฎหมายเฉพาะสำหรับกัวลาลัมเปอร์เรียกว่าพ.ร.บ. ครอบครัวอิสลาม (ดินแดนสหพันธรัฐ) ปี1984
สรุปได้ว่ากฎหมายอิสลามในแต่ละรัฐจะมีตัวบทกฎหมายที่เป็นของตัวเอง ความแตกต่างของกฎหมายอิสลามในรัฐต่างๆนั้นย่อมมีบ้าง
แต่โดยรวมแล้วจะตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักการศาสนาอิสลาม ความแตกต่างเล็กๆที่เห็นเช่น อัตราการใช้ในการจ่ายซากาตฟิตเราะห์[26] ในแต่ละรัฐจะมีอัตราที่แตกต่างกัน หรือบทลงโทษของผู้ที่ไม่ถือศีลอดในเดือนรอมฎอน[27] ในแต่ละรัฐก็มีบทลงโทษที่แตกต่างกัน บางรัฐถูกปรับและจำคุก l สัปดาห์ แต่บางรัฐกลับเป็นถูกปรับและจำคุก 2 สัปดาห์ หรือ 1 เดือนก็มี

หนังสือหรือแหล่งอ้างอิงในการตัดสินคดีความเกี่ยวกับการใช้กฎหมายอิสลาม
ในบรรดานักการศาสนาและนักเขียนผู้เขียนกฎหมายอิสลามที่มีชื่อเสียงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยภาพรวม และโดยเฉพาะมาเลเซีย คือเชค ดาวุด บินอับดุลลอฮฺ อัล-ฟาตานี[28] ซึ่งเป็นนักการศาสนาที่มีพื้นเพมาจากจังหวัดชายแดนภาคใต้ และเสียชีวิตที่ประเทศซาอุดีอาราเบีย เขาได้รวบรวมเขียนงานเกี่ยวกับกฎหมายการแต่งงานในปี 1809 ส่วนใหญ่ของเนื้อหาหนังสือเล่มนี้เป็นการแปลจากงานเขียนของนักการศาสนาสมัยก่อน โดยเฉพาะนักการศาสนาผู้ยึดถือแนวทางสำนักอัช-ชาฟีอี

หนังสือกฎหมายอิสลามที่ใช้ในศาลกาฎี[29]
ในศาลกาฎีมีเอกสารหรือหนังสืออยู่ 3 ประเภทที่ใช้ในการประกอบการตัดสินคดีความคือ
1. เอกสารคลาสิค ประกอบด้วยหนังสือแนวทางสำนักอัช-ชาฟีอี เช่น[30]
ก. หนังสือที่ชื่อ Kitab al-Umm เขียนโดย Al-Imam Abu Abdillah Muhammad bin Al-Syafii Idris เสียชีวิตในปี ค.ศ. 820
ข. หนังสือที่ชื่อ Kitab al-Risalah เขียนโดย Abu Abdillah Muhammad bin Al-Syafii Idris เสียชีวิตในปี ค.ศ. 820
ค. หนังสือที่ชื่อ Asna ‘l-matalib เขียนโดย Abu Yahya Zakaria bin Muhammad al-Ansari เสียชีวิตในปี ค.ศ. 1520
ง. หนังสือที่ชื่อ Fathu ‘l-Wahhabเขียนโดย Abu Yahya Zakaria bin Muhammad al-Ansari เสียชีวิตในปี ค.ศ. 1520
จ. หนังสือที่ชื่อ Hasisy al-Fatawa al-Kubra เขียนโดย Syamsal-Din Muhamad bin Ahmad ar-Ramli เสียชีวิตในปี ค.ศ. 1596
ฉ. หนังสือที่ชื่อ Nihayat al-Muhtaj ila Syarh al-Minhaj เขียนโดย Syamsal-Din Muhamad bin Ahmad ar-Ramli เสียชีวิตในปี ค.ศ. 1596
ช. หนังสือที่ชื่อ Minhaj al-Talibin เขียนโดย Muhyal-Din Abu Zakariya Yahya al-Nawawi เสียชีวิตในปี ค.ศ. 1277
ซ. หนังสือที่ชื่อ Tuhfat al-Muhtaj li-Syarh al-Minhaj เขียนโดย Ahmad bin Muhammad bin Hajar al-Haythami เสียชีวิตในปี ค.ศ. 1567
2. เอกสารหรือหนังสือที่แปลภายในท้องถิ่น
หนังสือที่แปลภายในท้องถิ่นนั้นมีเป็นจำนวนหนึ่ง ด้วยนักการศาสนาทั้งจากในประเทศมาเลเซีย, อินโดเนเซีย รวมทั้งจากจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งนักการศาสนาของจังหวัดชายแดนภาคใต้มีมาก จนเคยมีคนให้คำนามแก่จังหวัดชายแดนภาคใต้ในอดีตว่า ระเบียงมักกะห์ หรือ Serambi Makkah และนักการศาสนาที่มีว่า เชคดาวุด บินอับดุลลอฮฺ อัล-ฟาตานี เป็นหนึ่งในบรรดานักการศาสนาที่แปลงานเขียนเหล่านั้น[31]
3.เอกสารคลาสสิคท้องถิ่น
ก. เอกสารมลายู-อิสลาม เช่น กฎหมายการแต่งงานของอิสลาม หรือ Undang-Undang Perkahwinan Islam (Muslim Marriage Law) โดยตัวบทกฎหมายอิสลามที่ใช้แนวทางของสำนักอัช-ชาฟีอี
ข. เอกสารยุโรป-อิสลาม เช่น กฎหมายศาลมลายูซาราวัค หรือ Undang-Undang Mahkamah Melayu Sarawak โดยมีการสรุปตัวบทกฎหมายตามแบบยุโรป
ที่รัฐซาบะห์ซึ่งประชากรที่เป็นมุสลิมมีจำนวนใกล้เคียงกับประชากรที่ไม่ใช่มุสลิม บางครั้งมุขมนตรี หรือ ผู้นำฝ่ายบริหารรัฐบาลท้องถิ่นก็เป็นบุคคลที่ไม่ใช่มุสลิม ในรัฐซาบะห์นั้นศาลชารีอะห์จัดตั้งขึ้นเป็นทางการเมื่อ 1977 ด้วยการออก พ.ร.บ. การบริหารกฎหมายอิสลาม (Enakmen Pentadbiran Undang-Undang Islam)โดยให้อำนาจในการจัดตั้งศาลชารีอะห์ ซึ่งประกอบด้วย ศาลกาฎี, ศาลกาฎีใหญ่ และศาลอุทธรณ์ชารีอะห์[32] สำหรับศาลกาฎี, ศาลกาฎีใหญ่ให้อำนาจในการจดทะเบียนการแต่งงานและการหย่า ศาลเหล่านี้ยังมีอำนาจในคดีที่เกี่ยวข้องกับค่าเลี้ยงดูแก่ภรรยา หรือว่าบุตร ซึ่งสามารถกล่าวได้ว่าศาลเหล่านี้มีอำนาจทั้งคดีความอาญาและคดีแพ่ง คดีแพ่งที่ประกอบด้วยการทะเลาะวิวาทหรือการขัดแย้งจากกรณีการแต่งงาน, ค่าเลี้ยงดูและมรดก ส่วนคดีอาญา เช่นเกี่ยวกับการผิดประเวณี ส่วนรัฐซาราวัคนั้นในปี 1978 ทางรัฐบาลท้องถิ่นรัฐซาราวัคได้ผ่านกฤษฎีกาว่าด้วยคณะกรรมการอิสลามแห่งรัฐซาราวัคฉบับแก้ไข ปี 1978 (Ordinan (Pindaan) Majlis Islam Sarawak 1978) โดยให้อำนาจในการจัดตั้งศาลกาฎีเฉกเช่นเดียวกันกับรัฐซาบะห์ แต่ว่าศาลกาฎีดังกล่าวไม่มีบทบาทแต่อย่างใด จนกระทั่งมีการใช้กฎหมายศาลชารีอะห์ ตามกฎหมายว่าด้วยศาลชารีอะห์ โดยผ่านสภานิติบัญญัติแห่งรัฐเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 1985 และเริ่มใช้เมื่อ 1 มีนาคม 1985

การเมืองมาเลเซียกับการมีส่วนร่วมของชนกลุ่มน้อย
ประเทศมาเลเซียเป็นประเทศที่มีสภาพเป็นพหุสังคม หรือ Plural Society มีประชากรที่ประกอบด้วยชนหลายเชื้อชาติ แต่ที่เป็นกลุ่มเชื้อชาติใหญ่ๆ มีชาวมลายู ชาวจีน ชาวอินเดีย ซึ่งชาวมลายูถือเป็นพลเมืองเจ้าของประเทศมาแต่อดีต ส่วนอีก 2 กลุ่มเชื้อชาติคือชาวจีน และชาวอินเดียถือเป็นกลุ่มชนที่เข้ามายังประเทศมาเลเซียเมื่อร้อยกว่าปีมานี้เอง การที่ประเทศมาเลเซียมีกลุ่มชนหลายเชื้อชาติ มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมนี้เอง บางครั้งทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างกัน ทำให้เกิดการพัฒนาการทางการเมืองในการสร้างความสามัคคีระหว่างกลุ่มเชื้อชาติดังกล่าว พรรคการเมืองจึงเป็นองค์กรที่สำคัญในการขับเคลื่อนกระบวนการสร้างความเป็นเอกภาพในประเทศมาเลเซีย สภาพพรรคการเมืองในประเทศมาเลเซียค่อนข้างมีความแตกต่างจากประเทศไทย นั้นคือส่วนใหญ่พรรคการเมืองในประเทศมาเลเซียจะเป็นพรรคที่อิงกลุ่มเชื้อชาติ พรรคการเมืองในรัฐซาราวัคจะเคลื่อนไหวทางการเมืองในรัฐซาราวัคเท่านั้น ส่วนพรรคการเมืองในรัฐซาบะห์ก็จะเคลื่อนไหวทางการเมืองในรัฐซาบะห์เท่านั้น จะมีเพียงช่วงไม่กี่ปีมานี้เองที่พรรคการเมืองในรัฐซาบะห์คือพรรค United Sabah National Organisation หรือ USNO ได้ยุบพรรค เพื่อให้พรรค UMNO ซึ่งเป็นพรรคการเมืองจากส่วนที่เป็นแหลมมลายู ขยายสาขาเข้าไปในรัฐซาบะห์[33] พรรคการเมืองต่างๆจึงมีส่วนในการขับเคลื่อนทางสังคมเพื่อเป็นปากเสียงของกลุ่มเชื้อชาติและพื่อสร้างความเป็นเอกภาพในสังคมมาเลเซียที่มีสภาพเป็นพหุสังคม พรรคการเมืองที่เป็นศูนย์รวมหรือเป็น Umbrella Party ของพรรคการเมืองต่างๆย่อมเป็นองค์กรที่มีพลังขับเคลื่อนทางสังคมได้ และพรรคแนวร่วมแห่งชาติซึ่งเป็นพรรครัฐบาลที่เป็นพรรคร่วมของบรรดาพรรคการเมืองต่างๆก็เป็นพลังในการขับเคลื่อนนี้ด้วย
แนวคิดการตั้งพรรคแนวความแห่งชาติหรือ Barisan Nasional หรือ National Front
เกิดจาก ตุนอับดุลราซัค ฮุสเซ็นนายกรัฐมนตรีมาเลเซียขณะนั้นโดยมีเหตุผลอยู่ 3 ประการ คือ[34]
ด้านการเมือง : จากการเกิดเหตุการณ์ 13 พฤษภาคม 1969 เป็นเหตุการณ์นองเลือดความขัดแย้งระหว่างชนเชื้อชาติมลายูกับชนเชื้อชาติจีน ทำให้เห็นว่ากลุ่มการเมืองสุดขั้วไม่อาจสร้างเสถียรภาพทางการเมืองต่อมาเลเซีย ดังนั้นจึงต้องมีการควบคุมสถานการณ์
ด้านเศรษฐกิจ : การที่กลุ่มชนเชื้อชาติแตกต่างกัน มีรายได้ไม่เสมอภาคกัน และสภาพเศรษฐกิจที่ได้รับการตกทอดมาตั้งแต่ยุคยังเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ จำเป็นต้องมีการแก้ไขความสมดุลระหว่างการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมในเมืองและชนบท เพื่อทำให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว จึงต้องทำให้การเมืองมีเสถียรภาพ
ด้านสังคม : ต้องทำการทำลายกำแพงของเชื้อชาตินิยม เพื่อให้ทุกกลุ่มเชื้อชาติในประเทศได้รู้จักความต้องการทางสังคมร่วมกัน และเพื่อทำให้วัตถุประสงค์ดังกล่าวเกิดขึ้นได้ จึงจำเป็นต้องมีความร่วมมือระหว่างกัน
พรรคแนวร่วมแห่งชาติจัดตั้งขึ้นเมื่อ 22 ธันวาคม 1972 เป็นการรวมตัวกันของพรรคการเมืองต่าง ๆ 9 พรรคคือ United Malays National Organisation หรือ UMNO, Malaysia Chinese Association หรือ MCA, Malaysia Indian Congress หรือ MIC, Peopele’s Progressive Party หรือ PPP, Parti Gerakan Rakyat Malaysia หรือ Gerakan, Parti Pesaka Bumiputra หรือ PPB, Parti Perikatan Sabah และพรรคอิสลามแห่งมาเลเซีย หรือ Parti Islam Se-Malaysia (PAS) ต่อมาพรรค PAS ได้ลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคแนวร่วมแห่งชาติ เมื่อ 16 ธันวาคม 1977 สำหรับสมาชิกพรรคแนวร่วมแห่งชาตินั้นจะมีการเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์ ด้วยการเข้า-ออกจากการเป็นสมาชิกพรรคแนวร่วมแห่งชาติ ค่อนข้างง่าย ทุกพรรคการเมืองสามารถเข้าร่วมเป็นสมาชิกได้ ในกรณีไมมีสมาชิกจากพรรคการเมืองใดคัดค้าน
พรรคการเมืองที่สังกัดพรรคแนวร่วมแห่งชาติที่มีบทบาทในประเทศมาเลเซียและชนกลุ่มน้อยเข้ามีส่วนร่วมทางการเมืองในพรรคการเมืองดังกล่าวเช่น

พรรคขบวนการประชาชนมาเลเซีย หรือ พรรค Gerakan
พรรคนี้มีชื่อเป็นภาษามลายูว่า Parti Gerakan Rakyat Malaysia แต่ส่วนใหญ่คนจะรู้จักในนามของพรรค Gerakan พรรคนี้จัดตั้งเมื่อ 25 มีนาคม 1968 โดยเกิดจากการรวมตัวของกลุ่มการเมืองที่มีแนวคิดแตกต่างกัน เช่น ดร.ลิม ชอง ยู (Dr. Lim Chong Eu) อดีตผู้นำพรรคสหประชาธิปไตย หรือ United Democratic Party (UDP) โดยพรรคนี้จัดตั้งเมื่อ 21 เมษายน 1962 เป็นพรรคที่ตั้งขึ้นจากอดีตแกนนำพรรค Malaysia Chinese Association หรือ MCA ที่เห็นว่าพรรค MCA มีการประนีประนอมกับพรรค United Malays National Organisation หรือ UMNO ซึ่งเป็นพรรคของคนมลายูมากเกินไป นอกจาก ดร. ลิม ลอง ยู แล้ว ยังมี ดร. ตัน ชี คูณ (Dr. Tan Chee Khoon) ผู้เป็นอดีตสมาชิกพรรคแรงงานหรือ Parti Buruh, ศาสตราจารย์ สัยยิดฮุสเซ็น อัล-อัตตัส (Prof. Syed Hussein Al-Attas) และศาสตราจารย์ วัง กุงวู (Prof. Wang Gungwu) โดยสองคนหลังเป็นกลุ่มปัญาญาชน กลุ่มบุคคลเหล่านี้ได้จัดตั้งพรรคการเมืองด้วยเกิดจากไม่พอใจการทำงานของพรรคพันธมิตร (Parti Perikatan)[35] ซึ่งเป็นกลุ่มพรรครัฐบาล พรรคนี้มีนโยบายในการพิทักษ์รักษาและคงไว้การเรียนการสอนโดยการใช้ภาษาอังกฤษ, ภาษาจีนและภาษาทมิฬ พรรคนี้พยายามจะสลัดภาพลักษณ์ของคนจีนโดยเลือกศาสตราจารย์สัยยิดฮุสเซ็น อัล-อัตตัส เป็นหัวหน้าพรรค เริ่มแรกพรรค Gerakan เป็นพรรคฝ่ายค้านที่เข้มแข็งที่สุด โดยในปี 1968 พรรค Gerakan เป็นพรรคฝ่ายค้านที่เข้มแข็งที่สุด ในปี 1968 พรรค Gerakan สามารถยึดครองรัฐปีนังไว้ได้ ต่อมาในปี 1972 ทางพรรคได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกของพรรคแนวร่วมแห่งชาติ หรือ Barisan Nasional (BN) ปัจจุบันพรรคนี้เป็นหนึ่งในสองพรรคของคนจีนที่เข้มแข็ง ปัจจุบันมี ดาโต๊ะ ซรี ลิม เค็ง เยก (Dato’ Seri Lim Kheng Yaik) เป็นผู้นำพรรค
สำหรับความสัมพันธ์กับชุมชนคนไทยนั้น ด้วยชาวมาเลเซียเชื้อสายไทยพุทธมีความสัมพันธ์จนเกือบจะเรียกได้ว่าเป็นพี่น้องกันกับชุมชนคนจีน ด้วยทั้งสองกลุ่มมีศาสนาพุทธเป็นตัวเชื่อม จากความสัมพันธ์ดังกล่าว ทำให้คนจีนส่วนหนึ่งสามารถพูดภาษาไทยได้ แต่ก่อนหน้าที่พรรค UMNO จะรับสมาชิกจากกลุ่มภูมิบุตร(Bumiputra) อื่น ๆ ที่ไม่ได้นับถือศาสนาอิสลามนั้น ชุมชนไทยส่วนหนึ่งได้เป็นสมาชิกพรรค Gerakan ซึ่งเป็นพรรคที่คนมาเลเซียเชื้อสายจีนเป็นสมาชิกจำนวนมาก ดังนั้นพรรค Gerakan จึงเป็นพรรคทางเลือกสำหรับชุมชนชาวไทยพุทธ แต่ภายหลังจากพรรคUMNOได้เปิดรับสมาชิกพรรคที่มีสถานะเป็นภูมิบุตร (Bumiputra)ที่ไม่ได้นับถือศาสนาอิสลาม ทำให้คนมาเลเซียเชื้อสายไทยพุทธมีสิทธิ์เป็นสมาชิกพรรค UMNO ปัจจุบันมีการจัดตั้งพรรค UMNO ในชุมชนคนไทยเช่นในรัฐกลันตัน ที่หมู่บ้านเตอร์เบาะ (Kg.Terbak) ในอำเภอตุมปัต รัฐกลันตัน[36] ถึงอย่างไรก็ตามพรรค Gerakan ก็ยังคงเป็นพรรคที่ได้รับการสนับสนุนจากชุมชนคนมาเลเซียเชื้อสายไทยพุทธ ผู้นำของพรรค Gerakan ในรัฐกลันตันคนหนึ่งเป็นคนมาเลเซียเชื้อสายไทยพุทธ คือ นายแดง ลูกชายนายจิตร (Eh Deng A/L Eh Chit) อดีตรองผู้อำนวยการสำนักงานศูนย์ข้อมูลวิชาการ สำนักงานศึกษาธิการของรัฐกลันตัน ซึ่งนับเป็นคนไทยคนหนึ่งในไม่กี่คนที่ได้รับโอกาสรับราชการจนถึงระดับสูงเช่นนั้น

พรรคองค์การสหมลายูแห่งชาติ หรือ United Malays National Organisation
การเกิดพรรค UMNO เกิดขึ้นจากการประชุมขององค์กรชาวมลายูทั่วประเทศจำนวน 41 องค์กร เมื่อ 1 มีนาคม 1946 จากการประชุมครั้งนั้นมีการลงมติให้จัดตั้งพรรคการเมืองของชาวมลายู ดังนั้นเมื่อ 11 พฤษภาคม 1946 จึงได้มีการจัดตั้งพรรค UMNO โดยมีชื่อเติมว่าพรรค United Malays National Organization ส่วนใหญ่จะรู้จักในชื่อย่อว่า UMNO มีนายดาโต๊ะออนน์ บินยะอาฟาร์ (Dato’Onn bin Ja’afer) เป็นหัวหน้าพรรคคนแรก ต่อมาในปี 1953 ตนกูอับดุลราห์มานปุตรา (Tunku Abdul Rahman Putra) เป็นหัวหน้าพรรคคนต่อมา หลังจากนาย ดาโต๊ะออนน์ เสนอให้พรรค UMNO เปิดกว้างรับสมาชิกจากชนหลายเชื้อชาติ และเมื่อ 4 กุมภาพันธ์ 1988 พรรค UMNO ถูกศาลสูงในกรุงกัวลาลัมเปอร์ ตัดสินให้ผิดกฎหมายจากการผิดพลาดทางเทคนิคในการประชุมสมัชชาใหญ่ประจำปีเมื่อ 1987 โดยสมาชิกบางส่วนเป็นสมาชิกที่ขาดการเสียค่าบำรุงประจำปีแก่พรรค ดังนั้นการประชุมใหญ่ครั้งนั้นถือเป็นโมฆะ จนต้องถูกยุบพรรค ต่อมา ดร.มหาเดร์ โมฮัมหมัด ได้จดทะเบียนพรรค UMNO อีกครั้ง เมื่อ 3 กุมภาพันธ์ 1988[37] ปัจจุบันมีนายดาโต๊ะซรีอับดุลเลาะห์ อาหมัด บาดาวี (Dato’ Seri Abdullah Ahmad Badawi) เป็นหัวหน้าพรรค
การที่พรรค UMNO ได้ขยายสาขาพรรคไปยังรัฐซาบะห์ทำให้พรรค UMNO ต้องแก้ไขกฎข้อบังคับพรรค รับสมาชิกจากชาวภูมิบุตร(Bumiputra)ของรัฐซาบะห์ที่ไม่ได้นับถือศาสนาอิสลาม จึงทำให้คนมาเลเซียเชื้อสายไทยพุทธเหล่านี้ซึ่งถือเป็นชาวภูมิบุตร(Bumiputra)ด้วย ดังนั้นจึงมีการจัดตั้งสาขาพรรค UMNO ในชุมชนคนไทยพุทธ แต่โดยภาพรวมแล้วคนไทยพุทธในรัฐกลันตัน ส่วนใหญ่จะสนับสนุนพรรค Gerakan ซึ่งเป็นหนึ่งในพรรคแนวร่วมแห่งชาติ ถึงแม้ว่าคนมาเลเซียเชื้อสายไทยพุทธจะสามารถจัดตั้งสาขาพรรค UMNO เช่นเดียวกันกับชาวภูมิบุตรในรัฐซาบะห์ แต่พวกเขาสามารถมีปากเสียง สามารถมีสิทธิ์ในการลงคะแนนในระดับสาขาเท่านั้น เมื่อพวกเขาส่งตัวแทนในการประชุมใหญ่ประจำปีของพรรค UMNO ในระดับเขต พวกเขาจะสามารถเข้าประชุมในฐานะผู้สังเกตุการณ์เท่านั้น ไม่มีสิทธิ์ลงคะแนนเลือกคณะกรรมการบริหารพรรคในระดับเขตเหมือนกับคนมลายูอื่นๆ[38] ชาวมาเลเซียเชื้อสายไทยพุทธนั้นกระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศ แม้แต่ในรัฐซาบะห์และรัฐซาราวัค ซึ่งอยู่บนบอร์เนียวก็ยังมีชาวมาเลเซียเชื้อสายไทยพุทธอาศัยอยู่ แต่รัฐที่มีชาวมาเลเซียเชื้อสายไทยพุทธอาศัยอยู่อย่างหนาแน่นคือ รัฐกลันตัน รัฐเคดะห์ รัฐเปอร์ลิส และรัฐเปรัค ชาวมาเลเซียเชื้อสายไทยพุทธจะมีสมาคมของตนเองเพื่อเป็นปากเสียงแทนชุมชนของเขา สมาคมของชาวมาเลเซียเชื้อสายไทยพุทธนั้นมีชื่อว่า สมาคมสยามแห่งมาเลเซีย (Persatuan Siam Malaysia) การจัดตั้งสมาคมแห่งนี้เป็นผลดีต่อชุมชนมาเลเซียเชื้อสายไทยพุทธ เพราะในรัฐธรรมนูญมาเลเซียได้บัญญัติไว้ดังนี้ :
มาตรา 45 สมาชิกวุฒิสภา
1. วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกที่ได้รับการเลือกและได้รับการแต่งตั้ง
a- สมาชิกจำนวน 2 คนต่อทุกๆรัฐได้รับการเลือกจากสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ
aa- สมาชิกจำนวน 2 คน สำหรับดินแดนสหพันธรัฐกัวลาลัมเปอรร์, สมาชิกจำนวน 1 คน สำหรับดินแดนลาบวน และสมาชิกจำนวน 1 คน สำหรับดินแดนสหพันธรัฐปุตราจายาได้รับการแต่งตั้งจาก พระราชาธิบดี (Yang Di Pertuan Agong) และ
b-สมาชิกจำนวน 40 คน ได้รับการแต่งตั้งโดยพระราชาธิบดี (Yang Di Pertuan Agong)
2. คนได้รับการแต่งตั้งจากพระราชาธิบดี (Yang Di Pertuan Agong) เป็นผู้ที่มีความสำเร็จในการปฏิบัติหน้าที่ด้านราชการพลเรือน หรือในสายอาชีพ การค้า อุตสาหกรรม การเกษตร และวัฒนธรรม หรือการช่วยเหลือสังคม หรือเป็นตัวแทนชนกลุ่มน้อย หรือมีความสามารถที่จะเป็นตัวแทนของชนพื้นเมืองดั้งเดิม(Orang Asli)[39]
จากมาตรา 45 ของรัฐธรรมนูญมาเลเซียดังกล่าว ด้วยชุมชนชาวมาเลเซียเชื้อสายไทยพุทธมีจำนวนประชากรน้อยแต่เป็นกลุ่มก้อน และมีสมาคมที่เป็นของตนเอง มีผลทำให้ทางรัฐบาลมาเลเซียแต่งตั้งชาวมาเลเซียเชื้อสายไทยพุทธเป็นวุฒิสมาชิก บุคคลแรกที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นวุฒิสมาชิกคือ นายเจริญ อินทรชาติ ชาวรัฐเคดะห์ ผู้มีตำแหน่งเป็นอดีตหัวหน้าสำนักงานศุลกากรแห่งรัฐเคดะห์ ซึ่งเป็นชาวมาเลเซียเชื้อสายไทยพุทธที่มีตำแหน่งสูงในระดับรัฐ บุคคลต่อมาคือ นางซิวชุน เอี่ยม หรือ นางซิว ชุน บุตรสาวนายเอี่ยม (Siew Chun A/L Eiam)[40] เขาเป็นนายกสมาคมสยามแห่งมาเลเซีย ก่อนหน้าที่จะได้รับแต่งตั้งเป็นวุฒิสมาชิก เขาเป็นประธานคณะกรรมการการพัฒนาและความปลอดภัยแห่งหมู่บ้านปาดังปาตานี เขตเยอยาวี รัฐเปอร์ลิส ซึ่งตำแหน่งดังกล่าวมีสถานะเหมือนผู้ใหญ่บ้านในประเทศไทย สำหรับชุมชนชาวมาเลเซียเชื้อสายไทยพุทธในรัฐกลันตันนั้น[41] ไม่มีผู้ใดที่เข้ามีส่วนร่วมมีตำแหน่งทางการเมืองในระดับชาติ เพียงมีบางคนที่เข้ามีส่วนร่วมมีตำแหน่งทางการเมืองในระดับท้องถิ่น เช่นเป็นสมาชิกเทศบาลเมืองปาเซร์มัส รัฐกลันตัน[42]
รัฐธรรมนูญมาเลเซียไม่เพียงให้ประโยชน์แก่ชุมชนชาวมาเลเซียเชื้อสายไทยพุทธเท่านั้น ชุมชนชาวพื้นเมืองดั้งเดิมในมาเลเซียหรือที่รู้จักในนามโอรังอัสลี(Orang Asli) ซึ่งมีประมาณ 18 เผ่า[43] มีประชากรทั่วแหลมมลายูอยู่ประมาณ 132,873 คน พวกเขาก็มีสมาคมเพื่อเป็นปากเสียงให้กับชุมชนตนเอง สมาคมของคนพื้นเมืองดั้งเดิมมชื่อว่า สมาคมคนพื้นเมืองดั้งเดิมแห่งแหลมมลายู หรือ Malaysia Peninsular Orang Asli Association (Persatuan Orang Asli Semenanjung Malaysia) คนพื้นเมืองดั้งเดิมคนแรกที่ได้รับแต่งตั้งเป็นวุฒิสมาชิกคือนายฮาซัน นาม (Hasan Nam) คนที่สองคือ นายอิตัม วาลี บิน นาวัน (Itam Wali bin Nawan) คนที่สามชื่อว่า นายลง ยีดิน (Long Jidin) เป็นเผ่ายากุนจากรัฐปาหัง ส่วนคนที่สี่คือคนปัจจุบันชื่อว่า นายออสมาน บองซู (Osman Bongsu) เป็นชาวพื้นเมืองดั้งเดิมชาวรัฐโยโฮร์ นอกจากนั้นรัฐบาลมาเลเซียยังได้ออกกฎหมายเกี่ยวกับชนพื้นเมืองดั้งเดิมในปี 1954 คือ the Aboriginal Peoples Act 1954 ต่อมามีการแก้ไขในปี 1974 รัฐบาลได้ตั้งกรมขึ้นมาเพื่อดูแลชนพื้นเมืองดั้งเดิม โดยมีชื่อว่ากรมกิจการชนพื้นเมืองดั้งเดิม (Jabatan Hal Ehwal Orang Asli) เป็นกรมที่เข้าไปช่วยพัฒนาทางการศึกษา เศรษฐกิจ และสังคมแก่ชนพื้นเมืองดั้งเดิม ซึ่งสิ่งนี้เราสามารถเห็นถึงสภาพความเป็นอยู่ สวัสดิการของชนพื้นเมืองดั้งเดิม ซึ่งมีความแตกต่างจากชนเผ่าเดียวกันที่อาศัยอยู่ในแถบจังหวัดชายแดนภาคใต้
แนวคิดแบ่งแยกศาสนาออกจากการเมือง
ศาสตราจารย์ ดร. สัยยิด มูฮัมหมัด อัล-นากิ๊บ อัล-อัตตัส (Prof. Dr. Syed Muhammad al-Naquib al-Attas)[44] ได้กล่าวคำว่า Secularism มาจากคำภาษาละตินว่า Saeculum ซึ่งมีความหมายว่า เป็นแนวคิดที่อ้างถึงสถานการณ์ในปัจจุบันและในเวลานั้น ๆ และอ้างเพียงสภาพแวดล้อมเพียงโลกนี้เท่านั้น ส่วนศาสนาอิสลามนั้นมีทั้งสภาพโลกนี้และโลกหน้า
แนวคิด Secularism เกิดขึ้นเมื่อสมัยปัญญาชนตะวันตกกำลังต่อต้านอำนาจฝ่ายศาสนาจักรในอดีต ดังนั้นสามารถกล่าวได้ว่า การเมืองที่แยกออกจากอิสลามเป็นทฤษฎีของฝ่ายตะวันตก การเข้ามาของแนวคิด Secularism ในมาเลเซีย ด้วยการที่มาเลเซียตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษทำให้แนวคิดดังกล่าวเผยแพร่เข้ามากับอังกฤษ จนมีคำหนึ่งในภาษามลายูว่า Politik soku, Agama Suku (การเมืองอยู่ส่วนหนึ่ง ศาสนาก็อยู่อีกส่วนหนึ่ง)เริ่มตั้งแต่สมัยยุคอาณานิคม จนถึงเป็นรูปร่างในการเลือกตั้งครั้งแรก เมื่อปี 1955 จนกระทั่งถึงปัจจุบัน[45]
แนวความคิดทางการเมืองในกลุ่มชนเชื้อชาติมลายูนั้นแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ กลุ่มชาวมลายูที่เห็นว่าจำเป็นต้องมีการประนีประนอมกับกลุ่มเชื้อชาติอื่นๆ นั้นคือเป็นกลุ่มชาวมลายูที่ส่วนใหญ่สนับสนุนพรรค UMNO ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งมีความคิดว่าสมควรใช้หลักการศาสนาอิสลามในการปกครองประเทศ คนกลุ่มนี้มีความเห็นว่าแนวความคิดของกลุ่มที่สนับสนุนพรรค UMNO เป็นแนวความคิดของกลุ่มแบ่งแยกศาสนาออกจากการเมือง หรือที่เรียกว่าลัทธิเซคคูลาริสม์ (Secularism) ดังนั้นความขัดแย้งระหว่างกลุ่มเชื้อชาติมลายูที่มีแนวคิดทางการเมืองแตกต่างกันจึงค่อนข้างรุนแรง เมื่อประมาณ 20 ปีก่อนเกิดวิกฤติความขัดแย้งทางความคิดการเมืองระหว่างกลุ่มคนทั้งสองแนวคิด จนทำให้เกิดการหย่าร้างระหว่างสามีภรรยานับร้อยคู่ในรัฐตรังกานู และ รัฐกลันตัน แม้ว่าในปัจจุบันความขัดแย้งเฉกเช่นในอดีตจะไม่มีแล้ว แต่โดยส่วนลึกแล้วยังคงมีอยู่ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องกล่าวถึงพรรคอิสลามแห่งมาเลเซียหรือ พรรค PAS

พรรคอิสลามแห่งมาเลเซียหรือพรรค Parti Islam SeMalaysia (Pas)
พรรคนี้ได้จัดตั้งขึ้นเมื่อ 24 พฤศจิกายน 1951 ส่วนหนึ่งของแกนนำพรรค PAS มาจากการแยกตัวของฝ่ายศาสนาในพรรค UMNO ภายใต้การนำของนายหะยีอับบัส อัลเลียส (Haji Abbas Alias)ปัจจุบันมีนายหะยีอับดุลฮาดี บินอาวัง (Haji Abdul Hadi Awang) อดีตมุขมนตรีรัฐตรังกานู เป็นหัวหน้าพรรค PAS ส่วนนายนิอับดุลอาซีซ นิมัต ( Nik Abdul Aziz Nik Mat) ผู้เป็นมุขมนตรีรัฐกลันตันมีตำแหน่งเป็นมูรชิดุลอาม (Murshidul Am)[46] มีสถานะคล้ายผู้นำจิตวิญญาณ ในช่วงทศวรรษที่ 1970 พรรค PAS เคยเป็นรัฐบาลท้องถิ่นในรัฐกลันตัน ต่อมาเกิดความขัดแย้งจนมีการแยกพรรคเช่น พรรค BERJASA, HAMIM จนทำให้พรรค UMNO สามารถยึดครองรัฐกลันตันมาไป ต่อมาเมื่อพรรค UMNO เกิดความแตกแยก จนส่วนหนึ่งของสมาชิกพรรค UMNO ได้จัดตั้งพรรคใหม่ โดยมีชื่อว่าพรรคสปิริต46 หรือ Parti Semangat 46 ในการเลือกตั้งปี 1990 พรรค Parti Semangat 46 BERJASA, HAMIM PAS ได้จัดตั้งเป็นพันธมิตรภายใต้ชื่อ พันธมิตรเพื่อเอกภาพของประชาชาติ หรือ Angkatan Perpaduan Ummah (APU)[47] จนสามารถยึดรัฐกลันตันในปี 1990 จนถึงปัจจุบัน พรรค PAS ค่อนข้างมีอิทธิพลในรัฐที่มีชนชาวมลายูอยู่อย่างหนาแน่น เช่น รัฐกลันตัน, รัฐตรังกานู, รัฐเคดะห์ และรัฐเปอร์ลิส การที่อิทธิพลของพรรค PAS มีค่อนข้างสูง ทำให้พรรค UMNO ต้องปรับนโยบายของตนเองให้มีความเป็นอิสลามมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นยุคที่นายอันวาร์ อิบราฮิม เป็นรองนายกรัฐมนตรีที่พยายามแทรกอุดมการณ์อิสลามเข้าไปในพรรค ส่วนในปัจจุบันนายอับดุลเลาะห์ อาหมัด บาดาวี นายกรัฐมนตรีก็ได้สร้างความเป็นอิสลาม โดยการเสนอหลัการอิสลามฮาดารี (Islam Hadhari)[48] จนได้รับการสนับสนุนจากประชาชนมากขึ้น ทำให้การเลือกตั้งในปี 2004 ทำให้พรรคเกือบสามารถยึดรัฐกลันตันคืนจากพรรค โดยได้รับเลือกในสภานิติบัญญัติแห่งรัฐจำนวน 21 45 UMNO PAS ที่นั่ง ที่นั่ง การที่พรรค PAS สามารถปกครองรัฐกลันตัน ทำให้พรรค PAS พยายามที่จะใช้หลักการอิสลามในการปกครองการบริหารรัฐ

การที่พรรค PAS เป็นพรรคที่มีอุดมการณ์แนวทางอิสลาม แต่ในการบริหารการปกครองรัฐ ปรากฎว่าประชาชนที่ไม่ใช่ผู้นับถือศาสนาอิสลามไม่ได้มีผลกระทบแต่อย่างใด เพราะส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการออกกฎหมายที่มีประโยชน์ต่อประชนโดยรวม กฎหมายบางข้อ
การดำเนินการเพื่อใช้หลักชารีอะห์อิสลามในรัฐกลันตัน
มีความพยายามที่จะดำเนินการนำหลักการชารีอะห์อิสลามมาใช้โดยพรรค PAS โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรัฐกลันตันและรัฐตรังกานู นับตั้งแต่การก่อตั้งพรรค PAS ในปี1951 พรรค PAS มีความพยายามที่จะนำหลักการศาสนาอิสลามมาใช้ แต่การนำบางส่วนของหลักการซารีอะห์อิสลาม เริ่มมีผลให้เห็นนับตั้งแต่พรรค PAS ได้สามารถยึดครองรัฐกลันตันตั้งแต่ปี 1990 โดยพรรค PAS ได้พยายามทำให้รัฐกลันตันเป็นรัฐที่ปกครองตามหลักศาสนาอิสลาม มีการประกาศให้รัฐกลันตันเป็นรัฐระเบียงแห่งนครมักกะห์ ( Negeri Kelantan Negari Serambi Makkah) และประกาศให้เมืองโกตาบารู เมืองเอกของกลันตันเป็นเมืองอิสลาม หรือ Islamic City โดยมีชื่อเป็นทางการว่า เมืองโกตาบารู เมืองแห่งอิสลาม หรือ Kota Bharu Bandar raya Islam
Nasharuduin Mat Isa : 50 tahun mempelopori Perubahan,Menyingkap Kembah PAS lima puluh tahun :2001, Pernerbitan Ahnaf : KL


ตอนที่ 1 รัฐต่างๆศาสนา และกฎหมายสหพันธรัฐ
มาตรา 3 : (1) ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาสำหรับสหพันธรัฐ แต่ศาสนาอื่นสามารถนับถือและประกอบศาสนพิธีในดินแดนต่างๆของสหพันธรัฐ

มาตรา 8 ความเสมอภาพ
(1)ทุกคนมีความเสมอภาพในด้านกฎหมายและมีสิทธิ์ได้รับการปกป้องจากกฎหมายด้วยความเสมอภาพ
(3)ไม่มีความแตกต่างในการได้รับผลประโยชน์จากบุคคลนั้นเป็นประชาชนของ Raja แห่งรัฐใดๆ

ตอนที่ 12 บททั่วไป

มาตรา152 ภาษาแห่งชาติ
(1)ภาษาแห่งชาติคือภาษามลายู และต้องเขียนด้วยอักขระที่ได้กำหนดไว้โดยรัฐธรรมนูญ โดยมีเงื่อนไขดังนี้
(a)ไม่สามารถห้ามหรือกีดกั้นผู้ใดจากการใช้(ด้วยวัตถุประสงค์ใดๆนอกจากวัตถุประสงค์ทางการ)หรือจากการสอนหรือเรียนภาษาใดๆและ
(b)ไม่มีสิ่งใดในวรรคนี้ที่สามารถกระทบสิทธิของรัฐบาลสหพันธรัฐหรือสิทธิของรัฐบาลแห่งรัฐในการรักษาและดำเนินการใช้ภาษาและการเรียนภาษาของกลุ่มชนใดๆในสหพันธรัฐ
มาตรา160 การอธิบาย
(2)ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ถ้ามีใช้เกิดความหมายที่แตกต่างจะต้องมีความหมายดังนี้
“Orang Asli” (คนพื้นเมือง) หมายถึง คนพื้นเมืองในแหลมมลายู
“มลายู” หมายถึง บุคคลใดๆที่นับถือศาสนาอิสลาม ต้องพูดภาษามลายู ดำเนินชีวิตตามขนบธรรมเนียมประเพณีมลายูและ
(a) เกิดก่อนวันเอกราชในสหพันธรัฐหรือสิงคโปร์ หรือมารดาหรือบิดาเกิดในสหพันธรัฐหรือในสิงคโปร์ หรือในวันเอกราชโดยตั้งถิ่นฐานอยู่ในสหพันธรัฐหรือสิงคโปร์หรือ
(b)เป็นลูกหลานของบุคคลดังกล่าว

มาตรา161 การใช้ภาษาอังกฤษและภาษาภูมิบุตรในรัฐซาบะห์และซาราวัค
(2)การใช้ภาษาอังกฤษได้ดังนี้
(a)การใช้ภาษาอังกฤษในสภาใดๆของรัฐสภาโดยสมาชิกจากรัฐซาบะห์และซาราวัค
(b)การใช้ภาษาอังกฤษในศาลสูงของรัฐซาบะห์และซาราวัค หรือศาลต้นในรัฐซาบะห์และซาราวัค
มาตรา161A สถานภาพพิเศษของ Bumi putra ในรัฐซาบะห์และซาราวัค
(4)รัฐธรรมนูญของรัฐซาบะห์และซาราวัค สามารถออกกฎเช่นเดียวกันกับมาตรา153
(6) ความหมายของ Bumi putra หมายถึง
(a) สำหรับรัฐซาราวัค ผู้มีสิทธิและมีการกำหนดชนเผ่าตามวรรค(7) ถือเป็นชนเมือง (Bumi putra)หรือมีเลือดผสมของชนพื้นเมืองดังกล่าว
(b) สำหรับรัฐซาบะห์ ผู้มีสัญชาติและลูกหลานของชนพื้นเมืองรัฐซาบะห์และเกิดในรัฐซาบะห์ หรือบิดาขณะที่เกิดเป็นผู้ตั้งถิ่นฐานอยู่ในรัฐซาบะห์
(7) ชนพื้นเมืองที่ถือเป็น umi Putra ตามวรรค(6)คือ Bukitan, Bisayah,Dusun, Dayak Laut,Dayak Darat,Kadayan,Kalabit,Kayan,Kehyah (รวมทั้ง Sabup และSipeng),Kajang,
(รวมทั้ง Sekapan,Kejamah,Lehanan,Punan,Tanjung,และKanowit),Lugat,lisum,Melayu,Melano,Murut,Penan,Sian,Tagal,TabunและUkit
161B การว่าความในศาลในรัฐซาบะห์และรัฐซาราวัค
การว่าความของทนายความที่ไม่ได้ตั้งถิ่นฐานอยู่ในรัฐซาบะห์และรัฐซาราวัคนั้นสามารถว่าความในรัฐซาบะห์และรัฐซาราวัคได้ตามพระราชบัญญัติของรัฐสภาจนกว่าจะได้รับความยินยอมจากรัฐดังกล่าว

รัฐกลันตันกับการปกครองโดยใช้หลักการของศาสนาอิสลาม
จากหนังสือที่ออกโดยรัฐบาลท้องถิ่นรัฐกลันตันที่ชื่อว่า Dasar-Dasar Utama Kerajaan Negeri Kelanta, Pusat Kajian Strategik : Urusaetia Peneranga Kerajaan Negeri Kelantan : Kota Bharu: 2005
1. การพัฒนาและ การบริหาร
การพัฒนาและ การบริหารเป็นหัวใจหลักของรัฐบาลหนึ่งๆ
พัฒนาพร้อมกับอิสลาม หรือ Membangun bersama Islam มีความหมายว่าการนำโดยเน้นความรับผิดชอบทั้งในโลกนี้และโลกหน้า โดยใช้หลักของคัมภีร์อัล-กุรอ่านและสุนนะห์เป็นฐาน และนักปราชญ์ศาสนาเป็นแกนของการวินิจฉัย

ยุทธศาสตร์และการดำเนินการ
โครงการสำคัญที่ทางรัฐบาลรัฐกลันตันได้ดำเนินการมี 3 โครงการคือ
1. โครงการการบริหารและการคลัง
2. โครงการพัฒนาอิสลาม
3.โครงการพัฒนาและความสงบสุขของประชาชน

1. โครงการการบริหารและการคลัง
1.1 สร้างวัฒนธรรมโดยการเปิดและปิดพิธีการต่างๆ โดยใช้หลักการอิสลาม นั้นคือ การเริ่มเปิดงานโดยการอ่านบท อัล-ฟาตีฮะห์ และปิดงานโดยการอ่านบทอัล-อัสรี
1.2 อนุมัติหนังสือเวียนการบริหารอิสลามฉบับปี1994
1.3 ปิดสถานที่การพนัน
1.4 ปฏิบัติตัวตามหลักการอิสลามด้วยการแต่งกายที่มิดชิด
1.5 ควบคุมร้านตัดผม โดยหลีกเลี่ยงให้สตรีตัดผมผู้ชาย
1.6 หามมีป้ายโฆษณาที่มีการโฆษณารูปภาพสตรีที่ท่าทางและการแต่งกายที่ขัดกับหลักการศาสนาอิสลาม
1.7 ไม่มีการอนุมัติใบอนุญาตเปิดสถานบันเทิง
1.8 ดำเนินการใหม่เกี่ยวกับใบอนุญาตขายเหล้า เริ่มตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 1993 โดยสุราทุกประเภทไม่อนุญาตให้มีการดือมในที่สาธารณะ รวมทั้งในโรงแรม, ภัตตาคาร และ ร้านอาหาร อย่างไรก็ตามบุคคลที่ไม่ใช่มุสลิมสามารถดืมที่บ้าน สถานที่พำนักของพวกเขา หรือ สถานที่ไม่ใช่สาธารณสถาน
1.9 มีการบริหารโรงแรมตามหลักศาสนาอิสลาม
1.10 มีการเปิดเคาเตอร์จ่ายเงินโดยแยกระหว่างสตรีกับผู้ชายในห้างสรรพสินค้า
1.11 มีการแยกที่นั่งกันระหว่างผู้ชายกับสตรีในงานที่เป็นทางการต่างๆ
1.12 มีการให้เงินกู้ยืมแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลโดยใช้หลักการศาสนาอิสลาม
1.13 แยกบัญชีระหว่างบัญชีฮาลาล หรือบัญชีถูกตามหลักศาสนาอิสลามกับบัญชีฮาราม หรือบัญชีผิดตามหลักศาสนาอิสลาม
1.14 ทำงานวันละ 5 วันต่อสัปดาห์ (วันหยุดคือ วันศุกร์และวันเสาร์ ขณะที่รัฐอื่นวันหยุดคือ วันเสาร์และวันอาทิตย์)
1.15 ลาคลอดมีการขยายเวลาจาก 42 วัน เป็น 60 วัน
1.16 เวลาทำงานในช่วงเดือนถือศีลอดทำให้สั้นลง โดยไม่มีเลาพักเที่ยงในเดือนรอมฏอน
1.17 มติผ่าน พ.ร.บ. การควบคุมการบันเทิงของรัฐกลันตัน ฉบับปี 1998 โดยการเน้นคุณค่าของศาสนาอิสลาม
1.18 ควบคุมเวลาการดำเนินธุรกิจในช่วงเวลามักริบ เพื่อให้พ่อค้าแม่ค้าสามารถประกอบการละหมาดได้
1.19 มีการโอนบัญชีเงินฝากของรัฐบาลท้องถิ่นจากระบบธาคารที่มีดอกเบี้ยมาเป็นระบบธนาคารปลอดดอกเบี้ย
1.20 สร้างโรงรับจำนำตามระบบอิสลาม หรือที่เรียกว่า อัล-ราฮัน (Al-Rahn)
1.21 จัดตั้งกองทุนระเบียงมักกะห์ (Tabung Serambi Mekah)

2. โครงการพัฒนาอิสลาม
2.1 โครงการที่ได้รับการอนุมัติจากทางรัฐบาลท้องถิ่นรัฐกลันตัน เช่น
2.2 จัดตั้งหน่วยเผยแพร่ศาสนาอิสลาม
2.3 เพิ่มจำนวนครูสอนคัมภีร์อัล-กุรอ่านและฟาร์ดูอิน
2.4 ดำเนินกิจกรรมต่างๆโดยร่วมมือกับองค์กรต่างๆที่เผยแพร่ศาสนา
2.5 เพิ่มกิจกรรมเผยแพร่ศาสนาอิสลามโดยผ่านหน่วยงานของรัฐ
2.6 โครงการเผยแพร่ศาสนาโดยผ่านกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์ในระดับองค์กรบริหารส่วน2.72.8ท้องถิ่น เช่น เทศบาล, อำเภอ
2.9 เพิ่มประสิทธิภาพของฝ่ายเผยแพร่ศาสนาในสำนักงานกิจการอิสลาม
2.10ส่งเสริมการเข้าร่วมของบุคคลที่ไม่ใช่มุสลิมในงานพิธีการสำคัญของทางศาสนาอิสลามและพิธี2.11ทางการของรัฐบาลท้องถิ่น 2.18
2.12รณรงค์การแต่งกายปกปิดตามหลักศษสนาอิสลาม
2.13 โครงการอิฮฺยา รอมฎอน
2.14 โครงการอิมาเราะห์มัสยิด
2.15 โครงการต้อนรับวันฮูดุด
2.16 โครงการเดือนแห่งการละหมาด
2.17 จัดท่องเที่ยวในเดือนรอมฎอน
2.18 จัดตั้งกองทุนอัล-กอร์ดูล ฮัสซันในมัสยิดต่างๆ
2.19 ขจัดการค้าประเวณี
2.20 จัดตั้งวิทยาลัยอิสลามนานาติสุลต่านอิสมาแอลปุตรา มีสถานะเทียบเท่ามหาวิทยาลัย
2.21 จัดตั้งสถาบันมาอาฮัดตะห์ฟีซอัล-กุรอ่าน
2.22 การแทรกกิจกรรมศิลปะและวัฒนธรรมอิสลามเข้าในงานวัฒนธรรมประจำปีของรัฐกลันตัน
2.23ลงมติผ่าน พ.ร.บ. กฎหมายอาชญากรรมชารีอะห์ II (ฉบับปี1983)
2.24นโยบายวัฒนธรรมแห่งรัฐโดยตั้งบนพื้นฐานของหลักการอิสลาม(ฉบับปี1998)
2.25เข้มงวดให้เป็นไปตามหลักการอิสลามของนโยบายควบคุมการบันเทิงของรัฐกลันตัน ฉบับปี 1998 และให้ความสำคัญกับจริยธรรมอิสลามในกฎขัอบังคับควบคุมการบันเทิง ฉบับปี1999
2.26ให้ปฏิบัติตาม พ.ร.บ. ครอบครัวอิสลาม ฉบับปี 1993 ฉบับแก้ไขปี1999

3.โครงการพัฒนาและความสงบสุขของประชาชน
3.1 เพิ่มประสิทธิภาพของสำนักงานพัฒนาแห่งรัฐในการดำเนินโครงการต่างๆ
3.2 เพิ่มบทบาทของสำนักที่ดินและอำเภอ (มีสถานะคล้ายที่ว่าการอำเภอในประเทศไทย)
3.3 ดำเนินโครงการสาธารณประโยชน์ เช่น สร้างถนน ยกระดับถนน สร้งสะพาน ฯลฯ
3.4 มีการเปประมูลสัมปทานป่าไม้โดยการเปิดเผย (การประมูลสัมปทานป่าไม้ อยู่ในอำนาจของรัฐบาลท้องถิ่น มีการเล่นพรรค เล่นพวก จนครั้งหนึ่งรองมุขมนตรีของรัฐกลันตันผู้รับผิดชอบเกี่ยวกับการป่าไม้ถูกโจมตี ทำให้มุขมนตรีต้องนำอำนาจหน้าที่การรับผิดชอบการป่าไม้เข้าอยู่ภายในอำนาจของตนเอง)
3.5 นโยบายประหยัดในการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดิน
3.6 นโยบายตะอาวุนในการดำเนินการโครงการต่างๆ
3.7 ให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ยากจนโดยผ่านองค์กรของรัฐบาลท้องถิ่น เช่น YAKIN, PKINK และ KPK


นโยบายเกี่ยวกับศิลปะและวัฒธรรม
มีการห้ามละเล่นศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นที่เห็นว่าขัดกับหลักการศาสนาอิสลาม
1. เล่นดีเกร์บารัต หรือที่คนในจังหวัดชายแดนภาคใต้รู้จักกันในนามของดีเกร์ฮูลู นั้นให้ปฏิบัติตาม พ.ร.. ควบคุมการบันเทิงของรัฐกลันตัน ฉบับปี 1991 โดยมีการห้ามมีนักแสดงผู้หญิงเข้าร่วมในการแสดงด้วย
2. ห้ามการละเล่นมะโหย่ง
3. ห้ามการละเล่นมโนราห์
4. ห้ามการละเล่นปุตรี

พ.ร.บ. กฎหมายอาชญากรรมชารีอะห์ II (ฉบับปี1983) ใช้หลักการศาสนาอิสลามในการตัดสินความผิด ตอนที่ 1 ความผิดตามกฎหมายฮูดุด มาตรา 4 ความผิดตามกฎหมายฮูดุดมี 1.การขโมย 2.การปล้น 3. การผิดประเวณี 4. การกล่าวหาผู้อื่นว่าผิดประเวณีโดยไม่มีพยานเป็นจำนวน 4 คน 5.การดื่มสุรา หรือสิ่งมึนเมา 6. การออกจากการนับถือศาสนาอิสลาม

ตัวอย่างการตัดสินความผิด เช่น การขโมย
ครั้งที่ 1 ตัดมือมือขวาของผู้กระทำผิด ครั้งที่ 2 ตัดมือซ้ายของผู้กระทำผิด ครั้งที่ 3 ตัดสินจำคุกเพื่อให้ผู้ทำผิดสำนึกในการกระทะดังกล่าว
[1] Mohd. Foad Sakdan.1999. Pengetahuan Asas Politik Malaysia.Dewan Bahasa dan Pustaka : Kuala Lumpur หน้า 59
[2] Warta Gapena, October 2001 หน้า 16 และWarta Gapena, October 2005 หน้า 5-6
[3] Jabatan Penerangan Malaysia.2004.Malaysia2004.Percetakan Zaiton Kassim:Ipoh หน้า 124
[4] Shaikh Mohd. Noor Alam bin Shaikh Mohd. Hussain.1988. Federalisme di Malaysia:Dewan Bahasa dan Pustaka:Kuala Lumpur หน้า
14-15

[5] สถาบันการศึกษาดังกล่าว เช่น Raffle Institute ต่อมาสถาบันนี้ได้ร่วมกับ King Edward VII Medical College ที่สิงคโปร์กลายเป็น University
of Malaya ภายหลังได้มีการจัดตั้งวิทยาเขตที่กัวลาลัมเปอร์กลายเป็น University of Malaya, Kuala Lumpur ส่วนวิทยาเขตเดิมเป็น University
of Malaya, Singapore ต่อมาเมื่อ 1965 สิงคโปร์ได้แยกตัวออกจากมาเลเซีย ดังนั้น University of Malaya ที่กัวลาลัมเปอร์ยังคงใช้ชื่อเดิมเป็น
University of Malaya ส่วน University of Malaya ทีสิงคโปร์ได้เปลี่ยนชื่อ University of Singapore ต่อมา University of Singapore กลายมา
เป็น National University of Singapore จนถึงปัจจุบัน

[6] สัมภาษณ์ นาย Ismail bin Salleh อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยแห่งชาติมาเลเซีย ปัจจุบันเป็นอาจารย์ต่างประเทศประจำภาควิชาภาษา
ตะวันออก คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2549
[7] Mohd. Foad Sakdan.1999.Pengetahuan asas Politik Malaysia.Dewan Bahasa dan Pustaka : Kuala Lumpur หน้า 136-137
[8] แหล่งเดิม หน้า 136
[9] นิอับดุลรากิ๊บ บินนิฮัสซัน.2548a.เอกสารบรรยายวิชาการเมืองการปกครองในภูมิภาคมลายู.แผนกวิชามลายูศึกษา ภาควิชาภาษาตะวันออก
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
[10] Hazil Abdul Hamid.1990.Sosiologi Pendidikan dalam perspektif pembangunan Negara.Dewan Bahasa dan Pustaka: Kuala Lumpur 19
หน้า 95-96
[11] ในประเทศมาเลเซีนค่อนข้างจะให้ความสำคัญกับโรงเรียนประจำ นักเรียนที่เรียนโรงเรียนประจำได้รับสวัสดิการจากรัฐบาล แม้แต่ที่เมืองรัน
เตาปันยัง รัฐกลันตัน ซึ่งเป็นเมืองที่อยู่ตรงข้ามอำเภอสุไหงโกลกก็มีโรงเรียนมัธยมรันเตาปันยัง (Sekolah Menengah Kebangsaan Rantau
Panjang )ซึ่งมีหอพักประจำสำหรับนักเรียน
[12] Hazil Abdul Hamid. แหล่งเดิม หน้า 150-151
[13] Kari Von Vorys : Democracy without consensus communalism and political stability in Malaysia : New Jersey: Princeton University Press
หน้า 397
[14] Hazil Abdul Hamid. แหล่งเดิม หน้า 153
[15] สัมภาษณ์ นาง Faridah Mohd. Nor อาจารย์หัวหน้าแผนกวิชาภาษามลายู โรงเรียนมัธยม Mahmud Muhyiddin , Kota Bharu Kelantan
Malaysia เมื่อ วันที่ 6 กันยายน 2549
[16] Hazil Abdul Hamid. แหล่งเดิม หน้า 154
[17] Perlembagaan Persekutuan.2005.International Law Book Services:Petaling Jaya. หน้า 165-170
[18] Siri undang-undang dan masyarakat : mengenal mahkamah Malaysia Kuala Lumpur : Dewan Bahasa dan Pustaka, 1997.
[19] นิอับดุลรากิ๊บ บินนิฮัสซัน.2548b.เอกสารบรรยายวิชาระบบกฏหมายในภูมิภาคมลายู.แผนกวิชามลายูศึกษา ภาควิชาภาษาตะวันออก
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
[20] Fauziah Shaffie & Ruslan Zainuddin.2001.Sejarah Malaysia..Selangor:Fajar Bakti หน้า 41
[21] Zaini Nasohah.2004.Pentadbiran undang-undang Islam di Malaysia : sebelum dan menjelang merdeka.Kuala Lumpur : Utusan
Publications & Distributors. หน้า 32

[22] ประเทศมาเลเซียในยุคเป็นอาณานิคมของอังกฤษ แบ่งการปกครองออกเป็น 3 ส่วน คือ สหพันธรัฐมลายู หรือ Federated Malays States
ประกอบด้วยรัฐปาหัง รัฐนัครีซัมบีลัน รัฐเปรัค รัฐสลังอร์, รัฐมลายูที่ไมใช่สหพันธรัฐมลายู หรือ Unfederated Malays State ประกอบด้วย
รัฐกลันตัน รัฐตรังกานู รัฐโยโฮร์ รัฐเคดะห์ รัฐเปอร์ลิส และ รัฐสเตร็ทเซ็ตเติ้ลเมนท์ หรือ Straight Settlement States ประกอบด้วยรัฐปีนัง, รัฐ
มะละกา และ สิงคโปร์
[23] สัมภาษณ์นาย Mohd. Said Hinayat ผู้อำนวยการสำนักงานกิจการชนพื้นเมืองแห่งรัฐซาบะห์ รัฐบาลท้องถิ่นรัฐซาบะห์ เมื่อ 6 พฤศจิกายน
2549
[24] Perlembagaan Persekutuan อ้างแล้ว หน้า 2
[25] Abdul Halim El-Muhammady 2005.Undang-undang jenayah dalam Islam dan Enakmen Negeri-Negeri .Bangi, Selangor : Wadah Niaga
หน้า 21 .
[26] ซากาตเป็นเงินทำทานตามที่ศาสนาได้กำหนดไว้ ซึ่งชาวมุสลิมทุกคนต้องจ่ายแก่ผู้ที่อยู่ในเกณฑ์ศาสนาอิสลามได้บัญญัติไว้
[27] เดือนรอมฎอน เป็นเดือนที่ 9 ของปฏิทินอิสลามตามจันทรคติ
[28] Abdullah Alwi Hassan .2000.Pertumbuhan Pentadbiran Undang-Undang Islam di Malaysa, ใน Mohd. Taib Osman & A Aziz Deraman..
Tamadun Islam di Malaysia.Kuala Lumpur:Dewan Bahasa Pustaka หน้า 125-126
[29] กาฎี เป็นตำแหน่งผู้พิพากษาที่ใช้กฎหมายอิสลามในการตัดสินคดีความ และในกลุ่มชาวมุสลิมที่ยึดถือแนวทางสุนหนี่ หรือ สุนนะห์ มีสำนัก
แนวคิดอยู่ 4 สำนัก คือ สำนักอัช-ชาฟีอี สำนักฮัมบาลี สำนักมาลีกี และสำนักฮานาฟี
[30] Abdullah Alwi Hassan. อ้างแล้ว หน้า 156-158
[31] สามารถดูรายละเอียดใน Mohd. Nor bin Ngah, Kitab Jawi : Islamic Thought of The Malay Muslim Scholars: Singapore: Institute of
Southeast Asian Studies : 1982) และ Virginia Matheson & M.B. Hooker, “Jawi Literature in Patani : The Maintenance of An Islamic
Tradition, ใน Journal of The Malaysia Branch of The Royal Asiatic Society, Vol. 61 Part. 1, 1988.
[32] Ismail Mat.Kepentingan Pendidikan Perundangan Islam dalam konteks Pentadbiran Mahkamah Syariah di Sabah dan Sarawak,
ใน Ismail Ab. Rahman (Editor).Pendidikan Islam Malaysia, Universiti Kebangsaan Malaysia: Bangi: Selangor: 1993หน้า 70-79

[33] นิอับดุลรากิ๊บ บินนิฮัสซัน.2548a. อ้างแล้ว
[34] Mohd. Foad Sakdan. อ้างแล้ว หน้า 17
[35] ก่อนที่จะมีการจัดตั้งพรรคแนวร่วมแห่งชาตินั้น พรรคการเมืองของกลุ่มเชื้อชาติได้ร่วมตัวกันจัดตั้งพรรคพันธมิตร เป็นการรวมตัวของพรรค
United Malays National Organisation (UMNO), พรรคMalaysia Chinese Association (MCA) และพรรค Malaysia Indian Congress (MIC)
[36] สัมภาษณ์Mr. Nik Rusli Bin Nik Mustapha ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิชาการ สำนักงานศึกษาธิการแห่งรัฐกลันตัน ซึ่งอีกตำแหน่งหนึ่ง
เป็นกรรมการบริหารพรรค UMNO เขตตุมปัต รัฐกลันตัน เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2549
[37] Mohd. Foad Sakdan. อ้างแล้ว หน้า 172-173
[38] Mr. Nik Rusli Bin Nik Mustapha. อ้างแล้ว
[39] Perlembagaan. อ้างแล้ว หน้า 57-58
[40] นักศึกษาภาควิชาภูมิศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ได้ไปสัมภาษณ์เขา ปรากฏว่า
สามารถพูดภาษาไทยได้ แต่ไม่สามารถเขียนภาษาไทยได้ เพราะได้รับการศึกษาตามระบบการศึกษาของมาเลเซีย
[41] Mr. Siri Nengbuah (นายสิริ สุกใส) ผู้อำนวยการสำนักงานศิลปะและวัฒนธรรมแห่งรัฐนัครีซัมบีลัน มาเลเซีย เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2549
[42] ผู้เขียนเคยพบกับสมาชิกเทศบาลผู้นี้ที่ตลาดรันเตาปันยังเมื่อ 2 ปี โดยการแนะนำของนาย Rusli Fadhil สมาชิกสภาเทศบาลเมืองปาเซร์มัส ซึ่งเป็น
เพื่อนกับผู้เขียน
[43] Amran Kasimin.1995.Agama dan perubahan social di kalangan penduduk asli di Semenanjung Tanah .Kuala Lumpur:Dewan Bahasa Pustaka
Melayu. หน้า 3-8
[44] Syed Muhammad Naguib Al-Attas1993.Islam and secularism..Kuala Lumpur: ISTAC หน้า 36-47
[45] Nasharuddin Mat Isa.Hubungan Politik dan Agama: Trauma Hidup Umat Melayu Islam ใน Himpunan Kertas Kerja : Isu dan proses
Pembukaan Minda Umat Melayu Islam.Kuala Lumpur : Dewan Bahasa dan Pustaka. 2002 หน้า 72-73
[46] Murshidul Am แปลตามตัวว่า ที่ปรึกษาทั่วไป แต่ตำแหน่งนี้มีเพียงคนเดียวภายในพรรค